สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน ทำเวทนาสองให้เป็นหนึ่งให้ถึงอุเบกขา.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน ทำเวทนาสองให้เป็นหนึ่งให้ถึงอุเบกขา คำว่ากายที่เป็นรูปนามสองตัวแยกกันไม่ได้ ใครจะพูดได้ แยกแม้แต่ว่าเล็บคือพีชนิยามตอนไหน เป็นอุตุนิยามตอนไหน เป็นจิตนิยามอย่างไร เล็บหากยังไม่ตัดเป็นพีชะ แล้วพอตัดออกไปเป็นอุตุ เล็บเอาไฟจี้มันไม่รู้สึก มีดผ่าไม่รู้จัก อะไรที่เราไม่ควรยึดกันเราเป็นของเรา ก็ต้องรู้ แยกกายแยกจิตให้ออก ผู้รู้กายโดยไม่ตัดขาดจากกัน หนึ่ง เวทนาแท้ อารมณ์ของจิตเลยนะ อีกอันหนึ่งมันไม่แท้ ก็อย่าไปยึดเป็นเราเป็นของเรา ไอ้โง่เอ๊ย มันไม่แท้แล้ว ไปยึดเป็นเราเป็นของเราเอง คนมันโง่จริงๆ ให้มาหยุดโง่เลิกโง่กันเถอะ ขนาดเราพอรู้แล้วกว่ามันจะหายไป ไม่มีอาการจะรู้สึกสนิทเลย มันก็ยาก อีกตั้งนาน พระพุทธเจ้าสมณโคดมจึงได้ตรัสกับพระอานนท์ ว่า พระสารีบุตร ว่า นี่สารีบุตร อะไรที่พอจะทิ้งขาดหายจากกันง่าย ก็ยังเหลือแต่เชื้อสัญญา สัญญามันนานเหลือเกินกว่าจะหายไป กว่าเราจะลืม เช่น อาตมากินพริกอร่อย เคยอร่อยจริงๆ กินพริกขี้หนูสวน ข้าวคำพริกคำ อร่อยปากลำบากตูดนี่ ตอนอุจจาระมันแสบ รสชาติมันเป็นอย่างไรก็จำได้ นานมาแล้วเราก็ไม่เอาแล้ว กว่าจะลืมสนิทเลยว่า รสชาติกินพริกอะไรมันเป็นอย่างไร เดี๋ยวนี้อาตมาลืม แตะทีไรมันเกินเลย ถึงขั้นว่าแตะทีไร กายก็ไม่รับ อย่าว่าแต่จิตไม่รับ กายประท้วงเลย ไอ คัน แสบ ไม่ไหวเลย แม้แต่สรีระกายก็ไม่รับ มันก็เกินไป ตอนนี้พยายามดึงคืนมา ไม่ให้อ่อนแอเกินไปไม่ง่าย ก็ค่อยๆเป็นไป ขยายความเวทนา 108 เวทนาสองมี กายกับจิต กายิกเวทนากับ เจตสิกเวทนา อันหนึ่งก่อจากภายนอก อันหนึ่งก่อจากภายในจิต อะไรคือเหตุหลักใหญ่อะไรเหตุรอง ก็แยกเป็นสองอย่างนี้ สองอย่างนี้เกิดแล้วจะเป็นสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ เป็นสามอย่าง มันไม่เหมือนกันนะ อาการสุข
อ่านต่อ
ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ อาการกลางๆเฉยๆไม่สุขไม่ทุกข์แล้ว แค่ไหนอาการไม่สุขไม่ทุกข์ก็มีแยก เคหสิตเวทนา ก็มี เป็นอาการหยุดพักยกไม่ต้องการทั้งจิตและสรีระ ธรรมชาติมันก็ไม่เอา เป็นเคหสิตเวทนา มันเฉยกลางว่างโดยธรรมชาติ ต่างจากเนกขัมสิตเวทนา ที่มีสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์อย่างไม่บำเรอกิเลส ว่างจากกิเลส มันต่างกันกับเคหสิตเวทนานะ อุเบกขาของเคหสิตกับเนกขัมมะมันก็ว่างกลางเหมือนกัน แต่มันมีเหตุปัจจัยต่างกัน ถ้าเคหสิตเวทนา เหตุปัจจัยมันไม่มีในช่วงนั้นเท่านั้น แต่มันก็จะวนเวียนมาอีก คือของปุถุชนหรือเสขบุคคลตามลำดับที่เหลือกิเลส ส่วนโลกุตรบุคคลที่ว่างอย่างรู้ กิเลสตายจริงอย่างตายไม่กลับหลับไม่ตื่นฟื้นไม่มี อสังกุปปัง คุณก็ทำได้ซึ่งสามารถรู้ว่าที่มันไม่ใช่กับความใช่ อุเบกขาเหมือนกันแต่ต่างกันด้วยเหตุปัจจัย ก็สงสารพวกหลงสร้างภพชาติว่าง แต่ไม่ได้เรียนรู้ตั้งแต่ อบายที่มีเหตุสัมผัสแตะต้องตั้งแต่โอฬาริกอัตตา แต่ไปสร้างอนัตตาแบบเป็นภพชาติอนัตตาไม่จริง มันเป็นอัตตวาทุปาทาน เป็นอัตตาที่คุณหลงพยัญชนะคำพูดเท่านั้นเป็นลัทธิที่นั่งสร้างภพว่าง ขออภัยอย่างติชนัทฮันห์ หรือในคนไทยอีกหลายคน สร้างภพแบบนี้ ไม่ได้รู้จักทำเวทนาตั้งแต่เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลายไม่เรียนเวทนา 108 ผู้ใดทำเคหสิตเวทนา 18 มาเป็นเนกขัมสิตเวทนา 18 ได้ โทมนัสของปุถุชน คือไม่ได้สมกิเลส แต่โทมนัสของอาริยะชนนั้นลดกิเลสได้แล้ว แต่มันยังเหลือเศษเหลือเชื้อไม่เต็มที่บริบูรณ์ อย่างไม่มีอะไรล้มล้างได้อีก อยู่อย่างนี้นิรันดรได้ จึงเรียกว่า เนกขัมสิตโทมนัส จนสู่ความเฉยไม่มี โทมนัสเวทนา ก็เป็นโสมนัสเวทนาเป็นปีติ เป็นผรณาปีติที่ซึมซาบทั่วทุกอณูไหนๆ เป็นอภิปโมทยังจิตตัง ยินดีนิดๆละเอียด ไม่ใหญ่โต พลังงานนี้ไม่ก่อความเกิดอีก แต่เป็นพลังงานอาศัย คืออภิปโมทยังจิตตัง หรือทำกาย จากปัสสัมภยังจิตตังให้เป็น อภิปโมทยังกายสังขารัง สัมผัสกับภายนอกอยู่แต่จิตเป็นอภิปปโมทยังจิตตัง ผู้ที่อ่านอาการของเวทนาในเวทนาที่ละเอียดลึกซึ้ง จนกระทั่งแยก เคหสิตกับเนกขัมมะได้ทั้งโสมนัส โทมนัส ทั้งเหลือเป็นอุปกิเลสน้อยลงเท่าไหร่ ขั้นที่เรียกว่า อากาสา ฯ วิญญานัญจาฯ อากิญจัญญา ฯ อากาสาฯว่างแล้ว 1 รู้อาการ ที่เป็นธาตุรู้ วิญญานัญจาเป็นธาตุนาม รู้ว่ามันว่างอย่างนี้ๆ รูปมันว่าง นามมันว่าง มันมีอะไรที่เป็นธุลีไม่ว่างมาทำให้หมองหม่น เป็นธุลีละอองอย่างไรเรียกว่า อากิญจัญญา นิดหนึ่งน้อยหนึ่ง (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไทว่า...พุทธเรียนรู้วิทยาศาสตร์ทางจิตที่สามารถเรียนรู้ทางนามธรรมได้อย่างละเอียด พ่อครูว่า...เมื่อสามารถจับอาการจริงๆของมันว่าโสมนัสอย่างนี้ โทมนัสอย่างนี้ เฉยๆอย่างนี้ แม้จะมีเหตุปัจจัยมากระแทกกระทบอย่างไร แต่มันก็เฉย ไม่ได้หนีไปจากคนอื่น คนอื่นเกิดการกระทบแล้วเกิดกิเลสเข้าไม่ได้ แต่นี่ไม่ต้องทนเลย มันเฉยจริงๆ ไม่ได้เดือดร้อนอะไร ไม่ใช่ทนเพราะหน้าด้าน แต่ทนเพราะอาการทุกข์โทมนัสไม่มี เป็นอุเบกขา เป็นพลังงานที่เหลือหรือเป็นโลกุตระ ที่อาตมาเคยเปรียบเทียบ ผู้ใหญ่แขนยาวเด็กแขนสั้น ผู้ใหญ่จับหัวเด็กกดไว้ เด็กมันโกรธก็ชก แต่แขนเด็กสั้น ก็ชกไม่ถึงผู้ใหญ่ ที่จับหัวไว้ มีแรงพอดันไว้ เด็กชกอย่างไรก็ไม่ถึงผู้ใหญ่ คือพลังงานที่อยู่เหนือป้องกันตัวเองอย่าให้เด็กมาทำร้ายเรา อย่ามาทำบาป มันต้องมาชกเราทำไมก็จับหัวกดไว้ เป็นอาการที่อยู่เหนือเอ็นดูและเมตตาว่าอยากให้ทำ มันก็ชกลมไป เห็นภาพชัดไหม อย่างนี้ ไม่ได้โกรธเคืองอะไร มันไม่รู้ก็ต้องทำอย่างนี้ตามประสาเกิดกิเลส เราก็เข้าใจอย่างนี้เป็นต้น ลักษณะของเวทนา ก็ต้องรู้อุเบกขาให้ชัด อาตมาถึงบอก อุเบกขาเป็นฐานนิพพาน อุเบกขา พระพุทธเจ้าเจาะลึกถึงคุณสมบัติอีก 5 ขออภัย ถ้าโพธิรักษ์ไม่ได้อธิบายคุณสมบัติอุเบกขาห้าอย่างนี้นะ... ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา นี่ดีนะ ยังมีหลักฐานยืนยันในพระไตรปิฎก ก็เลย โชคดีที่สมเด็จพ่อเหลือเชื้อไว้ให้เป็นบัญญัติภาษาหลักฐาน ให้หยิบมายืนยันได้ และอาตมาอธิบายอย่างไม่โมเม ให้เอาไปศึกษาว่าจะเป็นอย่างนี้จริงไหม บริสุทธิ์สะอาด แม้จะกระทบสัมผัสเหตุปัจจัยที่ทำให้เปื้อนหรือแรงอย่างไรที่จะทำให้เราเปื้อน จะทำความเหนียวยิ่งกว่ากาวอีพ๊อกซี่ เราก็ไม่ดูดไม่ผลักไม่ติดไม่สลาย มาทำลายคุณสมบัติขั้นสมบูรณ์ของเราไม่ได้ นี่เรียกว่าปริโยทาตา ยังสัมผัสกระทบกันอยู่ แต่ไม่ชำรุด ไม่แปรเปลี่ยนเป็นอื่น มีแต่เจริญขึ้นด้วยซ้ำ ไม่ตกต่ำ ปริโยทาตา มุทุ ก็เป็นธาตุรู้ที่หัวอ่อน มีความเร็วไวทั้ง เจโต กลับตัวได้เร็วไวปัญญาก็รู้รอบเร็วไว มุทุภูตธาตุ ซึ่งเป็นผู้ที่สามารถไปประกอบกรรมทำการงาน ทำงานได้สัดส่วนดีเหมาะควร ปโหติ ไม่มากไปไม่น้อยไป จะได้สมดุลพอดี จึงเรียกว่า กัมมัญญา อย่างพอเพียงพอดี พอเหมาะ ดีที่สุด กัมมัญญา ทำงานเสร็จอย่างไรก็ปภัสสราใสผ่องสบาย ไม่มีอะไรเป็นเศษธุลีละออง สะอาดบริสุทธิ์ ผ่องใสอย่างเก่า นี่คือ คุณสมบัติ 5 อย่างของอุเบกขา จึงไม่ใช่เรื่องที่เดาได้ คุณสมบัติเหล่านี้ดีไหม คุณก็ทำกรรม ให้เป็นประโยชน์แก่โลกแก่มนุษยชาติไป ทำการงานให้มีคุณค่าไม่เป็นโทษภัย เสร็จแล้วตัวเองก็แจ๋วผ่องใสไปตามลำดับ ยิ่งเจริญกว่าเก่าอีก ความเจริญของอุเบกขาก็เจริญด้วยองค์คุณ 5 ประการนี้ไปตลอดเวลา เป็นการก้าวหน้า อาตมาเป็นพระโพธิสัตว์จึงรู้จักคุณสมบัติ 5 ชนิดนี้ อาศัยความไม่ทุกข์ไม่สุข อาศัยความอุเบกขา อาศัยว่าเห็นว่าความเจริญของ ปริโยทาตา ความเจริญของ มุทุ ความเจริญของกัมมัญญา ปภัสสรา พูดนี้เป็นอุตริมนุสธรรม แต่เป็นจริงในตน
600416_วิถีอาริยธรรม บ้านราช ตลาดอาริยะสงกรานต์ปีใหม่ไทย 2560