180921 อบรมทำวัตรเช้า โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานศีรษะอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
180921 อบรมทำวัตรเช้า โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานศีรษะอโศก อบรมทำวัตรเช้า "เคี่ยวใน" โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2518 ณ พุทธสถานศีรษะอโศก
เราไม่พยายามที่จะใช้ความแรงของความอยากของเรานี่ ในการที่จะกระทำ อะไรเข้าไปให้จนกระทั่งทะลุไป ให้ถึงไป หรือว่าให้เกิดขึ้นมาให้ได้ ด้วยแรงแห่งความอยากของเราจนเกินไปไม่ เรามีบันยะบันยัง ฟังมุมเหลี่ยมพวกนี้ให้ดี จริง บางทีอาจจะเป็นความปรารถนาดี เป็นความอยากที่ดีของเราอยู่เหมือนกัน บางที แต่ว่าความอยากอันนั้น ของเรา บางทีมันไม่ลงช่องลงร่อง มันเป็นไปยังไม่ได้ หมู่ก็ยังทำไม่ได้ หรือว่าเหตุปัจจัยยังไม่ครบไม่พอ แม้จะดีจะถูกนะ บางทีบางครั้ง แต่มันทำไม่ได้ เราก็จะต้องมีอนุโลม มีสัจจานุโลมญาณ เราจะต้องมีสัตบุรุษ เราจะต้องมีสัปปุริสธรรม 7 ประการ เพื่อที่จะตัดสินประมาณ และก็เอาแค่นี้ๆ เพราะฉะนั้นทุกอย่างจึงไม่เที่ยง ไม่ตายตัว อันนี้สำคัญ มันไม่เที่ยง ไม่ตายตัวเสียทีเดียวเป๊ะๆ หรอก บางอันจึงต้องอนุโลมอย่างนี้บ้าง เคร่งขึ้นได้ เคร่ง ไม่ว่า เราจะมุ่งไปหาทางเคร่งนี่แหละเป็นแนวทางเป็นทิศทาง แต่ว่าบางครั้งมันทำ ไม่ได้ ต้องหย่อนขนาดนี้หน่อยหนึ่ง ก็เอา มันก็ไม่ได้ตลอดไปหรอก เราก็พยายามตึงขึ้นไป หาเคร่ง พอได้อันนี้แค่นี้แล้ว เสร็จแล้วเราหยุด เราก็ไปหาตัวเคร่ง ไปเคร่งกับใครได้ก็ เคร่งไปเรื่อยๆ เราอยู่ได้เคร่งแค่ไหนล่ะ เราสูงแค่ไหน เราก็จะดึงเขาขึ้นมาหาตัวเคร่งอยู่เสมอ ที่เราอนุโลมลงมา ก็อนุโลมลงมาหา เพื่อที่จะทำงานกับจุดนี้ได้ เพื่อที่จะขัดเกลา เขาขึ้นไปหาตัวบน หาตัวสูง หาตัวเคร่ง เราก็ดึงกันอยู่อย่างนี้เสมอๆ เพราะฉะนั้นเราจะต้องไม่พยายามที่จะลุอำนาจแก่ความอยาก แม้ความอยาก หรือปรารถนานั้นจะเป็นของดี ผู้รู้แล้วก็ไม่เอาแต่ตัวเองเป
อ่านต่อ
็นใหญ่ ไม่มี ไม่เอาอัตตาธิปไตย เป็นใหญ่ จะต้องพยายามช่วยเหลือเฟือฟาย เกื้อกูล ดูพอเป็นพอไป นี่เรียกว่า ไม่ลุอำนาจ แก่ความอยากที่เกิดขึ้น ยินดีในเสนาสนะป่า ก็อธิบายให้ฟังละเอียดลออแล้ว ถ้าผู้ใดยังไม่มีป่า ผู้ใดยังคลุกคลีด้วยกาม คลุกคลีด้วยโลกธรรม หรือแม้อบายมุข ก็จะต้องเอารูป นี่แหละออกมายินดีในเสนาสนะป่า มาอยู่กับป่าก่อน จนกว่าเราจะล่อนจิตใจของเรา เป็นความเป็นป่าที่แท้ ไม่ใช่ป่าอันรกชัฏอย่างนั้นเฉยๆ ไม่ใช่ แต่เป็นป่าอันเป็นป่าที่มีคุณลักษณะ มีธรรมะของความเป็นป่า มีคุณลักษณะของมัน เย็น สงบ เรียบร้อย ไม่ดิ้น ไม่ร้อน ไม่ดิ้นรนเร่าร้อน ไม่ปรุงเป็นเหมือนชาวโลก อิสรเสรีอยู่ในนั้น เมื่อคุณธรรมนั้นได้ที่เราแล้ว เป็นในใจ ใจเป็นอย่างนี้ก็เป็นป่าของเรา เราก็ยินดีในป่านั้นได้ หรือรู้ดีในป่านั้นได้ และเรามีดี มีป่าดีนั้นแล้ว เมื่อมีป่าดีนั้นแล้ว ก็เราต้องไปไอ้นี่ทำไมล่ะ ก็เรามีแล้ว มันก็อยู่ที่ตัวเรา เพราะฉะนั้นผู้นี้จะเป็นป่า ยินดีในป่า ก็ไปอยู่ในกรุงก็เป็นผู้ยินดีในป่า เป็นผู้นั่งอยู่กลางกรุงแท้ๆ ก็ยังเป็นผู้ที่ยินดีในเสนาสนะป่าแล้ว เป็นผู้มีป่าที่ได้ยินดีอยู่ด้วย ได้ปลื้มเปรมปีติอยู่ด้วย มีป่าอยู่จริง ๆ นี่เราเข้าใจเป็นธรรมาธิษฐานให้ได้ชัดๆ คิดว่าพวกเรานี่ฟังได้ ไม่ยากเย็น อะไรนักหรอก เราก็จะได้หมู่กลุ่มเพิ่มขึ้น ภิกษุสามเณรใดที่มีศีล เป็นผู้มีศีล ไม่ได้มาก็มา ยังไม่ได้มาก็มา ผู้ใดที่มีศีลแล้ว มาถึงแล้วก็ให้อยู่เป็นสุข เพราะฉะนั้นผู้ใดที่ แม้ยังไม่ได้ เป็นผู้มีศีล ยังไม่มีปฏิปทา ยังทำตามกฎตามระเบียบนี้ไม่ได้ ก็ให้ค่อยๆ ขัดเกลากันเข้ามา ขัดเกลากันเข้ามา ก็จะเข้ามาสู่อาวาสรวมกันขึ้นอีก มีหมู่ขึ้นอีก มีกลุ่มขึ้นอีก เป็นสภาพที่โตขึ้น ก้าวหน้าขึ้น จะเห็นได้ว่า เป็นลักษณะที่ ข้อสุดท้ายนี่เป็นลักษณะสร้างกองทัพเลย ข้อสุดท้ายเป็นลักษณะสร้างกองทัพ กินความขึ้นไปถึงข้อ 1 หมั่นประชุมเนืองนิจ เมื่อมีกองทัพมาก เมื่อมีหมู่มาก ประชุมกันเข้าก็เห็นหมู่ใหญ่ เป็นเรียวไผ่ที่มัดเป็นกำเป็นมัด มีกำลัง ไปไหนๆด้วยกองทัพ ไปไหนๆด้วยหมู่กลุ่ม ไปไหนๆ ด้วยความพร้อมเพรียง ไปไหนๆ ด้วยสิ่งที่เป็นกอบเป็นกำ เราก็จะเห็นได้ว่า โอ๊! มันมีอำนาจ อย่างอะไรไม่มาก แค่เราไปบิณฑบาตเป็นหมู่ 5 รูป เราก็แสดงธรรมให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวเนียนไปพร้อมเพรียงกัน นี่เป็นอปริหานิยธรรม ใครเห็นก็ โอ! อันนี้มีอำนาจ มีฤทธิ์ ถ้าต่างคนต่างกระโช้งกระเช้งกระแช้ง มันก็เหมือนกันกับชาวโลกของเขา ต่างคนต่างตัว ตัวใครตัวมัน แกก็ช่าง ข้าก็ช่าง ไม่ลงกัน ไม่เป็นอำนาจ ไม่รวมกัน ไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่เป็น เอโกธัมโม ไม่มีฤทธิ์ ไม่มีเดช ไม่รู้ความหมาย เอาเน้นอะไรไม่รู้เน้น ถ้าเราเน้นความพร้อมเพรียง ก็มีความพร้อมเพรียง และเป็น เอโกธัมโม เน้นความสุขุม เราก็แสดงความสุขุมอยู่เรียบร้อย เป็นระเบียบ เป็นวินัย เป็นสภาพอันนั้นเด่นชัด เราแสดงความพร้อมเพรียง อันนี้ก็เป็นอำนาจแล้ว ความไม่เสื่อม เป็นผลที่จะกู้ขึ้นมา เป็นผลที่จะเรียกร้องเป็นผลที่จะ... สามเณรหรือภิกษุใดที่เห็นสิ่งนี้ด้วยธรรม มีจิตที่มองธรรมนี้ออกก็จะมา นี่เราก็แสดงธรรมเผยแพร่เป็นไป แค่ความพร้อมเพรียงแค่นี้ ก็เห็นแล้วในความไม่เสื่อม เพราะฉะนั้นเราไปเรามาที่ไหนๆ เรามีความเป็นอันหนึ่งอันเดียว มีสิ่งที่ไม่ ขัดกัน มีสิ่งที่ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน มีสิ่งที่ลงร่องลงรอยกัน พูดก็เหมือนกัน กินก็เหมือนกัน อยู่ก็เหมือนกัน ทำงานก็ทำเหมือนกัน แนวทิศที่เป็นไปก็เป็นไป เหมือนๆกัน ไปจบที่จุดสุดท้าย สูงสุดเหมือนกัน อนุโลมก็อนุโลมตามกาลเทศะ ตามบุคคล ตามหมู่กลุ่มเหมือนๆกัน อนุโลมก็อนุโลมพอๆกัน ถ้ากว่านี้เราไม่อนุโลมกัน ก็ไม่อนุโลม มีการตกลงกัน มีการใช้หลักเกณฑ์ มีการใช้ระเบียบ มีการทำอะไรกันอยู่อย่างรู้ทั่วๆ ถึงกัน ไม่แตกต่างกัน มันก็เป็นกำลัง นี่แหละไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม เป็นไปเพื่อความเจริญฝ่ายเดียว ถ้าเราทำอย่างนี้อยู่ตลอดเวลาเป็นไปได้ เป็นไง ตั้งกลุ่มได้ไหม เสียงตอบ ได้ พ่อท่าน จะเจริญไหม เสียงตอบ เจริญขึ้นครับ พ่อท่าน ศาสนานี้จะสลายไหม เสียงตอบ ก็ไม่สลาย พ่อท่าน ผมตายไปแล้วอีก 300 ปี ถ้าดำเนินอปริหานิยธรรมนี้อยู่ และพวกเรา ได้เนื้อได้หนังของพวกเราอยู่ เราได้ป่าในใจขึ้นมาด้วยเสร็จเรียบร้อยอย่างนี้อยู่ เป็นเนื้อธรรมของเราที่แท้จริงแล้วด้วย แล้วก็ดำเนินการไปอย่างนี้ ไม่ลุแก่อำนาจแห่งความอยากของตนเป็นใหญ่ ไม่เป็นอัตตาธิปไตย มีธรรมาธิปไตยอย่างพรั่งพร้อมอยู่อย่างนี้ เรียกร้อง หมุนเวียนกันอยู่อย่างนี้ เป็นไปด้วยการถูกต้องตามหลัก 7 ประการนี้ จะเสื่อมหรือศาสนา เสียงตอบ มันก็ไม่เสื่อม พ่อท่าน ไม่เสื่อมหรอก ถ้าทำได้อยู่ เป็นไปอยู่ และเข้าใจถึงธรรมอย่างนี้อยู่ ไม่เสื่อมนะ เพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดรู้แล้ว ก็ควรจะรู้เนื้อหาสาระที่เป็นไปโดยส่วนตน เรียกว่า อริยทรัพย์ หรือ อริยธรรม หรือเรียกว่าเทวธรรม เขาก็เรียก 7 ประการนี้ต่อไปด้วย คือทรัพย์ อริยทรัพย์ 7 ทรัพย์ คือคุณความดีที่มีในสันดานอย่างประเสริฐ เรียกว่า อริยทรัพย์ คุณความดีที่มีในสันดาน มีในตัวเลย สันตานัง เข้าไปในนี้เลย เข้าไปในสันดานยิ่งกว่านิสัย ฝังอยู่ในตัว มีอริยทรัพย์ เมื่อมีคุณความดีอันนี้เป็นทรัพย์ ไม่ใช่เงินทองนะ อันนี้ไม่ใช่ เงินทองข้าวของ มีอยู่ในตัวแล้วจริง มีอะไรล่ะ 1.ศรัทธา ในนี้ท่านแปลง่ายๆ ว่า เชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ ก็ได้ แปลง่ายๆ เชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ สิ่งใดที่เราไตร่ตรองเห็นแล้วว่า สิ่งนี้ควรเชื่อ เราก็เชื่อ นี่แค่ง่ายๆ ทีนี้ลึกซึ้งขึ้นไป ศรัทธาตัวนี้มันไม่ได้หมายความว่า เชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อเท่านั้น ไอ้นั่นประมาณ ไอ้นั่นกะเอา คำนวณเอา คาดคะเนเอา ใช้เหตุผล และก็เห็นว่าสิ่งควรเชื่อ แล้วก็เชื่อ ศรัทธาที่แท้จริงน่ะ มันเชื่อลงไปจนกระทั่งมันเห็นจริง แล้วมันเชื่อ มันสัมผัสจริงแล้วมันเชื่อ ไม่ใช่เห็นว่าแต่แค่ควรเชื่อ ไม่ใช่ แต่มันจริงเลยเจียว สัมผัสจริง เห็นจริงด้วยปัญญา ด้วยความแจ้งชัด แล้วก็เชื่อมั่น ไม่ใช่เชื่อธรรมดาด้วย ศรัทธานี่เชื่อมั่นเลย เชื่อจริง เห็นจริง ศรัทธาประกอบด้วยปัญญา และในอริยทรัพย์ทั้ง 7 นี่ข้อสุดท้าย คือ ปัญญา เมื่อเกิดปัญญาก็เกิดศรัทธา เมื่อเกิดศรัทธาก็เกิดปัญญา เมื่อมีปัญญาก็เกิดความเชื่อจริง เมื่อเกิด ความเชื่อจริงก็เพราะมีปัญญา มีความเชื่อมั่นจริงก็เพราะมีปัญญา ปัญญาแค่เบื้องต้นก็คำนวณเอาอย่างที่ว่าแล้ว คือเห็นเหตุเห็นผลว่าควรเชื่อ ต่อมาปัญญานี้ไม่ใช่ปัญญาธรรมดา ปัญญาที่เป็นปัญญาอันยิ่ง ที่เป็นแสงสว่าง เป็นความที่สัมผัสแตะต้อง เจอจริง เห็นจริง เข้าใจจริง รู้จริง ยินดีจริง สัมผัสจริงนะ ปัญญาอย่างนั้น มันจึงเชื่ออย่างถึงที่สุด นี่อธิบายตัวต้นกับตัวท้ายก่อน ศรัทธานี่เป็นตัวต้น ปัญญาเป็นตัวท้าย นี่เป็น อริยทรัพย์ หรือเป็นเทวธรรม เป็นธรรมะขั้นสูง เป็นเทวดานั่นเอง จิตที่มันเห็นอย่างนี้ จิตที่มันเชื่อมั่นอย่างนี้ ก็คือจิตเทวดา นี่คุณเป็นเทวดา มันเชื่อ ไม่ใช่เชื่องมงาย แต่เชื่อ เพราะมีปัญญา เชื่อเพราะได้สัมผัสซึ่งสัจจะนั้น ความจริงนั้น เห็นจริง รู้จริง มีจริง ดีจริง ดีจริงด้วย นี่ศรัทธา เพราะอะไร 2. เพราะ ศีล มีอริยทรัพย์ 1.ศรัทธา อริยทรัพย์ 2.ศีล ศีลนี้คือหลักเกณฑ์ ทฤษฎี ระเบียบต่างๆ เข้าใจ มีสิกขาบท เรียนรู้แล้วว่า ศีลนี้มียังไง หมายความว่ายังไง ได้ประโยชน์ยังไง มันมีศีลมีหลักเกณฑ์อันนี้ มีทฤษฎีอันนี้อยู่ทีเดียว และปกติด้วย ศีลอันนี้ปกติด้วย มีระเบียบว่าอย่างนี้ คนนี้อยู่กับระเบียบนี้เฉยๆ ปกติ สบาย ไม่หนักหนา ไม่ต้องฝืนต้องกลั้นอะไรเลย หลักเกณฑ์อย่างนี้ก็อยู่ได้ด้วยปกติ ศีลนี้แปลว่าหลักเกณฑ์ก็ได้ หรือเป็นความปกติแล้ว โดยหลักเกณฑ์นั้น ๆ โดยทฤษฎีนั้น ๆ อ๋อ! อย่างนี้สบายอยู่ได้ ในนี้ท่านแปล ศีลว่า รักษากาย วาจาให้เรียบร้อย นี่ขั้นต้นๆ ยังไม่ถึงขั้นปกติ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็ตั้งหลักเกณฑ์นี้เข้า เอาหลักเกณฑ์นี้ปฏิบัตินะ ให้มันตั้งต้นไป ตั้งแต่ข้างนอก กาย วจี ให้เป็นไปได้ตามศีล พอศีลนี้มันไปถึงจิต มันไม่ใช่ได้แค่กาย วจีแล้ว กาย วจี นี่เราทำไม่ได้อย่างนี้ มันก็ฝืนใจอยู่ มันก็ยัง แหม! ยังอดทน ยังพยายาม สำรอกจิต ให้มันรู้ด้วยปัญญา และพยายามให้จิตที่มันสะอาด วางได้จริงๆ ปลดปล่อยได้จริง เห็นจริง ถึงจริง และมันก็เบา ง่าย ว่างขึ้นได้ ถ้าจิตมันถึงจิต จนกระทั่งจิตมันไม่ต้องฝืนต้องขัดแล้ว เป็นปกติ สบาย เย็นเรื่อยได้ ราบรื่นได้ ก็เรียกว่า ศีลนั้นเป็นปกติ จิตนั้น ไม่ต้องฝืนต้องขัด จิตนั้นไม่ต้องอดต้องทน จิตนั้นไม่ต้องลำบาก เป็นไปโดยไม่ลำบากเลย และทำตามกฎ ตามหลัก ตามข้อ ตามระเบียบ เหตุที่ว่า ผลที่ว่า ดังนี้ได้สบายเลย นี่เรียกว่า ถึงศีล เป็นหมดถึงใจ แค่กายกับวจี ยังไม่มีความเป็นปกติเป็นศีลต้น ๆ อธิบายต้น ๆ ใช่แต่พอถึงจิตแล้ว เป็นศีลปกติแล้ว เป็นศีล เป็นอริยกันตศีล จึงเรียกว่า อริยกันตศีล คือ มีเนื้อของศีลนั้นเป็นอริยะ เอ้า! อริยกะ แปลว่าผู้ฉลาด บวกอันตะ ก็เป็นอริยกันตะ อันตะ แปลว่าปลาย ได้ความฉลาดขั้นปลาย ฉลาดขั้นต้นแค่รู้ด้วยเหตุด้วยผล เหมือนข้อ 1 ที่ว่า เชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ ด้วยเหตุด้วยผล ส่วนอริยกะ ขั้นปลาย หมายความว่า เป็นผู้ฉลาดแล้ว จนกระทั่งถึงปัญญาที่แท้ เกิดความเชื่อมั่น เกิดความเชื่อจริง เห็นจริง จนรู้แจ้งจริง อริยกันตะ นี่ศีลอันนี้เป็นศีลอริยะ ศีลอริยกันตะ ถึงสุดท้าย นี่มันถึงใจ 3. หิริ ความละอายต่อบาปทุจริต แปลง่าย ๆ ว่า ความละอายต่อบาปทุจริตก็จริง ถ้าเผื่อว่าเราเองเรายังรู้อยู่ว่าเป็นบาป เราก็ละอายซะบ้าง บาปนั้นอย่าไปละเมิด บาปนั้นอย่าไปคลุกคลี บาปนั้นอย่าไปกระทำสั่งสม อย่าไปให้มันมีขึ้นที่ตัวเรา ก็เรียกว่า ให้ละอาย ต้องรู้ด้วยว่า มันทำไมมันถึงต้องไม่ให้มี มีเหตุ มีผล รู้แล้วก็ทำจิตให้มัน ล่อนขาดได้จริงๆ นอกจากจะละอายแล้ว ยังต้องมีโอตตัปปะ
4. โอตตัปปะ คือเกรงกลัว สะดุ้งกลัวต่อบาปนั้น หรือต่อความไม่ดีนั้น ไอ้นี่มันสูงขึ้นโอตตัปปะ มันสูงกว่าหิริ หิริมันอาย อายแต่ละเมิดอยู่ก็ยังได้บางที ถ้าโอตตัปปะแล้วไม่กล้าละเมิด กลัว ไม่กล้าให้มี ไม่กล้าให้เป็น ไม่กล้าให้เกิดอันนี้ สิ่งนี้ เพราะรู้ว่ามันไม่ดี มีความรู้ชัดขึ้นนั่นเอง จึงเกิดโอตตัปปะ โอตตัปปะมีความรู้สูงกว่าหิริ หิริเป็นความรู้ โอตตัปปะ เป็นตัวที่รู้อย่างชัดมากจนกระทั่ง ไม่กล้า ไอ้นี่มันบาปร้าย มันไม่ดีจัดๆ ใครจะไปทำไอ้ของไม่ดี หรือว่าของเป็นบาป ของมันน่ากลัว มันไม่ควรยุ่งอย่างนั้น มันเป็นทุกข์ มันเป็นการทำลาย มันเป็นการที่ไม่เข้าท่าอะไร คนนั้นก็จะไม่ทำ คนนั้นก็จะไม่มี เพราะฉะนั้นจะกลัว นอกจากจะแค่ละอายแล้ว ต่อไปก็จะถึงกลัว มีโอตตัปะเป็นข้อกลัวข้อที่ 4 ต่อไปก็จะรู้ความจริง เป็นพหุสัจจะ 5. พหุสัจจะ ความเป็นคนเคยได้ยินได้ฟังมามาก หรือจำทรงธรรมและรู้ศิลปวิทยามาก ไอ้จำทรงมา ไอ้รู้มามาก ๆ เฉย ๆ นี่อธิบาย ท่านอธิบาย ปน หรือไม่ปนหรอก แต่ว่าอธิบายอย่างหยาบ อธิบายพหุสัจจะเป็นพหุสุตะ พหุสูต พหุสูต กับ พหุสัจจะนี่ ผมพยายามอธิบายให้มันกระจะกระจ่างกันลงไปว่า พหุสูตคือ แค่ฟัง แค่รู้มามาก รู้มาก ฟังมาก จำมาก เรียกว่าพหุสูต เหมือนพระอานนท์นี่พหุสูต ส่วนพระสารีบุตรนั้นเป็นพหุสัจจะไม่เหมือนอานนท์ คือเป็นผู้ถึงซึ่งความจริง รู้ความจริงได้มาก แทงหยั่งถึง พหุสัจจะ เจอะสัจธรรมนั้นได้มากมาย ไอ้สุตะนั่นฟังมาก รู้มาก ได้ยินมากนะ พหุสุตะ ส่วนพหุสัจจะนั้นของจริง เพราะฉะนั้นพหุสัจจะ จะแปลว่าแค่ได้ยินได้ฟังมามาก คือจำทรงธรรมและรู้ศิลปวิทยามาก ศิลปวิทยาหมายความว่า กระทำความรู้นั้นได้เก่งขึ้น ก็อธิบายไปต่อ แต่ถึงขั้นสุดแล้วมีศิลปวิทยาพรั่งพร้อม ไม่ได้จำทรงได้อย่างเดียว แต่มีจริงเป็นจริง ยิ่งจำได้มาก ทรงความรู้ได้มากด้วยภาษาได้มาก ก็ยิ่งดีใหญ่ ก็ยิ่งเป็นพหุสัจจะตัวสำคัญใหญ่ นี่ข้อที่ 5 ก็จะต้องมีอันนี้อีก
6.จาคะ คือ สละ เป็นสิ่งของๆตนแก่คนที่ควรให้ปัน จาคะขั้นต้นๆก็เป็นแค่ คิหิปฏิบัติ เขาอธิบายเป็นคิหิปฏิบัติ ว่าจาคะให้แต่แค่ข้าวของ ความจริงแล้วจาคะนี่ พอถึง ขั้นปฏิบัติธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือสาวกจะปฏิบัติแล้ว มันยินดีปล่อยปละไปได้หมด ให้หมด วัตถุ ข้าวของ จนกระทั่งถึงแรงกาย แรงใจ สละออกได้หมด แม้กระทั่ง อารมณ์ นี่เรียกว่าเป็นถึงธรรมในธรรม เป็นธรรมาธิษฐาน จาคะอันนี้มันให้ เสียสละ เพราะฉะนั้น แม้เรามีอะไรเป็นสมบัติ มีความฉลาดเป็นสมบัติ 7. ปัญญา เป็นสมบัติ เป็นที่สุด เราก็ให้ปัญญาแก่คนอื่นได้อีกต่อหนึ่ง เพราะเราไม่มีอะไรเป็นสมบัติแล้ว ก็มีแต่อริยทรัพย์ เราก็แจกอริยทรัพย์นี่เป็นสมบัติ ถ้าใครมีเงิน แจกเงิน ใครมีทอง แจกทอง มีเพชรมีพลอย ก็แจกเพชรแจกพลอย ถ้าใครมีแรงกาย แจกแรงกาย ให้เข้าไปหาโลกุตระเข้าไปเรื่อยๆ ใครมีแรงใจ แจกแรงใจ ใครมีปัญญา แจกปัญญา ใครมีความรู้ แจกความรู้ นี่เป็นสภาพของธรรมะขั้นสูง ไล่เลียงอย่างนี้ขึ้นไป การเสียสละหรือทานนี่ล่ะ จาคะนี่ล่ะ เป็นตัวสำคัญที่สุด เป็นทานมัย มีทานมัย ศีลปฏิบัติ ก็ปฏิบัติเพื่อเกิดทาน เพื่อเกิดจาคะ เพื่อเกิดการเสียสละ คนเราน่ะมันมีความเห็นแก่ตัว มันมาล้างตนล้างตัว จนกระทั่งหมดตนหมดตัว ไม่มีตนไม่มีตัว ไม่เห็นแก่ตน ไม่เห็นแก่ตัว สละได้เกลี้ยงแม้ตนแม้ตัว หมดมานะทิฐิ หมดความยึดถือตัวยึดถือตน มันลึกไปถึงขนาดนั้น ทานได้แม้กระทั่งตัวตน จาคะ เสียสละได้แม้กระทั่งตัวตน ไม่เหลือตัวตนเอาไว้เลย ถ้าใครเข้าใจถึงสภาพธรรมที่ลึกละเอียดอย่างนี้ ก็จะ โอ! จริงแฮะ ทานนี่แหละเป็นตัวสุดยอด หรือจาคะ เสียสละ นี่แหละ เป็นตัวสุดยอด ทานบารมี เป็นองค์บารมี อันที่ 1 มีทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา มีวิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐานบารมี มีเมตตาบารมี มีอุเบกขาบารมี 10 บารมีนี่ ทุกอย่างย่นย่อเข้าแล้ว มันก็มาเหลือตัวทานนั่นแหละ มันเหลือตัวทาน ให้มีศีลไว้เพื่ออะไร มีหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติศีล หลักเกณฑ์ในการปฏิบัติเพื่อสละออกให้ได้ เพื่อปลดปล่อยให้ได้ เพื่ออย่าไปติดมาไว้ อย่าไปยึดมาไว้ เพราะฉะนั้นยิ่งติดมาก ยึดมาก ก็ยิ่งทุกข์มาก ถ้าเราไม่ติด ไม่ยึดมามาก เราก็จะทุกข์น้อยลง ไม่ติดเลย ไม่ยึดเลย เราก็สบาย เบา อิสระ ว่าง ปล่อย แต่เรารู้ เราจะมีจิตโดยไม่ต้องกลัวว่าจะไม่รู้ ปล่อยหมดแล้วก็ยังรู้อยู่นั่นเองแหละ ไอ้ความรู้ความวิจิตรของจิตมันมี เราจะต้องมีจาคะ จาคะมีศีล หลักเกณฑ์ก็เพื่อให้จาคะ เนกขัมมะก็ตัวจาคะ ออกมาจากกาม ปฏิบัติตนให้หลุดละออกมา ปล่อยวางออกไป ขาดกันออกไป ทานออกไปนั่นเอง ทานไปไหนก็ช่างมัน ความไม่ดีเราก็ทานออก เนกขัมมะ คือกาม กามก็กองมันไว้ใต้ต้นไม้ ใต้ดิน แผ่นดินหนองไหนก็เอาเถอะ ใครไม่เห็นด้วยว่า ไม่เอากามก็ทิ้งไป ก็ไม่เป็นไร เราไม่พยายามที่จะให้ใครเอาด้วย เราสลัดกามออก ไม่ใช่จะเอากามจากเราแล้วก็ไปพะให้คนโน้น เอาโลกียะจากเรา เรามีความจัดจ้านในโลกียะ เอาโลกียะไปปะให้คนโน้นไม่เอา เราไม่ไปสร้างไปก่อ แต่ถ้าโลกมันมีอยู่ แน่นอนเราก็อยากได้ ลาภก็ตาม ยศก็ตาม มันต้องอยากได้ นี่เรื่องของปุถุชน หรือเรื่องของโลก เพราะฉะนั้นเราจะมี จาคะนั่นแหละเป็นที่สุด เมื่อเราทำจาคะ ทำศีลมัย ก็ได้ ภาวนามัย ก็คือถึงที่จบ ถึงที่สุด เกิดผลที่แท้จริง เมื่อเกิดผลแล้ว ไม่มีปัญหาอะไร มันก็จบกันอยู่ที่นั่น ก็คือตัวจาคะ สละได้เป็นที่สุด เราจะมีตัวรู้ มีปัญญารู้ความจริงที่ซับซ้อนอย่างนี้แหละ เป็นอริยทรัพย์ทั้งหมด มีศรัทธา มีศีล มีหิริ โอตตัปปะ พหุสัจจะ จาคะ มีปัญญาย้อนขึ้นไปอีก มีปัญญาเข้าไปรู้ปัญญาอย่างเข้าใจหมด แม้แต่ทานเป็นที่สุด เมตตากับอุเบกขาก็คือทาน ถ้าเข้าใจแล้วนะ วนขึ้นมาก็เป็นทาน คือเสียสละจาคะให้ทานนั่นเอง จาคะก็ให้ปัญญาที่รู้ ก็รู้เพื่อให้ไม่ใช่รู้เพื่อเอา มีปัญญานี่เลี้ยงตนแล้วก็เลี้ยงตนไปด้วยปัญญา ไม่ต้องอยากได้หรอก มีปัญญามันก็อยู่ได้เอง คนจะหามาทำอะไรต่ออะไร มาก็ที่ปัญญา ทำอะไร เกิดก็ที่ปัญญา พอทำแล้ว เราก็ไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่เป็นอัตตา ไม่เป็นตัว ไม่เป็นตน อะไรของเรา ไม่ไปหลงว่านี่เราสร้างนะ นี่เป็นของเรานะ นี่เป็นตัวตน ว่าเราดิบเราดีอะไรนะไม่มี เมื่อไม่มีมันก็บริบูรณ์ เพราะฉะนั้นเราต้องมาทำอริยทรัพย์ให้เกิดในตัวเรา ให้เกิดในตัวเราให้ได้ เมื่อเรามีอริยธรรมหรือคุณธรรมอย่างนี้แล้ว เราก็จะไปเอาหรือไปไหน ๆ ๆ ก็ได้ แต่มันเหมาะสมไหมที่เราจะต้องกระทำหรือไม่ทำ เราจะตัดสิน มีปัญญาหมด ปัญญาจะรู้ซ้อนไป ทุกสิ่งทุกอย่าง รู้ในศรัทธา รู้ในศีล รู้ในหิริ รู้ในโอตตัปปะ รู้ในพหุสัจจะ รู้ในจาคะ จะรู้ไปหมด ทานก็ดี ศีลก็ดี เนกขัมมะก็ดี และตัวปัญญาเองก็ดี เข้าใจซ้อนไปอีกว่า วิริยะทำไม สัจจะ ขันติทำไม สัจจะทำไม อธิษฐานอะไร วิริยะ เพียร ขันติ อดทน ตอนแรกมันอดมันทน ตอนสุดท้าย มันไม่ต้องอดต้องทน เริ่มต้นก็ขันติน่ะ อดทน พอสุดท้ายขันติมันไม่ได้แปลว่าอดต้องทน มันแปลว่าว่างเป็นที่สุด ขะ + อันติ อันตะ เป็นที่สุด ขะ ก็ว่าง อันติ ก็เป็น ปลาย เป็นที่สุด ที่สุดก็ว่าง ขันติ ไม่ต้องทนอะไร อย่างนี้เป็นต้น ภาษามันสื่อความหมาย มันบอก ๆ ๆ เราก็รู้ เราก็เรียน จนสุดท้ายเกิดปัญญา ตีแตกหมด อะไรก็ตีแตกหมด วิริยะ พากเพียรไปเพื่อขันติ เพื่อสัจจะ เพื่อสว่างไสว เพื่อปัญญา สัจจะก็ตัวปัญญาอีกแหละ ขันติก็ตัวรูป สัจจะก็ตัวนาม ขันติเป็นตัวรูป รูปอะไร รูปความว่างมีแล้ว สัจจะก็ตัวนาม นามรู้แล้ว ว่าง อธิษฐานอะไร อธิษฐาน ก็คือจิต จิตอะไร ก็จิตสัจจะ จิตขันติน่ะแหละ อธิษฐานก็แปลว่าฐานที่สูง ฐานที่ยิ่ง ตอนแรกยังไม่ได้ก็ตั้งจิตขึ้น พยายามตั้งท่าตั้งทางให้ดี ตั้งจิตให้มันไปสู่ทิศทางที่ดี เพื่อที่จะกระทำให้สูง ๆ ๆ มันเป็นได้แล้ว มันก็สูงขึ้นมา มันก็เป็นฐานที่สูงจริง ได้อะไร ก็ได้ว่าง ได้ญาณ ได้วิมุติ ได้ปัญญา ได้จิตที่เป็นจริง ที่มันวิมุติจริง หลุดพ้นจริง ไม่มีทุกข์จริง ก็ได้ ได้อันนี้มาหมดครบ ด้วยหลักเกณฑ์สุดท้ายก็คือ อยู่อะไร ตัวทานแท้ๆ บุคคลที่เป็นพระ ก็คือ จาคบุคคล แต่ไม่ใช่จารบุรุษนะ เป็นจาคบุคคล เป็นบุคคลที่มีทาน ให้อะไรเป็นทาน ให้ธรรมะเป็นทาน สัพเพทานัง ธัมมทานัง ชินาติ ให้ธรรมเป็นทาน เป็นบุคคลที่มีการให้ทานอย่างสูง ชนะการให้ทั้งปวง เราให้วัตถุอยู่ ก็แค่วัตถุ จาคะแค่วัตถุ นี่เราให้ธรรมเป็นทานสูงยอด ไม่มีอะไรสูงกว่านี้อีกแล้ว เพราะฉะนั้นผู้ใดจะให้ธรรมเป็นทานเป็นยังไง ก็มีเมตตา ให้แล้วเป็นไง ก็ให้ว่าง ๆ ให้เฉย ๆ ให้อย่างอุเบกขา เมตตา กับ อุเบกขาบารมี อันสุดท้าย ก็คือตัวทานอีกนั่นแหละ เห็นไหมว่าเป็นตัวทาน เป็นตัวจาคะ เมตตานี่อยากอะไร คืออยากสงสารเขา อยากให้เขา ถ้าเขาขาดเงิน เรามีเงินก็ควรให้เขา อยากให้เงินเขา ถ้าเขาทุกข์ยากด้วยอะไร เราก็อยากจะช่วยเขาด้วยอย่างนั้น มีแรงกายช่วยก็ช่วย มีแรงปัญญาช่วยก็ช่วยเขา และเมตตา และเราก็เป็นจริงทำจริงมีจริงอยู่ มันก็คือทานนั่นเอง ช่วยให้เขา คือให้เขานั่นแหละ เป็นทานบารมี และเป็นไงเรา เป็นแล้วก็แล้ว ว่างๆ อุเบกขาเฉย ไม่ติดไม่เกาะ ไม่ยึดมาเป็นของ ๆ เราสักอย่าง จิตเฉย ทำก็ทำ แล้วเมตตาก็เฉย เมตตาอุเบกขา เมตตา อุเบกขา พรหมวิหารมันมีอยู่ 2 แค่นี้ มีเมตตากับอุเบกขา กรุณา กับมุทิตา เป็นอย่างกลางๆ อธิบายละเอียดไม่ต้องก็ได้ สงสารแปลว่าอะไร สงสารแปลว่าจะช่วยเขา ทำเข้าไป สงสารและก็สงสาร และก็ทำช่วย พอช่วยแล้วก็เฉย ช่วย เฉย ช่วย เฉย ช่วย เฉย ช่วย เฉย ช่วย ว่าง ช่วยแล้วก็วางอยู่ ให้แล้วก็ไม่ติด ให้แล้วก็ให้ไปเลย ให้แล้วก็หยุด ให้แล้วก็หยุด ให้แล้วก็หยุด ให้แล้วก็ไม่ยึดถืออะไรมาเป็นของเรา อย่างนี้ก็เป็นที่สุด เพราะฉะนั้นตัวเราก็ทำสิ่งนี้ ให้เป็นผู้ที่เป็นอริยะ ให้มีทรัพย์ ให้มีสิ่งที่เกิดอยู่ที่ตนนั้น ให้มีศรัทธา มีศีล มีหิริ โอตตัปปะ ให้ชัดเจน ให้จริง และมีเนื้อหา สัจจะนั่นแหละ เรียกว่าพหุสัจจะ มีพหุสัจจะ มีจาคะ มีปัญญาเป็นที่สุด ที่สุดมันก็อยู่ที่นั่น หรือจะอธิบายเป็น บารมี 10 มันก็มีอยู่ในนั้นเสร็จ มีทานเป็นที่ต้น มีเมตตา อุเบกขา เป็นภาษา เป็นที่ปลาย ทานมีศีล ศีลก็เพื่อทาน เพื่อสละออก ศีลไม่ได้มีหลักเกณฑ์อะไรมา เพื่อที่จะเป็นอะไร หลักเกณฑ์ที่ตั้งมา เป็นทฤษฎีก็เพื่อให้สละออก จนกระทั่งสละได้เป็นปกติก็จบ มีเนกขัมมะ เนกขัมมะก็คือ ละ หน่าย คลาย โลก โลกียะ กามคุณ ปลีกออก เว้นออก สลัดออก เนกขัมมะ เกิดปัญญาอะไร ก็คือตัวที่จะเป็นตัวเป็นตนอยู่ในจิตของเรา จิตเราจะต้องเป็นตัวปัญญาแท้ รู้รอบตลอดเลยในทาน ในศีล ในเนกขัมมะ รู้ไปจนกระทั่งแม้แต่วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน รู้ไปถึงเมตตา รู้ไปถึงอุเบกขาจริง ปัญญามันจะรู้หมดตลอดทุกแนว ทุกตอน และปัญญาที่รู้ รู้ทำไม ก็สักแต่ว่าปัญญารู้ รู้แล้วอะไรดี มันก็รู้ว่าทานน่ะดี ให้น่ะดี อยู่ในโลกเกิดมาเป็นผู้ให้ ผู้ให้คือพระเจ้า ผู้ประทานคือพระเจ้า เราก็เป็นพระเจ้า แล้วเราเป็นพระเจ้าชนิดที่ไม่ติดความเป็นพระเจ้าด้วย ให้ เฉย ให้ เฉย ช่วยเขา เฉย ช่วยเขา เฉย เป็นที่สุด เพราะฉะนั้นเราจึงจะมีอันนี้ได้ เมื่อมีอริยทรัพย์อันนี้ มีบารมีต่างๆ อย่างนี้ เมื่อมีบารมีต่างๆนี้ เราก็มาช่วยคน มาทำงาน มาเป็นไปเพื่อที่จะกอบกู้ศาสนา เพื่อที่จะทำงานทางด้านศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป เท่าที่ขันธ์ของเรายังเหลืออยู่ ผู้มีที่สุดแห่งที่สุด และก็มีธรรมะอย่างนี้แล้ว ก็ไม่มีปัญหาอะไร ก็อยู่กับโลกเขาไปอย่างวันต่อวัน วันต่อวัน สบาย งานการอะไรมีดี ก็ดีไปเรื่อยๆ อะไรที่เราฝึกเพียรอยู่ไปตามธรรมดา ไม่อึดอัด ไม่ขัดเคือง ไม่กังวล แน่ใจ สนิทใจ ในธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอันนี้ ถึงแม้แต่ผมจะเอามายืนยัน เอาของจากพระไตรปิฎกมา เอาจากหลักเกณฑ์ที่คนอื่น เกจิอาจารย์รุ่นอื่นรวบรวมมา แปลไว้อย่างใด อย่างตื้น ผมก็จะแปลตื้นให้ฟังบ้าง ขยายความละเอียดขึ้น ผมก็ขยายความละเอียดขึ้นให้ฟังบ้าง ซึ่งเราก็ได้รับผลจากคำสอนจาก หลักเกณฑ์อันนี้อยู่เรื่อย ๆ มา มันก็ไม่น่าจะท้อแท้ใจอะไรแล้ว คุณยังสงสัยอะไร คุณยังเดือดร้อนอะไรในธรรมะของพระพุทธเจ้า คุณพิสูจน์ขนาดนี้ คุณไม่แน่ใจ มีหรือ พุทธ ธรรม สงฆ์ สงฆ์ก็คุณน่าจะเข้าใจแล้ว ว่ามีสงฆ์แน่ พระธรรมมีแน่ คุณพิสูจน์มาบ้างแล้ว คุณได้บรรลุธรรมในบางส่วนบางอย่างแล้ว มีแน่พระพุทธ จะมีตัวพระพุทธเจ้า เจ้าชายสิทธัตถะหรือไม่ คุณจะสงสัยทำไม ถ้าพระพุทธเจ้านั้นเป็นคน ท่านก็ได้รับสิ่งนั้นแล้ว ท่านก็เป็น คนคนหนึ่ง ท่านได้ ท่านก็ควรจะได้ เพราะเราเองเรายังได้ เราเองไม่ใช่พุทธเต็ม ๆ ลำ อย่างที่พูดไปนี่ เราก็ได้บ้างแล้ว เห็นแล้วว่าตรง เห็นแล้วว่าถูก ว่ามันเป็นความเบาง่าย สบายว่างเปล่า ไม่เดือดไม่ร้อน ไม่ดิ้นไม่รน ไม่เหน็ดเหนื่อย หนักหนาอะไร ตนเองยิ่งง่ายๆ เพราะฉะนั้นใครแก้ปัญหาตนหมดแล้ว เบา ง่าย สบาย อยู่ไหนรีบมาช่วยคนอื่นแก้ปัญหาเท่านั้นเอง หมดปัญหาแก่ตนแล้ว สบาย เราทำให้หมดปัญหาให้ได้ในตน หมดวิจิกิจฉาให้ไ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive