9 บทที่ 2 ใจเพชร น 25-152.pdf

โฟลเดอร์PDF Morkeaw
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์1.02 MB
วันที่แก้ไข9 กุมภาพันธ์ 2559

เนื้อหาในไฟล์

บทที 2 เอกสารและงานวิจัยทีเกียวข้อง งานวิจัยเรื อง “จิตอาสาแพทย์วิถีพุทธเพื อมวลมนุษยชาติ” นี มีแนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที เกี ยวข้อง ได้แก่ แนวคิดทฤษฎีเกี ยวกับการสร้างสุขภาวะตามหลักพุทธศาสนา การสร้างสุขภาวะตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง หลักการพัฒนาสุขภาวะตามหลักวิทยาศาสตร์สุขภาพแผนปัจจุบัน การแพทย์แผนไทย การแพทย์ทางเลือก และการแพทย์พืนบ้าน แนวคิดสุขภาพบุญนิยม แนวคิดทฤษฎีเกี ยวกับสสารกับพลังงาน ทฤษฎีสุขภาวะแบบขัวตรงกันข้าม และแนวคิดความสัมพันธ์กันเป็นองค์รวม ดังมีรายละเอียด ดังต่อไปนี แนวคิดพุทธธรรมะ พุทธธรรมะ เป็นธรรมที พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ คือ ไตรสิกขา โพธิปักขิยธรรม 37 เป็นต้น ปัจจัยทีเกียวกับการมีโรคมาก โรคน้อย อายุสั!น และอายุยืน ใน องฺ.ทสก.24/60 พระพุทธเจ้าตรัสถึงการสร้างสุขภาวะดังนี “สมัยหนึ งพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนันแล ท่านพระคิริมานนท์อาพาธได้รับทุกข์เป็นไข้หนักครังนันแล ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที ประทับถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วนั ง ณ ที ควรส่วนข้างหนึ งครันแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระคิริมานนท์อาพาธได้รับทุกข์เป็นไข้หนัก ขอประทานพระวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาค ได้โปรดอนุเคราะห์เสด็จเยี ยมท่านพระคิริมานนท์ยังที อยู่เถิด พระเจ้าข้าฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ถ้าเธอพึงเข้าไปหาแล้วกล่าวสัญญา 10 ประการ แก่คิริมานันทภิกษุไซร้ ข้อที อาพาธของคิริมานันทภิกษุจะพึงสงบระงับโดยพลันเพราะได้ฟังสัญญา 10 ประการนันเป็นฐานะที จะมีได้สัญญา 10 ประการเป็นไฉนคืออนิจจสัญญา 1 อนัตตสัญญา 1อสุภสัญญา 1 อาทีนวสัญญา 1 ปหานสัญญา 1 วิราคสัญญา 1 นิโรธสัญญา 1 สัพพโลเกอนภิรตสัญญา 1 สัพพ

อ่านต่อ

สังขาเรสุอนิจจสัญญา 1 อนาปานัสสติ 1ฯ ดูกรอานนท์ ก็อนิจจสัญญาเป็นไฉน ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนีอยู่ในป่าก็ดี อยู่ที โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างเปล่าก็ดี ย่อมพิจารณาเห็นดังนีว่า รูปไม่เที ยง เวทนาไม่เที ยง สัญญาไม่เที ยง สังขารทังหลายไม่เที ยง วิญญาณไม่เที ยง ย่อมพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที ยงในอุปาทานขันธ์ 5 เหล่านีด้วยประการอย่างนี ดูกรอานนท์ นีเรียกว่า อนิจจสัญญาฯ 26 ดูกรอานนท์ ก็อนัตตสัญญาเป็นไฉน ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนีอยู่ในป่าก็ดี อยู่ที โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างเปล่าก็ดี ย่อมพิจารณาเห็นดังนีว่า จักษุเป็นอนัตตา รูปเป็นอนัตตา หูเป็นอนัตตา เสียงเป็นอนัตตา จมูกเป็นอนัตตา กลิ นเป็นอนัตตา ลินเป็นอนัตตา รสเป็นอนัตตา กายเป็นอนัตตา โผฏฐัพพะเป็นอนัตตา ใจเป็นอนัตตา ธรรมารมณ์เป็นอนัตตา ย่อมพิจารณาเห็นโดยความเป็นอนัตตาในอายตนะทังหลายทังภายในและภายนอก 6 ประการเหล่านี ด้วยประการอย่างนี ดูกรอานนท์ นีเรียกว่า อนัตตสัญญาฯ ดูกรอานนท์ ก็อสุภสัญญาเป็นไฉน ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี ย่อมพิจารณาเห็นกายนีนั นแล เบืองบนแต่พืนเท้าขึนไป เบืองตํ าแต่ปลายผมลงมา มีหนังหุ้มอยู่โดยรอบเต็มด้วยของไม่สะอาดมีประการต่าง ๆ ว่า ในกายนีมีผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนือ เอ็น กระดูก เยื อในกระดูก ม้าม เนือ หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ไส้ น้อยอาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื อ มันข้น นําตา เปลวมัน นําลาย นํามูก ไขข้อ มูตร ย่อมพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่งามในกายนีด้วยประการดังนี ดูกรอานนท์ นีเรียกว่า อสุภสัญญาฯ ดูกรอานนท์ ก็อาทีนวสัญญาเป็นไฉน ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนีอยู่ในป่าก็ดี อยู่ที โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างเปล่าก็ดี ย่อมพิจารณาเห็นดังนีว่า กายนีมีทุกข์มากมีโทษมาก เพราะฉะนันอาพาธต่าง ๆ จึงเกิดขึนในกายนีคือ โรคตา โรคหู โรคจมูก โรคลิน โรคกาย โรคศีรษะ โรคที ใบหู โรคปาก โรคฟัน โรคไอ โรคหืด โรคไข้หวัด โรคไข้พิษ โรคไข้เซื องซึม โรคในท้อง โรคลมสลบ โรคบิด โรคจุกเสียด โรคลงราก โรคเรือน โรคฝี โรคกลาก โรคมองคร่อ โรคลมบ้าหมู โรคหิดเปื อย โรคหิดด้าน โรคคุดทะราดหูด โรคละอองบวม โรคอาเจียนโลหิต โรคดีเดือด โรคเบาหวาน โรคเริมโรคพุพอง โรคริดสีดวง อาพาธมีดีเป็นสมุฏฐาน อาพาธมีเสมหะเป็นสมุฏฐาน อาพาธมีลมเป็นสมุฏฐาน อาพาธมีไข้สันนิบาต อาพาธอันเกิดแต่ฤดูแปรปรวน อาพาธอันเกิดแต่การบริหารไม่สมํ าเสมอ อาพาธอันเกิดแต่ความเพียรเกินกําลัง อาพาธอันเกิดแต่วิบากของกรรม ความหนาว ความร้อน ความหิวความกระหาย ปวดอุจจาระปวดปัสสาวะ ย่อมพิจารณาเห็นโดยความเป็นโทษในกายนีด้วยประการดังนี ดูกรอานนท์ นีเรียกว่า อาทีนวสัญญาฯ ดูกรอานนท์ ก็ปหานสัญญาเป็นไฉน ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี ย่อมไม่ยินดี ย่อมละ ย่อมบรรเทา ย่อมทําให้หมดสินไป ย่อมทําให้ถึงความไม่มี ซึ งกามวิตกอันเกิดขึนแล้ว ย่อมไม่ยินดี ย่อมละย่อมบรรเทา ย่อมทําให้หมดสินไป ย่อมทําให้ถึงความไม่มี ซึ งพยาบาทวิตกอันเกิดขึนแล้ว ย่อมไม่ยินดี ย่อมละ ย่อมบรรเทา ย่อมทําให้หมดสินไป ย่อมให้ถึงความไม่มี ซึ งวิหิงสาวิตกอันเกิดขึนแล้ว ย่อมไม่ยินดี ย่อมละ ย่อมบรรเทา ย่อมทําให้หมดสินไป ย่อมให้ถึงความไม่มี ซึ งอกุศลธรรมทังหลายอันชั วช้าอันเกิดขึนแล้ว ดูกรอานนท์นีเรียกว่าปหานสัญญาฯ 27 ดูกรอานนท์ ก็วิราคสัญญาเป็นไฉน ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนีอยู่ในป่าก็ดี อยู่ที โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างเปล่าก็ดี ย่อมพิจารณาเห็นดังนีว่า ธรรมชาตินั นสงบธรรมชาตินั นประณีต คือธรรมเป็นที ระงับสังขารทังปวง ธรรมเป็นที สละคืนอุปธิทังปวง ธรรมเป็นที สินไปแห่งตัณหาธรรมเป็นที สํารอกกิเลส ธรรมชาติเป็นที ดับกิเลสและกองทุกข์ ดูกรอานนท์นีเรียกว่าวิราคสัญญาฯ ดูกรอานนท์ นิโรธสัญญาเป็นไฉน ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างเปล่าก็ดี ย่อมพิจารณาเห็นดังนีว่า ธรรมชาตินั นสงบธรรมชาตินั นประณีต คือธรรมเป็นที ระงับสังขารทังปวง ธรรมเป็นที สละคืนอุปธิทังปวง ธรรมเป็นที สินไปแห่งตัณหา ธรรมเป็นที ดับโดยไม่เหลือ ธรรมชาติเป็นที ดับกิเลสและกองทุกข์ ดูกรอานนท์นีเรียกว่า นิโรธสัญญาฯ ดูกรอานนท์ สัพพโลเกอนภิรตสัญญาเป็นไฉน ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี ละอุบายและอุปาทานในโลกอันเป็นเหตุตังมั นถือมั นและเป็นอนุสัยแห่งจิต ย่อมงดเว้นไม่ถือมั นดูกรอานนท์ นีเรียกว่า สัพพโลเกอนภิรตสัญญาฯ ดูกรอานนท์ สัพพสังขาเรสุอนิจจสัญญาเป็นไฉน ดูกรอานนท์ภิกษุในธรรมวินัยนี ย่อมอึดอัด ย่อมระอา ย่อมเกลียดชัง แต่สังขารทังปวง ดูกรอานนท์ นีเรียกว่า สัพพสังขาเรสุอนิจจสัญญาฯ ดูกรอานนท์ อานาปานัสสติเป็นไฉน ดูกรอานนท์ภิกษุในธรรมวินัยนีอยู่ในป่าก็ดีอยู่ที โคนไม้ก็ดีอยู่ในเรือนว่างเปล่าก็ดี นั งคู้บัลลังก์ตังกายให้ตรงดํารงสติไว้เฉพาะหน้าเธอ เป็นผู้มีสติหายใจออกเป็นผู้มีสติหายใจเข้า เมื อหายใจออกยาวก็รู้ชัดว่าหายใจออกยาวหรือเมื อหายใจเข้ายาวก็รู้ชัดว่าหายใจเข้ายาว เมื อหายใจออกสันก็รู้ชัดว่าหายใจออกสันหรือเมื อหายใจเข้าสันก็รู้ชัดว่าหายใจเข้าสัน ย่อมศึกษาว่าจักเป็นผู้กําหนดรู้กายทังปวงหายใจออก ย่อมศึกษาว่าจักเป็นผู้กําหนดรู้กายทังปวงหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่าจักระงับกายสังขารหายใจออก ย่อมศึกษาว่าจักระงับกายสังขารหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่าจักกําหนดรู้ปีติหายใจออก ย่อมศึกษาว่าจักกําหนดรู้ปีติหายใจเข้าย่อมศึกษาว่าจักกําหนดรู้จิตตสังขารหายใจออก ย่อมศึกษาว่าจักกําหนดรู้จิตตสังขารหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่าจักระงับจิตตสังขารหายใจออก ย่อมศึกษาว่าจักระงับจิตตสังขารหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่าจักกําหนดรู้จิตหายใจออก ย่อมศึกษาว่าจักกําหนดรู้จิตหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่าจักยังจิตให้บันเทิงหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่าจักยังจิตให้บันเทิงหายใจออก ย่อมศึกษาว่าจักตังจิตให้มั นหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่าจักตังจิตให้มั นหายใจออก ย่อมศึกษาว่าจักเปลืองจิตหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่าจักเปลืองจิตหายใจออก ย่อมศึกษาว่าจักเปลืองจิตหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่าจักเป็นผู้พิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที ยงหายใจออก ย่อมศึกษาว่าจักเป็นผู้พิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที ยงหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่าจักเป็นผู้พิจารณาเห็นโดยความคลายกําหนัดหายใจออก ย่อมศึกษาว่าจักเป็นผู้พิจารณาเห็นโดยความ 28 คลายกําหนัดหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่าจักเป็นผู้พิจารณาเห็นโดยความดับสนิทหายใจออก ย่อมศึกษาว่าจักเป็นผู้พิจารณาเห็นโดยความดับสนิทหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่าจักเป็นผู้พิจารณาเห็นโดยความสลัดคืนหายใจออก ย่อมศึกษาว่าจักเป็นผู้พิจารณาเห็นโดยความสลัดคืนหายใจเข้า ดูกรอานนท์นีเรียกว่า อานาปานัสสติฯ ดูกรอานนท์ ถ้าเธอพึงเข้าไปหาแล้วกล่าวสัญญา 10 ประการนีแก่คิริมานนทภิกษุไซร้ ข้อที อาพาธของคิริมานนทภิกษุจะพึงสงบระงับโดยพลัน เพราะได้ฟังสัญญา 10 ประการนี เป็นฐานะที จะมีได้ฯ ลําดับนันแล ท่านพระอานนท์ได้เรียนสัญญา 10 ประการนี ในสํานักของพระผู้มีพระภาคแล้ว ได้เข้าไปหาท่านพระคิริมานนท์ยังที อยู่ ครันแล้ว ได้กล่าวสัญญา 10 ประการ แก่ท่านพระคิริมานนท์ ครังนันแล อาพาธนันของท่านพระคิริมานนท์สงบระงับโดยพลัน เพราะได้ฟังสัญญา 10 ประการนี ท่านพระคิริมานนท์หายจากอาพาธนัน ก็แลอาพาธนันเป็นโรคอันท่านพระคิริมานนท์ละได้แล้ว ด้วยประการนันแลฯ” พระพุทธเจ้าตรัสข้อความสําคัญที เกี ยวกับสาเหตุของการมีโรคน้อยว่า “เป็นผู้มีอาพาธน้อย มีทุกข์น้อย ประกอบด้วยเตโชธาตุ อันมีวิบากเสมอกัน ไม่เย็นนัก ไม่ร้อนนัก เป็นอย่างกลาง ๆ ควรแก่ความเพียรฯ”(ที.ปา.11/293) “สุข ทุกข์ หรืออทุกขมสุขเวทนา เกิดจาก เรื องดี (ไฟ) 1 เสมหะ (นํา) 1 ลม (ลม) 1 ดี เสมหะ ลม รวมกัน (ดิน) 1 ฤดู 1 รักษาตัวไม่สมํ าเสมอ 1 ถูกทําร้าย 1 ผลของกรรม 1 เป็นที 8ฯ” (สํ.สฬา.18/427-429) หลักปฏิบัติที เป็นต้นเหตุให้อายุยืน 7 ประการ ในพุทธธรรมได้แก่ 1) เป็นผู้ทําความสบายแก่ตนเอง 2) รู้จักประมาณในสิ งที สบาย 3) บริโภคสิ งที ย่อยง่าย 4) เที ยวในกาละอันสมควร 5) ประพฤติเพียงดังพรหม (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา) 6) เป็นผู้มีศีล 7) มีมิตรดีงาม สําหรับ เหตุให้อายุสัน ก็ตรงกันข้าม (องฺ.ปSฺจก.22/125-126) พระพุทธเจ้ายังตรัสถึงประโยชน์หรือตัวชีวัดของการมีสุขภาพที ดี 5 ข้อ ดังนี 1) ความเจ็บป่วยน้อย 2) ความลําบากกายน้อย 3) เบากาย 4) มีกําลัง 5) เป็นอยู่ผาสุก (ม.มู.12/265) พระพุทธเจ้าได้ตรัสเรื อง สาเหตุของการมีอายุสัน อายุยืน โรคมาก โรคน้อย รวมถึงการได้รับสิ งที เลวร้ายหรือประณีตดีงามต่าง ๆ ในพระไตรปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ดังนี สุภมาณพ โตเทยยบุตร พอนั งเรียบร้อยแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนีว่า ข้าแต่ พระโคดมผู้เจริญ อะไรหนอแล เป็นเหตุ เป็นปัจจัย ให้พวกมนุษย์ที เกิดเป็นมนุษย์อยู่ ปรากฏความเลวและความประณีต คือ มนุษย์ทังหลายย่อมปรากฏมีอายุสัน มีอายุยืน มีโรคมาก มีโรคน้อย มีผิวพรรณทราม มีผิวพรรณงาม มีศักดาน้อย มีศักดามาก มีโภคะน้อย มีโภคะมาก เกิดในสกุลตํ า 29 เกิดในสกุลสูง ไร้ปัญญา มีปัญญา ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญอะไรหนอแล เป็นเหตุ เป็นปัจจัย ให้พวกมนุษย์ ที เกิดเป็นมนุษย์อยู่ ปรากฏความเลวและความประณีตฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมาณพ สัตว์ทังหลายมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกําเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที พึ งอาศัย กรรมย่อมจําแนกสัตว์ให้เลวและประณีตได้ฯ พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนีว่า ดูกรมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นผู้มักทําชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง เป็นคนเหียมโหด มีมือเปือนเลือดหมกมุ่นในการประหัตประหาร ไม่เอ็นดูในเหล่าสัตว์มีชีวิต ... จะเป็นคนมีอายุสัน ... ดูกรมาณพ ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม ละปาณาติบาตแล้ว เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต วางอาชญา วางศาตราได้ มีความละอาย ถึงความเอ็นดู อนุเคราะห์ด้วยความเกือกูลในสรรพสัตว์และภูตอยู่ ... จะเป็นคนมีอายุยืน ... ดูกรมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นผู้มีปรกติเบียดเบียนสัตว์ด้วยฝ่ามือ หรือก้อนดิน หรือท่อนไม้ หรือศาสตรา ... จะเป็นคนมีโรคมาก ... ดูกรมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นผู้มีปรกติ ไม่เบียดเบียนสัตว์ด้วยฝ่ามือ หรือก้อนดิน หรือท่อนไม้ หรือศาสตรา ... จะเป็นคนมีโรคน้อย ... (ม.อุ.14/580-585) พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงการผิดศีลธรรมจะทําให้เกิดทุกข์ภัย มีโรคมากและอายุสัน การปฏิบัติศีลธรรมจะทําให้เกิดความผาสุก แข็งแรงและอายุยืน ใน “จักกวัตติสูตร” ดังนี “ดูกรภิกษุทังหลาย ... เมื อความขัดสนถึงความแพร่หลาย อทินนาทานก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื ออทินนาทานถึงความแพร่หลาย ศัสตราก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื อศัสตราถึงความแพร่หลาย ปาณาติบาตก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื อปาณาติบาตถึงความแพร่หลาย มุสาวาทก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื อมุสาวาทถึงความแพร่หลาย แม้อายุของสัตว์เหล่านันก็เสื อมถอย แม้วรรณะก็เสื อมถอย เมื อพวกเขาเสื อมถอยจากอายุบ้าง เสื อมถอยจากวรรณบ้าง บุตรของมนุษย์ที มีอายุ 80,000 ปี ก็มีอายุถอยลง เหลือ 40,000 ปีดูกรภิกษุทังหลายในเมื อมนุษย์มีอายุ 40,000 ปีบุรุษคนหนึ งขโมยเอาทรัพย์ของคนอื นไป เขาช่วยกันจับบุรุษนันได้แล้ว จึงแสดงแก่พระราชาผู้กษัตริย์ ซึ งได้มูรธาภิเษกพร้อมด้วยกราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า บุรุษผู้นีขโมยเอาทรัพย์ของคนอื นไป ดูกรภิกษุทังหลาย เมื อเขาพากันกราบทูล อย่างนีแล้ว ท้าวเธอจึงตรัสคํานีกะบุรุษนันว่า พ่อบุรุษ ได้ยินว่า เธอขโมยเอาทรัพย์ของคนอื นไปจริงหรือ บุรุษนันได้กราบทูลคําเท็จทังรู้อยู่ว่า ไม่จริงเลยพระพุทธเจ้าข้าฯ” (ที.ปา.11/42) “ดูกรภิกษุทังหลาย ด้วยประการดังพรรณนามานี ... ความขัดสนก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื อความขัดสนถึงความแพร่หลาย อทินนาทานก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื ออทินนาทานถึงความ 30 แพร่หลาย ศัสตราก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื อศัสตราถึงความแพร่หลาย ปาณาติบาตก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื อปาณาติบาตถึงความแพร่หลาย มุสาวาทก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื อมุสาวาทถึงความแพร่หลาย แม้อายุของสัตว์เหล่านันก็เสื อมถอย แม้วรรณะก็เสื อมถอย เมื อพวกเขาเสื อมถอยจาก อายุบ้าง เสื อมถอยจากวรรณะบ้าง บุตรของมนุษย์ที มีอายุ 40,000 ปี ก็มีอายุ 20,000 ปีฯ ดูกรภิกษุทังหลาย ในเมื อมนุษย์มีอายุ 20,000 ปี บุรุษคนหนึ งขโมยเอาทรัพย์ของคนอื นไป บุรุษอีกคนหนึ งจึงกราบทูลแก่พระราชาผู้กษัตริย์ ซึ งได้มูรธาภิเษก เป็นการส่อเสียดว่า พระพุทธเจ้าข้าบุรุษชื อนีขโมยเอาทรัพย์ของคนอื นไปฯ ” (ที.ปา.11/43) “ดูกรภิกษุทังหลาย ด้วยประการดังพรรณนามานี ... ความขัดสนก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื อความขัดสนถึงความแพร่หลาย ปิสุณาวาจาก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื อปิสุณาวาจาถึงความแพร่หลาย แม้อายุของสัตว์เหล่านันก็เสื อมถอย แม้วรรณก็เสื อมถอย เมื อพวกเขาเสื อมถอยจาก อายุบ้าง เสื อมถอยจากวรรณะบ้าง บุตรของมนุษย์ที มีอายุ 20,000 ปี ก็มีอายุถอยลงเหลือ 10,000 ปีฯ ดูกรภิกษุทังหลาย ในเมื อมนุษย์มีอายุ 10,000 ปี สัตว์บางพวกมีวรรณะดีสัตว์บางพวกมีวรรณะไม่ดีในสัตว์ทังสองพวกนัน สัตว์พวกที มีวรรณะไม่ดีก็เพ่งเล็งสัตว์พวกที มีวรรณะดี ถึงความประพฤติล่วงในภรรยาของคนอื นฯ ” (ที.ปา.11/44) “ดูกรภิกษุทังหลาย ... ความขัดสนก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื อความขัดสนถึงความแพร่หลาย อทินนาทานก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื ออทินนาทานถึงความแพร่หลาย กาเมสุมิจฉาจารก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื อกาเมสุมิจฉาจารถึงความแพร่หลาย แม้อายุของสัตว์เหล่านันก็เสื อมถอย แม้วรรณะก็เสื อมถอย เมื อพวกเขาเสื อมถอยจากอายุบ้าง เสื อมถอยจากวรรณะบ้าง บุตรของมนุษย์ที มีอายุ 10,000 ปี ก็มีอายุถอยลงเหลือ 5,000 ปีฯ ดูกรภิกษุทังหลาย ในเมื อมนุษย์มีอายุ 5,000 ปี ธรรม 2 ประการคือผรุสวาจาและสัมผัปปลาปะก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื อธรรม 2 ประการถึงความแพร่หลาย แม้อายุของสัตว์เหล่านันก็เสื อมถอย แม้วรรณะก็เสื อมถอย เมื อพวกเขาเสื อมถอยจาก อายุบ้าง เสื อมถอยจากวรรณะบ้าง บุตรของมนุษย์ที มีอายุ 5,000 ปี บางพวกมีอายุ 2,500 ปี บางพวกมีอายุ 2,000 ปีฯ ดูกรภิกษุทังหลาย ในเมื อมนุษย์มีอายุ 2,500 ปี อภิชฌาและพยาบาท ก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื ออภิชฌาและพยาบาทถึงความแพร่หลาย แม้อายุของสัตว์เหล่านันก็เสื อมถอย แม้วรรณะก็เสื อมถอย เมื อพวกเขาเสื อมถอยจากอายุบ้าง เสื อมถอยจากวรรณะบ้าง บุตรของมนุษย์ที มีอายุ 2,500 ปี ก็มีอายุถอยลงเหลือ 1,000 ปีฯ ดูกรภิกษุทังหลายในเมื อมนุษย์มีอายุ 1,000 ปี มิจฉาทิฐิก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื อมิจฉาทิฐิถึงความแพร่หลาย แม้อายุของสัตว์เหล่านันก็ เสื อมถอย แม้วรรณะก็เสื อมถอย เมื อพวกเขาเสื อมถอยจากอายุบ้าง เสื อมถอยจากวรรณะบ้าง บุตรของมนุษย์ที มีอายุ 1,000 ปี ก็มีอายุถอยลงเหลือ 500 ปีฯ ดูกรภิกษุทังหลาย ในเมื อมนุษย์มีอายุ 500 ปี ธรรม 3 ประการคือ อธรรมราคะ วิสมโลภ มิจฉาธรรม ก็ได้ถึงแก่ความแพร่หลาย เมื อธรรม 31 3 ประการถึงความแพร่หลาย แม้อายุของสัตว์เหล่านันก็เสื อมถอย แม้วรรณะก็เสื อมถอย เมื อพวกเขาเสื อมถอยจากอายุบ้าง เสื อมถอยจากวรรณะบ้าง บุตรของมนุษย์ที มีอายุ 500 ปี บางพวกมีอายุ 250 ปี บางพวกมีอายุ 200 ปีฯ ดูกรภิกษุทังหลาย ในเมื อมนุษย์มีอายุ 250 ปี ธรรมเหล่านีคือ ความไม่ปฏิบัติชอบในมารดา ความไม่ปฏิบัติชอบในบิดา ความไม่ปฏิบัติชอบในสมณะ ความไม่ปฏิบัติชอบในพราหมณ์ ความไม่อ่อนน้อมต่อท่านผู้ใหญ่ในตระกูล ก็ได้ถึงความแพร่หลายฯ ... ความขัดสนก็ได้ถึงแก่ความแพร่หลาย เมื อความขัดสนถึงความแพร่หลาย อทินนาทานก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื ออทินนาทานถึงความแพร่หลาย ศัสตราก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื อศัสตราถึงความแพร่หลาย ปาณาติบาตถึงความแพร่หลาย เมื อปาณาติบาตถึงความแพร่หลาย มุสาวาทก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื อมุสาวาทถึงความแพร่หลาย ปิสุณาวาจาก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื อปิสุณาวาจาถึงความแพร่หลาย กาเมสุมิจฉาจารก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื อกาเมสุมิจฉาจารถึงความแพร่หลาย ธรรม 2 ประการคือ ผรุสวาจา และ สัมผัปปลาปะก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื อธรรม 2 ประการถึงความแพร่หลาย อภิชฌาและพยาบาทก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื ออภิชฌาและพยาบาทถึงความแพร่หลาย มิจฉาทิฐิก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื อมิจฉาทิฐิถึงความแพร่หลาย ธรรม 3 ประการคือ อธรรมราคะ วิสมโลภ มิจฉาธรรม ก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื อธรรม 3 ประการถึงความแพร่หลาย ธรรมเหล่านีคือ ความไม่ปฏิบัติชอบในมารดา ความไม่ปฏิบัติชอบในบิดา ความไม่ปฏิบัติชอบในสมณะ ความไม่ปฏิบัติชอบในพราหมณ์ ความไม่อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูล ก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื อธรรมเหล่านีถึงความแพร่หลาย แม้อายุของสัตว์เหล่านันก็เสื อมถอย แม้วรรณะก็เสื อมถอย เมื อสัตว์เหล่านันเสื อมถอยจากอายุบ้าง เสื อมถอยจากวรรณะบ้าง บุตรของมนุษย์ที มีอายุ 250 ปี ก็มีอายุถอยลงเหลือ 100 ปีฯ” (ที.ปา.11/45) “ดูกรภิกษุทังหลาย จักมีสมัยที มนุษย์เหล่านีมีบุตรอายุ 10 ปี ในเมื อมนุษย์มีอายุ 10 ปี เด็กหญิงมีอายุ 5 ปี จักสมควรมีสามีได้ ดูกรภิกษุทังหลาย ในเมื อมนุษย์มีอายุ 10 ปี รสเหล่านีคือ เนยใส เนยข้น นํามัน นําผึงนําอ้อย และเกลือ จักอันตรธานไปสิน ดูกรภิกษุทังหลายในเมื อมนุษย์ มีอายุ 10 ปี หญ้ากับแก้จักเป็นอาหารอย่างดี ... ดูกรภิกษุทังหลาย ในเมื อมนุษย์มีอายุ 10 ปี กุศลกรรมบถ 10 จักอันตรธานไปหมดสิน อกุศลกรรมบถ 10 จักรุ่งเรืองเหลือเกิน ดูกรภิกษุทังหลาย ในเมื อมนุษย์มีอายุ 10 ปี แม้แต่ชื อว่ากุศลก็จักไม่มี และคนทํากุศลจักมีแต่ไหน ... ดูกรภิกษุทังหลาย ในเมื อมนุษย์มีอายุ 10 ปี เขาจักไม่มีจิตคิดเคารพยําเกรงว่านี แม่ นี น้า นี พ่อ นี อา นี ป้า นี ภรรยาของอาจารย์ หรือว่านี ภรรยาของท่านที เคารพทังหลาย สัตว์โลกจักถึงความสมสู่ปะปนกันหมด เปรียบเหมือน แพะ ไก่ สุนัขบ้าน สุนัขจิงจอก ฉะนัน ดูกรภิกษุทังหลาย ในเมื อมนุษย์มีอายุ 10 ปี สัตว์เหล่านันต่างก็จักเกิดความอาฆาต ความพยาบาทความคิดร้ายความคิดจะฆ่าอย่างแรงกล้าในกันและกัน มารดากับบุตรก็ดี บุตรกับมารดาก็ดี บิดากับบุตรก็ดี บุตรกับบิดาก็ดี พี ชายกับน้องหญิงก็ดี 32 น้องหญิงกับพี ชายก็ดี จักเกิดความอาฆาต ความพยาบาท ความคิดร้าย ความคิดจะฆ่ากันอย่างแรงกล้า นายพรานเนือเห็นเนือเข้าเกิดความอาฆาต ความพยาบาท ความคิดร้าย ความคิดจะฆ่า อย่างแรงกล้าฉันใด ฉันนันเหมือนกันฯ” (ที.ปา.11/46) “ดูกรภิกษุทังหลาย ในเมื อมนุษย์มีอายุ 10 ปี จักมีสัตถันตรกัปสิน 7 วัน มนุษย์เหล่านันจักกลับได้ความสําคัญกันเองว่าเป็นเนือ ศัสตราทังหลายอันคมจักปรากฏมีในมือของพวกเขา พวกเขาจะฆ่ากันเองด้วยศัสตราอันคมนันโดยสําคัญว่า นีเนือ ดูกรภิกษุทังหลาย ครังนัน สัตว์เหล่านัน บางพวกมีความคิดอย่างนีว่า พวกเราอย่าฆ่าใคร ๆ และใคร ๆ ก็อย่าฆ่าเรา อย่ากระนันเลย เราควรเข้าไปตามป่าหญ้าสุมทุมป่าไม้ ระหว่างเกาะ หรือซอกเขา มีรากไม้และผลไม้ในป่าเป็นอาหารเลียงชีวิตอยู่ เขาพากันเข้าไปตามป่าหญ้าสุมทุมป่าไม้ ระหว่างเกาะหรือซอกเขา มีรากไม้และผลไม้ ในป่าเป็นอาหารเลียงชีวิตอยู่ตลอด 7 วัน เมื อล่วง 7 วันไป เขาพากันออกจากป่าหญ้าสุมทุมป่าไม้ ระหว่างเกาะ ซอกเขา แล้วต่างสวมกอดกันและกัน จักขับร้องดีใจอย่างเหลือเกินในที ประชุมว่า สัตว์ผู้เจริญ เราพบเห็นกันแล้ว ท่านยังมีชีวิตอยู่หรือ ๆ ฯ ดูกรภิกษุทังหลาย ลําดับนัน สัตว์เหล่านัน จักมีความคิดอย่างนีว่า เราถึงความสินญาติอย่างใหญ่เห็นปานนี เหตุเพราะสมาทานธรรมที เป็นอกุศล อย่ากระนันเลยเราควรทํากุศล ควรทํากุศลอะไร เราควรงดเว้นปาณาติบาต ควรสมาทานกุศลธรรมนีแล้วประพฤติ เขาจักงดเว้นจากปาณาติบาตจักสมาทานกุศลธรรมนี แล้วประพฤติเพราะเหตุที สมาทานกุศลธรรม เขาจักเจริญด้วยอายุบ้าง จักเจริญด้วยวรรณะบ้าง เมื อเขาเจริญด้วยอายุบ้าง เจริญด้วยวรรณะบ้าง บุตรของมนุษย์ทังหลายที มีอายุ 10 ปี จักมีอายุเจริญขึนถึง 20 ปีฯ ดูกรภิกษุทังหลาย ลําดับนันสัตว์เหล่านันจักมีความคิดอย่างนีว่า เราเจริญด้วยอายุบ้าง เจริญด้วยวรรณะบ้าง เพราะเหตุที สมาทานกุศลธรรม อย่ากระนันเลย เราควรทํากุศลยิ ง ๆ ขึนไป ควรทํากุศลอะไร เราควรงดเว้นจากอทินนาทาน ควรงดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร ควรงดเว้นจากปิสุณาวาจา ควรงดเว้นจาก ผรุสวาจา ควรงดเว้นจากสัมผัปปลาปะ ควรละอภิชฌา ควรละพยาบาท ควรละมิจฉาทิฐิ ควรละธรรม 3 ประการ คือ อธรรมราคะ วิสมโลภ มิจฉาธรรม อย่ากระนันเลย เราควรปฏิบัติชอบในมารดา ควรปฏิบัติชอบในบิดา ควรปฏิบัติชอบในสมณะ ควรปฏิบัติชอบในพราหมณ์ ควรประพฤติอ่อนน้อมต่อท่านผู้ใหญ่ในตระกูล ควรสมาทานกุศลธรรมนีแล้วประพฤติ เขาเหล่านันจักปฏิบัติชอบในมารดา ปฏิบัติชอบในบิดา ปฏิบัติชอบในสมณะ ปฏิบัติชอบในพราหมณ์ ประพฤติ อ่อนน้อมต่อท่านผู้ใหญ่ในตระกูล จักสมาทานกุศลธรรมนีแล้วประพฤติ เพราะเหตุที สมาทานกุศลธรรมเหล่านันเขาเหล่านันจักเจริญด้วยอายุบ้าง จักเจริญด้วยวรรณะบ้าง เมื อเขาเหล่านันเจริญด้วยอายุบ้าง เจริญด้วยวรรณะบ้าง บุตรของคนผู้มีอายุ 20 ปี จักมีอายุเจริญขึนถึง 40 ปี บุตรของคนผู้มีอายุ 40 ปี จักมีอายุเจริญขึนถึง 80 ปี บุตรของคนผู้มีอายุ 80 ปี จักมีอายุเจริญขึนถึง 160 ปี บุตรของคนผู้มีอายุ 160 ปี จักมีอายุเจริญขึนถึง 320 ปี บุตรของคนผู้มีอายุ 320 ปี จักมีอายุเจริญขึนถึง 640 ปี 33 บุตรของคนผู้มีอายุ 640 ปี จักมีอายุเจริญขึนถึง 2,000 ปี บุตรของคนผู้มีอายุ 2,000 ปี จักมีอายุเจริญขึนถึง 4,000 ปี บุตรของคนผู้มีอายุ 4,000 ปี จักมีอายุเจริญขึนถึง 8,000 ปี บุตรของคนมีอายุ 8,000 ปี จักมีอายุเจริญขึนถึง 20,000 ปี บุตรของคนผู้มีอายุ 20,000 ปี จักมีอายุเจริญขึนถึง 40,000 ปี บุตรของคนผู้มีอายุ 40,000 ปี จักมีอายุเจริญขึนถึง 80,000 ปีฯ” (ที.ปา.11/47) “ดูกรภิกษุทังหลาย ในเมื อมนุษย์มีอายุ 80,000 ปี เด็กหญิงมีอายุ 500 ปี จึงจักสมควรมีสามีได้ ดูกรภิกษุทังหลาย ในเมื อมนุษย์มีอายุ 80,000 ปี จักเกิดมีอาพาธ 3 อย่าง คือ ความอยากกิน 1 ความไม่อยากกิน 1 ความแก่ 1 ...” (ที.ปา.11/48) “ดูกรมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นผู้มักทําชีวิตสัตว์ ให้ตกล่วง เป็นคนเหียมโหด มีมือเปือนเลือดหมกมุ่นในการประหัตประหาร ไม่เอ็นดูในเหล่าสัตว์มีชีวิต … จะเป็นคนมีอายุสัน ... ดูกรมาณพ ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม ละปาณาติบาตแล้ว เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาตวางอาชญาวางศาตรา (อาวุธหรือวิชาหรือ วิธีที เบียดเบียน) ได้มีความละอาย ถึงความเอ็นดู อนุเคราะห์ด้วยความเกือกูลในสรรพสัตว์และภูตอยู่ ... จะเป็นคนมีอายุยืน ... บุคคลบางคนในโลกนี จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นผู้มีปรกติ เบียดเบียนสัตว์ (ทําให้ตนเอง คนอื น หรือสัตว์อื น ได้รับความทุกข์ ทรมาน เ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน