640412 ต้องมีปัญญาจะพาให้พ้นความเมา.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2564
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.03 KB
วันที่แก้ไข31 พฤษภาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

🙏 640412 ต้องมีปัญญาจะพาให้พ้นความเมา 🙏

💂 ภูบุญ : จากสีมาฯ สรุปความเมามันจะอยู่ตรงไหนครับ

💦💦พ่อครู : อยู่ตรงที่ความติดยึด ความเสพติด อะไรเสพติดเมาทั้งนั้นแหละ เสพติดอำนาจ เสพติดการเมือง เสพติดอำนาจ เสพติดการเมืองยิ่งอาการหนัก เพราะว่ามันไม่รู้ มันไม่รู้ก็คืออาการเสพติด

💂 ภูบุญ : จะไปขยายลงไปในจุลศีล มัชฉิมศีล ตรงข้อไหนครับ

💦💦พ่อครู : ก็สุราเมรยไง เมรย ก็เมา สุรา ก็เมา มัชชะ ก็เมา ภาษาบาลีเมาทั้งนั้นนะ

💂 ภูบุญ : เป็นความเข้าใจผิดว่า เป็นพระแล้วไม่ต้องถือศีล 5 หรือเปล่าครับ

💦💦พ่อครู : โอ้ย..ไม่ใช่ ไม่ใช่ ไม่ใช่ มันโง่ ไม่รู้กระทั่งสิ่งเสพติดแค่นี้ก็ไม่รู้ มันโง่ แค่นี้ก็ยังไม่รู้เป็นสิ่งเสพติด มันยังไม่เข้าใจ ก็เลี่ยงบาลีไปเรื่อยๆ มันโง่ ไม่ใช่อะไรหรอก ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่น่าสงสาร คนโง่ก็น่าสงสารทั้งนั้นแหละ ก็ไม่รู้ไง ก็พยายามเตือนเขา ว่าเขา ถ่วงเอา ติเอา เหมือนพ่อแม่ว่าลูก ว่าหลาน อะไรอย่างงี้ เขาจะรู้ตัว ไม่รู้ตัว ก็ว่าไป ได้ของใครก็ได้ของมัน ก็ไม่มีอะไรอื่น มีแต่เจตนาดี มีแต่สิ่งดี ก็เอาสิ่งดีของธรรมะ แต่เขาไม่เชื่อ ว่าอาตมาเป็นคนดี เป็นคนมีสิ่งดี แต่เขาไม่เชื่อ บอกอย่างไงๆเขาก็ไม่เชื่อ ถ้าไม่บอกแล้วมันจะไปเชื่อได้อย่างไง มันก็เลยกลายเป็นลักษณะที่น่าสงสารตรงที่ว่า ในโลกนี้ ใครอย่าบอกนะว่า ใครมีอะไร เป็นอะไรดีอย่างไง อย่าบอก เดาเอา เอ๋ะคนนั้นน่าจะเก่งนะ คนนี้น่าจะฉลาด คนนี้น่าจะรู้อะไรๆ คนนี้น่าจะมีอันนั้นๆเดาเอา ทุกวันนี้ มันกลายเป็นเรื่องที่ไม่กล้าเปิดเผย มีแต่เรื่องให้คาด ให้เดา มันเสื่อมมาจนถึงขั้นนี้อะ เสื่อมไปถึงขั้นเอาแต่เดา อย่าไปแจ้งชัด ถ้าแจ้งชัด ว่าผู้นี้ ผู้นี้ เป็นอรหันต์ ผู้นี้เป็นโพธิสัตว์ ผู้นี้เป็นผู้รู้ขนาด

อ่านต่อ

นั้นนี้ไม่ได้ เดาเอา นี่มันเสื่อมไปถึงขั้นนั้นแล้วเดี๋ยวนี้ ห้ามรู้ความแจ้งชัด ห้ามบอกความแจ้งชัด ห้ามปฏิบัติการความแจ้งชัด ต้องอยู่ในแค่ลำๆเลืองๆ เครือบๆแครงๆ เดาเอาๆ เหมือนกับศาสนาเทวนิยมที่ยังเดาว่าพระเจ้าอยู่ที่ไหนตลอดกาลเหมือนกัน

💂 ภูบุญ : ชัดเจนตรงที่ว่าเหมือนศาสนาไม่มี อย่างที่พ่อครูบอก พอเปิดเผยความจริงขึ้น

💦💦พ่อครู : มันมีศาสนา เราเอาศาสนามา มันมีศาสนาอยู่คุณกระหย่อมเดียว ก็พวกเรานี่แหละ พวกที่แสวงหาแล้วก็มีความยินดี แล้วก็พากเพียรนำเอามาปฏิบัติ มีศีล แล้วก็ได้ผล เป็นพหูสูตร แล้วก็พากเพียรเติม ไม่ว่าวิริยารัมภ แล้วพากเพียรเติมก็ได้ผลเป็นส่วนตัว ก็ไปแจกกัน แบ่งกัน เผื่อแผ่กัน จนกระทั่งจบ ตามปัญญา 8 หลัก ปัญญาข้อที่ 1 รับมาจากพระโอษฐ์ ปัญญาข้อที่ 2 ไถ่ถาม เข้าใจ เมื่อเห็นแล้ว เมื่อได้สิ่งนี้ รีบไถ่ถาม สอบถาม ปัญญาข้อที่ 3 เมื่อได้ผล ได้ความสงบ ได้รู้ ได้เห็น ได้ระงับเพราะเราเข้าใจ ปฏิบัติกาย ปฏิบัติจิต สงบ ปัญญาข้อที่ 4 ศึกษาตามหลักเกณฑ์มีศีลเป็นหลัก เป็นต้น เมื่อศึกษาแล้ว ได้ผล เข้าใจแล้ว ศีล สมาธิ ปัญญา หรือ ศีล แล้วก็มีอปณกปฏิปทา 3 มีสัทธรรม 7 เกิด ฌาน วิชชา วิมุติ ก็ได้เป็นพหูสูตร ปัญญาข้อที่ 5 ได้เป็นพหูสูตร ปัญญาข้อที่ 6 พากเพียร วิริยารัมภ พากเพียรดีๆให้เข้าท่า ปัญญาข้อที่ 7 ต่างคนต่างได้ ต่างแบ่งต่างแยก ต่างช่วยเหลือกัน มีแต่การพัฒนากัน ปัญญาข้อที่ 8 จบสูงสุด แล้วก็รวมความจบของปัญญา ต้องรู้ความเกิดความดับ นี่คือปัญญา 8 จบถ้วนเลย เป็นกระบวนการที่มีทั้งการเริ่มรู้ มีทั้งการศึกษา แล้วเอามาช่วยเหลือกัน แบ่งแจกกัน เกื้อกูลกัน พัฒนาการกันไป จนกระทั่งสุดท้าย ตัวที่ 8 เป็นตัวจบ

🙎 ในน้ำค้ำ : ข้อที่ 7 ที่ว่าสภาบัณฑิต ถ้าเทียบกับสาธารณโภคี ได้ไหมคะ

💦💦พ่อครู : ได้ ได้ ได้ นั่นแหละบวรก็ได้ เป็นหมดเลย มิตรดี สหายดี สังคมสิ่แวดล้อมดี เป็นเสนาสนะ 4 จบ ถ้าเข้าใจสภาวะของมันแต่ละอัน แต่ละอัน แล้วมัน จะรู้ว่า อ๋อ..ท่านแยกมาอธิบาย ให้เกิดกระบวนการ ให้มีองค์ประกอบต่างๆแล้วก็ ปฏิบัติ แยกให้เห็นองค์ประกอบต่างๆ แล้วปฏิบัติตามได้

ถอดข้อความโดย อุทัย

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน