สื่อธรรมะพ่อครู(พระอภิธรรม) ตอน แถลงปัญหามหาภูติ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์16 KB
วันที่แก้ไข23 พฤศจิกายน 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(พระอภิธรรม) ตอน แถลงปัญหามหาภูติ “คนเห็น “ความจน” เป็น “สุข” นี้เป็นคนฉลาด คนเห็น “ความร่ำรวย” เป็น “สุข” นี้เป็นคนโง่...พ่อครู 28 ต.ค. 2561

อีกนานมากเลยเขาจะตื่น อย่าว่าแต่พูดกระแทกเลย เอาน้ำสาดเขาก็ยังไม่ตื่นจะจมอยู่กับความร่ำรวย

ธาตุพลังงานของมนุษย์ที่เป็น อุตตระนี้ คือจิตที่อยู่เหนือ เป็นจิตที่ประธานของสิ่งทั้งปวง ที่เรียกว่าปัญญา ในมูลสูตร 10 มีฉันทะเป็นมูล หมายความว่าใจเราเห็นดีเห็นงาม ศาสตร์หรือความรู้ที่ยิ่งใหญ่สอนเรื่องนี้เหรอ คนที่มีปัญญาก็จะมีฉันทะมีความพอใจมีความยินดี ว่า ศาสตร์นี้ยอดเยี่ยม แล้วมีมนสิการเป็นแดนเกิด คือ เขาสอนให้รู้เรื่องจิตดวงวิญญาณรู้เรื่องเทวะ สายเทวะนิยม จิตวิญญาณเป็นใหญ่แต่ไม่มีใครสามารถแตะต้องสัมผัสได้ ใหญ่อย่างไรเป็นอย่างไร มนุษย์ไม่มีสิทธิ์ ส่ง prophet คือ พระบุตรมาเป็นผู้ประกาศ ก็ยังไม่เคยได้สัมผัสกับพระเจ้าเลยว่าเป็นอย่างไร พระเจ้าจึงเป็นสิ่งที่ลึกลับ ไม่มีใครเห็นหน้า คนก็อยากจะสัมผัสอยากบูชาอยากกราบ แต่พระเจ้าก็ไม่แสดงตัวเป็นสิ่งลึกลับอย่างยิ่ง คนเรา ถ้าเผื่อว่า ได้จับต้องของจริงมันเชื่อถือได้มากกว่า แต่นี่อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ จริงหรือเปล่า แปลกพิลึกเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ พระพรหมบอกว่าข้านี่แหละใหญ่ ๆ มีนิทานของศาสนาพุทธ โรหิตัส ไปหาพระพรหม ถามว่า ดินน้ำไฟลมมีที่สิ้นสุดที่ไหน ไปถามที่พระพรหม ไปถามต่อหน้าบริวาร ดินน้ำไฟลมมีที่สุดอยู่ที่ไหน พระพรหมก็บอกว่าข้านี่แหละใหญ่ ๆ ก็ไม่ได้ถามว่าใหญ่ แต่ว่า ถามว่าดินน้ำไฟลมนี่แหละมีที่สุดที่ไหน ครับผมก็บอกว่าข้านี่แหละคือผู้สร้างทุกสิ่งทุกอย่างข้านี่แหละใหญ่ที่สุด โรหิตัสก็ว่า ไม่ได้ทำอย่างนั้นพระพรหมหูแตกหรืออย่างไร (พ่อครูว่า พ่อครูเติมสำนวนเอง) ก็ถามอีกว่า ดินน้ำไฟลมธ

อ่านต่อ

าตุ 4 จะสลายดินน้ำไฟลมธาตุ 4 นี้ ไม่ต้องมารวมตัวเป็นสังขารไม่ว่าชาตินี้ชาติหน้าชาติไหน แยกได้ไหม อยู่ที่ไหน ที่สุดแห่งที่สุดอันนี้แหละ (พ่อครูขยายความคำความเพิ่ม) ถามสามเที่ยว พอจะถามอีก พระพรหมก็ลาก โรหิตัส ไปในที่ลับหูแล้วบอกว่า มาถามต่อหน้าบริวารได้อย่างไร เพราะข้าไม่รู้ ให้ไปถามที่พระพุทธเจ้า พุทธทำศูนย์ได้ แต่ทำ1 ได้ รู้จักการปรุงแต่งอย่างพอเหมาะพอดีกับโลก ล.9 [346] ดูกรเกวัฏฏ์ ลำดับนั้น เธอได้เข้าไปหามหาพรหมแล้วถามว่า ท่าน มหาภูตรูปทั้ง ๔ คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ เหล่านี้ ย่อมดับไม่มีเหลือในที่ไหน?เมื่อเธอกล่าวอย่างนี้แล้ว ท้าวมหาพรหมนั้นได้ตอบว่า ข้าพเจ้าเป็นพรหม เป็นมหาพรหมเป็นใหญ่ ไม่มีใครยิ่งกว่า รู้เห็นเหตุการณ์โดยถ่องแท้ เป็นผู้ใช้อำนาจ เป็นอิศวร เป็นผู้สร้างเป็นผู้เนรมิตร เป็นผู้ประเสริฐ เป็นผู้บงการ เป็นผู้ทรงอำนาจ เป็นบิดาของหมู่สัตว์ผู้เกิดแล้วและยังจะเกิดต่อไป แม้ครั้งที่ 2 เล่า ภิกษุนั้นก็ได้กล่าวกะท้าวมหาพรหมนั้น ดังนี้ว่า ข้าพเจ้ามิได้ถามท่านอย่างนั้น แต่ข้าพเจ้าถามท่านว่า มหาภูตรูปทั้ง 4 ย่อมดับไม่มีเหลือในที่ไหน ดังนี้ต่างหาก แม้ครั้งที่ 2 เล่า ท้าวมหาพรหมก็ได้ตอบเธออย่างนั้นเหมือนกัน แม้ครั้งที่ 3 เล่า ภิกษุนั้นก็ได้กล่าวกะท้าวมหาพรหมนั้นดังนี้ว่า ข้าพเจ้ามิได้ถามท่านอย่างนั้น แต่ข้าพเจ้าถามท่านว่ามหาภูตรูปทั้ง 4 ย่อมดับไม่มีเหลือในที่ไหน ดังนี้ต่างหาก. [347] ดูกรเกวัฏฏ์ ลำดับนั้น ท้าวมหาพรหมนั้น จับแขนภิกษุนั้นนำไป ณ ที่ควรข้างหนึ่ง แล้วได้กล่าวว่า ดูกรภิกษุ พวกเทวดาผู้นับเนื่องในหมู่พรหมเหล่านี้เข้าใจเราว่า อะไรๆที่พรหมไม่รู้ ไม่เห็น ไม่แจ่มแจ้ง ไม่ประจักษ์ ไม่มี ดังนี้ เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงตอบต่อหน้าเทวดาเหล่านั้นไม่ได้ว่า แม้ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบที่ดับไม่มีเหลือแห่งมหาภูตรูปทั้ง 4 คือ ปฐวีธาตุอาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ เหล่านี้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นแล การที่ท่านละพระผู้มีพระภาคเสีย แล้วมาเสาะหาการพยากรณ์ปัญหานี้ในภายนอกนั้น เป็นอันท่านทำผิดพลาดแล้ว นิมนต์กลับเถิด ท่านจงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคทูลถามปัญหานี้ พระองค์ทรงพยากรณ์แก่ท่านฉันใด ท่านพึงทรงจำข้อนั้นไว้ ฉันนั้น.

อุปมาด้วยนกตีรทัสสี ล.9 ข้อ [348] ดูกรเกวัฏฏ์ ลำดับนั้น ภิกษุนั้นได้หายไปที่พรหมโลก มาปรากฏข้างหน้าเราเปรียบเหมือนบุรุษผู้มีกำลังเหยียดแขนที่คู้อยู่ออกไป หรือคู้แขนที่เหยียดไว้เข้ามา ฉะนั้น. ต่อนั้นเธอไหว้เราแล้ว นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ได้ถามเราว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มหาภูตรูปทั้ง คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ เหล่านี้ ย่อมดับไม่มีเหลือในที่ไหนเมื่อเธอกล่าวอย่างนี้แล้ว เราได้ตอบว่า ดูกรภิกษุ เรื่องเคยมีมาแล้ว พวกพ่อค้าเดินเรือทะเลย่อมจับนกตีรทัสสี (นกดูฝั่ง) ลงเรือไปด้วย เมื่อไม่เห็นฝั่ง เขาย่อมปล่อยนกตีรทัสสีมันบินไปยังทิศบูรพา ทิศทักษิณ ทิศปัจจิม ทิศอุดร ทิศเบื้องบน ทิศน้อย ถ้ามันแลเห็นฝั่งโดยรอบมันก็บินเลยไป ถ้ามันแลไม่เห็นฝั่งโดยรอบ มันก็จะกลับมายังเรือนั้นอีก ดูกรภิกษุเธอก็ฉันนั้นแล เที่ยวแสวงหาจนถึงพรหมโลก ก็ไม่ได้รับพยากรณ์ปัญหานี้ ในที่สุดก็ต้องกลับมาหายังสำนักเรานั่นเอง ปัญหาข้อนี้เธอมิควรถามอย่างนั้น แต่ควรถามอย่างนี้.

พ่อครูว่า...ฟังแล้วเหมือนเรื่องตัวตนบุคคล แต่ที่จริงแล้วเป็นเรื่องจิต คือ จิตคนนี้ มีความเร็ว ในการ รู้ ตอนนี้อยู่เรื่องนี้ ตอนนี้อยู่เรื่องอื่น กลับไปกลับมาได้ หายไปได้ กลับมาได้ คุณรู้เร็วก็อย่าไปตีทิ้งคนอื่น อาตมาก็รู้เร็ว ก็เลยเห็นว่าคุณดูถูกเขาทำไม ไปตีทิ้งคนอื่นทำไม ทำให้คนอื่นไม่มีฐานะจะศึกษาได้

แถลงปัญหามหาภูต [๓๔๙] ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ในที่ไหนอุปาทายรูปที่ยาวและสั้น ละเอียดและหยาบ ที่งามและไม่งาม ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ในที่ไหนนามและรูปย่อมดับไม่มีเหลือในที่ไหน ดังนี้. ในปัญหานั้น มีพยากรณ์ดังต่อไปนี้ [๓๕๐] ธรรมชาติที่รู้แจ้ง ไม่มีใครชี้ได้ ไม่มีที่สุด แจ่มใส โดยประการทั้งปวงปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ในธรรมชาตินี้. อุปาทายรูปที่ยาวและสั้น ละเอียดและหยาบ ที่งามและไม่งาม(สุภะกับอสุภะ) ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ในธรรมชาตินี้. นามและรูปย่อมดับไม่มีเหลือในธรรมชาตินี้. เพราะวิญญาณดับ นามและรูปนั้นย่อมดับไม่มีเหลือในธรรมชาตินี้ ดังนี้. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว. เกวัฏฏ์ คฤหบดีบุตรมีใจชื่นชม เพลิดเพลิน ภาษิตของพระผู้มีพระภาค ดังนี้แล. จบเกวัฏฏสูตร ที่ ๑๑.

พ่อครูว่า ไม่ใช่ไปตามหาที่ไหน แต่มันดับได้ที่ใจเรา ที่ไม่เรียกว่าธรรมะ0เพราะไม่มีอะไรตั้งอยู่ได้ เรียกว่าธรรมะ 1 ทำให้ธรรมะ 2 เหลือธรรมะ 1 ถ้าเป็น0นั้น ไม่มีธรรมะอะไร ศาสนาพุทธรู้เรื่อง ธาตุ สามารถตีแตก แม้จิตวิญญาณก็แยกเป็น0 เป็นดินน้ำไฟลมได้ ซึ่งสามารถมีนิทานมีเรื่องที่ จิตสลายได้ยิ่งกว่าตีแตกธาตุในนิวเคลียส ในนิวเคลียสมีพลังงานหนึ่งที่เรียกพลังงานจับตัว ภาษาวิทยาศาสตร์เรียกว่า ฟิวชั่น อีกอันที่แตกกระจาย เป็นนิวเคลียร์ฟิชชันแตกตัวเป็นไอโซโทป ในตัวมันเองจับตัวกันเอง บวกกับลบ เป็นนิวเคลียสอันหนึ่ง โดยมีบวกลบอยู่ในนั้น ผู้สามารถรู้ทางวิทยาศาสตร์ สามารถนำเอามาใช้ประโยชน์ได้ ทำระเบิดหรือทำอะไรก็แล้วแต่ได้ ศาสนาพุทธรู้หมด อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม แต่ไม่จำเป็นต้องไปรู้หมด แต่ให้รู้ ความหมดทุกข์ให้ได้ก่อน ทางวิทยาศาสตร์นั้นไม่ยากหรอก อาตมาว่าหากรู้ทางนี้แล้วทางนั้นกล้วยมาก แต่อาตมาไม่ได้ประเด็นก็เลยไม่เก่งทางโน้น ไม่เก่งก็ช่าง มาทางนี้ดีกว่า ทางนี้มีประโยชน์กว่า อาตมานี่เป็นคนไม่มีบุญไม่ต้องทำบุญอีกแล้ว อาตมาเป็นคนสิ้นบุญสิ้นบาป ...พูดไปเขาจะหมั่นไส้เอา อาตมาคนเดียวอธิบายเรื่องนี้ นอกนั้นไม่มีใครอธิบายหรอก ดีนะมีพยัญชนะ ปุญปาปปริกขีโณ อยู่ แม้แต่ผู้ใดทำบุญได้ผลก็เป็นผลสำเร็จ ส่วนที่ได้ไม่มีมันเป็นวิบัติ ทำให้กิเลสวิบัติ บุญมีหน้าที่ฆ่ากิเลสอย่างเดียว คำว่าส่วนบุญ ปุญญภาคิยา หรือปุญญภาค ส่วนบุญที่ได้คือส่วนที่ไม่ได้ คือส่วนที่ทำให้กิเลสอกุศลจิตมามันสูญไป ได้คือไม่ได้ ทำบุญสำเร็จ เกิดเป็นผลแล้วแต่คุณไม่ได้อะไร หากอาตมาไม่เอามาเปิดเผยคนก็เอาบุญไปค้าขายไปหลอกคนเต็มบ้านเต็มเมือง ก็เป็นอยู่อย่างนั้นจึงเข้าใจบุญไม่ได้ทำบุญไม่เป็น ศาสนาพุทธมีบุญเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ ความรู้ในเรื่องของพลังงานที่ชื่อว่าบุญ พลังงานที่ทำลายกิเลสได้ มีศาสนาพุทธศาสนาเดียว ชาวพุทธทุกวันนี้ทำไม่เป็นแล้ว อาตมาเอามาพูดอย่างไม่ได้อวดดี แต่ดูความจริงเอามาเปิดเผยให้เลิกเข้าใจผิดเสียที เอาบุญไปค้าขายไปหลอกลวง เอาบุญไปสร้างอะไรต่ออะไรให้มี ทั้งที่จริงบุญมันไม่มี บุญมันเป็นธาตุที่มันไม่มี นี้ดีสุด ถ้ามีอยู่ไม่เรียกบุญ เพราะอะไรที่มีอยู่คือความไม่ดีคือบาป แล้วมันมีตัวปัญญารู้ว่าอะไรคือตัวดี อะไรควร อะไรไม่ควรมี เอาออกให้หมดเอาออกให้ถาวรยั่งยืนเลย อะไรที่ควรมีก็อาศัย แล้วมีอาศัยก็ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นเป็นของเรานิรันดรเป็นเรานิรันดรตราบนิรันดร ศาสนาพุทธไม่มีอะไรที่เป็นสิ่งนิรันดร ถ้าสูญนิรันดรนั้น ศาสนาพุทธทำได้อาศัยได้ แต่มีนิรันดรนี้ไม่มี ศาสนาพุทธจึงเป็นที่สุด นิพพาน มีศูนย์ได้ ศาสนาเทวนิยมมีแต่นิรันดรไม่มีนิพพาน ซึ่งจะไปยากอะไร เพราะทุกคนทุกคนก็เป็นเทวดาทั้งนั้นมีภาวะธรรมะ 2 เยอะแยะนับไม่ถ้วนนิรันดรปรุงแต่งกันเละเทะ chaos แปลว่าเละเทะ จัดระบบอะไรไม่ได้เลย ไม่รู้เลยว่าอันไหนต้นอันไหนปลาย ไม่เป็นส่ำ พยายามมาเรียนรู้เดี๋ยวก็เด้งกลับ ไม่สำเร็จ ศาสนาพุทธรู้ในธาตุต่างๆ จัดลำดับทีละ 2 ทำไปทีละคู่ใจเย็นๆ ยาวให้เป็นเย็นเรื่อยไป ไขความจริงออกมาให้มากๆหมดๆ ทำไปทีละคู่ๆ จนกว่าจะปรินิพพานเป็นอรหันต์ หากจับคู่ไม่เป็นก็เละเทะเลยสับสนผสมคู่ผิดอีกต่างหาก เลยกลายเป็นกะเทย เป็นเกย์เป็นตุ๊ดไป เพราะฉะนั้นในศาสนาพุทธนี้พูดไปแล้ว ทุกวันนี้มีผู้แสวงหา แม้แต่ศาสนาเทวนิยมที่ยาวนานจนเขาหลงว่านิรันดร์ ผู้ใดหลงนิรันดร์ ไม่แสวงหาว่าทางที่สุดยอดสามารถตีแตกเทว จะยิ่งใหญ่ขนาดไหน มหาพระเจ้าขนาดไหนก็ตีแตกหมดความเป็นพระเจ้าได้ จนกระทั่งแตกธาตุเป็นอุตุนิยามไปเลย หมดชีวะ หมดชีวิตินทรีย์ อยู่ในมหาจักรวาลนี้อีกเลยอัตภาพของเราไม่ไปอยู่กับพระเจ้าอีกแล้ว คุณจะทำดีไปอยู่กับพระเจ้านิรันดรเราก็ไม่เอา ยิ่งยังมีบาปอยู่ ให้พระเจ้าชำระบาปคุณก็ต้องไปลงนรก มีมากหรือน้อย พระเจ้าก็ต้องรู้ว่าคนมีบาปเท่าไหร่ ใครไม่มีบาปเลยยกมือ อย่างนี้พระเจ้าส่งลงนรกหมด คุณแน่ใจหรือว่าคุณไม่มีบาป เพราะฉะนั้นทุกคนไปหาพระเจ้าพระเจ้าก็ส่งลงนรกทุกคน ใครล่ะที่ไม่มีบาปเลย อาตมาหมดแล้วบาปของอาตมาไม่มี คือสภาพนิรันดร กุศลอกุศลก็เป็นสมบัติ ที่นี้คนไม่รู้ก็สร้างอกุศลมากกว่า อกุศลคือกิเลส เพราะฉะนั้นความไม่รู้ในชีวิตมันมีแต่กิเลสแท่งทึบแท่งกำแพงอกุศล จึงเพิ่มขึ้น กุศลสร้างน้อย แต่อกุศลคือกิเลสมาก กำแพงกุศลอกุศล อกุศลหรือกุศลเหมือนหมาไล่เนื้อ วิ่งไล่ตาม มันวิ่งไล่หนีจากกำแพงใหญ่จิตของคุณต้องการกุศลแต่ความต้องการของคุณนั้นมันโง่ คนเป็นหมาไล่เนื้อ วิ่งหอบแดด วิ่งให้ตายก็ไม่มีทางทัน พระพุทธเจ้าจึงให้จับจุดเรียนรู้กิเลสในตัวเรา ในปัจจุบันนี้ อดีตมันก็สั่งสม อนาคตมันก็ยังมาไม่ถึง ทุกอย่างความจริงอยู่ที่ปัจจุบัน อดีตก็ไม่ต้องทำ อนาคตก็ไม่ต้องทำความจริงคือต้องทำปัจจุบันนี้ให้เสร็จทีละคู่ ทีละคู่ไม่ต้องตะกละ คุณทำไปทีละคู่ๆ เดี๋ยวคุณก็หมด คุณก็จะเกิดปัญญาเกิดความรู้ว่าในโลกนี้มี 2 อย่างปรุงแต่งกัน เพราะมันมี 2 คู่ 5 คู่ 100 คู่ล้านคู่ คุณก็รู้ทันหมดแล้วทีนี้ คู่ไหนมา ตอนแรกมันก็มีเหลี่ยม มีแค่สองเหลี่ยมมีสามเหลี่ยม มีสี่เหลี่ยม มีห้าเหลี่ยม หกเหลี่ยม เจ็ดเหลี่ยม เหลี่ยมหายไปเรื่อยๆ มีเป็นร้อยเหลี่ยมร้านเหลี่ยม แต่มันไม่หายนะ แต่คุณแยกแยะเหลี่ยมไม่ออกแล้ว คุณนึกว่ากลม พวกนี้ไม่ได้แก้ที่ต้นทาง เพราะฉะนั้นมาเรียนรู้ทีละคู่ทีละคู่ ก็จะหมด แต่นี่ถ้าไม่รู้จักเหลี่ยมไม่ได้ลบเหลี่ยมเลย เพราะฉะนั้นเหลี่ยมของคุณจึงมีมาก คนในโลกนี้จึงวิ่งเป็นวงกลม แต่ที่จริงมันมีเหลี่ยมมากจนกระทั่งมันดูเหลี่ยมไม่ออก จึงหลอกคนอื่นว่าฉันไม่มีเหลี่ยมหรอก ที่จริงแล้วหน้าเหลี่ยมหน้าเหลี่ยมหน้าเหลี่ยม ศึกษาให้ดีไม่ว่าจะเป็นวัตถุหรือจิตวิญญาณก็อยู่ในความเป็น 2 คนที่ไม่รู้เรื่องคือไม่รู้จักพยัญชนะ 2 ไม่รู้เข้าใจพยัญชนะ 2 อย่างนี้สับสนปนเปไปหมด เดี๋ยวก็เป็นพยัญชนะเดี๋ยวก็เป็นสภาวะก็ยังไม่รู้จักสภาวะอีก ก็ยิ่งจะมืดแปดด้าน สุดท้ายก็ต้องอยู่กับ 2 แยกไม่ได้เพราะไม่รู้มัน แต่พระพุทธเจ้านั้นให้รู้จักสภาวะ ไม่ตรรกะให้รู้จักทำทีละ 2 ล้านเหลี่ยมก็แก้ได้หมดเหลี่ยม กลมวงกลม จึงเป็นวงกลมจริง หมดเหลี่ยมมุม 500,000 เหลี่ยม ถ้าสามเหลี่ยมกับสองเหลี่ยมต่อกันก็แก้เหลี่ยมเดียวก็เป็นสองเหลี่ยมต่อกันเป็นเส้นตรงหรือเส้นเดียว ก็เลยกลายเป็นวงกลมได้เพราะว่าเหลี่ยมมันหายไป เหมือนกับยักษ์หนามแหลมของฟักข้าว หรือทุเรียนหรือบักมี่ ก็ลบเหลี่ยมมันไปเรื่อยๆก็จะต่อกัน จะเป็นวงรีหรือเป็นวงกลมก็ได้ มันต่อกันอย่างไม่มีเหลี่ยมมุม ทำทีละ 2 เหมือนกับคนเขาแข่งกันอวดดีกัน ร้านนี้ใหญ่ที่สุดในโลก คนนี้ก็บอกว่า ร้านนี้ใหญ่ที่สุดในประเทศ อีกคนก็บอกว่า ร้านนี้ใหญ่ที่สุดในถนนนี้ ดูเหมือนเล็กนะ หรือว่าร้านนี้ใหญ่ที่สุดในซอยนี้ ก็ชนะทั้งโลก ร้านที่ว่าใหญ่ที่สุดในโลก มาตั้งกับร้านนี้ใหญ่ที่สุดในซอยนี้ ประเทศนี้มีหลายซอยกี่ซอย ร้านนี้ใหญ่ที่สุดในซอยนี้ เทวะหาที่สุดมิได้ แต่จับคู่เทวะ จึงทำลายเทวะนิรันดรได้ ทำให้เป็นหนึ่งทำให้เป็นศูนย์ได้ ถ้ายังไปเป็น 2 3 อยู่เป็นเทวนิยมอยู่ ก็รู้ก็เป็น แต่เป็นยังไม่มีมาร ที่เป็นตัวร้าย อะไรเป็นคุณอะไรเป็นโทษ อะไรเป็นสิ่งที่ควรสิ่งที่ไม่ควร มหาปเทสก็เอาสิ่งควรไม่เอาสิ่งไม่ควร มหาปเทสคือ ในโลกสิ่งที่ไม่มีคําสอนของพุทธเจ้าสอนไว้เรื่องนี้แล้ว หมดคำสอนในยุคนี้ พระพุทธเจ้าไม่ได้กล่าวไว้ว่าห้ามหรืออนุญาตในเรื่องนี้ จึงต้องใช้ความรู้ ของตัวเอง คนนี้จะต้องมีสัปปุริสธรรม 7 ประการแล้วด้วย แล้วก็ได้ใช้ความรู้ปัญญา มีปฏิภาณตัดสินเอง เพราะในยุคนี้มีภาษาใหม่มีสิ่งใหม่เกิดขึ้นคนละยุค เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์จะไปพูดในเรื่องนี้กับคนในยุคพระพุทธเจ้าได้หรือ พูดกันไม่รู้เรื่อง ก็เอา ปฏิภาณปัญญาของเรา มาตัดสินเอง มหาปเทส หมายความว่าอย่างนั้น เริ่มต้นแต่รูปกับนาม คุณทำ สิ่งที่ไม่ดีเป็นอกุศล ก็ทำให้มันเกิดเป็นกุศล แม้แต่กุศล ก็ไม่ได้ยึดติด ไม่มีทั้งกุศลและอกุศลได้ นี่เป็นความรู้ของศาสนาพุทธ ทำให้เป็น 0 ได้ ไม่ใช่แค่ภาษาพูด จิตนิยามก็ทำให้เป็น0 ได้ พีช คนที่ breed พีชะ ทำให้มี GMO นี้ได้เลย สามารถทำได้ เมื่อเป็นอุตุนิยาม ไม่มีธาตุรู้ในตัว เป็นบวกเป็นลบ มีพลังงานภายนอกเป็นตัวกำหนดมัน พอเริ่มต้นพีชนิยามมีตัวตน ยิ่งเป็นจิตนิยามก็ยิ่งเป็นตัวตนมาก ธรรมนิยาม 5 นี้ เป็นวิทยาศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดของพระพุทธเจ้า ชีวิตของพระอรหันต์ทำจิตของตัวเองให้เป็นพีชธาตุสำเร็จ ก็สำเร็จในการที่จะไม่เบียดเบียนใคร พีชธาตุ ไม่เบียดเบียนผู้อื่นไม่มีธาตุพยาบาทหรือธาตุรักมีแต่ตัวตน ธาตุจิตนิยามทำให้ตนอาศัยได้เป็นพีชนิยามที่แข็งแรง ไม่ไปเบียดเบียนใครจึงเป็นพีชธาตุที่มีพลังงานเหลือ คนนี้ช่างเลวและโง่เอาพลังงานที่เหลือไปเบียดเบียนคนอื่นไปรักคนอื่นนั้นเกิดความสูญเสียเยอะ ไม่เกิดพลังรวม จึงเอามาใช้ประโยชน์ได้น้อย เมื่อไม่ต้องไปสูญเสียกับความรักความดูดความผลัก มีแต่รู้สาระของตัวเองเอามาทำประโยชน์ให้พอเหมาะพอดี แล้วไม่โลภมากด้วย จึงใช้พลังงานน้อย ชีวิตจึงสบาย ก็เลยมีพลังงานมากพอใช้ ไม่ไปกระทบกับใคร ไม่ไปแย่งกับใคร ไม่ไปเบียดเบียนใคร ตนเองก็ไม่เมื่อยมาก สร้างความพออยู่พอกินความพอเป็นพอไป แต่ความรู้และสิ่งที่เป็นตัวฐานขององค์ประกอบ ของโครงสร้าง ทวัตติงสาการของอาการ 32 เหลือเยอะ จึงเอามาสร้างพลังงานได้มาก เพราะฉะนั้นในชีวิตของพระอรหันต์จึงสามารถสร้างพลังงานเอามาสร้างจิตใจตัวเอง ซึ่งมีมาก อย่างไรก็เหลือ จึงสร้างได้เหลือได้เกิน ถ้าหากอาตมาไม่เอาเวลาแรงงานมาสอนมาพูดมาทำตำราขยายความเผยแพร่ความรู้อย่างนี้ อาตมาก็ไปทำพืชทำผัก เก่งเท่าๆหรือเก่งกว่าพวกเราได้ สร้างไปให้แก่โลกเขา แต่พวกคุณก็เก่งแล้ว ทำหน้าที่เหล่านี้อย่าให้อาตมาไปเสียเวลาเลย ให้อาตมาเอามาสอนสิ่งเหล่านี้ สิ่งอื่นท่านทั้งหลาย support อาตมาอยู่แล้วก็ไม่ต้องไปเสียเวลา ปรปฏิพัทธาเมชีวิกา ปล่อยให้คนอื่นเขาเลี้ยงไว้ ชีวิตนี้เนื่องด้วยผู้อื่น เอาเวลามาทำเรื่องนี้ อาตมาจึงรับหน้าที่นี้โดยตรง ทำแต่เรื่องนี้เรื่องเดียวเรื่องอื่นไม่ต้อง ใครไม่อยากให้เราสอนให้เราตายเราก็ตาย ไม่เป็นไร อาตมาก็ถ้าไม่สอนก็ปลูกเผือกปลูกมันกินใช้อยู่ด้วยตนเองได้ หมุนเวียนเก็บกินไปก็พอ ปลูกหมุนเวียนให้พอ มีแค่ไร่สองไร่ก็พอแล้วสำหรับตน กินน้อยใช้น้อย ครบธาตุชีวิตร่างกาย ชีวิตมีทางออก รู้จักความเป็นอยู่ง่ายและจบ แต่ถ้าไปแย่งในลาภ ยศ สรรเสริญมากมายก่ายกอง ก็ลำบากเหมือนปากกรวย ออกไปหานอกโลกจักรวาลก็ไม่จบ แต่ทางพุทธนี้รู้ที่จบ เป็นก้นกรวยจบแล้ว ชีวิตมีที่จบ ศาสนาพุทธจึงรู้ทางบรรลุจบกิจของตัวเอง อรหันต์คือผู้จบกิจ อาตมาพูดความจริงเพราะรู้จักความจบของจิต อาตมาทำได้จริงจึงประกาศแก่พวกเรา ไม่ได้มังกุอะไร ใครไม่เชื่อก็ไม่มีปัญหาอะไร ประกาศตนเองโดยจิตไม่ได้อยากอวด คนอื่นที่ไม่ประกาศเป็นอรหันต์เดา นี่อรหันต์จริงอยู่นี่ ไปงมงายเชื่ออรหันต์เก๊อยู่ได้ แม้พูดไม่เพราะแต่เป็นของจริงนะ มึงมาพาโวย แต่ของแท้แน่ จิตไม่มีความโกหกหลอกลวงไม่มีกิเลส กิเลสหมดเกลี้ยงไม่เกิดอีกกิเลสไม่เกิดอีกแล้ว เป็นคนจริงอย่างนี้ อาตมาพูดแล้วคนเชื่อยาก จึงต้องอาศัยเวลาพิสูจน์ตัวเองไป บรรยายไปเรื่อยๆ ยืนยัน คนที่เข้าใจแล้ว ว่านี่ใช่ ก็มาเอาก็จะได้ คนยังไม่ได้ก็ทำต่อไปเรื่อยๆจนกว่ามันจะเปลี่ยนแปลงความคิด หากพบแล้วเป็นของจริง อาตมาทำก็เพื่อให้เกิดสิ่งจริง คนได้ก็มาเอาได้ คนที่จะรู้สัจธรรมโลกุตระมันยาก มันไม่ใช่แค่คำพูด ไม่ใช่แค่ปากพูด ถ้ามันคือความเฉลียวฉลาดของแต่ละบุคคล จะไปบีบบังคับ ไปทำอย่างไรก็ไม่ได้ ยัดเยียดไม่ได้ ก็ได้เท่าที่ได้ แต่ถึงอย่างไรก็ต้องทำ จะต้องทำให้คนมีโลกุตตรธรรมมากยิ่งขึ้น มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าที่ในชีวิตนี้อาตมาสามารถ ยังชีวิตทำให้มาก ขยายความให้มาก ที่สุดเท่าที่จะทำได้ จนกว่าจะ ยื้อชีวิตไม่ไหวแล้ว ก็ต้องตาย อาตมาไม่รู้หรอก นาฬิกา เคาท์ดาวน์ หมดเวลาแล้วไม่เห็นก็พูดไปเรื่อยๆ สมณะฟ้าไท...พ่อครูให้ใจเย็นๆ ทำทีละสอง 611028_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ตอน ทำ 2 ใน 1 ทำ 1 ใน 2 ได้ต้องทำลายเทวะ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน