14 บทที่ 7 ใจเพชร น 501-560.pdf

โฟลเดอร์PDF Morkeaw
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์458 KB
วันที่แก้ไข10 กุมภาพันธ์ 2559

เนื้อหาในไฟล์

บทที 7 องค์ประกอบการพัฒนาการแพทย์วิถีพุทธ และรูปแบบจิตอาสาแพทย์วิถีพุทธนานาชาติพันธุ์เพือมวลมนุษยชาติ การวิจัยเรือง “จิตอาสาแพทย์วิถีพุทธเพือมวลมนุษยชาติ” นี เป็นการศึกษาโดยใช้กระบวนการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) ระหว่างการวิจัยเชิงชาติพันธุ์วรรณนา(Ethnography Research) และการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ซึงมีวัตถุประสงค์การวิจัย คือ 1) ศึกษาประวัติศาสตร์การแพทย์วิถีพุทธจากจดหมายเหตุและสือต่าง ๆ ระหว่าง พ.ศ. 2538-2558 ของผู้ใช้การแพทย์วิถีพุทธ สถาบันบุญนิยม 2) ศึกษารูปแบบจิตอาสาแพทย์วิถีพุทธนานาชาติพันธุ์เพือมวลมนุษยชาติ และ 3) วิเคราะห์องค์ประกอบการพัฒนาการแพทย์วิถีพุทธ และสร้างยุทธศาสตร์การขยายผลชุมชนจิตอาสาแพทย์วิถีพุทธเพือมวลมนุษยชาติ องค์ประกอบการพัฒนาการแพทย์วิถีพุทธ จากการศึกษาประวัติศาสตร์การแพทย์วิถีพุทธจากจดหมายเหตุและสือต่าง ๆ ระหว่าง พ.ศ. 2538-2558 ของผู้ใช้การแพทย์วิถีพุทธ สถาบันบุญนิยม ในประเด็น “สุขภาวะของผู้ใช้การแพทย์วิถีพุทธ” มีขอบเขตด้านพื นทีการศึกษาจากจดหมายเหตุ คือ เอกสารบันทึกแบบต่าง ๆ อันได้แก่ หนังสือและแผ่นพับทีเผยแพร่เกียวกับความรู้และหลักการแพทย์วิถีพุทธต่าง ๆ งานวิจัยเกียวกับการแพทย์วิถีพุทธ แบบบันทึกแลกเปลียนประสบการณ์การใช้การแพทย์วิถีพุทธแบบต่าง ๆ แบบบันทึกข้อมูลจิตอาสาแพทย์วิถีพุทธ หรือผู้ทีใช้การแพทย์วิถีพุทธ การสัมภาษณ์เชิงลึกจากการแลกเปลียนประสบการณ์การใช้การแพทย์วิถีพุทธ ใบสมัครและใบประเมินผลการอบรมค่ายสุขภาพแพทย์วิถีพุทธ การแลกเปลียนประสบการณ์และข้อมูลการดูแลสุขภาพผ่านสือออนไลน์ทางเวปไซด์ ยูทูป เฟสบุ๊ค ไลน์และสืออิเล็คทรอนิคแบบต่าง ๆ ทีเกียวข้องกับการแพทย์วิถีพุทธ ระหว่าง พ.ศ. 2538-2558 ผู้วิจัยได้ข้อมูลประสบการณ์การ

อ่านต่อ

ใช้การแพทย์วิถีพุทธ จากการศึกษาข้อมูลประวัติศาสตร์ตามทีกล่าวมาข้างต้น และได้รายงานผลไว้ในบทที 6 จากนั นผู้วิจัยได้ทําการสกัดคําสําคัญของผู้ให้ข้อมูลหลักทีใช้การแพทย์วิถีพุทธ ร่วมกับความเห็นของผู้เชียวชาญสกัดรอบทีสองเป็นข้อกระทงคําถาม แล้วนําข้อกระทงคําถามมาสร้างเป็นแบบสอบถาม จํานวน 100 ข้อ (ข้อ 1-100) (ผู้วิจัยนําเสนอรายละเอียดในภาคผนวกที ค) โดยแบบสอบถาม (ดังรายละเอียดในภาคผนวกที ง) มี 2 ตอน คือ ตอนที 1 เป็นข้อมูลทัวไปของผู้ตอบแบบสอบถาม และตอนที 2 เป็นแบบสอบถามเรือง 502 “สุขภาวะของผู้ใช้การแพทย์วิถีพุทธ” เพือศึกษาองค์ประกอบการพัฒนาการแพทย์วิถีพุทธ จากนั นตรวจสอบคุณภาพของเครืองมือทีใช้ในการวิจัยครั งนี ทีเป็นแบบสอบถามทีสร้างขึ นมา นําไปทดสอบความเทียงตรงเชิงเนื อหา (Content Validity) และความเชือมัน (Reliability) ของเครืองมือทีใช้ในการวิจัย โดยผ่านการพิจารณาของผู้เชียวชาญ 7 ท่าน โดยใช้วิธี IOC (Item–Objective Congruence) เพือวิเคราะห์ความเทียงตรงเชิงเนื อหาซึงคํานวณจากความสอดคล้องระหว่างประเด็นทีต้องการวัดกับข้อคําถามทีสร้างขึ น โดยทุกข้อคําถาในแบบสอบถามทั ง 100 ข้อ มีค่า IOC มากกว่า 0.50 ขึ นไป ซึงแสดงว่าข้อคําถามนั นสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายหรือเนื อหาทีต้องการ ผู้วิจัยนําผลจากการตรวจสอบความตรงเชิงเนื อหา มาจัดทําเป็นแบบสอบถามฉบับสมบูรณ์ แล้วนําไปใช้กับกลุ่มจิตอาสาแพทย์วิถีพุทธ จํานวน 30 คน ข้อมูลทีได้จากการทดลองใช้เครืองมือได้นํามาวิเคราะห์หาค่าความเชือมัน (Reliability) โดยใช้สูตรสัมประสิทธิgแอลฟา- Coefficient) (α- Coefficient) ตามวิธีของครอนบาค (Cronbach. 1970 : 161) เพือหาค่าสัมประสิทธิgแอลฟาของแบบสอบถามทั งฉบับ โดยเมือคํานวณตามวิธีของครอนบาค (Cronbach. 1970 : 161) ได้ค่าสัมประสิทธิgแอลฟาของแบบสอบถามทั งฉบับเท่ากับ 0.955 และการวิเคราะห์องค์ประกอบการพัฒนาการแพทย์วิถีพุทธ ตรวจสอบความเทียงตรงเชิงเนื อหา (Content Validity) และความเชือมัน (Reliability) โดยผู้เชียวชาญจํานวน 7 ท่าน ความคิดเห็นสุขภาวะของผู้ใช้การแพทย์วิถีพุทธ ผู้วิจัยนําแบบสอบถามไปสํารวจความคิดเห็นของผู้ใช้การแพทย์วิถีพุทธ ทั งผู้ทีอยู่ในประเทศไทยและต่างประเทศ จํานวน 530 คน จากนั นผู้วิจัยนําข้อมูลมาตรวจสอบความสมบูรณ์ของคําตอบทีได้รับ แล้วทําการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา โดยการวิเคราะห์ระดับและความแตกต่างของความคิดเห็นเรือง “สุขภาวะของผู้ใช้การแพทย์วิถีพุทธ” และวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสํารวจ เพือหาองค์ประกอบการพัฒนาการแพทย์วิถีพุทธ ด้วยโปรแกรมวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ ใช้วิธีการสกัดองค์ประกอบขั นต้น (Extraction of The Initial Factors) ด้วยวิธีการวิเคราะห์องค์ประกอบหลัก (Principal Component Analysis) หรือ PCA ซึงเป็นการนํารายละเอียดของตัวแปร (กระทงคําถาม) ทีมีจํานวนตัวแปร (กระทงคําถาม) มาก ๆ มาไว้ในองค์ประกอบ (Component) ทีสอดคล้องกัน และการหมุนแกนองค์ประกอบทียังคงทําให้องค์ประกอบยังคงตั งฉากกัน หรือองค์ประกอบต่าง ๆ ยังคงเป็นอิสระกัน (Orthogonal Rotation) ทําให้จํานวนตัวแปร (กระทงคําถาม) ทีน้อยทีสุด มีค่านํ าหนักองค์ประกอบ (Factor loading) มากในแต่ละองค์ประกอบโดยวิธีวาริแมกซ์ (Varimax Rotation) 503 เพือกําหนดจํานวนองค์ประกอบ (Component) โดยพิจารณาค่าไอเกนรวม (Total Eigenvalues) มีค่ามากกว่าหรือเท่ากับ 1 และค่านํ าหนักองค์ประกอบมีค่า 0.50 ขึ นไป (ธานินทร์ ศิลป์จารุ. 2557) ผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าวทีนําเสนอในบทนี ประกอบด้วย 1) สถิติวิเคราะห์ เชิงพรรณนาข้อมูลทัวไปของผู้ตอบแบบสอบถาม 2) การวิเคราะห์องค์ประกอบการพัฒนาการแพทย์วิถีพุทธ 1) สถิติวิเคราะห์เชิงพรรณนาข้อมูลทัวไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ตารางที 15 ข้อมูลทัวไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ข้อมูลทัวไป จํานวน ร้อยละ เพศ ชาย 90 17.00 หญิง 440 83.00 รวม 530 100.00 อายุ 10-20 ปี 10 1.89 21-40 ปี 169 31.89 41-60 ปี 244 46.04 61-80 ปี 104 19.62 มากกว่า 80 ปี 3 0.56 รวม 530 100.00 สัญชาติ ไทย 525 99.05 จีน 1 0.19 พม่า 2 0.38 ลาว 1 0.19 ฝรังเศส 1 0.19 รวม 530 100.00 504 ตารางที 15 (ต่อ) ข้อมูลทัวไป จํานวน ร้อยละ เชื อชาติ ไทย 518 97.73 จีน 8 1.51 ลาว 1 0.19 ฝรังเศส 1 0.19 ไทยใหญ่ 2 0.38 รวม 530 100.00 การศึกษาระดับ ปริญญาเอก/ 3 0.57 หลังปริญญาเอก ปริญญาโท 54 10.19 ปริญญาตรี 186 35.09 อนุปริญญา 38 7.17 ปวช. 25 4.72 มัธยมศึกษาตอนปลาย 53 10.00 มัธยมศึกษาตอนต้น 74 13.96 ประถมศึกษา 83 15.66 ไม่ระบุ 12 2.26 ไม่ได้เรียนหนังสือ 2 0.38 รวม 530 100.00 อาชีพ ค้าขาย 86 16.22 ข้าราชการบํานาญ 84 15.85 พนักงานบริษัท 53 10.00 แม่บ้าน 53 10.00 จิตอาสา 41 7.74 เกษตรกร 37 6.98 ข้าราชการครู 14 2.64 นักปฏิบัติธรรม 7 1.32 505 ตารางที 15 (ต่อ) ข้อมูลทัวไป จํานวน ร้อยละ ไม่ระบุ 54 10.19 ว่างงาน /อืน ๆ 101 19.06 รวม 530 100.00 พื นที ภาคใต้ 226 42.64 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 136 25.66 ภาคกลาง 76 14.34 ภาคเหนือ 60 11.32 ภาคตะวันออก 19 3.58 ภาคตะวันตก 10 1.90 ต่างประเทศ 3 0.56 รวม 530 100.00 จากตารางที 15 พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามการวิจัยจํานวน 530 ท่าน เป็นเพศชายจํานวน 90 คน คิดเป็นร้อยละ 17.00 และเป็นเพศหญิงจํานวน 440 คน คิดเป็นร้อยละ 83.00 ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 41-60 ปี จํานวน 244 คน และระหว่าง 21-40 ปี จํานวน 169 คน คิดเป็น ร้อยละ 46.00 และ 31.90 ตามลําดับ มีสัญชาติไทยและเชื อชาติไทย ร้อยละ 99.05 และ 97.70 ตามลําดับ โดยมีเชื อชาติอืน ๆ คือ จีน ลาว ฝรังเศส และไทยใหญ่ รวมจํานวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 2.30 การศึกษาของผู้ตอบแบบสอบถามใน 4 ระดับแรก คือ 1) การศึกษาในระดับปริญญาโท จํานวน 54 คน คิดเป็นร้อยละ 10.19 2) ระดับปริญญาตรี จํานวน 186 คน คิดเป็นร้อยละ 35.09 3) ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จํานวน 74 คน คิดเป็นร้อยละ 13.96 4) ระดับประถมศึกษาจํานวน 83 คน คิดเป็นร้อยละ 15.66 ในส่วนของอาชีพ ผู้ตอบแบบสอบถาม มีอาชีพใน 4 ลําดับแรก คือ 1) ว่างงานและอืน ๆ จํานวน 101 คน คิดเป็นร้อยละ 19.06 2) ค้าขาย จํานวน 86 คน คิดเป็นร้อยละ 16.22 3) ข้าราชการบํานาญ จํานวน 84 คน คิดเป็นร้อยละ 15.85 4) พนักงานบริษัท จํานวน 53 คน คิดเป็นร้อยละ 10.00 และแม่บ้าน จํานวน 53 คน คิดเป็นร้อยละ 10.00 ในส่วนของพื นที ผู้ตอบแบบสอบถามเป็นผู้อยู่ในประเทศไทยจํานวน 527 คน และต่างประเทศ จํานวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 99.40 และ 0.60 ตามลําดับ โดยในประเทศไทย เป็นผู้อยู่ในภาคใต้มากทีสุด รองลงมาอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) คิดเป็นร้อยละ 42.6 และ 25.7 ตามลําดับ 506 2) การวิเคราะห์องค์ประกอบการพัฒนาการแพทย์วิถีพุทธ ในการวิเคราะห์ข้อมูลทีได้จากการตอบแบบสอบถาม เพือหาค่าเฉลีย (Mean) และส่วนเบียงเบนมาตรฐาน (Standard Diviation, S.D.) ของแบบสอบถาม ทีเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ตามมาตรวัดของลิเคิร์ท (Likert Scale) เมือกําหนดให้ 5 หมายถึง เห็นด้วยมากทีสุด 4 หมายถึง เห็นด้วยมาก 3 หมายถึง เห็นด้วยปานกลาง 2 หมายถึง เห็นด้วยน้อย 1 หมายถึง เห็นด้วยน้อยทีสุด ทั งนี ผู้วิจัยกําหนดนํ าหนักความคิดเห็น และนํ าหนักความรู้สึกนึกคิด เรือง “สุขภาวะของผู้ใช้การแพทย์วิถีพุทธ” โดยกําหนดให้ คําตอบ 5 มีนํ าหนักความคิดเห็นเท่ากับ 5 คําตอบ 4 มีนํ าหนักความคิดเห็นเท่ากับ 4 คําตอบ 3 มีนํ าหนักความคิดเห็นเท่ากับ 3 คําตอบ 2 มีนํ าหนักความคิดเห็นเท่ากับ 2 คําตอบ 1 มีนํ าหนักความคิดเห็นเท่ากับ 1 สําหรับการแปลความหมายของค่าเฉลียและส่วนเบียงเบนมาตรฐานทีคํานวณได้จากคําตอบของผู้ตอบแบบสอบถาม เพืออธิบายถึงระดับและความแตกต่างของความคิดเห็นเรือง “สุขภาวะของผู้ใช้การแพทย์วิถีพุทธ” กําหนดดังนี 1. การแปลความหมายของค่าเฉลีย กําหนดดังนี 4.50-5.00 หมายถึง เห็นด้วยมากทีสุด 3.50-4.49 หมายถึง เห็นด้วยมาก 2.50-3.49 หมายถึง เห็นด้วยปานกลาง 1.50-2.49 หมายถึง เห็นด้วยน้อย 0.00-1.49 หมายถึง เห็นด้วยน้อยทีสุด 2. การแปลความหมายของส่วนเบียงเบนมาตรฐาน กําหนดดังนี 1.21 ขึ นไป หมายถึง ความคิดเห็นต่างกันมากทีสุด 0.91-1.20 หมายถึง ความคิดเห็นต่างกันมาก 0.61-0.90 หมายถึง ความคิดเห็นต่างกันปานกลาง 507 0.31-0.60 หมายถึง ความคิดเห็นต่างกันน้อย 0.00-0.30 หมายถึง ความคิดเห็นต่างกันน้อยทีสุด ความกว้างของอันตรภาคชั น = คะแนนสูงสุด – คะแนนตําสุด / จํานวนชั น โดยนําค่าเฉลียทีคํานวณได้ มาเปรียบเทียบกับเกณฑ์ประเมินผลทีกําหนดไว้ (Fisher อ้างถึงในชัชวาลย์ เรืองประพันธ์. 2539 : 15) ตารางที 16 ค่าเฉลีย (Mean) และส่วนเบียงเบนมาตรฐาน (S.D.) ของความคิดเห็นเรือง“สุขภาวะของผู้ใช้การแพทย์วิถีพุทธ” กําหนดดังนี ที ข้อคําถาม Mean S.D. ความหมาย 1 เพือนหรือญาติหรือสมาชิกในครอบครัวมีผลต่อการแนะนําหรือบอกต่อเกียวกับการใช้แพทย์ วิถีพุทธ 3.83 1.10 เห็นด้วยมาก และเห็นต่างมาก 2 หนังสือและหรือสือสิงพิมพ์ต่าง ๆ มีผลต่อการใช้แพทย์วิถีพุทธ 4.05 0.87 เห็นด้วยมาก และเห็นต่างปานกลาง 3 สือออนไลน์ (เช่น เวปไซต์ ยูทูป เฟสบุ๊ค ไลน์) มีผลต่อการรู้จักและเผยแพร่แพทย์วิถีพุทธ 4.13 1.07 เห็นด้วยมาก และเห็นต่างมาก 4 สือซีดี ประเภท วีซีดี ดีวีดี และเอ็มพีสาม มีผลต่อการรู้จักและเผยแพร่แพทย์วิถีพุทธ 4.06 0.96 เห็นด้วยมาก และเห็นต่างมาก 5 จิตอาสามีผลต่อการรู้จักและเผยแพร่แพทย์ วิถีพุทธ 4.39 0.77 เห็นด้วยมาก และเห็นต่างปานกลาง 6 หน่วยงานสุขภาพมีผลต่อการรู้จักและเผยแพร่แพทย์วิถีพุทธ 3.71 1.19 เห็นด้วยมาก และเห็นต่างมาก 7 ท่านมาเรียนรู้ มาด้วยความเต็มใจ เพือเอาไปใช้ดูแลสุขภาพตนเอง และหรือดูแลญาติพีน้องภายในครอบครัว 4.67 0.60 เห็นด้วยมากทีสุด และเห็นต่างกันน้อย 8 ท่านมาเรียนรู้ เพือนําไปแนะนําต่อ หรือนําไปเผยแพร่ต่อญาติมิตร และประชาชนทัวไป 4.38 0.82 เห็นด้วยมาก และเห็นต่างปานกลาง 508 ตารางที 16 (ต่อ) ที ข้อคําถาม Mean S.D. ความหมาย 9 ท่านมาเรียนรู้ เพือนําไปใช้ในหน้าทีการงาน ของท่าน ซึงเป็นงานทีเกียวข้องกับการดูแลรักษาฟื นฟูและสร้างเสริมสุขภาพ หรือในงานทางสาธารณสุข 3.49 1.44 เห็นด้วยปานกลาง และเห็นต่างมากทีสุด 10 ท่านอยากลองมาดูแลสุขภาพ ทีเป็นอีกหนึงทางเลือก 4.44 0.84 เห็นด้วยมาก และเห็นต่างปานกลาง 11 การดูแลรักษาปัญหาสุขภาพหรือการเจ็บป่วยด้วยโรคและอาการต่าง ๆ นอกจากการรักษาด้วยการรับประทานยาหรือวิธีการต่าง ๆ ตามแผนปัจจุบันแล้ว ยังมีการรักษาแบบแผนทางเลือก หรือแผนอืน ๆ อีก จึงหาแนวทางอืน โดยการมาลองใช้หรือศึกษาแนวทางเลือก – แพทย์วิถีพุทธ (เช่น หมอบอกท่านว่าต้องกินยาตลอดชีวิต ไม่มีทางรักษาให้หายได้ หรือไม่อยากทานยาไปตลอดชีวิต) 4.20 1.03 เห็นด้วยมาก และเห็นต่างมาก 12 ท่านมาเข้าค่ายสุขภาพ เพราะทุกข์ทรมานมากแล้ว อยากหาย วิธีการทีรักษาในแผนปัจจุบัน ไม่ได้ผล จึงหาทางเลือกอืน 3.68 1.34 เห็นด้วยมาก และเห็นต่างมากทีสุด 13 ท่านหมดทางเลือกในการรักษาแล้ว หมอให้กลับไปนอนรอทีบ้าน จึงต้องหาวิธีอืน 3.03 1.51 เห็นด้วยปานกลาง และเห็นต่างมากทีสุด 14 มีผู้แนะนําว่า ถ้ามาเข้าค่ายสุขภาพแล้วจะหาย หรือถ้าอยากหายให้ไปเข้าค่ายหมอเขียว 3.57 1.34 เห็นด้วยมาก และเห็นต่างมากทีสุด 15 มาเข้าค่าย เพราะอยากเห็นอยากเจอ หมอเขียว หมอเขียวเป็นทีรู้จักกันมากในสังคม 3.48 1.38 เห็นด้วยปานกลาง และเห็นต่างมากทีสุด 16 มาเข้าค่าย เพราะอยากมาฟัง มาเรียนรู้ธรรมะ 4.10 1.09 เห็นด้วยมาก และเห็นต่างมาก 17 ต้องมาเข้าค่าย เพราะหน้าทีการงาน หรือผู้บังคับบัญชาให้มา 2.10 1.38 เห็นด้วยน้อย และเห็นต่างมากทีสุด 509 ตารางที 16 (ต่อ) ที ข้อคําถาม Mean S.D. ความหมาย 18 เพราะได้ลองปฏิบัติมาระยะหนึงแล้ว จากการศึกษาผ่านสือสิงพิมพ์และสือออนไลน์ เลยอยากมาเรียนรู้เพิมเติมด้วยตนเอง 3.49 1.43 เห็นด้วยปานกลาง และเห็นต่างมากทีสุด 19 การตั งใจปฏิบัติดูแลตนเองด้วยเทคนิค 9 ข้อ ทําให้อาการเจ็บป่วยทุเลาได้เร็ว หรือหายได้ภายใน 5-7 วัน 4.13 1.01 เห็นด้วยมาก และเห็นต่างมาก 20 การดืมนํ าสมุนไพรปรับสมดุล ทําให้อาการเจ็บป่วยทุเลา 4.32 0.79 เห็นด้วยมาก และเห็นต่างปานกลาง 21 การได้ทํากัวซาแล้ว ทําให้อาการเจ็บป่วยทุเลา 4.20 0.89 เห็นด้วยมาก และเห็นต่างปานกลาง 22 ทําการสวนล้างลําไส้ใหญ่ (ดีท็อกซ์) ด้วยสมุนไพรปรับสมดุล ทําให้อาการเจ็บป่วยทุเลา 4.23 0.96 เห็นด้วยมาก และเห็นต่างมาก 23 แช่มือแช่เท้า ด้วยนํ าสมุนไพรปรับสมดุล ทําให้อาการเจ็บป่วยทุเลา 3.99 1.01 เห็นด้วยมาก และเห็นต่างมาก 24 พอก ด้วยสมุนไพรปรับสมดุล ทําให้อาการเจ็บป่วยทุเลา 4.01 0.96 เห็นด้วยมาก และเห็นต่างมาก 25 ทาด้วยสมุนไพรปรับสมดุล ทําให้อาการเจ็บป่วยทุเลา 4.01 0.94 เห็นด้วยมาก และเห็นต่างมาก 26 หยอดหู ด้วยสมุนไพรปรับสมดุล ทําให้อาการเจ็บป่วยทุเลา 3.94 0.97 เห็นด้วยมาก และเห็นต่างมาก 27 หยอดตา ด้วยสมุนไพรปรับสมดุล ทําให้อาการเจ็บป่วยทุเลา 4.02 0.98 เห็นด้วยมาก และเห็นต่างปานกลาง 28 หยอดจมูก ด้วยสมุนไพรปรับสมดุล ทําให้อาการเจ็บป่วยทุเลา 3.87 1.04 เห็นด้วยมาก และเห็นต่างมาก 29 ประคบ ด้วยสมุนไพรปรับสมดุล ทําให้อาการเจ็บป่วยทุเลา 3.86 1.05 เห็นด้วยมาก และเห็นต่างมาก 30 อบตัว ด้วยสมุนไพรปรับสมดุล ทําให้อาการเจ็บป่วยทุเลา 3.85 1.05 เห็นด้วยมาก และเห็นต่างมาก 510 ตารางที 16 (ต่อ) ที ข้อคําถาม Mean S.D. ความหมาย 31 อาบนํ า ด้วยสมุนไพรปรับสมดุล ทําให้อาการเจ็บป่วยทุเลา 3.95 0.99 เห็นด้วยมาก และเห็นต่างมาก 32 การเดินเร็ว ทําให้อาการเจ็บป่วยทุเลา 4.00 0.95 เห็นด้วยมาก และเห็นต่างมาก 33 การกดจุดลมปราณ โยคะกายบริหาร ทําให้อาการเจ็บป่วยทุเลา 4.34 0.80 เห็นด้วยมาก และเห็นต่างปานกลาง 34 การรับประทานอาหารปรับสมดุล (อาหารสูตรหมอเขียว รสไม่จัด) ทําให้สบาย เบากาย มีกําลัง และอาการเจ็บป่วยทุเลา 4.61 0.66 เห็นด้วยมากทีสุด และเห็นต่างปานกลาง 35 การทานอาหารมังสวิรัติ (ไม่มีเนื อสัตว์) รสจัด (รสหวานมันเค็มเผ็ดเปรี ยวฝาดขม หรือเจอร่อย) ทําให้อาการเจ็บป่วยทุเลา 3.54 1.44 เห็นด้วยมาก และเห็นต่างมากทีสุด 36 การทานอาหารมังสวิรัติรสไม่จัด (ลดความหวานมันเค็มเผ็ดเปรี ยวฝาดขม) มาทานรสจืด แล้วทําให้อาการเจ็บป่วยทุเลา 4.39 0.86 เห็นด้วยมาก และเห็นต่างปานกลาง 37 การทานพืช ผัก ผลไม้ ธัญพืช และสมุนไพร ไร้สารพิษ ทําให้อาการเจ็บป่วยทุเลา 4.55 0.65 เห็นด้วยมากทีสุด และเห็นต่างปานกลาง 38 การรับประทานอาหารปรับสมดุล ประกอบกับการลดจํานวนมื ออาหารลง ได้ต่อเนืองยาวนาน เท่าทีรู้สึก สบาย เบากาย และมีกําลังเต็ม ช่วยส่งผลทําให้สุขภาพแข็งแรง อาการเจ็บป่วยทุเลา ได้เร็วมากยิงขึ น 4.52 0.68 เห็นด้วยมากทีสุด และเห็นต่างปานกลาง 39 การใช้ธรรมะ ด้วยการฟังธรรม ทําให้อาการเจ็บป่วยทุเลา 4.31 0.84 เห็นด้วยมาก และเห็นต่างปานกลาง 40 การใช้ธรรมะ ฟังธรรม เรืองสมดุลร้อนเย็นทีพระพุทธเจ้าตรัส ทําให้มันใจในปรับสมดุล ร้อนเย็น 4.47 0.75 เห็นด้วยมาก และเห็นต่างปานกลาง 511 ตารางที 16 (ต่อ) ที ข้อคําถาม Mean S.D. ความหมาย 41 การใช้ธรรมะ ฟังธรรม เรืองเทคนิคการทําใจให้หายโรคเร็ว (อย่ากลัวโรค อย่ากลัวตาย อย่าเร่งผล อย่ากังวล) ทําให้ปฏิบัติทีใจได้ถูกต้อง ส่งผลให้อาการเจ็บป่วยทุเลา 4.45 0.76 เห็นด้วยมาก และเห็นต่างปานกลาง 42 การใช้ธรรมะ ฟังธรรม เรืองข้อเสียของพรหมสามหน้า ทําให้ปฏิบัติทีใจได้ถูกต้อง ลดความทุกข์ ความกังวล ไม่ยึดมันถือมันว่าสิงดีจะต้องเกิดอย่างเดียวเท่านั น ทําให้ยอมรับความจริงและมีความสุขได้มากขึ น ส่งผลให้อาการเจ็บป่วยทุเลา 4.39 0.77 เห็นด้วยมาก และเห็นต่างปานกลาง 43 การใช้ธรรมะ ฟังธรรม เรืองการล้างกามและอัตตา การตัดลด ละ เลิก สิงทีเป็นพิษเป็นภัย ด้วยใจทีเป็นสุข ทําให้ปรับพฤติกรรมได้ ส่งผลให้อาการเจ็บป่วยทุเลา 4.41 0.78 เห็นด้วยมาก และเห็นต่างปานกลาง 44 การใช้ธรรมะ ฟังธรรม เรืองกรรมและวิบาก ช่วยทําให้ได้เข้าใจเรืองกรรมและวิบาก ชัดเจนมากขึ น ช่วยให้เข้าใจและยอมรับถึงผลของกรรม (วิบาก) ว่าสิงทีเกิดขึ น คือสิงทีเราทํามา ทําให้ลดความทุกข์ ความกังวลต่าง ๆ สามารถคลายใจได้ ทําให้อาการเจ็บป่วยทุเลา 4.51 0.74 เห็นด้วยมาก และเห็นต่างปานกลาง 45 การใช้นํ าปัสสาวะดูแลสุขภาพ (ถือเป็นการปฏิบัติธรรมข้อหนึง) มีส่วนทําให้อาการเจ็บป่วยทุเลาได้ 4.24 0.99 เห็นด้วยมาก และเห็นต่างมาก 46 การมีกําลังใจทีดี จิตใจทีเข้มแข็งและมันคง ช่วยทําให้อาการเจ็บป่วยทุเลาได้ 4.60 0.62 เห็นด้วยมากทีสุด และเห็นต่างปานกลาง 47 การละบาป ไม่ทําชัว ทําแต่ความดี ทําให้อาการเจ็บป่วยทุเลา และสุขภาพแข็งแรง 4.55 0.68 เห็นด้วยมากทีสุด และเห็นต่างปานกลาง 512 ตารางที 16 (ต่อ) ที ข้อคําถาม Mean S.D. ความหมาย 48 การบําเพ็ญบุญ (ชําระกิเลสตน) กุศล (ทําความดีช่วยเหลือผู้อืน) ทําให้อาการเจ็บป่วยทุเลาได้ 4.50 0.72 เห็นด้วยมากทีสุด และเห็นต่างปานกลาง 49 การได้ร่วมลงฐานงาน ช่วยเหลืองานต่าง ๆ เช่น การทํานํ าสมุนไพรปรับสมดุล กสิกรรม ปุ๋ยและขยะ ศาลาและภาชนะ ห้องนํ าและลานซักล้าง เป็นต้น รวมทั งได้เรียนรู้กิจกรรมต่าง ๆ ในค่าย ทําให้มีความสุข ส่งผลให้อาการเจ็บป่วยทุเลา รู้สึกสดชืน ร่างกายแข็งแรงขึ น 4.39 0.74 เห็นด้วยมาก และเห็นต่างปานกลาง 50 การคบมิตรดีสหายดี ได้ร่วมทําคุณงามความดี ทําให้มีสุขภาพกายทีแข็งแรง จิตใจทีอิมเอิบ เบิกบานแจ่มใส มีความผาสุก ทําให้อาการ ไม่สบายเสามารถทุเลาได้เร็ว 4.51 0.67 เห็นด้วยมากทีสุด และเห็นต่างปานกลาง 51 การสร้างสังคมสิงแวดล้อมให้ดี ช่วยทําให้อาการเจ็บป่วยทุเลา 4.43 0.71 เห็นด้วยมาก และเห็นต่างปานกลาง 52 กรรม (การกระทํา) ทีไม่ดี จะสังสมเป็นวิบาก (พลังสร้างผลอันเกิดจากการกระทํา) ทีไม่ดี จะรอส่งผลให้เกิดความเจ็บป่วย 4.51 0.74 เห็นด้วยมากทีสุด และเห็นต่างปานกลาง 53 การเข้าใจเรืองกรรม (การกระทํา) และวิบาก (พลังสร้างผลอันเกิดจากการกระทํา) อย่างแจ่มแจ้ง ทําให้หยุดชัว ทําแต่สิงทีดี ไม่เครียด ทําให้มีสุขภาพกายและใจทีแข็งแรงและผาสุก อาการเจ็บป่วยทุเลาได้ดี 4.58 0.66 เห็นด้วยมากทีสุด และเห็นต่างปานกลาง 54 การรู้เพียรรู้พัก (เมือเหนือยก็พัก และเมือได้พักแล้วหายเหนือย ก็ให้ทําต่อ) จะทําให้อาการเจ็บป่วยทุเลา 4.50 0.66 เห็นด้วยมากทีสุด และเห็นต่างปานกลาง 55 การปฏิบัติตามเทคนิค 9 ข้อ ตามหลักการแพทย์วิถีพุทธ ทําให้หยุดยาได้ 4.40 0.79 เห็นด้วยมาก และเห็นต่างปานกลาง 513 ตารางที 16 (ต่อ) ที ข้อคําถาม Mean S.D. ความหมาย 56 การปฏิบัติตามเทคนิค 9 ข้อ ตามหลักการแพทย์วิถีพุทธ ทําให้ลดยาได้ 4.49 0.75 เห็นด้วยมาก และเห็นต่างปานกลาง 57 การปฏิบัติตามเทคนิค 9 ข้อ ตามหลักการแพทย์วิถีพุทธ ใช้แล้วเบาตัวสบายดี จะเอาไปทําต่อ 4.61 0.63 เห็นด้วยมากทีสุด และเห็นต่างปานกลาง 58 การปฏิบัติตามเทคนิค 9 ข้อ ตามหลักการแพทย์วิถีพุทธ ทําให้สบาย โปร่ง โล่ง 4.62 0.61 เห็นด้วยมากทีสุด และเห็นต่างปานกลาง 59 ความชัดเจนเรืองกรรม ทําให้มีกําลังใจ ในการลดละเลิกสิงทีไม่ดี พากเพียรทําสิงทีดี ส่งผลให้รู้สึกเบากาย มีกําลัง 4.57 0.66 เห็นด้วยมากทีสุด และเห็นต่างปานกลาง 60 ชอบใจทีหมอเขียวทําเป็นตัวอย่างและสอนใหัใช้ชีวิตทีเรียบง่าย พอเพียง 4.76 0.54 เห็นด้วยมากทีสุด และเห็นต่างน้อย 61 การแพทย์วิถีพุทธทําให้ได้ดูแลตนเอง หรือพึงตนในด้านสุขภาพ ทีแต่ละคนต้องทําเอาเอง จะทําให้มีสุขภาพกายและใจทีแข็งแรงและเป็นสุขทีสุด 4.71 0.56 เห็นด้วยมากทีสุด และเห็นต่างน้อย 62 การแพทย์วิถีพุทธใช้สิงทีประหยัด เรียบง่าย ใกล้ตัว ทีมีผลในการลดปัญหาสุขภาพ และสร้างความแข็งแรงได้ 4.74 0.56 เห็นด้วยมากทีสุด และเห็นต่างน้อย 63 การใช้แนวทางการรักษาแบบแพทย์วิถีพุทธ ทําให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการรักษาโรค ลดค่าใช้จ่ายของวิธีการรักษาแบบแผนปัจจุบันทีใช้อยู่ และยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดํารงชีวิตประจําวัน ทําให้มีความผาสุกมากขึ น 4.73 0.54 เห็นด้วยมากทีสุด และเห็นต่างน้อย 64 การได้ฟังการบรรยายถึงต้นเหตุการเกิดการหายของโรค ทําให้เกิดความมันใจว่า การใช้แนวทางแพทย์วิถีพุทธ จะทําให้โรคทุกโรค หรือ อาการเจ็บป่วยทุกอาการ มีโอกาสลดลงหรือหายได้ 4.59 0.63 เห็นด้วยมากทีสุด และเห็นต่างปานกลาง 514 ตารางที 16 (ต่อ) ที ข้อคําถาม Mean S.D. ความหมาย 65 ท่านเห็นด้วย ว่าโรคทีท่านเป็นเกิดจากพฤติกรรมทีไม่ดีของท่าน 4.57 0.71 เห็นด้วยมากทีสุด และเห็นต่างปานกลาง 66 ท่านเชือว่าการแก้ปัญหาสุขภาพทีต้นเหตุ หรือการรักษาโรคทีต้นเหตุของการเกิดของโรค จะทําให้รักษาได้ทุกโรคทุกอาการ หรือโรคทุกโรคทุกอาการ สามารถรักษาให้หายได้ จากการปรับแก้ไขทีต้นเหตุของโรคหรืออาการไม่สบาย 4.58 0.67 เห็นด้วยมากทีสุด และเห็นต่างปานกลาง 67 การได้ข้อมูล เรียนรู้ และเข้าใจวิธีการปฏิบัติยา 9 เม็ด ทีได้รับการแนะนําทีถูกต้องในค่าย พร้อมกับการได้ปฏิบัติจริงด้วยตนเอง เห็นผลได้จริงจากการปฏิบัติ มีผลทําให้สามารถนําไปปฏิบัติต่อเนืองได้ 4.58 0.67 เห็นด้วยมากทีสุด และเห็นต่างปานกลาง 68 การปฎิบัติตัวตามเทคนิค 9 ข้อ ได้ต่อเนือง ทําให้อาการเจ็บป่วยทุเลาหรือหายได้ ส่งผลให้สุขภาพดีได้จริง 4.63 0.61 เห็นด้วยมากทีสุด และเห็นต่างปานกลาง 69 การนําความรู้แพทย์วิถีพุทธ (เทคนิค 9 ข้อ) ไปช่วยเหลือผู้อืน ทําให้ตนเองมีความสุข มีกําลังหรือพลังเต็ม สุขภาพกายใจแข็งแรงและ เบิกบาน 4.57 0.65 เห็นด้วยมากทีสุด และเห็นต่างปานกลาง 70 การได้ฟังกรณีตัวอย่างหรือเคสแลกเปลียนประสบการณ์ และการได้พูดคุยกับจิตอาสาแพทย์วิถีพุทธและผู้เข้าอบรมทีมีประสบการณ์ ทีนําเทคนิค 9 ข้อ ไปทําแล้วสุขภาพดีขึ น ทุเลาหรือหายจากโรค ทําให้มีความมันใจและมีความศรัทธาในแนวทางนี ว่าน่าจะเป็นวิธีทีมีส่วนช่วยทําให้ทุเลาหรือหายโรคได้ 4.73 0.65 เห็นด้วยมากทีสุด และเห็นต่างปานกลาง 515 ตารางที 16 (ต่อ) ที ข้อคําถาม Mean S.D. ความหมาย 71 ท่านเชือว่า การได้ช่วยเหลือผู้อืน จะทําให้ได้บุญกุศล ทําให้ร่างกายแข็งแรงและได้รับประโยชน์สุขต่าง ๆ ทั งในชาตินี และชาติอืน ๆ สืบไป 4.59 0.66 เห็นด้วยมากทีสุด และเห็นต่างปานกลาง 72 การได้ฟังเพลงแพทย์วิถีพุทธ เช่น เพลง “แรงใจเพือมวลชน” และ “รวมพลคนดี” แล้วรู้สึกมีความสุขมีพลังใจ 4.57 0.77 เห็นด้วยมากทีสุด และเห็นต่างปานกลาง 73 การทํากิจกรรมเสริม เช่น การเดินจาริก ทําให้มีพลัง มีความสุขทั งกายและใจ ทําให้โรคหรืออาการเจ็บป่วยทุเลาและหายได้เร็ว 4.58 0.83 เห็นด้วยมากทีสุด และเห็นต่างปานกลาง 74 การใช้วิธีการดูแลรักษาสุขภาพตามแนวทางแพทย์วิถีพุทธ แม้ผู้ป่วยจะต้

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน