180322 คาราโว-นิวาโต โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ แดนอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2518
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์371 KB
วันที่แก้ไข20 กันยายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

180322 คาราโว-นิวาโต โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ แดนอโศก คาราโว-นิวาโต โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2518 ณ แดนอโศก

ไม่เกินความเพียรของเราด้วย ไม่เกินขอบเขตจนกระทั่งเราเพียรจัดเกินไป แล้วกลายเป็นเสื่อม กลายเป็นเสีย ไม่เสีย ยังดำเนินไปเป็นกุศลที่เจริญยิ่งอยู่เสมอๆด้วย ก็ไม่เห็นเสียอะไร นี่คือจุดที่สุดแห่งจุดที่สุด บอกว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยงหนอ พระพุทธเจ้าจะเกิด หรือพระพุทธเจ้าจะไม่เกิดก็ตาม เพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้ พระพุทธเจ้าไม่มี แต่เราก็ยืนยันธรรมะของพระพุทธเจ้าที่สอนเอาไว้เป็นดั่งนี้ และมันก็จะเป็นดั่งนี้จริงๆ แล้วเราทำให้ได้ดั่งนี้ เราก็เป็นตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอนแล้ว ภิกษุทั้งหลาย ตถาคตได้ตรัสรู้ ได้หยั่งรู้อย่างยิ่งในสิ่งนั้นๆ ครั้นตรัสรู้อย่างยิ่งแล้ว หยั่งรู้อย่างยิ่งแล้วก็บอก ก็แสดง ก็บัญญัติ ก็วางหลักเกณฑ์ ก็เปิดเผย ก็จำแนก ก็ทำให้เป็นของง่าย เพื่อให้รู้ทั่วกันว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยงดั่งนี้ ง่ายขึ้นไหม อาตมาพยายาม นี่อาตมาพยายามทำตัวให้เหมือนๆกับพระพุทธเจ้า คล้ายๆ พระพุทธเจ้า พยายามเอาออกแจก เอาออกแสดง พยายามบัญญัติลงไปในภาษานี่ให้คุณเห็น นี่มือก็ทำท่า ทำรูปจิ้มๆ อะไรอยู่นี่ ประกอบไปด้วยทั้งกายกรรม วจีกรรม สัมผัสทั้งตา หู จมูก ลิ้น กายของคุณ สัมผัสเข้าไปนี่ คุณเข้าใจเพิ่มขึ้นไหม ง่ายในใจขึ้นไหม มันรู้ลึกขึ้นไปอีกไหม ซึ้งขึ้นไปอีกไหม สังขารไม่เที่ยงจริงๆ สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง ให้รู้ทั่วกันว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยงดังนี้ ไม่เที่ยงจริงๆ เมื่อมันไม่เที่ยง เราก็ไม่เที่ยงจริงๆ แต่เราจะยึดดีเป็นฐาน และก็ดีมันขึ้นเรื่อยๆ จะให้คนอื่นดี ก็ให้คนอื่นดีด้วย เราก็ดีขึ้นตาม จูงกันขึ้นสู่ดี เราก็ทำดีแก่ตน และเราก็จูงคนอื่นด

อ่านต่อ

ีขึ้นด้วย ไม่ต้องตกต่ำ เข้าใจให้ได้ว่า ดีคืออะไร เป็นอภิธรรมให้ได้ กุศลาธรรมา อกุศลาธรรมา ที่ว่าไม่ดี ธรรมะอันทรงไว้ซึ่งความไม่ดีคืออะไร รู้ให้แจ้งเป็นอภิธรรม ให้ชัด แล้วเราก็พยายามขึ้นเรื่อยๆ ภิกษุทั้งหลาย พระตถาคตเกิดขึ้น หรือพระตถาคตไม่ได้เกิดขึ้นก็ตาม สิ่งซึ่งทรงตัวอยู่ได้เอง ซึ่งเป็นความตั้งอยู่ตามธรรมดา เป็นความตายตัวของธรรม สิ่งนั้นย่อมตั้งอยู่อย่างคงตัวว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นทุกข์ อะไรไม่เป็นทุกข์ ชี้บอกอาตมาซิ อะไรไม่เป็นทุกข์ คุณบอกว่าอันนี้ไม่เป็นทุกข์ คุณจะมีสมมุติเท่านั้นมาบอก มีสมมุติเท่านั้นมาบอก ผู้จะเข้าใจทุกข์ได้ลึกละเอียดนั้น แม้ยิงศรด้วยทางไกลไปเสียบรูกุญแจร้อยดอก ให้มันเสียบอยู่ที่รูกุญแจซ้อนๆๆ กันร้อยดอก นี่ว่ายาก ยังไม่ยากยิ่งเท่าเอาเส้นผมมาผ่าให้เป็น 100 แฉก 100 ชิ้น แล้วให้แต่ละชิ้นเท่ากันด้วย ผ่าเส้นผม 1 เส้นนี่ออกเป็น 100 ชิ้น ให้แต่ละชิ้นเท่ากันด้วย ยังยากยิ่งกว่าปานนั้น ยังไม่ยากเท่าผู้ที่จะรู้ซึ้งซึ่งทุกข์เป็นที่สุด ผู้จะรู้ซึ้งซึ่งทุกข์เป็นที่สุด ดูเหมือนหนังสือเล่มเหลืองที่ พ.ส.ล. ( องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่ง โลก) เขาพิมพ์ ด็อกเตอร์อะไรเขาพูด พอใจเป็นคนแปลภาษาเยอรมัน ที่งาน พ.ส.ล.นี่ เขาเอาแนบมาให้ตุ๊กเอามา เล่มนั้นก็มีอันนี้ยืนยันว่า พระพุทธเจ้ากล่าวอันนี้ แต่ว่าสำนวนเพี้ยนไปนิดหน่อย แต่ความหมายตรงกันเป๊ะ ความหมายตรงกัน พูดถึงศร 100 ดอก พูดถึงแจกเส้นผม พูดถึงความรู้ทุกข์อันถึงที่สุด ละเอียดลออถึงที่สุดนี่ มันไม่ใช่ของง่ายหรอก มันยาก ที่จะรู้ทุกข์ เพราะฉะนั้นทุกอย่างมันมีแต่ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นดับไป เราหนีทุกข์ไม่พ้น เมื่อเราหนีทุกข์ไม่พ้น เราอยู่กับทุกข์อย่างทำจิต อย่างมีจิตที่เราได้ทำแล้วว่า เราอยู่กับมันสบาย และก็รู้ด้วยการปล่อยจิตด้วยว่า ปล่อยแล้ว แม้เราเหนื่อยอยู่ขนาดนี้ เราก็ปล่อยจิตอยู่ การปล่อยจิต การเปลื้องจิตอยู่ เป็นมูลจิตกัมมยตะ มูลจิตกัมมยตญาณเกิด รู้แล้วว่ามูลจิตกัมมยตะเป็นอย่างนี้ หรือว่าญาณ หรือว่าความรู้ รู้ชัดๆ ของเราเอง เราปล่อยจิตเรา มูลจิตกัมมยตะ การได้เปลื้องจิต ปล่อยจิตอยู่ วางจิตอยู่เสมอๆ อันนี้เป็นการทำได้ของเรา เห็นให้ชัด ดูให้ชัด ปฏิสังขาญาณ เกิดปัญญาทบทวน พิจารณามากๆ ให้เห็น แล้วก็สัจจานุโลมญาณ ทีนี้ก็อนุโลมปฏิโลมทวนกับคนอื่นเขาได้ ก็ตัดโคตรภูญาณ นี่ก็เป็นจบของศาสนาพุทธ เอาญาณ 16 มาอธิบายก็ได้ เอาอะไรมาอธิบายก็ได้ เป็นจริง เราทำได้อยู่ จิตของเราเป็นอย่างนั้น เปลื้องออกอยู่ วางอยู่ เราทำขณะนี้ เราทำสมมุติ เราจะพูดก็พูดสมมุติ อาตมาพูดทำหน้าทำตา ทำอะไรต่ออะไรเข้ม เครียด อะไรต่ออะไร ไม่ได้เข้มหรอก ที่จริงก็สบาย สบาย ไม่ได้ลำบากใจอะไร แต่ในความสบายๆ นั้น ก็รู้อยู่ว่าเป็นทุกข์ เป็นทุกข์ แต่ทุกข์ที่อาตมาทนได้โดยอาตมา อาตมาไม่ได้ไม่เสีย เป็นกรรมเป็นกิริยา เป็นสิ่งที่อาตมาทำอยู่ ทำอยู่โดยความมีอาตมาอยู่ ก็อาตมามันทำ ช่างหัวอาตมามัน ตายเมื่อไหร่ก็ให้มันตาย อาตมามันทำได้อยู่ก็ทำไป เป็นประโยชน์เกิดอยู่ ก็ให้ประโยชน์นั้นมันเกิดไป นี่คือตัวอาตมา หรืออาตมันมันทำ อาตมานี้ก็คือตัวของอาตมา อาตมาไม่ใช่อาตมา ไม่ใช่ตัวของอาตมา อาตมานี้ไม่ใช่ของอาตมา ตัวอาตมาของอาตมามันเองจริงๆ เป็นอาตมันของอาตมันมันเอง มันทำได้อยู่ก็ให้มันทำซี่ มันจะเล่นลิเกละครยังไงก็ช่างมัน มันมีปัญญารู้เองว่า มันควรเล่นลิเกบทไหน ควรเล่นละครบทไหน มันเล่นของมันเอง และมันเล่นอย่างจริงด้วยบริสุทธิ์ใจด้วย มีเจตนาที่เป็นกุศล เจตนาไม่มีร้าย และรู้ด้วยว่าตัวเองเบาสบาย ไม่ทุกข์ ไม่ถือสา ไม่มีความผูกพยาบาท ไม่มีความเป็นฉันทะ กามฉันทะอะไรเกินขอบเขต เป็นฉันทะ เป็นวิริยะ เป็นจิตตะ แต่ว่าไม่มีกามฉันทะ ไม่ได้ยินดีเพื่อความผูกใคร่ รู้ว่ายินดี แต่ไม่ผูกใคร่ ยินดีและจะตัดหางด้วย เป็นฉันทะแต่ไม่ติดในฉันทะ จึงเรียกว่าเป็นฉันทะ เป็นอิทธิบาท แต่ไม่มีกาม เป็นอิทธิบาท เป็นความเก่งของการที่เอามาใช้ มีบทแห่งการใช้ มีบาทการใช้ มีปาทะ กระทำอยู่เท่านั้นเอง เป็นบทบาท เพราะฉะนั้น สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นทุกข์ นี่ปรุงอยู่นี่ล่ะเป็นทุกข์ รู้ทุกข์อยู่ แต่ทนทุกข์นี้ได้โดยไม่ยาก ทนได้โดยไม่ลำบาก เพราะเป็นไปด้วยฌานทั้ง 4 เป็นไปได้ด้วย วิตกวิจาร เป็นไปได้ด้วยดู รู้เป็นปีติ แต่ไม่ได้ติดปีติ เป็นไปด้วยสุข สุขอย่างภาษาลึกๆ ด้วย สุขะ ไม่ใช่สุขแบบโลกๆ ไม่ใช่โลกียรส เป็นอุเบกขาอยู่ในตัว ภิกษุทั้งหลาย ตถาคตได้ตรัสรู้ ได้หยั่งรู้เป็นอย่างยิ่ง จึงได้เอานำอันนี้มาสอน มาวางหลักเกณฑ์ มาเปิดเผย มาจำแนก มาทำเป็นของง่ายให้คุณรู้ ภิกษุทั้งหลาย พระตถาคตเกิดขึ้น หรือพระตถาคตไม่ได้เกิดขึ้นก็ตาม สิ่งซึ่งทรงตัวอยู่ได้เอง ซึ่งเป็นความตั้งอยู่ตามธรรมดา ซึ่งเป็นความตายตัวของธรรม มันมีอยู่ของมัน สิ่งนั้นย่อมตั้งอยู่ อย่างคงตัวว่า ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา ดั่งนี้ ภิกษุทั้งหลาย ตถาคตได้ตรัสรู้ ได้หยั่งรู้เป็นอย่างยิ่งในสิ่งนั้นๆ ครั้นตรัสรู้อย่างยิ่ง หยั่งรู้อย่างยิ่งแล้ว ก็บอก ก็แสดง ก็บัญญัติ ก็วางหลักเกณฑ์ ก็เปิดเผย ก็จำแนก ก็ทำให้เป็นของง่าย เพื่อให้รู้ทั่วกันว่า ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา ดั่งนี้ เพราะฉะนั้น ธรรมะคืออะไร ธรรมะคือสิ่งที่ทรงไว้เท่าที่มันทรงไว้ ธมะ อะไรเป็นรากเหง้า มะเป็นรากเหง้า จิตเป็นรากเหง้า ถ้าจิตปราศจากโลภะ โทสะ โมหะ ก็คือจิตที่ปราศจากโลภะ โทสะ โมหะ ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ และจิตนั้นเป็น จิตที่เจริญที่สุด จะทำงานก็ทรงไว้เท่าที่มันทำงาน ไม่มีเชื้อเกิดมันก็ไม่เกิด มันมีเชื้อเกิดมันก็จะเกิด พระอรหันต์มีเชื้อเกิดมากที่สุด ตั้งใจดีๆ ฟังใหม่ เพราะพระอรหันต์เป็นผู้ที่จะสร้างความเกิดให้แก่โลกอย่างดีที่สุด จึงมีเชื้อความเกิดที่น่าให้เกิดเหลือเกิน ไม่น่าทำลายเลย เป็นเชื้อเกิดที่จะเกิด ก่อเกิด ให้แก่โลก เขามีแต่ความดี มีแต่กุศลธรรม ให้ทรงไว้ซึ่งกุศล ให้ทรงไว้ซึ่งกุศล ทรงไว้ซึ่งสิ่งที่ดี เป็นธรรมะ ไม่ใช่อัตตาของตน ไม่ใช่ของท่าน มันเป็นอัตตาของอัตตานั้น อันใดท่านจะแบ่งใช้บ้าง เพราะไม่แบ่งกันเลย ไม่มีการสังเคราะห์ไม่มีการสังขารไม่มีการปรุงไว้ ธาตุนี้ไม่เอาธาตุอื่นมาสืบต่อ มันก็เสื่อมเป็นธรรมดา เสื่อมแล้วเดี๋ยวก็สูญ เพราะฉะนั้นธาตุนี้ จะต้องต่อไว้ ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม บ้าง ก็เอาธาตุมาต่อไว้ ปัญญานี้มันก็ทรงไว้เท่าปัญญา ถ้าไม่เอาปัญญามาต่อไว้ ปัญญานี้ก็จะเสื่อมอีก เพราะฉะนั้นแม้ปัญญาก็ไม่ปรุงปัญญา ไม่มีสังขารให้ปัญญา ปัญญาก็จะเสื่อมอีก เพราะฉะนั้น ปรุงปัญญาไว้ เมื่อมีเครื่องยนต์ที่จะปรุงปัญญา ก็ปรุงปัญญาไว้ตามควร ไม่ให้มันเสื่อม ทุกอย่างไม่เที่ยงหนอ ไม่เที่ยง เสื่อมหมด ไม่เที่ยงก็ทำไว้ เพราะฉะนั้นแม้อะไรก็มา พระอรหันต์ท่านจะทำไว้สำหรับสังเคราะห์ หรือสังขารไว้ ท่านก็จะสังขารไว้ตามควร ไม่เบียดเบียนใคร ทำไว้โดยระดับ โดยระดับ ต่อไปโดยระดับ แล้วทำไว้แล้ว ใครจะมาเอาไป ท่านปรุงไว้ว่า แหม! คำข้าวคำนี้กำลังตักไว้ กำลังจะเอาเข้าปาก เพื่อจะให้มันไปสังเคราะห์รูปขันธ์อันนี้ไว้ คุณมาแย่งเอาไปเลย มาแย่ง กำลังจะตักใส่ปากแท้ๆ นี่สมมุติตัวอย่างให้ฟังนะ ตักข้าวกำลังจะใส่ปาก คุณก็มาแย่งเอาไป ผมเองผมกินเพื่อยังขันธ์นี่น้อยแล้วนะ แค่นี้คุณจะมาแย่งเอาไป ก็ไม่ให้โลภะเกิด ไม่ให้โทสะเกิดก็เอาไป ถ้าถึงขั้นจะแย่งกันก็เอาไป ก็แย่งไปสิ โถ! กำลังจะใส่ปากแท้ๆ ยังมาแย่งเอา ก็แย่งเอาไป ไม่ได้กินก็ไม่เป็นไร ไม่ได้กินมันก็จะเสื่อมเอง ถ้าคนที่เห็นบอก โอ! นี่ไปแย่ง พระอรหันต์ทำไม พระอรหันต์ท่านจะต้องเลี้ยงขันธ์นี้ไว้ ฉันไม่ยอมให้ตายนะ พระอรหันต์นี้ ให้ประโยชน์แก่ฉัน เขาจะเอาข้าวมาให้ใหม่เอง ไม่มีใครเห็นช่างมัน ถ้าเผื่อว่าจะมีคน แย่งเก่งๆ แบบนี้ ไปกินที่กลางตลาด คนนั้นตามไปแย่งที่กลางตลาดอีก และจะมีคนเห็น และคนเขาจะเอามาให้เอง นี่เราฉลาดปานนี้ เราฉลาดปานนี้ จะให้รู้เลยฟ้องด้วย นี่ล่ะฟ้องต่อประชาชนด้วย แต่ฟ้องไม่โดยปาก ถ้ามันเลวร้ายถึงปานนี้ นี่บอกวิธี หรือว่า บอกวิถีให้ฟัง มันเป็นได้ถึงปานนั้น เพราะฉะนั้นแม้เราจะสังเคราะห์ร่างกายเราไว้ด้วยอาหาร เราก็พอสมควร ให้อาหารมันมีธาตุอันนั้นตามมัน ไม่ต้องไปเปลือง ไม่ต้องไปหลงอนุพยัญชนะ แม้เขาจะมาแย่งเอาไป ก็ยังให้เลย อย่าว่าแต่เขาจะมาแย่งอื่นที่ไม่ใช่รูป ไม่ใช่ร่างอะไรจนเกินควร เป็นความคิด เป็นปัญญา เสร็จแล้วมันไม่หมดหรอก ปัญญา มันก็อยู่ที่เรา เขาจะมาแย่งเอาไป แย่งปัญญาเราไป เชิญ แล้วเอาปัญญาของเราไปแจกจ่ายด้วยนะ เอาอย่างนี้นะ เอาปัญญาอย่างนี้ไปแจกจ่ายเลย อื๊อ! ยิ่งดีใหญ่ เพราะฉะนั้นความคิดของเรา ถ้าคนที่ยังมี มัจฉริยสังโยชน์ นี่เป็นความคิดของเรานะนี่ ฉันทำไว้ คนนี้มาเอาอันนี้ไปทำบ้าง หวงแหน ทวงเอาเลย นั่นของฉันนี่นะ ไม่ให้นะ ฉันไม่ให้เธอเอาไปแสดงนะ ของฉันเขียนตำรานี้ไว้ สงวนลิขสิทธิ์ ไม่ให้เอาไปพิมพ์นะ ไม่ให้เอาไปแจกจ่ายนะ ไม่ให้เอาไปทำนะ นี่ยังมี มัจฉริยสังโยชน์ แม้แต่ความคิด แม้แต่ปัญญา แม้แต่ความดีของเรา คนจะเอาความดีของเราไปบ้าง ก็มันดีน่ะ เอาไปซิ ความดี ดีกว่าเขาเอาความชั่วไปไว้ที่ตัว เขาจะเอาความดีนี้ เอาไปเลย เอาไปได้มากๆ แล้วเอาไปแจกคนอื่นได้ด้วย ก็ยิ่งดีสิ ไปหวงแหนทำไม เพราะฉะนั้นสูงที่สุด พอถึงที่สุดแล้ว ผู้นั้นหวงแหนแม้กระทั่งธรรม ขี้เหนียว แม้กระทั่งธรรม อย่าว่าแต่วัตถุ อย่าว่าแต่ของอันอื่นเลย ไอ้พวกนั้นไม่ขี้เหนียวแล้วล่ะ เป็นผู้ที่มีธรรมสูงสุด แล้วขี้หวงธรรมจนสุดท้าย ก็ยังไม่ได้ มีธรรมะ มีธรรมะ มีธรรมะ มีธรรมะกัน อย่าขี้หวงนะ นอกจากไม่ขี้หวงแล้ว หาทางแจกจ่ายบ้าง คนมันไม่ค่อยอยากได้ธรรม มันอยากได้โลก มันอยากได้โรค เราก็พยายามแจกธรรมเขาบ้าง บางทีต้องยัดเยียดหน่อย ในกาลนี้นี่ใกล้กลียุค แล้ว ต้องมีอิทธิบาทมากหน่อย เพราะโพธิสัตว์พวกเรานี่ เป็นโพธิสัตว์ใหญ่กว่าโพธิสัตว์สมัยพระพุทธเจ้า โพธิสัตว์สมัยพระพุทธเจ้านั้น ไม่ใหญ่เท่าโพธิสัตว์สมัยเรา เพราะสมัยเราเป็นโพธิสัตว์ที่อยู่ในดงมาร อยู่ในดงยักษ์ ซึ่งมีมารมียักษ์ มากกว่าสมัยพระพุทธเจ้า มารยักษ์ที่มีฤทธิ์มากด้วย ทำไปเถอะ ประโยชน์ตนจะพึงมี ประโยชน์ท่านก็จะพึงได้ ไม่ใช่ตัวตนของเขาของเราที่ไหนหรอก แต่เป็นธรรมะ สุดท้ายที่สุดคืออะไร คือ ธรรมะ เป็นสิ่งที่ทรงไว้ซึ่งสิ่งนั้นๆ ธรรมะก็คือ สิ่งที่ทรงไว้ซึ่งสิ่งนั้นๆ เพราะฉะนั้นสิ่งใดจะทรงไว้ เราจะทรงไว้อย่างไร ทรงไว้ซึ่งสิ่งที่ดี เพราะฉะนั้น ธรรมะเราจึงแปลเอาง่ายๆ ว่า ความดี เราให้สิ่งนี้ดีทรงไว้ สำหรับผู้มีปัญญาหรือผู้รู้ จะทรงสิ่งนี้ไว้ สิ่งที่ไม่ดีช่วยทำลายด้วย สิ่งใดเป็นอกุศลช่วยทำลายด้วย ต้องทำหน้าที่เป็น นารายณ์ปราบ สิ่งใดที่ดีเป็นศิวะ สร้างไปๆๆ อย่างนั้น ธรรมะทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตน ไม่ใช่ของของตน ไม่ใช่ตัวใช่ตนของสิ่งนั้นยืนยง เป็นของสิ่งนั้นโดยกาละ ถ้าเราทำมันไว้นาน อย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านสร้างธรรมะนี้ไว้ เรียกว่า พุทธธรรม ท่านบอกว่า พุทธธรรมนี้จะทรงไว้ หรือจะมีรูปร่าง จะยืนอยู่ประมาณ 5,000 ปี มันก็จะทรงไว้ขนาดนี้ล่ะ นอกนั้นเสื่อม เสื่อมจริงๆ ไม่เที่ยง โดยบัญญัติ ประกอบไปด้วยปัจจัยคือ มีบัญญัติ มีภาษา มีคุณธรรม มีจารีต มีประเพณี มีความจริงของจิตอย่างนั้น ใครยังเอาจิตอย่างนั้นมาใช้อย่างนี้ๆ ได้อยู่ อย่างที่พระพุทธเจ้าท่าน เอา จิตวิมุติเป็นอย่างนี้ จิตโสดาเป็นอย่างนี้ จิตสกิทาเป็นอย่างนี้ จิตอนาคาเป็นอย่างนี้ จิตอรหันต์เป็นอย่างนี้ จิตมหาอรหันต์ หรือจิตโพธิสัตว์ที่เป็นโพธิสัตว์เป็นอย่างนี้ เอามาใช้ได้อยู่ ก็ยังมีศาสนาของพระพุทธเจ้าอยู่ ยังมีพุทธธรรมะ ยังมีสิ่งที่ทรงไว้ ซึ่งเราเรียกว่า พุทธะ ยังมีอยู่ เหลือน้อยก็น้อยๆๆ เพราะฉะนั้นแน่นอน มันเข้าไปหา 5,000 ปี มันก็ต้องเหลือน้อยขึ้นน่ะ แต่เหลือน้อยมันก็ไม่เหลือน้อย มันกระจายออกไป มันไปฝังไว้ในวิญญาณไหนก็ไม่รู้ แล้วจะมารวมตัวเป็นพุทธะใหม่อีก ไม่ใช่ตัวใช่ตนของผู้นั้นผู้นี้ ไม่ใช่ เพราะฉะนั้นคนจะไปเกิดเป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป ก็คือพระพุทธเจ้าองค์นั้น ไม่ใช่เรา ไม่ใช่คนนี้ ๆ ไม่ใช่ใคร แต่ก็ไปจากที่เราทำนี่แหละ เพราะฉะนั้นที่จะไปเกิดเป็นพุทธะองค์ข้างหน้าใคร เราด้วย คุณด้วยๆๆๆ เพราะคุณมีพุทธะ คุณมีเศษส่วน จะไปรวมให้มากที่สุด เท่าที่จะไปรวมเป็นพุทธะกองใหญ่ที่สุดในคนผู้หนึ่ง และคนผู้นั้นก็มีเราอยู่ด้วยก็เป็นเราน่ะสิ เราเอาไปทั้งเราเลย เราเอาไปทั้งเต็มที่ เรามีพุทธะอยู่เท่าไร ก้อนเท่านี้ ก็ก้อนเท่านี้ก็ไปรวมอยู่ที่นั่น ไม่เห็นประหลาดอะไร ขณะนี้เรามาหลงเนื้อหนังมังสาว่าเป็นเราต่างหากล่ะ แล้วเรามาเกิดตัวนี้ แต่ตัวความคิด ตัวปัญญา หรือว่าตัวพุทธะอะไร มันก็เป็นพุทธะ นี่พูดเหมือนๆ กับเชิงว่าเป็นปรมาตมัน แต่ไม่ใช่ปรมาตมัน สิ่งนี้ พระพุทธเจ้าจะเกิดหรือไม่เกิด สิ่งนี้ก็ยังมีอยู่ ตั้งอยู่ มีความรู้และมีความเป็นจริงอย่างนี้อยู่ตลอดกาลตลอดกัป นี่เป็นไตรลักษณ์ เป็นลักษณะที่แท้ที่สุด นี่อธิบายไตรลักษณ์เชิงซ้อนให้ฟังลึกซึ้งขึ้นมากกว่าธรรมดา ไม่ใช่ไตรลักษณ์แค่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไม่ใช่ เกิดจริง และไม่เที่ยง ตั้งอยู่ก็ไม่เที่ยง ดับไปก็ไม่เที่ยงก็ได้ ดับไปก็ไม่เที่ยงก็ได้ เกิดใหม่ก็ได้ เพราะฉะนั้นเราจะไปถือเอาเกิด เอาดับอะไรเป็นนักหนา มีฐานพัก มีวิมุติ มีที่อาศัยที่ดีที่สุด เป็นผาสุวิหาโร เป็นทิฏฐธรรมสุขวิหาโร เป็นสันตวิหาโร คุณมีวิหารอันนั้นเป็นเครื่องยังอยู่สบาย แล้วก็ดำเนินไปสู่ความเจริญ ไม่เที่ยง แม้แต่ความเจริญก็ให้ไม่เที่ยง ให้เจริญเรื่อยไป ไม่ใช่ลงต่ำ ก้าวไปเรื่อยๆ สู่ความสูงขึ้นยิ่งๆๆๆๆๆๆ ขึ้นไป อนันตัง นิรันดร INFINITY ไม่รู้เรื่อง ไม่ต้องคิดต่อ แต่เป็นปัจจุบัน ทำปัจจุบันนี้โดยสติสัมปชัญญะอันเต็ม มีสัมมาสติ มีสัมมาวายาโม มีสัมมาสมาธิ กระทำโดยเข้าใจแล้วเป็นสัมมาทิฐิ เพราะฉะนั้นจะเริ่มสัมมาสังกัปโป ดำริเมื่อไหร่ให้ดี จะมีวาจาเมื่อไหร่ให้ดี จะเป็นการงานเมื่อไหร่ สัมมากัมมันโต สัมมากัมมันโตให้ดี ยังมีชีวิตอยู่ เรียกมันว่าชีวิต เรียกมันว่าชีวะ แม้จะไม่เรียกว่าชีวิตแล้ว เพราะเป็นพระอรหันต์คือคนตาย นี่คำว่า อา อา มันย้อนแย้งอย่างนี้ อาชีวะ จะว่าตายก็ได้ จะว่าเป็นก็เป็น เพราะฉะนั้นมันทวนอยู่อย่างนี้ย้อนแย้งอยู่ เป็นชีวะ ถ้ายังมีชีวะอยู่ก็เป็นชีวะที่ดี สัมมาอาชีวะด้วยสัมมาสติ สัมมาวายาโม สัมมาสมาธิ หรือจิตอันยิ่งของเรานี่แหละ ได้เท่าใด ได้เท่านั้น จงตัดรอบความสบายให้ได้เถิด แล้วรู้เครื่องอาศัย รู้ผาสุวิหาโรให้ได้ รู้ทิฏฐธรรมสุขวิหารให้ได้ รู้ฌานทั้ง 4 รู้สันตวิหาร รู้อรูปฌานอีกทั้ง 4 ซึ่งได้อธิบายซ้อน ย้อนย้ำมากมายเหลือเกินแล้ว ถ้าอาตมาอธิบายสู่ พวกเรานี่ พวกคุณนี่ ขนาดที่เข็นขึ้นมาขนาดนี้ ไม่เข้าใจในทิฏฐธรรมสุขวิหาร ไม่เข้าใจในสันตวิหาร ไม่เข้าใจในรูปฌาน ไม่เข้าใจในอรูปฌานในสภาวะลืมตา หมดแล้ว หลับตาไม่ยาก อธิบายอรูปฌานนี่หลับตา ไม่ยาก ของง่าย แม้แต่ในลืมตาก็จะต้องเข้าใจให้ได้แล้วจงเป็นอยู่ด้วยวิหาระอันนั้น เป็นสุญญตวิหารของเรา เป็นวิหารอันสูงสุด วิหารอันไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน เรียกว่าสุญญตวิหาร ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนอะไรของเรา ของเขาที่ไหน เป็นแต่เพียงสิ่งนั้นเป็นของมันเอง เอาที่สุดถึงที่สุดขนาดนี้ให้ได้ เอาละ วันนี้เอาแค่นี้

.PL 33 .LH 15 .FO # (File 0399B.TAP คารโว-นิวาโต) .CW0

อำนาจธรรมฤทธิ์ของคารโว ก่อนจะได้ออกจาริกกัน ก็จะขอกำชับกำชา หรือว่า ที่จริงก็เข้าใจแล้วล่ะ แต่ว่าเน้นลงไปอีกทีหนึ่ง ให้ได้รู้ถึงผล หรือว่าให้รู้ถึงสิ่งที่จะพยายามรำลึกให้สำคัญ สิ่งที่อยากจะกล่าวก่อน เพื่อจูงนำให้รู้ในผล ให้เราเข้าใจในผล เพราะบางคนอาจจะนึกออก นึกออกระอา หรือว่านึกออกว่า มันจะมากไป หรือมันจะไม่ค่อยเข้าท่า เรื่องนี้ว่าจะพูดนานแล้วล่ะ ตั้งแต่มีหมู่พระอยู่ด้วยกันมากๆ มีหมู่ครบๆ แต่ว่าก็ยังไม่ได้พูดสักทีหนึ่ง ก็ขอพูดในวันนี้ คือเรื่องคารโว เรื่องคารวะ ถ้าใครยังจะระลึกย้อนได้ก็คงจะเข้าใจได้อย่างดี ผู้ที่ติดตามหรือผู้ที่อยู่ด้วยกันมานานแล้ว จะเข้าใจได้ว่า เรื่องคารโวของพวกเรานี่กำเนิดโดยธรรม เป็นเอง ค่อยๆพัฒนาตัวมันเองมาเรื่อยๆ ค่อยๆ พัฒนามาเรื่อยๆ ตั้งแต่อาตมาเองคนเดียวอาตมาเองอยู่วัดอโศฯ กราบ เคารพ ทำอะไรพวกนี้ คารโวของเราได้เอารูปซะก่อน รูปท่าทางที่เราเห็นว่า นี่เป็นลักษณะอาการของผู้ราบรื่น หรือผู้เรียบร้อย ใช้คำว่าผู้ราบรื่น หรือ ผู้เรียบร้อย เราก็ใช้ลักษณะอาการ การเป็นอยู่ การเดิน ผู้ที่ติดตามตั้งแต่วัดอโศฯ ระลึกย้อนไปก็ได้ เราเดิน อาตมาก็เดินอยู่อย่างนั้น เดินด้วยความระวัง เดินด้วยความสำรวม มือกุมอยู่ พวกคุณก็มา ก็เข้าใจ ไม่ได้พูดกันหรอก แต่อยู่วัดอโศฯ ก็ไม่ได้บอกให้เดินอย่างนี้นะ ให้ทำอย่างนี้นะ ไม่ได้อบรมพูดอย่างนั้น ส่วนเหล่านี้เราเกิดโดยธรรม ไม่ได้บอก ไม่ได้กำชับกำชา ก็เห็นเอง ก็รู้เอง ก็กระทำกันตามเอง แล้วเราก็กระทำ แม้แต่จะกราบจะไหว้จะกราบจะกระทำท่าทางในคารวะต่างๆ ของเรา ท่าทีอ่อนน้อม แม้แต่นิวาโต ความอ่อนน้อมถ่อมตนในลักษณะของมัน เราก็เริ่มต้นกระทำมาตั้งแต่อาตมาทำมา พวกคุณก็เห็นมา แต่ก่อนมันมีผู้หญิงมาก่อน ผู้ชายยังไม่ได้มา ก็มีผู้หญิงนั่นแหละ เห็นมาก่อนผู้ชายค่อยตามมา และก็มาเห็นมาเข้าใจ ถึงแม้ผู้ชายเองก็ไม่ได้บอก ว่าให้เดินอย่างนี้ๆ นะ กระทำอย่างนี้นะ เป็นอย่างนี้นะไปเลย ก็ไม่ได้บอก แต่เราก็รู้โดยธรรมเองว่า อือ! ก็ถูกแล้ว ควร ควรจะกระทำอย่างนี้กระทำตาม เราก็ได้ค่อยๆกระทำกันมา จนเป็นกลุ่มก้อนจนเป็นลักษณะ อยู่ที่วัดอโศฯ อาตมากราบก็กราบของอาตมาอย่างนั้น จนพระบางองค์เขาบอกว่า ไม่ใช่บอกหรอก เขานินทาให้ได้ยินต่อหูเลย แกล้งนินทาน่ะ แกล้งพูดดังๆ เมื่อเราทำ เราขึ้นศาลา เราก็ไปนั่งของเรา เราไม่ได้ไปนั่งคุยโช้งเช้งๆ อะไรต่ออะไรกับเขาอยู่ที่นั่นน่ะ อยู่วัดอโศฯ น่ะ พอถึงเวลาขึ้นศาลา เราก็ขึ้น แล้วเราก็ไปนั่งที่บนที่ๆ ควรนั่งนะ บนที่ศาลาที่จะเตรียมพร้อมที่จะรอหมู่กลุ่ม แล้วก็จะได้ทำวัตรสวดมนต์อะไรตามประสาที่เราอนุโลมกับเขา เขามานั่ง พอมาถึงเขากราบพระพุทธรูป เราก็กราบ และเรากราบมันก็ช้า ยกขึ้นมาช้า เขาก็บอกว่า เฮ้ยๆ มาดูนักมวยๆ นักมวยไหว้ เขาก็ว่า ว่าดังๆให้เราได้ยินนี่แหละ แกล้งว่าเราน่ะ พระที่นั่นเขาก็ว่า อย่างนี้เป็นต้น เอ้อ! นักมวยก็นักมวย เราไหว้อย่างนักมวย มีท่าที มีท่ากราบที่เป็นรูปร่าง ที่อะไรต่ออะไร มันดีกว่าลิงกราบนะ พอไปถึง มันก็มับๆๆ ก็เสร็จ เอ้อ! จะกราบก็ไม่ได้กราบ จะทำอะไรก็ไม่รู้ ได้แต่วักๆๆๆ อาตมาก็เห็นด้วย อาตมาเองว่ามันดี มันถูกต้อง มันราบรื่น หรือเรียบร้อย ใช้คำว่าอย่างนี้ ถ้าจะเรียกว่างาม ประเดี๋ยวก็จะว่าชมนะ ภาษาศัพท์ ประเดี๋ยวก็จะว่าชมตัวเอง เราเรียกว่าราบรื่น หรือเรียบร้อย ก็กระทำมาอยู่ เขาจะติ เราก็เข้าใจเขาว่าเขาติเรา เขาก็เห็นว่าเราไม่ทำอะไรอย่างเขา เอ้า! ก็ไม่ทำ เราเห็นว่าเราถูกต้อง เราทำดีอยู่ เราก็ทำ อาตมาทำมา พวกคุณตามมา จนกระทั่งพวกเราทำมา จนกระทั่งเดี๋ยวนี้เราก็ทำอย่างนี้ เราก็พยายามให้มีจังหวะจะโคน ให้มีความเน้นที่เด่นชัด และแม้กระทั่งท่าที ที่เราได้กระทำอยู่อย่างนี้ ๆ กระทำไป และเมื่อกระทำแล้ว ผู้ที่ได้เข้าใจ ผู้อื่นก็ตาม คนกลางที่เขามองอยู่ คนที่เขาไม่มีจิตไปในทางอกุศลอะไร อคติอะไร เขาก็ได้รับรู้ รับสัมผัส รับทราบ มันเป็นผัสสะที่เขาไม่เคยผัสสะ แม้อย่างนี้เราก็แสดงธรรม เรามีสิ่งที่เป็นธรรม อย่างนี้ เขาเรียกว่าธรรมะ มันเป็นเชิงที่ดีกว่าสิ่งที่ไม่ดีกว่าแน่ เพราะว่าคนจะติเตียนนั้นมีส่วนน้อย แต่คนที่ยอมรับว่า นี่แหละเรียกว่าเรียบร้อย หรือราบเรียบ หรือจะเรียกว่า เป็นภาษาบาลี ถ้าเรียกว่าเป็นภาษาไทย ก็เรียกว่า งาม แต่ทีนี้อาตมายังไม่อยากเรียกว่าคำว่า งาม เรียกว่า กัลยาณัง ก็ได้ หรือว่า กัลยาโณ นี่ มันงามกัลยาณัง จะงามด้วยเบื้องต้น เป็นอาทิกัลยาณังก็ตาม หรือจะงามด้วยเบื้องกลางก็ตาม มันเป็นกายเป็นส่วนใหญ่ ส่วนหยาบก็เรียกว่า อาทิกัลยาณัง ก็แล้วกัน เรียกว่า เป็นงามในขั้นต้น เบื้องต้นที่สัมผัสแรกที่เห็น แม้แต่เราจะมีคารวะกันขึ้นมาจากท่าที จากรูปแบบแล้วต่างๆ ที่เราเป็น จนกระทั่งเราเข้าใจแล้วว่า รูปแบบของเรา เราก็เคยพูดกัน เรียกว่า เบญจางคประดิษฐ์เบญจางคประดิษฐ์ขนาดไหน ทำยังไง ไม่ใช่บางคนก็ไหว้ๆๆๆ แล้วก็มันไม่มีอะไร มัน 5จุดที่มีเข่า มีแขน 2 แขน เข่า 2 เข่า หน้าผากอีก 1 แตะลงไปที่พื้น 5 จุดเรียกว่า เบญจางคประดิษฐ์ องค์ 5 เราก็ได้ทำมาถูกต้องตามรูปตามแบบ ตามแผน ตามอะไร เราก็ได้ทำอยู่ดีแล้ว เป็นรูปนั้นเข้าใจมีผล นอกจากมีผลแล้ว ในการที่ได้พยายามสร้างรูปแบบ หรือว่าติดต่อ สืบต่อกระทำตาม ถ่ายทอดกันมาเป็นรูปแบบอย่างนี้ไปแล้ว ยิ่งเป็นหมู่ ยิ่งมีความพรั่งพร้อม ลงรูปลงรอยเดียวกัน มันยิ่งเด่นชัด มันยิ่งดูมันใหญ่ มันมีอำนาจ มันมีเป็นผัสสะที่จะกระทบ เป็นธรรมฤทธิ์ เป็นธรรมฤทธิ์ได้นะ เรียกว่าเป็นธรรมฤทธิ์ได้ ถ้าผู้ใดเอาไปใช้ ไปประสบ ไปอะไรนะ จะมีเจโตปริยญาณ จะรับรู้ผลสะท้อนของจิต จะได้รับเลยว่ามันเป็นธรรมฤทธิ์นะ มันทำให้...แม้แต่ท่าเรากราบแค่นี้ก็..เขานั่งอยู่อย่างไม่เรียบร้อยพับ เขาจะ... เราไปกราบพระใดก็ตาม แต่ก่อนนี้เรากราบพระอื่น พระนั้นจะสะดุดเลย เขาจะอยู่ในสภาพที่เขาไม่สงบรำงับ หรืออยู่ในสภาพที่ไม่เรียบร้อย ไม่ราบเรียบ ไม่ราบรื่น หรือไม่เรียบร้อยนี่ เขาจะสะดุดทันทีเลย เป็นผัสสะที่จี้ปุ๊บเลย เป็นธรรมฤทธิ์เลย ถ้าใครได้เคยสังเกตจะรู้ทันที ย้อนดู ระลึกดูนะ ระลึกดู ย้อนดู ถ้าใครมีจิตรับซับซาบ หรือมีสังเกต ไม่ต้องไปเอาถึงขนาดอ่านจิตในจิตก็ได้ อ่านรูปกายนอก บางทีจะเด่นชัด บางรายจะเห็นชัดเลย เป็นธรรมฤทธิ์จี้เขาเลยว่า เอ๊! นี่ไม่ใช่คนชุ่ยๆ ไม่ใช่พระชุ่ยๆ นะ พระมีหลักนะนี่ หลักนะ เริ่มต้นเลย ไอ้นี่สมณะมีหลักนะ จะเป็นเณร จะเป็นพระ จะเป็นกรัก ทั้งนั้น เมื่อมีรูปแบบอันเดียวกัน ไม่ได้อยู่ในสมมุติ แต่อยู่ในธรรม อันนี้คือธรรม เป็นตัวธรรมะเอง ไม่ได้อยู่ในรูปสมมุติ เพราะฉะนั้นจึงไม่ละเว้นว่า จะอยู่ในเณร หรือจะอยู่ในพระ หรือจะอยู่ในกรักที่กระทำอาการนี้ กระทำสิ่งนี้ มันเป็นสิ่งที่ ถ้าใครไม่แน่ใจก็จะแน่ใจขึ้นเรื่อยๆว่า อ้อ! ธรรมะ มีทุกอย่างที่เป็นธรรมะของมันเอง มันเป็นความลงตัวของมันได้ แม้ที่สุดเราจะไปเดิน ไปบิณฑบาต ไปทำอะไรต่ออะไร ไปเดิน ออกไปเดินข้างนอก เดินข้างในของเรา อยู่ในรูปร่างของเรา เรามี มีรูปแบบที่เป็นความสงบรำงับที่เหมาะสมลงตัวของมัน เดิน ก็ใช่เดิน แต่ว่าเดินที่สำรวมต้องมีท่าของมัน เดินที่เป็นสมณะก็ต้องมีท่าของสมณะ ไม่ใช่เดินอย่างคนธรรมดาปุถุชนโลก ๆ เราหาได้จากสมณะเท่านั้น จึงจะมีความเป็นสมณสารูป เพราะฉะนั้นรูปแบบของมัน เราพยายามที่จะเอามาทำ และก็เอามาฝึกปรือกัน และ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน