ธรรมบรรยาย อัมพัฏฐสูตร ตอน 5.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์14 KB
วันที่แก้ไข4 สิงหาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

ธรรมบรรยาย อัมพัฏฐสูตร ตอน 5 มาเข้าสู่อัมพัฏฐสูตร เล่าเรื่อง ความเป็นนักบวชกับความเป็นฆราวาสที่เขายึดมั่นถือมั่นกัน แต่มันเป็นสิริมหามายา ในยุคนั้น อัมพัฏฐมานพ เป็น พราหมณ์มหาศาลในยุคนี้มี พระมหาศาล ก็นัยยะเดียวกัน แต่ พราหมณ์มหาศาล แย่กว่าพระในยุคนี้มุมหนึ่ง แต่พระมหาศาลก็แย่อีกมุมหนึ่ง คนละมิติที่แย่กว่ากัน เช่น พระมหาศาล ทุกวันนี้มีเดรัจฉานวิชชาเยอะมาก ในยุคพระพุทธเจ้าเดรัจฉานวิชชาไม่มากขนาดนั้น ไสยศาสตร์ก็ไม่มากขนาดนั้น ในวงการของธรรมะนะ แต่ทุกวันนี้ศาสนาพุทธในเมืองไทยเต็มไปหมดทั้งไสยศาสตร์และเดรัจฉาน เห็นแล้วสุดสงสารน่าสงสารน่าเวทนาจริงๆก็ไม่รู้จะทำอย่างไร อาตมาก็ยังไม่ได้ถอดใจก็พยายามช่วยให้เกิดความรู้ให้เกิดความเข้าใจ ด้วยสื่อสารสนเทศอธิบายสาธยายกันนี่ อาตมาไม่มีทางหยุด ไม่มีประตูอื่นเลยที่จะไปช่วยได้ ก็ช่วยกันแสดงความจริงเอาหลักฐานความจริงอ้างอิงยืนยันตามพระไตรปิฎกที่เราเชื่อถือร่วมกัน ก็เอามายืนยันกันไป จนกระทั่งจุดสำคัญที่พระพุทธเจ้าบอกว่าตระกูลคุณก็แพ้ ไล่กันตามตระกูล DNA อัมพัฏฐะก็แพ้ เมื่อมาชี้ทางคุณธรรมแท้ อัมพัฏฐะก็ไม่ได้มีจรณะสมบัติ วิชชาสมบัติ

จุลศีล คือศีลหลักที่จะเอาตัวความหมายแต่ละข้อมาปฏิบัติ พระพุทธเจ้าประมวลไว้แล้ว 26 อย่าง เอามาปฏิบัติแล้วจะครบ ทั้งในลักษณะของ 1.จิตนิยาม 2. พีชนิยาม 3. อุตุนิยาม มาเรียนรู้และเอาปฏิบัติกรรม แล้วให้ทรงไว้ซึ่งธรรมะ ให้เกิดสภาพที่เป็นที่ได้ที่บรรลุ อาศัยไปเรื่อยๆ อาศัยธรรมะที่บรรลุได้แล้วก็อาศัยได้ โดยการกระทำ โดยกรรม โดยธรรมะ เป็นคู่สำคัญคือกรรมกับธรรมะ ที่ทำให้เกิดเป็นจิตนิยาม แล้วเราจะต้องเรียนรู้ธาตุ ในความเป็นสัตว์ จิตธาตุทั้งหลายแหล่ แยกแยะแล้วจัดการ อะไรที่เป็นจิตธาตุที่เป็นอกุศลจิต ก็กำจัด อะไรที่เป็น

อ่านต่อ

กุศลจิตก็รักษา ส่งเสริมให้ยั่งยืนเป็นฐานอาศัยเป็นธาตุ พลังงานจิตที่อาศัย จะอาศัยในระดับ พีชนิยามก็ได้ อุตุนิยามก็อาศัย แต่อาศัยอุตุไม่ใช่อาศัยอย่างชีวะ แต่อาศัยส่วนที่จะปรุงแต่งอยู่ในองค์ 3 คือ อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม อุตุนิยาม เป็นพลังงานหรือสสาร หรือในอุตุเป็นธาตุสองที่แยกพลังงานบวกลบได้แล้วอาศัยใช้ในชีวิตของเรา จนกว่าเราจะปรินิพพานเป็นปริโยสาน อาศัย จุลศีล แต่ละข้อ ไปก็จะบรรลุธรรมไปตามลำดับ ที่เป็น จรณะ 15 วิชชา 8 ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้กับอัมพัฏฐมานพ ว่า เนื้อแท้ของศาสนาคือวิชชาจะระณะสัมปันโน วิชชาจรณะ คือพุทธคุณ แก่นสารสาระของศาสนาคือ วิชชาจรณะ ในพุทธคุณ 9 ก็มีจรณะ วิชชาเป็นแก่นสารของสัจธรรม นอกนั้นเป็นเครื่องอลังการที่ชมเชยพระพุทธเจ้าทั้งนั้น พุทธคุณ 9 อรหํ เป็นพระอรหันต์ สมฺมาสมฺพุทโธ ตรัสรู้เองโดยชอบ วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ สุคโต เสด็จไปดีแล้ว โลกวิทู เป็นผู้รู้แจ้งโลก อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ มีความรู้เหนือ และเป็นสารถีฝึกคนที่ฝึกได้ไม่มีใครยิ่งกว่า สตฺถา เทวมนุสฺสานํ เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย พุทฺโธ เป็นผู้ตื่นและเบิกบานแล้ว ภควา ติ เป็นความจบในความเจริญ พ่อครูว่า...จุลศีล หลายคนปฏิบัติไม่ต้องถึง 26 ข้อก็บรรลุธรรมได้ แค่ 3 ข้อก็บรรลุธรรมได้แล้ว ถ้าขยายความไปในแต่ละข้อ ส่วนมัชฌิมศีล เป็นศีลที่ขยายจากจุลศีล เช่น ไม่พรากพืชคาม ภูตคาม ภูตคามคือ พลังงานที่อยู่กับดินน้ำไฟลม มัชฌิมศีล ๑. ภิกษุเว้นขาดจากการพรากพืชคามและภูตคาม เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบการพรากพืชคามและภูตคาม เห็นปานนี้คือพืชเกิดแต่เหง้า พืชเกิดแต่ลำต้น พืชเกิดแต่ผล พืชเกิดแต่ยอด พืชเกิดแต่เมล็ด เป็นที่ครบห้าแม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. พ่อครูว่า... รับประทานอาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาบริสุทธิ์แล้ว พูดภาษาง่ายๆก็คือให้อาหารกินแล้ว ยังประกอบการ พรากพืชคาม ภูตคาม เห็นปานนี้ ด้วยการพรากพืชเพื่อบำเรอตน กับพรากพืชเพื่อเผื่อมวลชนคนอื่นไม่ใช่เพื่อตัวเอง อันนี้เป็นนัยยะสำคัญ ไม่ใช่แก้ตัวให้ตัวเอง แต่ควรจะถือเป็นวินัยสำคัญ ไม่จำเป็นไม่สมควรก็อย่าไปพรากพืช ถ้าจำเป็นเห็นว่ามันสมควรที่ต้องพราก ก็พราก โดยมีนัยสำคัญที่อธิบายซ้อนไปแล้ว ๒. ภิกษุเว้นขาดจากการบริโภคของที่ทำการสะสมไว้ เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบการบริโภคของที่ทำการสะสมไว้ปานนี้คือ สะสมข้าว สะสมน้ำ สะสมผ้า สะสมยาน สะสมที่นอน สะสมเครื่องประเทืองผิวสะสมของหอม สะสมอามิส แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. ๓. ภิกษุเว้นขาดจากการดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศล เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังขวนขวายดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศล เห็นปานนี้ คือ การฟ้อน การขับร้อง การประโคมมหรสพ มีการรำเป็นต้น การเล่านิยาย การเล่นปรบมือ การเล่นปลุกผี การเล่นตีกลอง ฉากภาพบ้านเมืองที่สวยงาม การเล่นของคนจัณฑาลการเล่นไม้สูง การเล่นหน้าศพ ชนช้าง ชนม้า ชนกระบือ ชนโค ชนแพะ ชนแกะ ชนไก่รบนกกระทา รำกระบี่กระบอง มวยชก มวยปล้ำ การรบ การตรวจพล การจัดกระบวนทัพกองทัพ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. พ่อครูว่า... ที่จริงมวยชกมวยปล้ำ อาตมาชกพันชิ่งบอล บางทีมีภาพหลุด อาตมาไม่ได้ชกเพื่อจะไปขึ้นเวทีชกกับใครนะ แต่ทำเพื่อออกกำลังกาย การจะมีเจตนาอย่างไรก็ต้องมีนัยสำคัญที่เจตนา ไม่ใช่จะเอาชนะคะคานตีรันฟันแทงกับใคร ไม่ได้ไปแข่งขันโอลิมปิก ไม่มี แต่ทำเพื่อออกกำลังกาย เป็นต้น อาตมาพยายามยังขันธ์ก็หาวิธีเสริมช่วยมันไป พูดนี้ไม่ใช่แก้ตัวให้ตัวเอง แต่พูดให้เข้าใจในสัจธรรมที่ละเอียดลออ คนที่ไม่รู้ พาซื่อ บางทีก็เอามาตีมาแย้ง แต่อาตมารู้นัยละเอียดพวกนี้ ส่วนในศีล ก็คือห้ามทำหน้าที่อย่างฆราวาส แต่อาตมาเดินดูพวกเรา ไม่ได้ไปตรวจทัพ แต่เดินดูความเจริญความเป็นไปของพวกเรา มันมีความซ้อนในรายละเอียด การกระทำเช่นเดียวกันแต่มันมีเจตนารมณ์ต่างกัน พวกนี้มันจะต้องศึกษาให้ดีๆ มหาศีลอีก 7 ข้อ เป็นรายละเอียด อ่านบางข้อ (1,6,7) มหาศีล ๑. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ทายอวัยวะ ทายนิมิต ทายอุปบาต ทำนายฝัน ทำนายลักษณะ ทำนายหนูกัดผ้าทำพิธีบูชาไฟ ทำพิธีเบิกแว่นเวียนเทียน ทำพิธีซัดรำบูชาไฟ ทำพิธีซัดข้าวสารบูชาไฟ ทำพิธีเติมเนยบูชาไฟ ทำพิธีเสกเป่าบูชาไฟ ทำพลีกรรมด้วยโลหิต เป็นหมอดูอวัยวะ ดูลักษณะที่บ้านดูลักษณะที่นา เป็นหมอปลุกเสก เป็นหมอผี เป็นหมอลงเลขยันต์คุ้มกันบ้านเรือน เป็นหมองูเป็นหมอยาพิษ เป็นหมอแมลงป่อง เป็นหมอรักษาแผลหนูกัด เป็นหมอทายเสียงนก เป็นหมอทายเสียงกา เป็นหมอทายอายุ เป็นหมอเสกกันลูกศร เป็นหมอทายเสียงสัตว์ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. พ่อครูว่า... ดูในทีวีมีช่องที่ออกเดรัจฉานวิชชาเยอะแยะ มีอยู่ช่องหนึ่งเป็นฤาษีเณรหรืออย่างไร นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สมณะฟ้าไท... พ่อครูว่า... การใช้รำ แกลบ หรืออื่นๆ ทำให้เกิดควัน สื่อสารต่อพระเจ้า หรือวิญญาณ มันเป็นลักษณะของเทวนิยม หยิบมาเป็นตัวอย่างเท่านั้น ในยุคนี้ยิ่งปรุงแต่งเยอะกว่าในยุคพระพุทธเจ้าเยอะ มันน่าสงสารศาสนาพุทธ ๖. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือให้ฤกษ์อาวาหมงคล ฤกษ์วิวาหมงคล ดูฤกษ์เรียงหมอน ดูฤกษ์หย่าร้าง ดูฤกษ์จ่ายทรัพย์ ดูโชคดี ดูเคราะห์ร้าย ให้ยาผดุงครรภ์ ร่ายมนต์ให้ลิ้นกระด้าง ร่ายมนต์ให้คางแข็งร่ายมนต์ให้มือสั่น ร่ายมนต์ไม่ให้หูได้ยินเสียง เป็นหมอทรงกระจก เป็นหมอทรงหญิงสาวเป็นหมอทรงเจ้าบวงสรวงพระอาทิตย์ บวงสรวงท้าวมหาพรหม ร่ายมนต์พ่นไฟ ทำพิธีเชิญขวัญแม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. พ่อครูว่า... การเข้าทรงนี้เป็นเรื่องหรอกที่จริงไม่มีอะไรมาเข้าส่งหรอก ที่จริงตัวเองสะกดจิตตัวเองแล้วใช้สัญญาทำงานในขณะที่ตัวเองไม่มีสติ ให้สัญญาทำงานเป็นสัญชาตญาณดิบทำงานเต็มที่ เพราะฉะนั้นบางคนมีอำนาจฤทธิ์เดชหลายๆอย่าง มีความรู้ลึก เป็นทิพย์อะไรหลายอย่าง จึงแสดงออกได้ในขณะที่เข้าส่ง อาตมาก็เล่นมานะเข้าทรงอยู่ 8 ปี เป็นเรื่องมีฤทธิ์มีเดชอะไรก็เป็นเพียงชั่วคราว มันก็บรรเทาอะไรได้บ้าง แต่มันไม่ใช่เรื่องที่เป็นวิทยาศาสตร์ ที่ทำได้แล้วก็ถาวรนิรันดรอย่างนี้เป็นต้น ไอ้นั่นเป็นเรื่องมายา ลำลองชั่วคราวเปลี่ยนไปมันไม่เที่ยงไม่ได้เรื่อง ๗. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ทำพิธีบนบาน ทำพิธีแก้บน ร่ายมนต์ขับผี สอนมนต์ป้องกันบ้านเรือน ทำกะเทยให้กลับเป็นชาย ทำชายให้กลายเป็นกะเทย ทำพิธีปลูกเรือน ทำพิธีบวงสรวงพื้นที่ พ่นน้ำมนต์รดน้ำมนต์ ทำพิธีบูชาไฟ ปรุงยาสำรอก ปรุงยาถ่ายโทษเบื้องบน ปรุงยาถ่ายโทษเบื้องล่าง ปรุงยาแก้ปวดศีรษะ หุงน้ำมันหยอดหู ปรุงยาตา ปรุงยานัตถุ์ ปรุงยาทากัด ปรุงยาทาสมาน ป้ายยาตาทำการผ่าตัด รักษาเด็ก ใส่ยา ชะแผล แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.

พ่อครูว่า... หากฆราวาสไม่ทำเดรัจฉานวิชชานี้ก็เป็นการส่งเสริมจะทำ แต่ว่าภิกษุนี้ ต้องเรียนรู้ปฏิบัติตามนี้ แต่เขาก็ละเมิดหมดเพราะไม่ได้เรียน จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ผู้ที่มีความรู้ทางหมอพยาบาลเมื่อมาบวช บางทีถึงกาละจำเป็น ปัจจุบันทันด่วนที่ต้องอาศัยเบื้องต้นในขณะจำเป็นต้องทำ ก็มาว่า ว่าผิดศีล คือไม่รู้กาละเทศะ ไม่รู้อะไรผิดถูก ถ้าจะขี้ตู่กันก็หาเรื่องได้ แต่เขาไม่ได้ทำเป็นอาชีพ อย่างเป็นคุณหมอมาบวชแล้วก็ไม่ได้ทำอาชีพเป็นหมอ แต่แน่นอนก็ทำอะไรได้อยู่ในนักบวช ถ้าเป็นฆราวาสยังไม่ได้ถือมหาศีล ไปว่าเขาไม่ได้ แต่ก็ควรจะมีศีลของพระพุทธเจ้า ฆราวาสก็ควรศึกษา อย่าไปส่งเสริมให้มีก็แล้วกันมันเป็นเดรัจฉานวิชชา เป็นความรู้ทางเดรัจฉาน มันน่ายกย่องอะไรกันนักหนา มันมีผลดีเหมือนกัน แต่ไม่ต้องทำหรอก เรามีทางอื่นเลือก เลี่ยงได้ ดูกรอัมพัฏฐะ ภิกษุสมบูรณ์ด้วยศีลอย่างนี้ ย่อมไม่ประสบภัยแต่ไหนๆ เพราะศีลสังวรนั้น เปรียบเหมือนกษัตริย์ผู้ได้มุรธาภิเษกกำจัดราชศัตรูได้แล้วย่อมไม่ประสบภัยแต่ไหนๆ เพราะราชศัตรูนั้น ดูกรอัมพัฏฐะ ภิกษุก็ฉันนั้นสมบูรณ์ด้วยศีลอย่างนี้แล้ว ย่อมไม่ประสบภัยแต่ไหนๆเพราะศีลสังวรนั้น ภิกษุสมบูรณ์ด้วยอริยศีลขันธ์นี้ ย่อมได้เสวยสุขอันปราศจากโทษในภายในดูกรอัมพัฏฐะ ด้วยประการดังกล่าวมานี้แล ภิกษุชื่อว่า เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล จบมหาศีล. พ่อครูว่า... สมัย พระพุทธเจ้า เป็น พราหมณ์ ไปเป็นกษัตริย์ไม่ได้ แต่เป็นกษัตริย์สามารถไปเป็นพราหมณ์ได้ เช่น ราชวงค์ต่างๆของจีน ราชวงศ์ฉิน ราชวงศ์เจ้า ข้อสำคัญคือเมื่อเหมาะสมจะเป็นกษัตริย์กอบกู้ประเทศได้จริงๆ แล้วก็สร้างวงศ์กษัตริย์ ก็จะสืบทอดมาด้วยดีมา อาจจะมีการบกพร่องบ้าง แต่โดยค่าเฉลี่ยแล้วในวงศ์กษัตริย์นั้น มีดี 90% 80% 70% ก็ดีแล้ว จะเอา 100% หมดมันมีที่ไหนในโลก เพราะฉะนั้นกษัตริย์บางองค์ก็ต่ำกว่า 50% ในวงนั้น ก็ต้องมีบ้าง ได้ขนาดนี้ก็ดีแล้วนี่ แล้วกษัตริย์แต่ละองค์ท่านก็พัฒนาตัวเองขึ้นไป ถ้าหากท่านพัฒนาตัวเองขึ้นไปก็ใช้ได้แล้วนี่ ถ้าท่านไม่รู้สึกพระองค์เลย ปล่อยให้เสื่อมลงไปอีก ก็ค่อยว่ากันหน่อย แต่ท่านก็มีพระสำนึกแล้ว ทรงพัฒนาขึ้นจากที่เคยผิดพลาดก็แก้ไขปรับปรุงทำให้เจริญ ก็เป็นกษัตริย์ที่น่านับถือบูชาเคารพแล้ว คือ ลักษณะพวกนี้เขาไม่เข้าใจ อย่างที่ออกมาประท้วงจะล้มล้างสถาบันกษัตริย์ เขาบอกว่าจะไม่ได้ล้มแต่ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ให้เป็นเหมือนสัญลักษณ์เท่านั้น แล้วเขาก็จะได้มีอำนาจเต็มเลยในฆราวาส ออกกฎหมายเลยอย่างนี้เป็นต้น นี่เป็นความต้องการของเขา ซึ่งจะจบด็อกเตอร์ จบวิชารัฐศาสตร์มาจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นประชาธิปไตยขาเดียว ไม่เข้าใจรายละเอียดถึงความเป็นกษัตริย์ ว่า ประชาธิปไตยต้องมี 2 ขา ต้องมีจิตวิญญาณ คือสถาบันกษัตริย์ กับประชาชน อะไรอย่างนี้เป็นต้น รายละเอียดพวกนี้อาตมาไม่ได้เสแสร้งแกล้งพูด อาตมา ขอพูดเถอะ ผ่านการเป็นกษัตริย์มาก็ไม่รู้กี่ปางแล้ว ยุคใกล้ พระพุทธเจ้า ก็เป็นมาแล้ว ไม่ได้ห่างเท่าไหร่ ก็ทำมาจนในประเทศไทยก็ทำมา แล้วประเทศไทยนี่แหละมีรากฐานของประชาธิปไตยของศาสนาพุทธ รากฐานของประชาธิปไตยที่เป็นโลกุตระ เหนือชั้นกว่าประเทศใดๆอีก เยอะ ขออภัยแม้แต่ประเทศอังกฤษ เพราะอังกฤษก็ไม่ได้เป็นศาสนาพุทธเป็นศาสนาหลัก ยังเป็นศาสนาเทวนิยมเป็นหลักในอังกฤษ เพราะฉะนั้นจะมาเหมือนศาสนา อเทวนิยมหรือพุทธไม่ได้หรอก เป็นกษัตริย์ก็จะมีความรู้โลกุตระต่างกันกับโลกียะ นี้เป็นนัยยะสำคัญที่อาตมาพูดทิ้งไว้ นักเศรษฐศาสตร์ควรศึกษาให้ดี อาตมาพูดหลายครั้งแล้วว่า คนยังเข้าใจประชาธิปไตยอันเป็นโลกุตระที่เป็นของพระพุทธเจ้ามา ตั้งแต่ท่านอยู่ในท่ามกลางสมบูรณาญาสิทธิราชย์ทั่วโลก เป็นสังคมทาสด้วยในยุคของท่าน ท่านก็นำของท่านมา มีธรรมนูญของท่าน นำพาของท่านทำได้อยู่ในฐานะพวกเป็นนักบวชทั้งนั้น ในฆราวาสยังทำไม่ได้ ที่เป็นข้อจำกัดที่อาตมาอธิบายไว้แล้ว ก็อาจจะเข้าใจได้ยากสำหรับผู้ที่มีความรู้ไม่รอบ แต่มันคนละบริบทกันคนละกาละ เทศะ ฐานะ เรื่องการเมืองรัฐศาสตร์ก็ดี เรื่องของธรรมะแท้ๆก็ดี อาตมาก็ยังอยากจะนำพา ให้สังคมมนุษยชาติ ได้มีความรู้แบบโลกุตระของพระพุทธเจ้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐศาสตร์รัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์หรือ ศาสตร์ย่อยๆอีก แม้แต่นิติศาสตร์ ศาสตร์ทางกสิกรรมหรือว่าศาสตร์ทางเภสัชศาสตร์ อาตมาไม่ไปยุ่งเท่าไหร่หรอก ปล่อยให้เป็นเรื่องของฆราวาสเต็มที่ ซึ่งมีนัยรายละเอียดซับซ้อนอยู่ในนั้น ในพฤติกรรมมนุษย์ มนุษย์ควรทำหน้าที่ ก็ควรต้องทำหน้าที่ของตนอย่างเหมาะสมที่สุด ในขณะนี้ชาตินี้ปางนี้ อาตมาพยายามทำให้สังคมปลูกฝังโลกุตรธรรมขึ้นมาอีก เพราะมันได้เสื่อมไปเหมือนกลองอานกะในอาณิสูตร พระพุทธเจ้าได้พยากรณ์ไว้ตั้งแต่พระองค์ทรงพระชนม์ชีพ อาตมาก็ยืนยันใน อัมพัฏฐสูตร พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ความเสื่อมจะเกิดขึ้น ความเสื่อมที่ว่า รากฐานความเสื่อม 4 ประการที่เกิดขึ้น วันนี้ยังไม่ถึง ฝากไว้ก่อนเถอะโอฬาร 640804_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ธรรมบรรยาย อัมพัฏฐสูตร ตอน 5

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน