181115,17 ทางเอก โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ แดนอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2518
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์388 KB
วันที่แก้ไข24 ตุลาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

181115,17 ทางเอก โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ แดนอโศก

ที่มาพูดอะไรไม่รู้หรอก ตัวเองไม่รู้ ไม่มีสติหรอก และตัวเองก็บอกมา 5 โพธิ์แดง อะไร ก็ว่าไปตามที่เขาจะเห็นจริงมาจริง แล้วมันก็ออกมาทำกัน เล่นฤทธิ์ เล่นเดชอะไรพวกนี้กัน มันเหมือนกันแหละกับไอ้ทางโลก มันมีพลังงาน รู้มั้ย ไอ้จิตที่มันมีพลังงาน แล้วมันก็ทำได้ ผู้เข้าอบรม : (มีเสียงสนทนา แต่ฟังไม่รู้เรื่อง) พ่อท่าน : มันทำได้รู้มั้ยจิตนี่ มันสามารถส่งออกมาทำงานโน่น งานนี่ได้ มันไม่ใช่ไม่มีจริงนะคุณ ฤทธิ์เดชทางโลกียอภิญญามันมี แต่ว่า มันไม่ใช่พุทธศาสนาเท่านั้นแหละ เพราะฉะนั้นใครพวกนี้ ถ้าจะเล่นพวกนี้ ถึงผิดนะ มิจฉาทิฐิ ผิดแนวทาง ดับจิตเข้าไปแล้ว แล้วก็ไปเล่นฤทธิ์เล่นอะไร ผู้เข้าอบรม : แล้วก็ คนฝึกนานๆนี่ล้างยาก พ่อท่าน : อ้า ผู้เข้าอบรม : มันเชื่อมั่น พ่อท่าน : นี่ ใช้ฤทธิ์ ใช้เดช แปรเปลี่ยนความรู้สึก แปรเปลี่ยนอะไรต่ออะไรไปหมด ให้ไปใช้ออกไปโน่นไปนี่ ไปทำโน่นทำนี่ อะไรต่ออะไรเข้า ทำไอ้โน่นไอ้นี่ ทำอะไรไปได้ ผู้เข้าอบรม : และมันสบายด้วยครับ อาจารย์นี่เขาไม่ได้บังคับอะไร จะทำอะไรหรือไม่ทำอะไร เขาถือให้ พ่อท่าน : แบบนี้คนแยะ แบบนี้ได้แขกแยะ ลูกศิษย์แยะ ผู้เข้าอบรม : ได้นั่งเข้าสมาธิ และได้รับความสุขมากที่สุด อาหาร การกินนี่บริบูรณ์ และก็การนอนนี่ กลางคืนเขาไม่ค่อยนอนกัน ผิดกับของเรา ที่เราปฏิบัติกัน เรานอนเป็นเวลา กลางคืนนี่เขานอนน้อย บางคนเขาไม่นอนเลย นอนเอากลางวันแทน พ่อท่าน : เอากลางวัน ผู้เข้าอบรม : เขาเปลี่ยน เขาบอกว่า บรรยากาศกลางคืนนี่เงียบสงัด แล้วก็ทำสมาธิได้ดี พ่อท่าน : เอ้า ผู้เข้าอบรม : กลางวันนี่มันมีเสียงรบกวนมาก พ่อท่าน : ก็ไม่ว่ากระไร ผู้เข้าอบรม : ครับ เขาก็เปลี่ยนแปลง พ่อ

อ่านต่อ

ท่าน : เอ้า! ก็ไม่ว่า เรารู้ความหมายที่เราจะเอา ผู้เข้าอบรม : (ฟังไม่ชัด) พ่อท่าน : (ฟังไม่ชัด) (สนทนากันไปมา) พ่อท่าน : ก็ได้ เราจะกำหนด แล้วเราก็รู้สัญญา รู้กำหนดมั่นหมายว่าเราจะเอาประโยชน์อะไร หรืออะไรพวกนี้ได้ แล้วแต่ว่าเราจะกำหนดกัน อย่างผมทำนี่ ผมก็ทำด้วยปัญญา ผมทำอุบายที่ทำ ที่จะให้มันเกิดประโยชน์ให้สูงสุด โดยให้ตรงเหมาะกับฐาน เหมาะกับไอ้ที่ผมจะกระทำ คุณจะไปทำอย่างนั้นบ้าง ก็ไม่เป็นไร ผมไม่สงสัย เราเองซื่อสัตย์ต่อตนเอง แล้วเราก็กระทำให้ถูกหลักถูกเกณฑ์ อะไรต่ออะไร แล้วก็ไม่มีการตำหนิติฉิน ไม่มีโลกวัชชะ ไอ้เรื่องพระนอน เดี๋ยวนี้ผมแก้ เพราะฉะนั้นผมทำอันนี้น่ะ มันมีเหตุผลหลายประการที่ผมทำนี่ ผมให้พวกเรานอนนี่ ขณะนี้เรายังได้แต้มจากการไม่นอนนี่ โอ้โห! หลาย ใช่ไหม ได้รับศรัทธาเลื่อมใส อะไรต่ออะไรอีกมากมาย แล้วเราก็ปฏิบัติให้ถูกเรื่องถูกราวของเราด้วย ผู้เข้าอบรม : แต่แนวนั้นมันไม่รู้จักกิเลสหยาบด้วย พ่อท่าน : อ้า! ไม่รู้จักกิเลสหยาบ และไม่รู้จักอะไรต่ออะไรหลายๆอย่าง พวกเรานี่ ก็พยายามทำ แล้วก็เราได้ปฏิบัติธรรม แม้ไม่นอนกลางวัน ก็เป็นการปฏิบัติธรรมซ้ำไป นี่เราก็มองเห็นมุมของเราได้ ..อา ผู้เข้าอบรม : แบบนั้นมันไปติดการหลับนอนมาก เพราะว่ามันเพลิน พ่อท่าน : อ้า ผู้เข้าอบรม : และอาจารย์ไม่มีกำหนดห้ามไว้ โอ้โห! คนมันอยากนอนเป็นฐานอยู่แล้ว ก็นอนกัน พ่อท่าน : (หัวเราะ) คนมันอยากนอนเป็นฐาน อยากนอนเป็นกิเลสฐาน อ้า มันก็เอากันใหญ่เลยนะ นี่พูดนี้ก็พยายามที่จะเซาะแซะ หรือว่าซอกซอน ทำให้เข้าใจลึกซึ้งเข้าไป แม้จะกล่าวพาดพิงไปถึงผู้นั้นผู้นี้ หรือว่าไปถึงงานนั้น งานนี้ เราก็ไม่ได้ไประบุชื่อใคร อะไร เราก็ได้รู้สิ่งที่เขาทำกันมานั่นแหละ ไม่ใช่ว่าพูดเพ้อเจ้อ เออ! เที่ยวได้.. เฮ้ย! ไม่มี พูดไปนี่ ที่ไหนมีอะ ไม่มีอะ พูดเล่น อา ไปพูดทำไม ไม่มี นี่มันมีตัวมีตน มีการปฏิบัติ มีการกระทำของคนยังงั้นๆจริงๆ ผู้เข้าอบรม : (ฟังไม่ชัด) ยกตัวอย่างเปรียบเทียบ พ่อท่าน : ยกตัวอย่างเปรียบเทียบ เป็นตัวอย่างที่มันมีจริง ไม่ใช่ว่าลอยลม ไม่ใช่ว่าอ้าง อ้างไม่ได้ นี่ เพราะฉะนั้นจะไปบอกว่า เราจะอ้าง ขึ้นมา เอ๊ย! พูดเขา ทำไม อ้าว! ไม่พูดเขา ไม่พูดสิ่งที่มันมี แล้วพูดลอยลม เพ้อเจ้อไปยังงั้นน่ะ พระพุทธเจ้าก็ปรับอาบัติซี้ ก็ผิดศีลน่ะ สัมผัปปลาป พูดไม่มีอะไร เพ้อเจ้อลอยลมไปอย่างงั้นล่ะ ไม่มีหลักมีฐาน ไม่มีอิงอะไรเลย ไม่ได้ เพราะงั้นต้องมีหลักมีฐาน มีอิง มีอ้างนะ ว่ามีการกระทำกัน แต่เราก็ไม่ได้ไปเสียดสีอะไรเขา ไม่ได้บอกว่า อย่าไปเกลียดชังเขานะ แล้วบอกชื่อก็เปล่าด้วยนะ ไม่ได้ให้ไปเกลียดชัง และก็บอกว่า เธอก็ทำยังงี้ ให้เห็นว่าสิ่งนี้ยังทำไม่ถูก สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ถูก อ้างธรรมดำ อ้างธรรมขาว อ้างความถูก อ้างความผิด อ้างสัจจะ อ้างอธรรมไปอย่างงั้นเอง นะ เพราะงั้นเราต้องเข้าใจให้ได้ คนอื่นเขาจะมาตีโต้อะไร เราก็บอกเขาให้เข้าใจ ถ้าเขาจะบอกว่า เอ้าผิด เอา ผิดก็หยุดไปสิ ก็แล้วกัน ก็ไม่ต้องต่อ ก็ไม่เป็นไร ถ้าเขาจะเอา เอ้อ! ไม่ได้ๆ อย่างนี้ต้องหยุด เออ! ก็หยุด ผู้เข้าอบรม : ไม่ ไม่ เดี๋ยว ผมพูดยังงี้เพราะว่า...(ฟังไม่ชัด) แกก็บอกว่า ผมนี้พยายามทำสมาธิ ได้เห็นอะไร หรือว่าได้อะไรเป็น.... ผมก็จะสึกเหมือนกัน นี่มันเป็นยังงั้น พ่อท่าน : นั่นน่ะซี้ ผู้เข้าอบรม : เตรียมกางเกงไว้แล้ว บอกว่า ถ้ารวยผมก็จะสึกนะ ว่างั้น พ่อท่าน : ว่าแต่เห็นมา 7 ตัว เรียงแถวออกมาเลย แล้วก็ ผู้เข้าอบรม : สึกแน่ พ่อท่าน : บอกว่ารางวัลที่ 1 ด้วยนะ ไม่ถึง 1 มั้ง 2 ก็คงเต้นแล้ว ผู้เข้าอบรม : ผมยังนึกแปลกใจว่า เอ๊! นี่ไม่ได้เอามรรค ผล นิพพาน เรียนมาเอารวยนี่นะ พ่อท่าน : พระพุทธเจ้าก็บอกว่าเรียนเจริญนี่ เขาจะเอาเจริญทางโลก ก็ขออิงหน่อยซี้ ขออิงหน่อย ทำไมเรา แหม! หวงจัง (หัวเราะ) ขออิงหน่อยไม่ได้หรือ หือ! นี่ ยังงี้ล่ะ เราพูดแล้วพวกเราเข้าใจกันนะ ที่เข้าใจ ที่มันไม่เข้าใจอะไร ก็พยายามซอกแซกไปให้มันรู้ ให้มันเข้าใจ ให้ถึง เพราะงั้นถ้าเผื่อว่า ผู้ที่เข้าใจในมุมจุดที่ว่าทำหลับตา แล้วก็มุจุดมุ่งหมายเข้าไปพัก ถ้ายิ่งไปเอาฤทธิ์เอาเดชอะไรพวกนั้น ผมเลิกเลย และบอกว่า ไอ้อย่างงั้นน่ะ ผมบอกทันที บอกว่า เอ๊ย! นี่เดรัจฉานวิชา ไม่เอาอะ ไอ้ยังงี้มันไม่เข้าท่าเข้าทาง และผมมีปัญญา จะอธิบายไปลึกซึ้งว่า มันเป็นเดรัจฉานวิชายังไง และมันไม่เข้ามรรคเข้าผลยังไงด้วย แต่แม้ว่าเอาหลับนี่ ยังบอกว่ามีคุณประโยชน์บ้าง เอ้า! พัก ก็จะได้ลิ้มเล็มว่าพักนี่ดี ไอ้วุฒิฐาน ไอ้หยุดนี่นะ นี้แหละเป็นจุดลับจุดหนึ่งในคน เป็นจุดแรก จุดเบื้องฐานทีเดียว ซุกซ่อนอยู่ในกามาวจรขั้นดุสิต ดังที่ได้อธิบายผ่านมาแล้วจริงนะ ไอ้นี่เตรียมต้นฉบับไว้สำหรับที่จะไปพิมพ์ สุดยอดปาฏิหาริย์ ก็เลยมีวงเล็บต่อไว้ด้วย ขออภัยท่านผู้อ่านด้วย หนังสือเล่มนี้ไม่มี เพราะเล่มนี้เป็นเพียงตอนหนึ่ง ที่ตัดมาจากเรื่องทางเอก นี่ก็เตรียมต้นฉบับ เพื่อที่จะไปทำหนังสือเล่มนี้ ที่บอกว่าเล่มนี้ไม่มี เพราะว่าเล่มนี้ไม่ได้อธิบายกามาวจรดุสิตอะไร ไม่มีเล่มนี้ มีเล่มที่จะพิมพ์สุดยอดปาฏิหาริย์ ก็เลยต้องอ้างเขาไว้ แต่ในนี้มันมี เราไม่อยากตัด นอกจากไม่ตัดแล้ว เราบอกยังงี้ไว้ กรุยทางทางเอกไป ไปกลายๆด้วย ก็ดีนะ เป็นเชิงของนักโฆษณา นี่ความรู้เก่าสมัยเดิมมันติดมา ขอใช้หน่อยนะ ดังได้อธิบา ยผ่านมาแล้วจริง รู้ยาก เห็นยาก แต่จะรู้ชัด จะรู้เจนว่า ไอ้จุดดับ จุดลับ จุดพักนี่ มันดีนี่ รู้ยากเห็นยากเหมือนกัน กว่าจะจับได้ ใช้มันเป็น ทิฏฐธรรมสุขวิหาร ในขณะลืมตาโพลงๆ เป็นสภาพรู้อยู่ เห็นอยู่ สัมผัสชัดแจ้งอยู่ จึงยาก จริงๆแท้ๆ เพราะฉะนั้นยิ่งจะเอาจุดพักจุดอะไรนี่ มาใช้ในขณะลืมตาโพลงๆด้วยแล้วนะ ในขณะที่สัมผัสอยู่ รู้อยู่ เห็นอยู่ อะไรนี้ด้วย จึงยิ่งยากจริงๆแท้ๆ คือเอาจุดพัก จุดวาง จุดเบา จุดเย็นนี่ แต่การจะหยุด จะพัก แบบนั่งหลับตา หรือปิดทวารนี้ มันง่าย มันทำได้ก่อน รู้ได้เร็วจริงๆ ใครปฏิเสธบ้าง คุณปฏิเสธไหม ผู้เข้าอบรม : (ฟังไม่ชัด)

นั่งหลับตาเป็นอุปการะ มีประโยชน์ แต่ถ้าไม่รู้เป็นขั้นตอน ไม่เข้าใจรายละเอียด ก็เป็นภัย เป็นโทษมหันต์ พ่อท่าน : ไม่หรอก เราทำได้เร็ว แม้เราจะไม่ได้ฝึกกันนะ ที่จริงเราไม่ได้ฝึกนั่งหลับตากันเท่าไหร่นะ แต่ผมไม่กลัวเลยพวกเรานี่ ไอ้เรื่องจะไปฝึกหลับตานี่ จะไปทำหลับตาต่อนี่ คุณไปทำเมื่อไหร่ ไม่ต้องฝึกเลย พอจับหัดกันไม่กี่ทีก็ได้ ขอให้ได้ตัวโน้นเถอะ ไอ้ตัวนี้มันจะไปมีอะไร มันหวานหมูๆ คุณสังเกตสิ คุณนอนหลับก็ได้ ถ้าคุณเองคุณลดกิเลส ตัณหา ฟุ้งซ่านแล้ว อะไรต่ออะไรน้อยแล้วนะ โอ๊ย! คุณนอนหลับลงไปแล้ว ไอ้พวกนี้มันก็เหมือนกับนั่งหลับตานั่นแหละ มันจะสงบ มันจะเห็นว่า เออ! เราฟุ้งซ่านน้อย หลับเร็ว อะไรต่ออะไร แล้วก็มีไหวพริบอะไรต่ออะไร มากมายกว่ากันด้วยซ้ำไป มันไม่ยากอะไรหรอก เป็นแต่เพียงว่า เราไม่ได้จัดรูป ไม่ได้จัดความเคย ไม่อะไรต่ออะไร บางทีเราเกิดขึ้นมานั่งหลับตามั่ง มันอาจจะห่อจะเหี่ยว จะโงกจะเงกอะไรบ้าง เพราะว่าเราไม่ได้ฝึกสั่ง ไม่ได้ไปฝึกให้จิตมันทำงานอะไรต่ออะไรพวกนี้ นั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง และผมก็เคยบอกพวกเราว่า ใครจะฝึกบ้าง เผื่อว่าใครไปไหนๆ แล้วไปนั่งหลับตา นั่งรถ นั่งรา ไอ้โน่น ไอ้นี่อะไร ก็ทำมั่ง ไม่เช่นนั้นแล้ว ไปถึงก็นั่งรถ นั่งน้ำลายไหล อา แหม! เราเห็นแล้ว ก็เสียเหลี่ยมอโศกจังเลย ไปนั่งอยู่ในรถในราก็เงก อา อั้ว มันไม่เข้าแก๊ปเลย เพราะงั้นจะนั่งก็ เอ้า! หัดเอา ก็มันเป็นไปได้ก็เอาสิ เอ้อ! ไปนั่งหัดทำทรงให้ดี เป็นไรไป ผมบางทีเมื่อยๆ ผมขึ้นรถผมก็เอาเลยเหมือนกัน ผมก็นั่ง มันเป็นไรไป เอ๊! ก็มันไม่ได้เสียหายอะไรมากมายนักหรอก แต่ถ้าไม่หลับเสียเลย เพราะว่ามันลำบากในการที่จะต้องใช้ความสามารถเหมือนกันในทางนั้น ก็ไม่ต้องไปนั่งหลับตา ก็ลืมตาไป มันไม่เพลีย ไม่อะไรต่ออะไร ก็ไม่ต้องไปพักผ่อนมัน ถ้ามันเพลีย หรือว่ามันเกิดไม่ค่อยสบาย หรือมันอะไรต่ออะไรนัก จะหลับก็หลับ ไม่ว่าอะไร มันไม่ประหลาดอะไร เพราะว่าอยู่ที่นี่ก็ไม่ได้ห้ามใคร ว่าจะต้องไปนั่งหลับไปทีเดียว นั่งหลับตา แต่ก็ปรามกันไว้ อย่าเอาแต่อย่างที่ว่า เอานะ ฉันเสร็จแล้วก็เข้าแถวเลยนะ พอเสร็จแล้ว บ่าย เอ้า! เอาใหม่นะ จนเย็น เย็นก็ว่ากันใหม่ นอนเลย ก็ไปกันใหญ่เลย ก็งามล่ะอย่างนั้นน่ะ งามล่ะ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ว่าอะไรนะ ใครจะฝึกบ้าง กลางวันกลางวี่อะไร บางทีบางครั้งบางคราว ก็เอา มันจึงเป็นอุปการะหนึ่ง (ว่าไง จะถามอีกหรือ จะมีอะไรอีกหรือ) มันจึงเป็นอุปการะหนึ่ง แห่งมนุษย์ได้เหมือนกัน เป็นอุปการะหมายความว่า เป็นประโยชน์ เป็นสิ่งที่ประโยชน์ช่วย มันจึงเป็นอุปการะหนึ่งแห่งมนุษย์ได้เหมือนกัน แม้จะหลับตาทำเอาให้เกิดได้ มีได้ จะบอกว่ามันมีประโยชน์ไหม ดังแต่ต้นแล้วว่า ทำฌานหลับตาแบบนี้มีไหม มี ถ้าจุดนี้นะ แต่นี่ไม่ได้พูดมาก่อน เอ้อ! พูดมาก่อนแล้ว ใช่ ถ้าไปเล่นฤทธิ์เล่นเดช พูดมาแล้ว ปรามมาแล้ว บอกว่าไม่เอา แต่ถ้าเผื่อว่าจะไปจุดที่รู้ตัวดับ ตัวพักตัวนี้ มีประโยชน์ อุปการะนะ แต่ถ้าไม่รู้เป็นขั้นตอน ไม่เข้าใจรายละเอียด ก็เป็นภัย เป็นโทษมหันต์ ถ้าไม่รู้ขั้นตอน ไม่เข้าใจเป็นขั้น เป็นตอน เป็นรายละเอียดอะไรต่างๆ ดังที่เราได้พูดกันซ้ำแซะ ก็เป็นภัยเป็นโทษมหันต์ จะกลายเป็นเดียรถีย์ ติดสงบ หลงความจบอยู่เพียงแค่นี้เท่านี้ และกลายเป็นมนุษย์ไร้ค่า เพราะความขี้เกียจที่สุดแห่งที่สุดก็คือ จะเป็นผู้เห็นแก่ตัวจัด เพราะเอาแต่หยุดแต่นิ่งเฉย ไม่มีการงานอะไรเลย นอกจากเสพความหยุด นี้คือคุณธรรมของเดียรถีย์ในร่างที่เรียกว่าพระ ในพุทธศาสนา หรือในผู้ปฏิบัติ พุทธธรรม ที่ยังเข้าใจไม่ถ่องแท้ ไม่แทงทะลุรอบ มี มีทั้งในพระ และในผู้ปฏิบัติธรรม นี้คือคุณธรรมของเดียรถีย์ในร่างที่เรียกว่าพระ เขาเข้าใจว่าเดียรถีย์นี่คือ ผู้ที่อยู่นอกศาสนา พอมาบวชอย่างนี้ไม่เป็นเดียรถีย์ เปล่า นี่แหละคือ เดียรถีย์ที่อยู่ในร่างของพระ หรืออยู่ในร่างของนักปฏิบัติธรรม พุทธธรรมนี่แหละ นักปฏิบัติพุทธธรรมที่ยังเข้าใจไม่ถ่องแท้ ไม่แทงทะลุรอบ ก็จะเป็นยังงี้ ปัจจุบันนี้ก็มีมากกว่ามาก ทั้งในเมืองไทยและทั่วโลก ลักษณะนี้มีมากทั้งในเมืองไทย และทั่วโลก คือพวกที่พยายามเรียน แล้วก็ไปเสพความหยุดเท่านั้นเอง โดยวิธีนั่งหลับตาเข้าไปแช่ไว้ตรงนั้น คนภายนอกกำลังเข้าใจศาสนาพุทธว่า คือศาสนาที่มีผลแบบดังกล่าวนี้ มีคุณธรรมเพียงเท่านี้ นี่เดี๋ยวนี้ เขากำลังพูดนี่ คนภายนอกนี่ ที่เผินๆน่ะ เขากำลังคิดว่า ศาสนาพุทธ มีคุณธรรมเท่านี้ มีผลแบบดังกล่าวนี้ มีคุณธรรมเพียงแค่นี้ มีสภาวะเป็นเช่นที่ว่านี้ มีจุดจบเยี่ยงนี้ อันเป็นการเข้าใจศาสนาพุทธผิดจุด เป็นศาสนาพุทธเพี้ยน นี่เข้าใจศาสนาพุทธผิดๆ แล้วเข้าใจศาสนาพุทธเพี้ยน เพราะไปหลงเข้าใจฌานของพุทธก็ไปนับเนื่องว่า เป็นเช่นอย่างฌานที่เดียรถีย์ฤาษีดาบส นอกพุทธแท้เขาเข้าใจ เขายึด เขาเห็นได้ ซึ่งผู้เป็นพุทธแท้ มีสัมมาทิฐิจริง ก็รู้ ก็เข้าใจในฌานอย่างนั้น ในฌานอย่างที่เขาอื่นเข้าใจนั้น อย่างพุทธนี้ก็รู้อย่างที่เขาเป็น เขาจึงทำกัน จึงพลอยทำให้ผู้ไม่รู้พุทธศาสนาจริง ถูกท่าถูกทาง คิดคำนวณ ด้นเดาเอาไปว่า ผู้ที่ไม่รู้ศาสนาจริงก็ พอฟังว่า เอ๊! ศาสนาพุทธ ได้แล้วก็ หยุด ดับ ยังงี้เลยนะ ขี้เกียจ สันหลังยาวไปเลย เอาแต่หยุดอยู่ในป่า ในถ้ำ หาเขา หาอะไร อยู่ไปเลย เที่ยวจองเขากันเดี๋ยวนี้เยอะ พระจองเขาก็ไปเกือบหมดแล้ว เดี๋ยวนี้เขาจะหายากแล้วนะ เดี๋ยวนี้พระจองกันไปสร้างมณฑป สร้างวิมานไว้เลิศลอยเลย ดักทำไว้ มุข ทาง 4 มุข 4 ด้าน ไว้ดัก ดักอะไรล่ะ ดักผู้มีศีล มันดักผู้มีศีล อย่างพระพุทธเจ้าตรัสนั้น โถ! งามออกจะตายไป นั่นหมายความว่าศาสนานั้นจะเสื่อมแล้วนะ ขนาดสร้างเรือนไฟด้วยหน้ามุขไว้ 4 ทิศ ในกลางทาง 4 แพร่ง เพื่อดักผู้มีศีลนี่นะ นั่นพระพุทธเจ้ายังบอกว่า จะเสื่อมแล้ว ศาสนาเสื่อม ใช่ไหม แล้วเดี๋ยวนี้ดักผู้มีศีลหรือเปล่า ผู้เข้าอบรม : (ไม่ได้ยิน) พ่อท่าน : อ้า ห่ะ แหม! พูดยังกับฝรั่ง อ้า ห่ะ (หัวเราะ) มันดักผู้มีทรัพย์แล้วเดี๋ยวนี้ ไม่ได้ดักผู้มีศีล แล้วมาดูสิว่า ศาสนาเสื่อมหรือไม่เสื่อมล่ะ ผู้เข้าอบรม : (ไม่ได้ยิน) พ่อท่าน : ดับเบิ้ลเสื่อมเลย ขนาดพระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้นี่นะ ขนาดว่านี่ ผู้ที่ต่อมานี่ มันความเสื่อม นี่ขั้นที่ 4 ดักไอ้สร้างไอ้เรือนไฟที่มีมุข 4 ด้าน ไว้ในทาง 4 แพร่งนี่ อันนี้ความเสื่อมขั้นสุดยอด คือขั้นที่ 5 ขั้นต้นนั่นแค่ เราหมายใจว่าเราจะไปดักผู้มีศีล ถ้าต้นไม้ ถ้าผลไม้ เก็บไม้ หล่นกิน ถ้าไม่มี ไม้หล่นกิน เราก็จะไม่กิน เอ๊ย! ขนาดนี้มันยังเรียกว่า มันยังมีใจเรียกว่า นักสู้ นักรบแท้นะ เอย ไม่ปลิดผลไม้ เก็บผลไม้กินละ ดักผลไม้หล่น เก็บกินยังชีวิตไว้ดักผู้มีศีล เผื่อจะเป็นอาจารย์เรา สอนเราได้ พาเราไปสู่นิพพานบ้าง นี่รุ่นขนาดว่าความเสื่อมชั้นที่ 1 ทำไมท่านเรียกว่าความเสื่อมชั้นที่ 1 เอ๊! ที่จริงน่าดูนะ ขนาดว่าไปดักเก็บผลไม้กิน แล้วก็จะพยายามบำเพ็ญพรตอยู่ในป่านี่ จะอดทนกินผลไม้หล่นนี่แหละ และเพื่อดัก คอยผู้มีศีล คอยอาจารย์มาโปรดหน่อย ทำไมพระพุทธเจ้าว่าอันนี้เป็นความเสื่อมชั้นที่ 1 ผู้เข้าอบรม : (ไม่ได้ยิน) พ่อท่าน : ตัวเองไปค้นคว้าเองไม่เข้าใจ แล้วก็เอาไปทำไมป่า ป่าก็ไปเจอ จะไปเจออะไร หาคนง่ายนักหรือ อาจารย์อะไร จะไปเดินเพ่นพ่านในป่ามาก นักน่ะ ผู้เข้าอบรม : (ไม่ได้ยิน) พ่อท่าน : อ้า ควรหาอาจารย์ก็คือ ควรเข้าหาคน (หัวเราะ) ไปดักรออยู่ในป่า แล้วคนจะไป กว่าคนจะไปเดิน ไปเจอในป่า แหม! แล้วไปคอยดักผลไม้ เก็บผลไม้กินในป่า พระพุทธเจ้าถึงบอกว่า นี่เป็นความคิดที่เป๋ไป๋แล้ว เดี๋ยวนี้มีไหม บานเลย ออกป่า นี่แหละ เดี๋ยวนี้ ผู้เข้าอบรม : (ไม่ได้ยิน) พ่อท่าน : ฟังดูดีๆนะ หา ผู้เข้าอบรม : (ไม่ได้ยิน) พ่อท่าน : นั่นซี คิดว่าอริยะจะต้องอยู่ในป่า นี่ล่ะ จุดนี้สำคัญมากนะ มันซ้อน ผู้เข้าอบรม : (ไม่ได้ยิน) พ่อท่าน : ก็ดูเข้าทีไงล่ะ ผมก็บอกแล้วว่ามันน่าดูนะ คนนี้แน่ ซะด้วยนะ ถึงขนาดตั้งจิตบอก ผลไม้หล่นถึงจะกิน ไม่เก็บผลไม้ด้วย ไม่เด็ด ไม่ปลิด อ๋า! ไม่ใช่เรื่องเล่นนะ แต่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าเป็นความเสื่อมขั้นหนึ่ง นี่ข้อ 1 เอาเปิดดูเลย ผมจำไม่ผิดเด็ดขาดเลย ใน อัมพัฏฐสูตร ใช่ไหม ในอัมพัฏฐสูตรนี่ ขั้นที่ 2 ถือเสียม แบกตะกร้า (เสียงหัวเราะ) เข้าไป หวังจะดักผู้มีศีลนะ เราจะบำเพ็ญอยู่นี่ล่ะ แม้ตายเราก็จะยอมอยู่ในนี้ล่ะ ถือเสียม แบกตะกร้านี่ หมายความว่า เดี๋ยวนี้ แล้วนั่นล่ะ ที่ถ้ำผาเสด็จ ก็ปลูกเข้าไปเลย เต็มเขาเลย และแถมมีเลศนัยซะด้วย เอ้า! แหม! คนกำลังเพลิน ปลูกเข้าไปๆ แล้วก็กิน แล้วแต่ บางทีไปเจอที่ไหน ที่ธารอโศกกะที่เราไปตั้งชื่อไว้เหมาะ นี่ว่าไปจับจองซะแล้วสิ ธารอโศกน่ะ ปลูกอะไรต่ออะไรเสร็จ อา ปลูก คนไว้ อ้า เดี๋ยวนี้ไปอย่างโน้นแล้ว ดักผู้มีศีล ดักอาจารย์ เดี๋ยวนี้จิตจุดตัวที่ว่า ถ้าดักอาจารย์ ยังมีเจตนา มีมโนสันเจตนาที่ดี ใช่ไหม ไปคอยดักผู้มีศีล นั่นดักผู้มีศีลหรือเปล่า ผู้เข้าอบรม : ไม่ได้ดัก พ่อท่าน : ไม่ได้ดักแล้ว สร้าง แหม! สร้างเนื้อสร้างตัวเลยหรือ นี่มันผิดไปไกลไหมล่ะ อธิบายรายละเอียดไปแล้ว โอ้โห! ขยายความกันอีกให้เห็นได้ชัดเลย ไม่ได้ดักผู้มีศีลหรอก เจตนา มีมโนสันเจตนาสักตัวหนึ่งไหม ในจิตน่ะ ผู้เข้าอบรม : รู้สึกไม่มีหรอก พ่อท่าน : อา ไม่ได้ดักผู้มีศีลหรอก ใครมาก็จะเบ้งใส่เจ้าด้วยซ้ำไป ใครมาจะเบ้งใส่เจ้าด้วยซ้ำไปน่ะ ไม่ใช่ว่าใครมานะ เอ้อ! ท่านมีธรรมอะไรอย่างไร โอ! ท่านนี่ช่วยเราด้วยเถิด เรายังไม่เป็นอย่างท่านเลย เรายังไม่ได้เลย สอนฉันหน่อยเถอะ เออ! มันจะได้เป็นดักผู้มีศีล หรือดักอาจารย์บ้างนะ นี่เปล่าแล้ว ไม่มีแล้ว นี่เห็นๆนี่มันไกลกี่ซ้อน ต่อมาก็สร้างเรือนไฟ โดยไม่ได้กำหนดว่า จะต้องเจตนาไปอยู่ที่ ทาง 4 แพร่ง สร้างเป็น 4 ประตู 4 มุขด้วย แม้ไม่ได้เจตนาถึงขั้นนั้น สร้างเรือนไฟไว้รอผู้มีศีล ไอ้นี่คอยแล้ว เรือนไฟเดี๋ยวนี้บานเลย มา ทำบุญ เอาน้ำมนต์ ทำอะไรกันเยอะแยะเลย เดี๋ยวนี้เรือนไฟล่ะบานเลย และไอ้ตัวที่ บอกว่าจะดักผู้มีศีล ไม่เหลือหลอแล้ว ไม่เหลือหลอแล้ว สร้างเรือนไฟไว้ดัก ผู้มีทรัพย์ด้วยสิ นั่นล่ะเหลวเป๋ว นั่นเป็นขั้นที่ 3 ขั้นที่ 4 สร้างเรือนไฟที่มีมุข 4 มุข ที่ทาง 4 แพร่ง ของพระพุทธเจ้าท่าน ตรัสไว้อนุโลมเหลือเกิน ยังบอกว่า เพื่อดักผู้มีศีล เดี๋ยวนี้มันหมดท่าเลย อธิบายเลอะ รูดลงไปไม่รู้ต่ำแค่ไหน ผู้เข้าอบรม : (ไม่ได้ยิน) พ่อท่าน : อ้า มันรูดไปไม่รู้กี่ซ้อนกี่เชิงแล้ว เพราะฉะนั้นจะบอกว่าศาสนาพุทธเสื่อม ได้หรือยัง ผู้เข้าอบรม : (ไม่ได้ยิน) พ่อท่าน : ก็ไอ้ 4 ตอนนี่ พระพุทธเจ้าบอกว่า พึงรู้ไว้นี่ นั่นเดี๋ยวนี้ ยังไม่มี ในอนาคตจะมี ใช่ไหม ท่านตรัสไว้ เดี๋ยวนี้ยังไม่มีหรอก แต่ในอนาคต จะพึงมี ที่ท่านพยากรณ์ไว้นี่ ความเสื่อมขึ้นมาคืออย่างนี้ๆนะ ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว ให้พึงรู้เถอะว่า นั่นศาสนาได้เสื่อมแล้ว เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ได้เสื่อมแล้ว เพราะว่าลักษณะอย่างนี้ ก็มีรูปรอยอย่างนี้อยู่ด้วย มโนสันเจตนาจิต ที่จะตั้ง ที่จะเป็นอย่างนั้น ไม่มีเชื้อเหลือหลอ เพราะฉะนั้นยิ่งยาก พวกนี้เราจ ะขยายสู่กันฟังในอนาคตนะ ผมจะตีแผ่ออกมาทั้งนั้นน่ะ ทำไว้นี่ ค่อยๆย่นย่อเอาไว้นี่ คุณนั่นอุตส่าห์ลอกเทปออกมา ยังกองตั้งอยู่ก็มี ส่วนคนไหนจะต้องเอามา มารีไรท์อีก มาเอาเป็นสูตรๆๆๆ ย่อไว้ ผมก็ย่อไว้แล้ว สั้นๆ ทั้ง 4 สูตร หรือยังไงนี่ แต่ผมไม่ได้ย่อเนื้อเลย ผมย่อเอาอรรถ ว่ามันร้อยเรียงกันยังไง 12 ตอนนั้น เราบรรยายกัน 12 สูตร ผมทำอัดเอี๊ยดไว้เลย ศีลขันธวรรค ซึ่งเราจะได้ประโยชน์ต่อไปในอนาคต เพื่อที่จะตีแผ่สัจธรรมของพระพุทธเจ้า เพื่อที่จะยืนยันให้รู้ว่า ตัวเองยืนยันว่า พุทธศาสนาเดี๋ยวนี้ แหม! ยืนยันกันจริง ถ้าตีแผ่อย่างนี้ไป เขาจึงจะหาว่ายังไง ก็ อู๊ย! ดูถูกเขามากไปแล้ว อะไรยังงี้กันนี่ เพราะฉะนั้นก็เอามาจับชี้ คำพยากรณ์ของพระพุทธเจ้า เอามาจับเข้าสิ มันเสื่อมหรือไม่เสื่อมล่ะ เอามาจับเข้าเลย จะเห็นได้ชัดเลยว่า มันไม่เหลือเลยเดี๋ยวนี้ การตั้งหน้าตั้งตาของผู้มีศีล แล้วไม่เรียนศีลสิกขาซะด้วย ไม่รู้ด้วยว่า ผู้มีศีลคืออะไรด้วยนะ เอาศีลวัด บอกว่าเอา ผู้จะพึงมีธรรมะ เราก็ต้อง วัดได้ด้วยศีล ระลึก หรือว่าอะไรเสมอๆ ผู้มีธรรม มีศีล เราเองทำอะไรๆอยู่ เรามีศีล อะไรต่างๆนานา พอที่จะรังเกียจตน หรือว่า ผู้เข้าอบรม : (ไม่ได้ยิน) ติเตียนตน พ่อท่าน : ติเตียนตนได้หรือไม่ ได้ด้วยศีลได้หรือไม่ หรือว่าผู้อื่น ติเตียนเราได้ด้วยศีลได้หรือไม่ พวกนี้เอาศีลวัดทั้งนั้นแหละ เราเอาศีลนี้ไปวัดเขา เราเอาศีลนี้ไปว่าเขา ติเตียนเขาด้วยศีลนี่มันผิดอะไร ผิดอะไร พระพุทธเจ้าสอนให้สำเหนียกด้วย สาวกของเราต้องสำเหนียก พึงสังวรอยู่เสมอๆ เราไปติเตียนเขาด้วยศีล เฮย! นี่ๆ ยังเล่นถือร่มอยู่นี่ ฮือ! มากไป แอ๊คมากไป ก็คุณ นี่ศีลพระพุทธเจ้านะ ศีลพระพุทธเจ้านะ ตาไม่บอด เอา จิ้มให้ดูเลยที่ลูกกะตา ฮั่นแน่ นี่ศีล (หัวเราะ) พระพุทธเจ้าบอกไว้นะนี่ ในพระไตรปิฎกแหงๆอยู่นี่ นี่ศีลใช่ไหม พระพุทธเจ้าบอกว่า ศีลของเธอประการหนึ่ง นี่คือ ศีลของเธอประการหนึ่ง ใช่ไหม คุณสาวกพระพุทธเจ้าหรือเปล่า ใช่ ถ้าบอกใช่แล้ว นี่ก็ศีลของเธอ ประการหนึ่ง ติเตียนท่านด้วยศีลนี่ อะไร โกรธอะไร แน่ เราก็จิ้มเข้าให้ นิ นี่หมายความว่าเราเล่นไม้ตาย แต่เดี๋ยวนี้ยังไกลนัก เรายังไม่ได้ทำ ถึงขนาดเลย ยังออมชอมยังกะอะไรดี ศีลก็เขียนออกมานี่ โถ! ค่อยๆจิ้ม อธิบายศีลให้ลึกซึ้ง แสดงฤทธิ์แสดงเดชว่าฉันมีความสามารถ แม้ศีล 5 กระจายได้ ศีล 4 กระจายได้ ศีล 8 กระจายได้ ไอ้พวกนี้ก็ค่อยๆ ยังไม่ได้ออกมา ตีรันฟันแทงอะไรเลย อีกสักวันหนึ่งนะ อีกสักวันหนึ่งหรอก ต้องออก เพราะเดี๋ยวนี้ไม่มีศีลสิกขา ไปหลงวินัยกันเท่านั้น พระพุทธเจ้าไม่เคยสร้างศาสนามาด้วยวินัย วินัยเป็นเรื่องเฟ้อ เป็นเรื่องที่จำเป็นที่จะต้องใช้ เมื่อหมู่คณะสงฆ์ได้เลวแล้ว เพราะฉะนั้นไอ้สิ่งนี้ต้องเอาได้ก่อน คนจะต้องบริสุทธิ์ในวินัยก่อน และศีล ต้องมีศีลสิกขา พระพุทธเจ้าสร้างศาสนามาด้วยศีล สมาธิ ปัญญา เพราะฉะนั้นเราจะต้องพยายามค่อยๆทำ งั้นจะบอกว่าเราเองนี่ เรารุนแรงอะไรกัน มาว่าเรารุนแรงเหลือเกิน เจ้าอะไร ไม่ได้รุนแรงเลยเรา จะมาว่าเรารุนแรงเหลือเกินเจ้า ไม่มี เราไม่ได้รุนแรงอะไร เราออมชอม จะตายไป เราพยายามที่สุดที่จะปรานีนะนี่ อธิบายศีลที่ผมว่านี่ มันปรานี ยังกะอะไรดี นี่ผมยังขยักๆ ยังไม่ถึงเวลาว่าเราจะต้องกระทำ ใครๆว่าแต่ก่อ นนี้ ท่านสุขกาโม เอ้า! เอาให้หมด นี้ด้วยๆ นี่ จะดึงในศีลอะไรๆพวกนี้ให้ออกหมด ผมก็ถาม กะง้อกกะแง้กไปนี่ อันที่ 3 ก็ไม่มีใครพิมพ์ต่อ ก็เลยอยู่ไปก็ตั้งใจว่าทำให้ครบ 5 ซึ่ง 5 ก็ไม่ยากอะไร ทำ 5 แล้วก็ตั้งใจว่าทำ 10 ต่อ ทำ 10 ต่อ แล้วค่อยออกไอ้นี่ คิด แต่เสร็จแล้ว มันไม่เป็นไป ก็เอาไว้ก่อน ต่อไปเราค่อยๆทำ ต่อไปศีล 10 แล้วก็จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล แล้วก็ผนวกศีลขันธวรรค ย่อเป็นพระไตรปิฎกย่อยนี่ ตีเปรี้ยงเข้าไปด้วย ตอนนี้แหละ อ่านเข้าไปแล้วก็ เออ! เออ! เออ! นี่ ตามไปด้วยเลย จะเป็นลมกันเป็นแถวๆ นี่เขายังไม่เข้าใจหรอก เขายังไม่รู้ นึกว่าเราเองนี่ไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้อะไรเลยแล้วมั นจะเนื้อเขาพวกนี้ ผู้เข้าอบรม : (ไม่ได้ยิน) พ่อท่าน : ไม่จริงหรอก 227 ก็ไม่ 227 ก็ไม่จริงอะไรนักหนาหรอก ปัดโถ! อยู่ใน 227 ก็บอกอยู่แล้ว ไอ้เท่านั้นมาสก เท่านี้มาสก อย่าไปเที่ยวได้มีจิตใจลามก ในการที่อยากได้อะไรต่างๆนานา เห็นไหม วินัยบอกไว้เลย ไม่รู้ไอ้ข้อไหนต่อข้อไหน แต่เอ๊ย! อย่าไปเพ่งอะไรกันมากเลย พูดเปรยๆไปยังงี้ เราไม่ได้ไปจิ้มแทงขนาดนี้ เขายังบอกบอกว่ามาตีฉันทำไม ไม่ไว้หน้าฉันเลย ยังกะหน้าคุณหล่อนักนี่ จะได้ไว้กันนักหนา (หัวเราะ) ทำมาเลอะเทอะเปรอะเปื้อนหมดแล้ว หน้ามีแต่อะไรก็ไม่รู้ อยู่ที่หน้านั่นน่ะ เลอะยังกะอะไรดีแล้ว เพราะงั้นก็ว่ากันไปก่อน

นี่เราพูดสู่กันเข้าใจ โดยภาษาสำนวน เราพูดกันอย่างคนสนิท ก็พูดกัน เชิงเล่นเชิงหัว เพราะไม่อยากให้จริงจังนัก ที่พูดเชิงเล่นเชิงหัวนี่น่ะ เพราะว่าถ้าคุณจริงจัง ซีเรียสแล้ว คุณเอาไปไว้ตีเขาหมด นี่เพราะงั้นทำเชิงนี่ ทำพูดนี่ ไม่ให้มันจริงจัง ประเดี๋ยวคุณจริงจัง คุณถือจริงจัง ไปบรรยายธรรมที่ไหน เราไปหวดเขาหมด ไม่เอา นี่พูดเชิงให้คุณฟังเป็น เอ้อ! เหมือนกับว่าเราพูดเล่น ผู้เข้าอบรม : (ไม่ได้ยิน) พ่อท่าน : ก็เข้าใจว่า นี่ มันมีจริงอยู่ในนั้นเหมือนกัน แต่ว่า เอ้า! ก็ฟังเ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน