final version สายตระกูลบรรพชนชาวอุบลราชธานี (1).docx

โฟลเดอร์2558 อโศกรำลึก คารวะบูชาบรรพชนอุบลราชธานี
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์15 KB
วันที่แก้ไข25 มกราคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สายตระกูลบรรพชนชาวอุบลราชธานี

นามสกุลเก่าแก่ของคนอุบลลำดับตามลำดับตัวอักษร

รวบรวม ณ ๔ พฤษภาคม ๒๕๕๘

หนังสือประวัติศาสตร์อีสาน โดยเติม วิภาคย์พจนกิจ ว่า พงศาวดารเมืองจำปาศักดิ์และเมืองอุบลราชธานีระบุว่าเจ้าคำผงมีบุตรชายหญิงรวม ๗ คน คือ ท้าวโท ท้าวทะ ท้าวกุทอง นางพิมพา นางคำ นางคำสิง(น่าจะเป็นท้าวคำสิงห์) และนางจำปา แต่พงศาวดารยโสธรว่ามีท้าวแพงอีกคน ซึ่งได้เป็นอุปฮาดเมืองยโสธรในสมัยสมเด็จพระนั่งเกล้าซึ่งโปรดเกล้าฯให้พระสุนทรราชวงศา(ท้าวคำสิงห์ แห่งบ้านสิงห์ท่าที่ยกฐานะเมืองยโสธร)เป็นเจ้าเมือง แต่ในหนังสือเล่าเรื่องเมืองอุบลโดย อัยการบำเพ็ญ ณ อุบล ว่าบุตรธิดาของเจ้าคำผงมี ๑๐คน คือ ญาแม่นางสีดาจันทะแจ่ม พระอุปฮาดสุดตา พระอุปฮาดหำ พระอุปฮาดแพง ท้าวหมาคำ พระพรหมราชวงศากุทอง(เจ้าเมืองอุบลคนที่๓) ท้าวสีหราชพลสุข ท้าวทะ ท้าวโท ญาแม่นางสุ่ย และสายสกุลท้าวคำผง ได้แก่ ณ อุบล สุวรรณะกูฏ ณ จำปาศักดิ์ พรหมวงศานนท์ บุตโรบล เป็นต้น ทั้งนี้พบว่าช่วง ๒๔๔๐-๒๔๔๒ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อเนื่องรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เกิดสกุล สุวรรณะกูฏ ณ อุบล พรหมวงศานนท์ และบุตโรบล สกุล จำปาแพง สืบจากเมื่อ ๖ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๑๐ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวตั้งเมืองบ้านกว้างลำชะโดเป็น" เมืองพิมูนมังษาหาร " ขึ้นกับเมืองอุบลราชธานี ให้บุตรพระพรหมราชวงศา (กุทอง) ๔ คน ได้แก่ท้าวธรรมกิตติกา (จูมมณี) เป็นเจ้าเมืองที่พระบำรุงราษฎร์ ท้าวโพธิสาราช (เสือ) เป็นอุปฮาด (อุปราช) ท้าวสีฐาน (สาง) เป็นราชวงศ์ และท้าวขัติยะ (ผู) เป็นราชบุตร ยาแม่จวง ธิดาคนที่ ๖ ของพระบำรุงราษฎร์ (ท้าวคำกิตติกา-จุมนี) เจ้าเมืองพิมูนมังษาหารซึ่งเป็น

อ่านต่อ

บุตรคนที่ ๗ ของพระพรหมฯ (ท้าวกุทอง ต้นสกุลสุวรรณกูฏ ) แต่งกับท้าวจารย์จำปา มีบุตรคือท้าวพรหมสุรินทร์ จำปาแพงซึ่งแต่งกับยาแม่บับพาวันดี (ธิดาคนที่ ๕ของท้าวโภสาราชหรือท้าวโพธิสาร (เสือ) อุปฮาดเมืองพิบูลฯ กับหม่อมบุสดี ท้าวโพธิสาร (เสือ) เป็นบุตรคนที่ ๑๒ ของพระพรหมฯ(ท้าวกุทอง ) ท้าวพรหมสุรินทร์ จำปาแพงกับยาแม่บับพาวันดี มีบุตรธิดา ๑๐ คน คือ นายบุญรอด นายบุญเพ็ง นายกุคำ นางคำผิว นายจูมมณี ด.ญ.คำ(ถึงแก่กรรมอายุ ๓ ขวบ) น.พ.บุญมี ด.ญ.ดอกแก้ว (ถึงแก่กรรมอายุ ๓ ขวบ) นายบุญศรี และนางบุญโฮม

หน้า๑ของ๖หน้า สกุล ทองพิทักษ์/

สกุล ทองพิทักษ์ เป็นสกุลที่สืบมาจากพระอุปฮาดสุดตา ซึ่งเป็นพี่ชายของพระพรหมราชวงศา (กุทอง) บุตรของพระอุปฮาดสุดตา คือ ท้าวไกรยราช (พู) ซึ่งเป็นหลานของพระพรหมราชวงศา (กุทอง)เป็นผู้ขอรับพระราชทานนามสกุล สกุล ณ กาฬสินธุ์ เป็นสกุลที่สืบมาจากเจ้าผ้าขาวซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์ผู้ใหญ่ในเวียงจันทน์ คือเจ้าโสมพมิตรเป็นเจ้าเมืองคนแรก ที่ตำแหน่งพระยาไชยสุนทรโสมพมิตร ได้ยกบ้านแก้งสำโรงเป็นเมืองกาฬสินธุ์และเป็นต้นวงศ์ ณ กาฬสินธุ์ เมื่อเจ้าพระตา เจ้าพระวอ อพยพหนีเจ้าสิริบุญสารจากหนองบัวลุ่มภูในปี พ.ศ. ๒๓๒๐ นั้น เจ้าผ้าขาวซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์ผู้ใหญ่ในเวียงจันทน์ผิดใจกับเจ้าสิริบุญสารที่ไม่มีความเที่ยงธรรมจึงได้พาเอาครอบครัวบ่าวไพร่มาอยู่ที่ด่านหินโงมกับเจ้าพระตา เจ้าพระวอ และได้ติดตามไปอยู่เมืองหนองบัวลุ่มภู ได้ขออยู่ที่บ้านพันนา (ต่อมาคือเมืองพรรณนานิคม) แต่น้ำท่าไม่สมบูรณ์ จึงอพยพข้ามภูพานลงมาทางใต้ที่บ้านแก้งสำโรง ริมน้ำปาว (บ้านแก้งสำโรงนี้เจ้าโสมพมิตรหลานชายของเจ้าผ้าขาวเป็นเจ้าเมืองคนแรก ที่ตำแหน่งพระยาไชยสุนทรโสมพมิตร ได้ยกเป็นเมืองกาฬสินธุ์และเป็นต้นวงศ์ ณ กาฬสินธุ์)

สกุล ณ อุบล เป็นสกุลที่สืบมาจาก เจ้าประทุมวรราชสุริวงศ์ (คำผง) และเจ้าธรรมเทโว แห่งนครจำปาศักดิ์ทางฝ่ายมารดา สายพระอุปฮาดสุดตา พระอุปฮาดสุดโท ผู้ขอรับพระราชทานนามสกุลคือพระอุบลเดชประชาลักษณ์ (เสือ)

สกุล บุตโรบล เป็นสกุลที่สืบมาจากพระราชบุตรสุ่ย และพระราชบุตรคำ เมืองอุบลราชธานี สืบเนื่องมาจากเจ้าโคตร และเจ้าสีหาพลสุข บุตรพระเจ้าตา ผู้รับพระราชทานสกุลคือ พระอุบลกิจประชากร (บุญเพ็ง) ผู้เป็นบุตรของพระราชบุตรหนูคำเป็นน้องท้าวสุรินทรชมภู ทั้งสองเป็นบุตรของพระราชบุตรสุ่ย หลานเจ้าโคตรและเจ้าสีหาพลสุข บุตรพระเจ้าตา(เจ้าโคตรเป็นน้องเจ้าคำผง ตายในสงครามหนองบัวลุ่มภู ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ ดร.บำเพ็ญ ณ อุบล โดยนางจุฬา สุดบรรทัด ๑ มกราคม ๒๕๔๑ )

มีความสืบเนื่องกับอัญญานางเจียงคำ ( 4 ธันวาคม พ.ศ. 2422 -20 ตุลาคม 2481) ข้อมูลจากวิกิพีเดียระบุว่าเป็นธิดาคนสุดท้อง ของท้าวสุรินทรชมภู (หมั้น บุตโรบล) กับญาแม่ดวงจันทร์(บุตรีพระศรีโสภา ชาวจีนตำแหน่งเจ้าภาษี) มีศักดิ์เป็นหลานของเจ้าราชบุตร (ท้าวสุริยะ สุ่ย บุตโรบล) กับอัญญาแม่นางทอง เจ้าราชบุตรสุ่ยเป็นบุตรท้าวสีหาราช (พูลสุข) กรมการเมืองชั้นผู้ใหญ่ กับอัญญาแม่สุภา

หน้า๒ของ๖หน้า พระเจ้าบรมวงศ์เธอ/

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิ์ประสงค์ ต้นราชสกุล “ชุมพล”ได้ทรงขออัญญานางเจียงคำ ต่อเจ้านายผู้ใหญ่ในเมืองอุบล คือ พระอุบลศักดิ์ประชาบาล (กุคำ สุวรรณกูฏ)และพระอุบลการประชานิตย์ (บุญชู พรหมวงศานนท์)ได้เข้าพิธีบายศรีสู่ขวัญตามจารีตประเพณีของบ้านเมืองดั้งเดิม ถวายตัวเป็นหม่อมห้าม เมื่อเดือนมีนาคม ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) โดยระหว่างที่เสด็จในกรมทรงประทับอยู่ที่เมืองอุบลราชธานีนั้น ได้ทรงสร้างตำหนักชื่อว่า"วังสงัด" ขึ้นบนที่ดินของท้าวสุรินทรชมภู (หมั้น บุตโรบล)เมื่อ ร.ศ.112 และทรงประทับอยู่กับหม่อมเจียงคำเป็นเวลา 17 ปี ก่อนที่จะนิวัติคืนสู่กรุงเทพมหานครจนกระทั่งสิ้นพระชนม์ ( จากหนังสือ“ จังหวัดอุบลราชธานีในสมัยพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงสรรพสิทธิ์ประสงค์ทรงดำรงตำแหน่งข้าหลวงต่างพระองค์” พิมพ์เนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพหม่อมบุญยืน ชุมพล ณ อยุธยา ๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๐๕โดยพระธิดาคือหม่อมเจ้าบุญจิราธร จุฑาธุชคัดลอกบางตอนจากหนังสือ “ฝั่งขวาแม่น้ำโขง” ของผู้เขียนคือนายเติมใจ สิงหัษฐิต บุตรของพระวิภาคย์พจนกิจ เลขานุการส่วนพระองค์กรมหลวงสรรพสิทธิ์ประสงค์ (ฉบับพิมพ์ปี ๒๕๑๓โดยสำนักพิมพ์สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทยใช้ชื่อว่า ”ประวัติศาสตร์อีสาน” ชื่อผู้เขียนเปลี่ยนเป็น เติม วิภาคย์พจนกิจ ) สกุล พรหมวงศานนท์ เป็นสกุลที่สืบมาจากพระราชวงค์เมืองอุบลราชธานี คือ พระโพธิสาร และพระราชวงศ์ทางฝ่ายมารดา ผู้ขอรับราชทานคือ พระอุบลการประชานิตย์(บุญชู)ซึ่งเป็นหลานพระพรหมราชวงศา(พรหม) สกุล พรหมพิทักษ์ น.พ.บุญมี บุตรท้าวพรหมสุรินทร์จำปาแพงและญาแม่บับภา สุวรรณกูฏ) ใช้นามสกุล “พรหมวงศานนท์” ของพระอุบลการประชานิตย์ (บุญชู) เจ้าเมืองอุบลฯลำดับที่๑๑ คือ เพราะท่านมีศักดิ์เป็นลุง ท่านเป็นผู้ขอพระราชทานนามสกุลนี้และให้ น.พ.บุญมีใช้นามสกุลของท่าน ครั้นท้าวพรหมสุรินทร์ จำปาแพงถึงแก่กรรม และประชุมเพลิง เมื่อวันเสาร์ที่ ๔ มีนาคม ๒๔๘๑ จากนั้นเมื่อวันศุกร์ที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๔๘๒ น.พ.บุญมี จึงยื่นคำร้องขอเปลี่ยนมาใช้นามสกุล “พรหมพิทักษ์”ต่อคณะกรมการอำเภอเมืองหนองคายซึ่งตนรับราชการเป็นแพทย์ตั้งแต่ ปี พ.ศ ๒๔๗๑ หลังจากสำเร็จการศึกษาจากจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลในปีพศ.๒๔๗๐ และได้สร้างโรงพยาบาลหนองคายเป็นโรงพยาบาลในจังหวัดชายแดนแห่งแรกในปี ๒๔๗๖ พี่และน้องที่เป็นบุตรท้าวพรหมสุรินทร์ จำปาแพงกับญาแม่บับภา(สุวรรณกูฏ) ซึ่งเดิมใช้นามสกุล”จำปาแพง”จึงเปลี่ยนมาใช้นามสกุล“พรหมพิทักษ์ ”แต่นั้นมา ซึ่งต่อมาน.พ.บุญมีได้เปลี่ยนชื่อตามบิดาเป็น “สุรินทร์”

สกุล ยศสุนทร เป็นสกุลที่สืบมาจากพระสุนทรราชวงศา(เจ้าราชวงศ์สิงห์) หลานเจ้าพระตา โดยเมื่อพ.ศ. ๒๓๕๗ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงยกฐานะบ้านสิงห์ท่าเป็น เมืองยศสุนทร และให้เจ้าราชวงศ์สิงห์ เป็นเจ้าเมือง ตามที่พระพรหมราชวงศาขอ ปัจจุบันคือจังหวัดยโสธร

หน้า๓ของ๖หน้า สกุล ศุภสร /

สกุล ศุภสร เป็นสกุลที่สืบมาจากพระเถระผู้ใหญ่เมืองอุบลราชธานี ได้แก่ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์(จันทร์)ผู้นำการศึกษาภาษาไทยเข้ามาเผยแพร่ในดินแดนอีสาน สกุล สิงหัษฐิต เป็นสกุลที่สืบมาจากพระเกษโกมนสิงห์ขัตติยะ ซึ่งเป็นหลานพระพรหมราชวงศา (กุทอง) ผู้ขอรับพระราชทานนามสกุลคือ พระวิภาคย์พจนกิจ (หนูเล็ก) สกุล สุวรรณะกูฏ เป็นสกุลที่สืบเชื้อสายมาจากพระพรหมราชวงศา (ท้าวกุทอง) ซึ่งเป็นบุตรของเจ้าประทุมวรราชสุริยวงศ์ (คำพง) ผู้ที่ขอรับพระราชทานนามสกุล หลวงบริคุตคามเขตร์(โหง่นคำ) สกุลเสนาณรงค์ ในปี พ.ศ. ๒๓๘๕ ท้าวเพียเมืองสูง ท้าวเพียบุตรโคตร ท้าวโฮงกลางมาตั้งอยู่บ้านพังพร้าวเป็นเมืองพรรณานิคม พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวให้ท้าวโฮงกลางเป็นเจ้าเมืองที่พระเสนาณรงค์ (ท้าวโฮงกลางต้นตระกูลเสนาณรงค์ อันเป็นตระกูลของพระอาจารย์ฝั้นอาจาโร)

สกุลแสงสิงแก้ว เป็นสกุลที่สืบมาจากพระเทพวงษา (ท้าวก่ำ) ซึ่ง พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดเกล้าฯให้เป็นเจ้าเมืองเขมราษฎร์ธานี เป็นบุตรผู้สืบสายเจ้าพระวอ ผู้รับพระราชทานนามสกุลคือขุนแสงพานิช

สกุล แสนทวีสุข เป็นสกุลที่สืบมาจากเสนาเมืองในตำแหน่งแสน ซึ่งเป็นนายทหารคู่ใจของพระวอ ที่ได้อพยพมาจากเมืองหนองบัวลุ่มภูพร้อมกัน คือ ท่านแสนเทพ และท่านแสนนาม ตำแหน่งแสนนี้ เป็นตำแหน่งชั้นพญากำกับการทหารและพลเรือน มีตำแหน่งพญาเมืองแสน และตำแหน่งพญาเมืองจันทร์เป็นนามสกุลของสมเด็จพระมหาวีรวงศ์(ติสโสอ้วน)

สกุล อมรดลใจ เมื่อ๖ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๑๐ พระบาทสมเด็จพระพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งบ้านสะพือเป็นเมืองตระการพืชผล ให้ท้าวสุริวงศ์(อ้ม)บุตรนางเหง่าภรรยาคนที่๑ของพระพรหมราชวงศา (กุทอง) เป็นเจ้าเมืองที่พระอมรดลใจ(อ้ม สุริยวงศ์ ต้นตระกูล อมรดลใจเป็นเขยของเจ้านครจำปาศักดิ์และเจ้านางคำผุย ผู้รับพระราชทานนามสกุลคือนายกองโทเก่ง สกุลอมรสิน เป็นสกุลที่สืบมาจากพระอมรอำนาจ เดิมคือท้าวจันทบรม (เสือ)เมื่อ พ.ศ. 2401 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯให้ยกฐานะบ้านค้อใหญ่ขึ้นเป็นเมืองอำนาจเจริญ และให้ เป็นเจ้าเมืองมียศเป็นพระอมรอำนาจ เมืองอำนาจเจริญจึงได้รับการสถาปนา

หน้า๔ของ๖หน้า เป็นเมือง / เป็นเมืองตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา โดยขึ้นการบังคับบัญชาของเจ้าเมืองเขมราษฎร์ธานี ท้าวจันทบุรม (เสือ) พระอมรอำนาจ เป็นบุตรชายของพระเทพวงศา (ท้าวบุญสิงห์) เจ้าเมืองเขมราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นบุตรชายพระเทพวงษา (ท้าวก่ำ) บุตรชายเจ้าพระวอ เจ้าเมืองเขมราษฎร์ธานีคนแรก

นอกจากนี้ยังสกุล อีกหลายสกุลที่ยังต้องสืบค้นเพิ่มเติม เช่น สกุล บัวขาว วนะรมย์ ไชยกาล และช่วง๖ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๑๐ พระบาทสมเด็จพระพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งบ้านเวินไชยเป็นเมืองมหาชนะไชย ให้น้องท้าวอ้มได้แก่ท้าวคำพูนเป็นเจ้าเมืองที่พระเรืองไชยชำนะ ท้าวโพธิราช(ผา)เป็นอุปฮาด ท้าววรกิตติกา(ไชย)เป็นราชวงศ์ และท้าวอุเทน(หอย)เป็นราชบุตร (น่าจะสืบค้นต่อไปว่าพระเรืองไชยชำนะเป็นต้นสกุลใด )

อนึ่งในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อมีการให้ขอใช้นามสกุลนั้นจึงได้มีการบันทึกการขอใช้นามสกุล พบว่าสายสกุลหนึ่งที่ไปร่วมทำนุบำรุงเมืองพิมูนมังษาหารได้แก่สกุลของทหารเอกเจ้าพระตาคือ แสนทวีสุข ร่วมกับสกุลต่างๆของชาวพิมูน โดยสกุลที่เป็นสายพิมูนมังษาหารของท้าวคำกิตติกา (จุมนี ) พระบำรุงราษฎร์ เจ้าเมืองพิมูนมังษาหารและท้าวโภสาราชหรือท้าวโพธิสาร (เสือ) อุปฮาดเมืองพิมูนฯ เท่าที่ร.ต.ประสิทธิ์ ทองพิทักษ์ เมืองพิมูนฯบันทึกไว้คือ สกุลทองผุด ผู้ใช้สกุลนี้คือ ท้าวขัตติยะ (คำผุ) ราชบุตรเมืองพิมูนฯผู้เป็นน้องของท้าวคำกิตติกา(จุมนี) สกุล สิงหัษฐิต สกุล อุปลาบัติ สกุล เชื้อโชติ สกุลประมุขกุล สกุลทองพิทักษ์ สกุลเทพพิทักษ์ สกุลชมพูบุตร และสกุลจำปาแพง เป็นต้น

เนื้อหาในช่วงนี้คัดจากหลายแหล่งคือ : ๑.หนังสือ“ จังหวัดอุบลราชธานีในสมัยพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงสรรพสิทธิ์ประสงค์ทรงดำรงตำแหน่งข้าหลวงต่างพระองค์” พิมพ์เนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพหม่อมบุญยืน ชุมพล ณ อยุธยา ๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๐๕ ๒.เติม วิภาคยพจนกิจ: ประวัติศาสตร์อีสาน ฉบับพิมพ์ครั้งที่๒ พ.ศ.๒๕๓๐ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ๓.บำเพ็ญ ณ อุบล เล่าเรื่องเมืองอุบลราชธานี ,โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีพิมพ์ครั้งที่๒(ฉบับปรับปรุงใหม่) พ.ศ๒๕๔๗ ๔. สมบูรณ์ สุวรรณกูฏ,พ.อ., : เครือญาติสุวรรณกูฏ เล่ม ๑ พ.ศ. ๒๕๔๑ ๕. คเณศ ประมุขกุล; รวมสายตระกูลพิมูนฯและสกุลที่เกี่ยวเนื่อง ๖.สัมภาษณ์ดร.บำเพ็ญ ณ อุบล โดยนางจุฬา(พรหมพิทักษ์) สุดบรรทัด ๑ มกราคม ๒๕๔๑

หน้า๕ ของ๖หน้า

สำหรับพ่อค้าพาณิชย์นั้น ก็มีพ่อค้าใหญ่ชั้นเศรษฐีเมืองอุบลราชธานีอยู่หลายท่านซึ่งล้วนแต่พ่อค้าชาวจีนที่มาค้าขายในเมืองอุบลราชธานี ได้ช่วยเหลือทางราชการจนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นนายภาษีอากร นับว่าชาวจีนท่านเหล่านี้ ได้สร้างคุณงามความดีให้แก่บ้านเมือง ตามที่ปรากฏชาวจีน แซ่แต้ และแซ่ตั้ง เป็นผู้ที่มาตั้งการทำมาหากินในเมืองอุบลราชธานีครั้งแรก เช่น สกุล โกศัลวัฒน์ ซึ่งเป็นนามสกุลของหลวงวัด

สกุล โกศัลวิทย์ ของหลวงศรีโภคา

สกุล ศรีธัญรัตน์ ของหลวงศรีโภคา

สกุล สุรพัฒน์ ของขุนพิพัฒน์

ที่มา : สื่อกลางธุรกิจเพียว ประจำวันที่ 10-24 กรกฏาคม 2547 หน้า 4 พิมพ์ที่ : บริษัท จ.เจริญการพิมพ์ จำกัด โทร.02-8694200 เจ้าของ บริษัท วองพีเพิล(ประเทศไทย)จำกัดและธราธร บุญศรี บรรณาธิการ : จิราวดี ติตนธรรม บรรณาธิการบริหาร : พรกมล วอง สำนักงานศูนย์อุบลราชธานี : เลขที่ 74 ถ.ศรีณรงค์ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี โทร.045-260138

ผู้เรียบเรียง : นางจุฬา (พรหมพิทักษ์) สุดบรรทัด

หน้า ๖ ของ๖หน้า

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน