สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ทำไมพ่อครูต้องกล่าวตำหนิพุทธแบบสะกดจิต.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ทำไมพ่อครูต้องกล่าวตำหนิพุทธแบบสะกดจิต พ่อครูว่า...ทุกคนก็คงจะยอมรับ และเข้าใจว่า ศาสนามีความผิดและความถูก ถ้ามันไม่ถูก มันก็ไม่ได้ประโยชน์ นอกจากไม่ได้ประโยชน์แล้ว มันก็เป็นโทษด้วย เป็นโทษภัยต่อชีวิตตน เป็นอกุศลเป็นวิบากบาปแก่ตน แก่ท่าน ผู้ที่สาธยายธรรม ต่างก็อ้างว่าของพระพุทธเจ้ากัน แต่ผู้ที่มิจฉาทิฐิเข้าใจผิด โดยที่เขาเอง ก็ไม่รู้ตัวว่ามันผิด เขาก็นึกว่ามันถูกต้อง แต่แท้จริงมันก็ผิดไป อาตมาที่พูดนี้ ก็จำเป็นต้องพูด จำเป็นอะไร จำเป็นที่จะต้องบอกว่า อะไรผิดอะไรถูก เพราะว่าที่บรรยายธรรมะ เทศนาธรรม ก็เพื่อจะให้รู้ว่า อะไรเป็นสิ่งที่ถูกต้อง อะไรเป็นสิ่งที่ผิด 2500-2600 ปีผ่านมา ศาสนาพุทธเกิดมาถึงวันนี้ ก็สองพันกว่าปีแล้ว 2559 ถ้านับบวกกับ ศาสนาพุทธที่เกิดมา 45 ปีเข้าไปอีก มันก็จะถึงแล้ว 2600 กว่าปีแล้ว มันเพี้ยน ผิดไป นี่พูดอย่างจริงใจ ไม่ได้มีอคติ โกรธเคืองอะไร ไม่ได้ดูถูกดูแคลน แต่เป็นการพูดความจริง สิ่งที่ผิดก็ต้องถูกข่ม อย่างนี้ต้องไม่ให้เกิดขึ้นมา ก็เป็นธรรมดา ของการกล่าวสิ่งที่ไม่ดี ก็ต้องข่ม เป็นการข่มด้วยภาษาสำนวน ด้วยน้ำเสียง ท่าทางลีลากายกรรม สื่อให้คนเข้าใจ เช่น พ่อแม่เรา เวลาจะตำหนิลูก เพราะเห็นว่าผิด ไม่ถูกต้องไม่ค่อยดี ก็จะใช้เสียงดัง ออกท่าทีลีลาหน้าตาขึงขัง เอาเป็นธรรมชาติธรรมดาของคนที่จะต้องประกอบ นัจจะ (ท่าทางลีลา) คีตะ(สุ้มเสียงสำเนียงที่ออกไป ) เป็นน้ำหนักเน้นด่าว่าตำหนิ ถ้าชมหรือยก ก็มีสำเนียงอย่างหนึ่ง สำเนียงหวานๆพริ้วๆ แต่สำเนียงที่จะตำหนิ ข่มในที ก็จะมีสำเนียงอีกอย่างหนึ่ง อาตมาก็สื่อตาม นัจจะ คีตะ วาทิตะ คือคำที่เลือกเฟ้น มาใช้ให้เหมาะสม ไปถึงขั้นเลือกเป็นกลอนกวีต่างๆ ก็เรียกว่า วาทิตะ คือคำที่สรรหามา เพื่อให้
อ่านต่อ
สื่อได้ชัด คำที่สื่อไปบางที คำตำหนิก็จะหนัก เพื่อสื่อสภาวะให้ชัดเจน คนที่ไม่รู้ก็บอกว่า การพูดว่า หรือตำหนิเป็นการใช้คำหยาบ เมื่อเราจะสื่อ ถึงความผิดที่หยาบต่ำ แล้วเราจะใช้คำสูงมาว่ามันก็สื่อไม่ได้ ถ้าเราไม่ใช้ภาษาสื่อ ให้ตรงสภาวะ คนก็จะไม่เข้าใจชัดเจน อันนี้จึงเป็นความจำเป็นที่ต้องพูด บอกว่าทำไมต้องพูดหยาบ ก็เราสื่อความหยาบต่ำ ก็ต้องสื่ออันนั้นออกไป ส่วน สิ่งที่ไม่ดีนั้นก็คือ จิตของเรา ถ้าจะพูดตำหนิหรือ ข่ม หรือด่าว่าสิ่งที่ผิด ใจของเรานั้น ไม่มีเมตตา ใจของเราเกลียดชัง ใจของเรามุ่งทำร้าย ถ้าอย่างนั้นก็เสีย อย่างนั้นก็ไม่ดี ไม่ดีที่ตนเองนั่นแหละ ไม่รู้จักการฝึกฝน จิตใจตนเอง จะไปตำหนิคนอื่น ก็ไม่ตำหนิด้วยเมตตา ด้วยความปรารถนาดีต่อผู้อื่น เป็นความหวังร้าย เพราะฉะนั้นก็ ขี้มักจะตำหนิ ด้วยการใส่ร้ายเกินจริง ก็กลายเป็นสิ่งผิดเพี้ยนเป็นสิ่งไม่ดีไม่งาม ถ้ามีความเมตตาปรารถนาดี อยากให้คนที่ผิด คนที่เขาต่ำ แต่รู้สึกได้เข้าใจได้แก้ไขปรับปรุง เป็นเจตนาอย่างนั้น ก็เป็นคนสื่อ เทศน์ตำหนิติเตียนได้ด้วยดี เพื่อให้เกิดประโยชน์คุณค่า เกิดการเปลี่ยนแปลงคนผู้นั้น อาตมาบอกตัว บอกตนเองบ่อยว่า อาตมาไม่ได้โกรธคนที่ผิด แต่ต้องตำหนิคนที่ผิด และมันเป็นความจำเป็นมากที่สุด ทุกวันนี้ ความผิดพลาดในศาสนามีเยอะ ถ้าให้ตำหนิเข้าไปอีกแล้ว อาตมาตำหนิไปได้หมดเลยในเถรสมาคม ถ้าตำหนิไปเขาก็จะหาว่า ถล่มเถรสมาคม แต่ที่ตำหนิก็เพื่อจะให้แก้ไข ไม่ใช่ถล่มทลาย แต่คนฟังก็ไม่เข้าใจ ว่าควรฟังอย่างไร รับฟังแล้วก็โกรธเกลียดชัง ไม่รับฟังเสียเลยก็มี อาตมาก็ปวารณาว่า อาตมาตำหนิไปข่มไป หรือใช้ภาษาไทยว่าด่าว่า ที่รู้ฟังว่าอาตมาด่าผิด ก็กรุณาท้วงมา แจ้งมาให้อาตมาทราบด้วย ก็ขอยืนยันว่า อาตมาไม่ได้เป็นยอด ที่จะรู้ถูกต้อง ก็จะต้องมีผิดพลาดบ้าง ผู้ใดที่จะรับฟังอยู่ ถ้ารู้ว่าอาตมาผิด แล้วเอาความผิดไปตำหนิสิ่งผิด ก็ยิ่งแย่ อาตมามีใจไม่ได้ถือโทษโกรธคนที่ตำหนิมาเลย ยกตัวอย่าง สิ่งที่เกิดผ่านมาแล้ว ท่านเจ้าคุณที่ตอนนี้ ท่านเป็นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์แล้ว ท่านเคยตำหนิอาตมา ตั้งแต่ท่านอยู่ในฐานะเจ้าคุณชั้นราช หรือเจ้าคุณชั้นต้น ท่านเขียนหนังสือ ตำหนิอาตมา อาตมาก็อ่านที่ท่านตำหนิ เสร็จแล้ว อาตมาก็เขียนจดหมายขอบคุณท่าน อันนี้ขอยืนยัน มีหลักฐาน ท่านเองหากฟังอยู่ ก็จะชัดเจน อาตมามีจดหมาย ขอบคุณท่านไป ไม่ได้โกรธไม่ได้เกลียดชัง อะไรที่อาตมาเห็นว่า ตำหนิถูก ก็ขอยืนยัน ในเนื้อหาจดหมาย ก็เขียนไปอย่างจริงใจ ขอบคุณท่านจริงๆ เสร็จแล้ว ท่านก็เขียนตำหนิ เล่มที่สองหรือสาม อาตมาก็ไม่ได้เขียนขอบคุณท่านอีก อาตมาเขียนไปว่า ท่านตำหนิได้ ก็ขอบคุณท่านจริงๆ อาตมาไม่ได้ถือโทษ โกรธคนตำหนิ แม้แต่มหาระแบบ ท่านก็เล่นงานอาตมาหนัก อาตมาก็รู้ว่า ท่านเองมีจิตส่วนที่ไม่ชอบใจอาตมาบ้าง เท่าที่อาตมาเข้าใจ ก็คิดว่าไม่ผิดหรอก ถ้าผิดก็เป็นบาปของอาตมาเอง อาตมาไม่ได้ถือโทษโกรธอะไรท่าน พูดไปแล้วเหมือนแก้ตัว เหมือนเอาดีใส่ตัว อาตมาว่า อาตมาปฏิบัติธรรม ยิ่งโกรธเกลียดใคร อาตมาถือว่าขั้นต่ำ ถ้าโกรธเกลียดใครอยู่ จะไปหลุดพ้นอะไร ขั้นสูงสุดนั้น ไม่รักไม่ชัง ปฏิบัติธรรมต้องเกิดปัญญา รู้อาการจิตจริง แล้วปฏิบัติ อย่าให้เกิดอาการดูดหรือผลัก ชอบหรือชัง มีใจเป็นกลางๆ อาตมาที่เทศน์อยู่นี้ อาตมาเกิดมาเพื่อตำหนิ เพราะมันผิดไปจากธรรมะพระพุทธเจ้า มากต่อมาก หาที่ถูกแทบจะไม่เหลือ อาตมาไม่ได้เสแสร้ง แกล้งถล่มทลาย ถ้าจะให้พูดเต็มที่ ก็แหลกราญ มันกลายเป็น สิ่งที่ไม่ถูกมากมาย เช่น ศาสนาพุทธทุกวันนี้ เป็นศาสนาที่เอาแต่สวดมนต์ การสวดมนต์ ไม่ใช่ของศาสนาพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเลี่ยงการสวดมนต์ แต่เป็นการสวดสังคีติ กับสังคายนา ไม่ใช่สวดอย่างมนตรยาน ที่เป็นลัทธิท่องบ่น สวดมนต์เป็นหลัก แต่ก่อนเป็นมหายาน แต่เดี๋ยวนี้ก็เถรวาทเอาด้วย ธรรมกายนั้น ให้มาสวดมนต์ ล้านเที่ยวเดี๋ยวนี้เอา 13 ล้านเที่ยว คือลัทธิสวดแต่มนต์ ลัทธิสวดมนต์ก็คือ การสวดมนต์ แล้วจะทำให้เกิดอะไรขึ้นมาได้ จะได้สวรรค์วิมาน อะไรขึ้นมา ด้วยการสวดมนต์ โดยไม่ได้ปฏิบัติอะไร สวดท่องอย่างไม่ได้อธิบายด้วย เอาธรรมบทมาสวด อาตมาพูดย้ำว่า เอาธรรมบทของพระพุทธเจ้ามาสวด สองคนขึ้นไป ต่อหน้าฆราวาส ก็ผิดพระวินัย เขาไม่ฟัง เพราะเขาสวดกันเป็นธรรมดา พระไม่สวดมนต์ไม่ใช่พระ เขาว่าอย่างนั้น สวดสังคีติคือ สวดท่องจำ สมัยโบราณไม่มีหนังสือ ก็ต้องท่องจำเอา สวดอีกอย่างคือ สังคายนา มีคนสวดอยู่คนเดียว ผู้อื่นที่รู้ก็ฟัง ว่าอันไหนผิดก็แก้ไข แล้วแก้ไขให้ถูกต้อง ตกลงเป็นมติที่ประชุม ในผู้ที่ร่วมฟังอยู่ด้วย เช่นการท่องปาฏิโมกข์ เป็นต้น ก็ฟังกันให้จำได้ ทบทวนและท้วงกัน ก็คือสวดมนต์ คือสวดสังคีติ สังคายนา แต่มาใช้เป็นมนตรา ให้มีความขลัง จะได้อะไรเป็นภพชาติ คือสิ่งที่ผิดเพี้ยนไปจากศาสนาพุทธแล้ว ศาสนาพุทธก็เลย มีแต่ไปสวดมนต์กัน รับนิมนต์ไปแล้วก็ท่องสวดมนต์ เป็นการนอกศาสนาพุทธ ได้วิบากบาป ได้อกุศล ชาวอโศกเราไม่เคยไปทำ ไม่เคยรับไปสวดมนต์ มีแต่รับไปเทศนา ไปสาธยายธรรม ยกบทธรรมะพระพุทธเจ้า เป็นภาษาบาลีก็ได้ แล้วก็สาธยายอธิบายให้ฟัง พระพุทธเจ้าบอกว่า การอธิบายธรรมะที่เป็นบาลี เวลาจะสาธยาย ก็ต้องสาธยายด้วยภาษาถิ่น ให้คนในท้องถิ่นนั้น เข้าใจด้วย เพราะว่าธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า ดั้งเดิม เป็นภาษาบาลี สันสกฤต ถ้าจะยกอ้างมาก็ยกได้ แต่เวลาจะสาธยาย ต้องใช้ภาษาถิ่น ภาษาพื้นที่ ประชาชนฟังรู้เรื่อง นี่เป็นคำกำชับกำชา คำสอนของพระพุทธเจ้า เอาแต่ภาษาบาลีมาสวด คนไทยฟังก็ไม่รู้เรื่องหรอก สวดไปก็เสียเวลา เสียเวลามาท่องบทสวดมนต์ เป็นล้านเที่ยว 13 ล้านเที่ยว เลอะเทอะ ออกนอกรีต นอกทางไปใหญ่ ไม่ใช่ของศาสนาพุทธเลย ธรรมกายนี้
591201_พุทธศาสนาตามภูมิ ทำไมต้องตำหนิพุทธแบบสะกดจิต