ธรรมบรรยาย อัมพัฏฐสูตร ตอน 4.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข30 กรกฎาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

ธรรมบรรยาย อัมพัฏฐสูตร ตอน 4 มาอ่าน อัมพัฏฐสูตร [157] ดูกรอัมพัฏฐะ เมื่อเทียบหญิงกับหญิงก็ดี เมื่อเทียบชายกับชายก็ดี กษัตริย์พวกเดียวประเสริฐ พวกพราหมณ์เลว ดูกรอัมพัฏฐะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉนพราหมณ์ทั้งหลาย ในโลกนี้ พึงโกนศีรษะพราหมณ์คนหนึ่ง มอมด้วยเถ้า เนรเทศเสียจากแว่นแคว้นหรือจากเมืองเพราะโทษบางอย่าง เขาจะควรได้ที่นั่งหรือน้ำในหมู่พราหมณ์บ้างหรือไม่? ไม่ควรได้เลย พระโคดมผู้เจริญ. พวกพราหมณ์ควรเชิญเขาให้บริโภคในการเลี้ยงเพื่อผู้ตาย ในการเลี้ยงเพื่อการมงคลในการเลี้ยงเพื่อยัญพิธี หรือในการเลี้ยงเพื่อแขกได้บ้างหรือไม่? ไม่ควรเชิญเขาให้บริโภคเลย พระโคดมผู้เจริญ. พวกพราหมณ์ควรบอกมนต์ให้เขาหรือไม่? ไม่ควรบอกให้เลย พระโคดมผู้เจริญ. เขาควรถูกห้ามในหญิงทั้งหลายหรือไม่? เขาควรถูกห้ามทีเดียว พระโคดมผู้เจริญ. [158] อัมพัฏฐะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน กษัตริย์ทั้งหลาย ในโลกนี้พึงปลงเกศากษัตริย์องค์หนึ่ง มอมด้วยเถ้า แล้วเนรเทศเสียจากแว่นแคว้นหรือจากเมืองเพราะโทษบางอย่าง เขาจะควรได้ที่นั่งหรือน้ำในหมู่พราหมณ์บ้างหรือไม่? ควรได้ พระโคดมผู้เจริญ. พวกพราหมณ์ควรเชิญเขาให้บริโภคในการเลี้ยงเพื่อผู้ตาย ในการเลี้ยงเพื่อการมงคลในการเลี้ยงเพื่อยัญพิธี หรือในการเลี้ยงเพื่อแขกได้บ้างหรือไม่? ควรเชิญให้เขาบริโภคได้ พระโคดมผู้เจริญ. พวกพราหมณ์ควรบอกมนต์ให้เขาหรือไม่? ควรบอกให้ พระโคดมผู้เจริญ. เขาควรถูกห้ามในหญิงทั้งหลายหรือไม่? เขาไม่ควรถูกห้ามเลย พระโคดมผู้เจริญ. ดูกรอัมพัฏฐะ กษัตริย์ย่อมถึงความเป็นผู้เลวอย่างยิ่ง เพราะเหตุที่ถูกกษัตริย์ด้วยกันปลงพระเกศา มอมด้วยเถ้า แล้วเนรเทศเสียจากแว่นแคว้นหรือจากเมือง ดูกรอัมพัฏฐะแม้ในเมื่อกษัตริย์ถึงความเป็นคนเลวอย่างยิ

อ่านต่อ

่งเช่นนี้ พวกกษัตริย์ก็ยังประเสริฐ พวกพราหมณ์เลวด้วยประการฉะนี้. สมจริงดังคาถาที่สนังกุมารพรหมได้ภาษิตไว้ ดังนี้ คาถาสนังกุมารพรหม [159] กษัตริย์เป็นผู้ประเสริฐที่สุดในหมู่ชนผู้รังเกียจด้วยโคตร ท่านผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะเป็นผู้ประเสริฐที่สุด ในหมู่เทวดาและมนุษย์.

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สมณะเดินดิน... พ่อครูว่า... [160] ดูกรอัมพัฏฐะ ก็คาถานี้นั้น สนังกุมารพรหมขับถูกไม่ผิด ภาษิตไว้ถูก ไม่ผิดประกอบด้วยประโยชน์ ไม่ใช่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ เราเห็นด้วย ดูกรอัมพัฏฐะ ถึงเราก็กล่าวเช่นนี้ว่า [161] กษัตริย์เป็นผู้ประเสริฐที่สุดในหมู่ชนผู้รังเกียจด้วยโคตร ท่านผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะเป็นผู้ประเสริฐที่สุด ในหมู่เทวดาและมนุษย์. จบ ภาณวารที่หนึ่ง พ่อครูว่า...สรุปแล้ว จะเป็นกษัตริย์หรือ พราหมณ์ ก็นับจรณะวิชชาเป็นสิ่งประเสริฐสุด

วิชชาจรณสัมปทา [162] อัมพัฏฐมาณพทูลถามว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ก็จรณะนั้นเป็นไฉน วิชชานั้นเป็นไฉน. พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรอัมพัฏฐะ ในวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยม เขาไม่พูดอ้างชาติอ้างโคตรหรืออ้างมานะว่า ท่านควร แ ก่เรา หรือท่านไม่ควรแก่เราอาวาหมงคล วิวาหมงคล หรืออาวาหวิวาหมงคล มีในที่ใด ในที่นั้นเขาจึงจะพูดอ้างชาติบ้างอ้างโคตรบ้าง หรืออ้างมานะบ้างว่า ท่านควรแก่เรา หรือท่านไม่ควรแก่เรา ชนเหล่าใดยังเกี่ยวข้องด้วยการอ้างชาติ ยังเกี่ยวข้องด้วยการอ้างโคตร ยังเกี่ยวข้องด้วยการอ้างมานะ หรือยังเกี่ยวข้องด้วยอาวาหวิวาหมงคล ชนเหล่านั้น ชื่อว่ายังห่างไกลจากวิชชาสมบัติ และจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยม การทำให้แจ้งซึ่งวิชชาสมบัติและจรณสมบัติ อันเป็นคุณยอดเยี่ยมย่อมมีได้เพราะละการเกี่ยวข้องด้วยการอ้างชาติ ความเกี่ยวข้องด้วยการอ้างโคตร ความเกี่ยวข้องด้วยการอ้างมานะ และความเกี่ยวข้องด้วยอาวาหวิวาหมงคล.

[163] ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ จรณะนั้นเป็นไฉน วิชชานั้นเป็นไฉนเล่า. ดูกรอัมพัฏฐะ พระตถาคตเสด็จอุบัติในโลกนี้ เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลกเป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรม พระตถาคตพระองค์นั้น ทรงทำโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เองแล้ว ทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ให้รู้ตามทรงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง คฤหบดี บุตรคฤหบดี หรือผู้เกิดเฉพาะในตระกูลใดตระกูลหนึ่ง ย่อมฟังธรรมนั้น ครั้นฟังแล้วได้ศรัทธาในพระตถาคต พ่อครูว่า...สิ่งที่มนุษย์ควรได้ที่สุด สำคัญยิ่งกว่าสิ่งใดคือ วิชชาจรณะสมบัติ กษัตริย์ก็มีการสืบสันตติวงศ์ อัมพัฏฐมานพข่มว่า พราหมณ์ สูงกว่า แต่ พระพุทธเจ้าตรัสแก้ ว่า กษัตริย์ไปเป็น พราหมณ์ ได้ แต่ พราหมณ์ ไปเป็นกษัตริย์ไม่ได้ เมื่อได้ศรัทธาแล้ว ย่อมเห็นตระหนักว่า ฆราวาสคับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี บรรพชาเป็นทางปลอดโปร่ง การที่บุคคลผู้ครองเรือนจะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริบูรณ์ให้บริสุทธิ์ โดยส่วนเดียวดุจสังข์ขัด ไม่ใช่ทำได้ง่าย ถ้ากระไร เราพึงปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ออกบวชเป็นบรรพชิต พ่อครูว่า...ตอนนี้มันไกลมามาก นักบวชไม่ใช่พราหมณ์ นักบวชคือนักบวช นักบวชจริงคือพระพุทธเจ้า โดยพระพุทธเจ้ามีไว้ผมเหมือนพราหมณ์ ท่านโกนหัว แต่ไม่ได้คลุกขี้เถ้าเพราะท่านไม่ได้ถูกไล่ออกไม่ได้ถูกลงโทษ โกนหัวเอง ใครมาท่านก็บวชให้เอง เป็นเอหิภิกขุ พระพุทธเจ้า ท่านเป็นนักบวช เพราะท่านเป็นผู้มีจรณะสมบัติ และวิชชาสมบัติจริง แต่อัมพัฏฐะไม่มี แม้แต่อาจารย์ของอัมพัฏฐะก็ไม่มี สมัยต่อมาเขาละกองโภคสมบัติน้อยใหญ่ ละเครือญาติน้อยใหญ่ปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ออกบวชเป็นบรรพชิต พ่อครูว่า...ปัจจุบันนักบวชทำตัวดุจฆราวาส เพราะมีเงินมีทรัพย์ไปศฤงคาร ฝากธนาคารไว้ เป็นเจ้าของธนาคารด้วย อย่างพระในญี่ปุ่น สืบทอดกันเป็นตระกูล ตระกูลนี้เป็นเจ้าของธนาคารเลย สู่แดนธรรม... สมัยพระพุทธเจ้าเรียกว่าพราหมณ์มหาศาล พ่อครูว่า... เดี๋ยวนี้ก็คือพระมหาศาล ไทยยังไม่แย่เท่าญี่ปุ่นเท่านั้นเอง สู่แดนธรรม... สมัยนั้น ผู้ปกครองเมือง จะดูว่านักบวชไหนปกครองคนได้ดีก็จะยกบ้านเมืองให้ปกครองเลยอย่างเช่นพระเจ้าพิมพิสาร เมื่อบวชแล้วสำรวมระวังในพระปาติโมกข์อยู่ ถึงพร้อมด้วยมารยาทและโคจร มีปกติเห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อยสมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ประกอบด้วยกายกรรมวจีกรรมที่เป็นกุศล มีอาชีพบริสุทธิ์ถึงพร้อมด้วยศีลคุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ เป็นผู้สันโดษ. จุลศีล ดูกรอัมพัฏฐะ อย่างไร ภิกษุจึงชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล? 1. ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะวางศาตรา มีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณา หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ ข้อนี้เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. พ่อครูว่า....ในจุลศีลข้อท้ายๆห้ามเลี้ยงสัตว์ ข้อ 18. เธอเว้นขาดจากการรับแพะและแกะ. ข้อ 19. เธอเว้นขาดจากการรับไก่และสุกร. ข้อ 20. เธอเว้นขาดจากการรับช้าง โค ม้า และลา. สรุปว่า มนุษย์เอาสัตว์มาใช้ประโยชน์ ท่านแบ่งการใช้ประโยชน์เป็น 3 ประเภท ประเภทแรกแพะใช้นม แกะใช้ขนมันมาเป็นประโยชน์ ประเภทต่อไปไก่และสุกรกินเนื้อมันเลย ประเภทสุดท้ายช้าง โค ม้า และลาเอามาใช้แรงงาน สรุปว่าเลี้ยงปลาก็จะกินปลา เลี้ยงไก่ก็จะกินเนื้อหรือไข่ เลี้ยงสุกรกินเนื้อแต่ไม่กินขี้มัน เป็นต้น ในจุลศีลไม่ให้ฆ่าไม่ให้ทำร้าย แต่ในข้อท้ายไม่ให้ใช้ประโยชน์จากสัตว์เลย อย่าว่าแต่เลี้ยงเพื่อฆ่าหรือขายอย่าง CP นี่บาปมหาศาล ทุกวันนี้มันไม่ใช่ไก่แล้ว มันเป็นโรงงานผลิตชีวะอันหนึ่ง อาจจะมีสัตว์ชนิดอื่นอีก อย่างเช่นไก่เลี้ยงเป็นฟาร์มมหาศาล มันไม่ได้ไปไหนเลย เป็นไก่พิการด้วย ให้มันกินอย่างเดียว จุดไฟให้มันเพื่อให้ไข่ 2 ฟอง หลอกมันทั้งวันทั้งคืน นี่คือเรื่องของสัตว์ เห็นไหมว่าคนเรานี้เห็นแก่ตัว จริงๆแล้วคนเราพระพุทธเจ้าท่านตัดไม้ตัดมือไม่ให้เกี่ยวข้องอะไรกับสัตว์เลย เขาเอามาเป็นโรงงานชีวแล้วอาศัยชีวะนี้ เขาจะมีอายุให้ไก่มัน 45 วัน แล้วก็ต้องเอาไปขายกินเนื้อหรือเอาเข้าโรงงานทำเนื้อหมด ไม่ต่ออายุ 45 วัน เขามีกำหนดได้หมดเลย อาศัยชีวะของเขามาเป็นเครื่องมือหากินในชีวิตของตนเอง อย่างไม่เห็นแก่ชีวิตเลย เหมือนเป็นวัตถุอย่างหนึ่ง ไม่รู้ว่าจิตใจเขาทำด้วยอะไร แล้วทำโรงงานใหญ่โตมโหฬารรวยเละเลย เพราะคนมันเสื่อมมากศาสนาเสื่อมมาก กินเนื้อสัตว์ พวกนี้ก็เลยถือโอกาสที่คนติดเนื้อสัตว์ สร้างโรงงานใหญ่โตร่ำรวย อาศัยความโง่ของคนเพื่อที่จะสร้างความร่ำรวยให้แก่ตนเอง แล้วตัวเองนั่นแหละโง่ยิ่งกว่าโง่ เพราะมีใจดำอำมหิต คนที่ข่มคนโง่ ทับถมคนโง่ หากินบนคนโง่อีก คนนั้นสุดยอดใจดำอำมหิตที่สุด คุณจะรวยอย่างไรก็ช่างแต่คุณเป็นคนใจดำอำมหิต ร้ายแรงที่สุดไม่น่าคบเลย ขยายความเรื่องศีลเพื่อให้เห็นชัดเจนว่าปฏิบัติศาสนาพุทธไม่ใช่ตื้น แต่ทุกวันนี้ปฏิบัติเละเทะไปหมด พูดไปแล้วก็สงสารศาสนา พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่านี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง แต่ทุกวันนี้พระไม่เอาแล้วเรื่องศีล มีแต่เรื่องของวินัย 227 ข้อ อีกหน่อยก็จะกร่อนลงเหลือแค่สัญลักษณ์ ผ้าน้อยห้อยหู อย่างญี่ปุ่นเหลือเพียงเป็นคนทำพิธีกรรม พอจะไปทำพิธีกรรมก็แต่งชุดนักบวช เมื่อไม่ได้ทำพิธีกรรมก็เหมือนกับคฤหัสถ์ทุกอย่าง ยิ่งกว่าคฤหัสถ์ด้วย เพราะว่าทำงานทุกอย่างเหมือนกับคฤหัสถ์เขาทำได้ด้วย จะมีอาชีพอะไรจะร่ำรวยได้ก็ทำหมด และยังได้เป็นเจ้าของพิธีกรรม เป็นเจ้าพิธี จะไม่รวยได้อย่างไร คือรวบไปหมดทั้งงานศาสนากับงานทางโลกก็เอา แม้จะเป็นเจ้าของธนาคาร เจ้าของกิจการก็ทำได้หมด และเป็นเจ้าของพิธีได้ด้วย นี่พระนะ เมืองไทยไม่เป็นขนาดนั้นก็ยังดี แต่ญี่ปุ่นเป็นอย่างนั้นแล้ว 2. เธอละการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ รับแต่ของที่เขาให้ ต้องการแต่ของที่เขาให้ ไม่ประพฤติตนเป็นขโมย เป็นผู้สะอาดอยู่ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. 3. เธอละกรรมเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์ ประพฤติพรหมจรรย์ ประพฤติห่างไกลเว้นขาดจากเมถุนอันเป็นกิจของชาวบ้าน แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. 640730_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ธรรมบรรยาย อัมพัฏฐสูตร ตอน 4

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน