คำนำ หนังสือแจก (1).doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
คำนำ
ใครก็ตามได้ยินจากที่พูดๆกันมา ว่า... อาตมาเป็นเชื้อสายรุ่น ๗ ของเจ้าเมืองอุบลฯ เจ้าคำผง ซึ่งตอนนี้พูดกัน ประกาศกันว่าจะจัดงานนั้น หลายคนอาจจะนึกไปว่า ที่พูดอย่างนี้เป็นการอวดอ้าง อาตมาอยากจะอวดตัวอวดตน ว่า สืบเชื้อสาย และคงมุ่งหมายอยากให้คนมานับถือ มาเคารพ มายกย่อง อะไรอย่างนั้น แล้วอาตมาก็จะได้โก้ ได้หรูยิ่งใหญ่ เป็นคนสำคัญ อะไรไปอย่างนั้น ก็ขอยืนยันว่า จิตใจที่อยาก จะได้อามิสต่างๆอย่างนั้น ไม่มีในจิตใจของอาตมาเลย อาตมาพูดขึ้นมาเพื่อเป็นเหตุปัจจัยในการทำงานให้เกิดความสืบต่อที่จะมีเป็นความเกิดใหม่ ซึ่งความเกิดใหม่ที่จะเกิดนี้ก็จะเป็นความดีงาม ความควรเกิดให้แก่ผู้จะมาช่วยกันสร้างความเกิดนี้ขึ้นให้แก่โลก แก่สังคม ก็เท่านั้น นี้คือ เจตนาของอาตมา ในงานที่จะทำทั้งหมดทั้งหลายที่อาตมาทำอยู่และจะทำต่อไป ไม่ได้มีเจตนาที่อยากได้อะไรตอบแทนมาให้แก่ตนที่เป็นโลกธรรมเลยแม้แต่น้อย อาตมาพูดปฏิเสธอย่างนี้ คนผู้ไม่เชื่อ ก็ย่อมไม่เชื่อเป็นธรรมดา อาตมาบังคับใครให้ไม่เชื่อ หรือให้เชื่อ ไม่ได้หรอก ใครจะเชื่อก็เชื่อเอง ใครจะไม่เชื่อก็ไม่เชื่อเอง ทั้งนั้น ส่วนผู้เชื่อบ้าง-ไม่เชื่อบ้าง หรือจะเชื่ออย่างเต็มใจ ก็แล้วแต่ความจริงใจของแต่ละคน เท่าที่ภูมิปัญญาของผู้นั้นมี ไม่มีใครบังอาจไปจัดการกับจิตใจของใครๆได้ อาตมาไม่ได้คิดว่า อาตมาจะได้ดีหรือไม่ได้ดี เพราะอาตมาแสดงความจริงของประวัติศาสตร์ของตนเองหรือของผู้เกี่ยวข้องต่างๆ แต่อาตมาทำงาน อาตมาร่วมทำงานอยู่ โดยนำเอาเรื่องราวประวัติศาสตร์มายืนยันเพื่อเป็นเหตุปัจจัยจะทำงานอันมีที่มาที่จะไปกันต่อไปเท่านั้น อาตมาพูดเรื่องเหล่านี้ หรือเปิดเผยความจริงพวกนี้ ก็คือเล่าเรื่องความจริงส่วนหนึ่งของวัฏฏสงสารก็แค่นั้น ซึ่งมันก็เกิดขึ้นแล้ว และดับไป
อ่านต่อ
แล้ว มันไม่มีแล้ว ยึดเอาไม่ได้ เหลือเพียงประวัติศาสตร์ ไม่มีความจริงอะไรเหลืออยู่แล้ว ที่กล่าวถึงจึงเป็นแค่ที่เป็นที่มาของเรื่องเท่านั้น ความจริงที่คนทั้งหลายจะได้อดีตมาเป็นสมบัติกันอีกนั้นไม่ได้แล้ว จะได้แต่ความรู้ แบบอย่างควรเอามาสร้างให้เกิดให้เป็นขึ้นอีกในปัจจุบันนี้เท่านั้น ที่เป็นความจริง ความจริงนั้น ก็จะมีกันในปัจจุบันนี้ และจะเป็นเหตุปัจจัยที่จะต่อเนื่อง สืบเนื่องเป็น ความจริงได้อีก ก็จะเกิดอีกอย่างนี้ แบบนี้ ในอนาคต และต่อๆๆๆไปในอนาคต มันมีจริงในปัจจุบัน ถ้ามันยังมีอยู่ในปัจจุบันต่อไปไม่หยุด ไม่ตัดความสืบต่อ(สันตติ) มันก็จะมีจริง ต่อไปในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ เป็นดีหรือชั่ว ในคน ในสังคม ...ที่มีอยู่-เกิดอยู่ ในวัฏฏสงสาร ความเป็นจิตนิยามมันก็จะวนเวียนหมุนต่อไปๆๆๆไปในวัฏฏสงสาร เชื้อนี้เป็นเหตุ-เป็นปัจจัย... มีพลังงานที่สืบต่อ(สันตติ)ไปอีกอยู่ มันก็จะมีต่อไปในอนาคต ดังนั้น เหตุที่ดีจะเป็นปัจจัยสืบต่อไปของคนในอดีต หรือเป็นเชื้อดีที่จะมาต่อเชื้อให้ดี สสยิ่งๆขึ้น มันก็เป็นสิ่งสมควรมิใช่หรือ ถ้าภาวะนั้นต้องมีอยู่ต่อไปในโลกเพื่อสัตว์โลกอาศัย หากแม้นใครทำให้เหตุหรือเชื้อแท้ของจิตที่เป็นเหตุหรือเชื้อแห่งความไม่ดี หรือเชื้อแห่งทุกข์ ที่เป็นภาวะของจิตดับไปในปัจจุบันนี้ได้เด็ดขาด ไม่เกิดอีกตลอดไป นี่ก็ควรอย่างยิ่งใช่มั้ย? ใครได้ทำใจในใจอย่างนั้นจนประสพผลสำเร็จ ภาวะแห่งความไม่ดีนั้นไม่มีอีกในจิตตน พลังงานแบบนั้นก็จะไม่มีสืบต่อ(สันตติ)ไปอีกแล้วตลอดไป แม้ส่วนที่เป็นองค์ประกอบที่เป็นกายหรือเป็นส่วนวัตถุรูปของความเป็นร่างของชีวะดับไปผ่านไป...จากปัจจุบัน แต่กายที่เป็นองค์ประกอบส่วนจิตที่เหลือ ซึ่งเชื้อแท้ของจิตที่เป็นเหตุหรือเชื้อแห่งความไม่ดี หรือเชื้อแห่งทุกข์ ที่เป็นภาวะของจิตได้ดับไปแล้วในปัจจุบันนี้เด็ดขาด ไม่เกิดอีกแล้ว จึงมีจิตที่เหลือส่วนที่ดีจะเกิดอีกต่อไป มีร่างมีองค์ประชุมของรูปและนามคือกาย อีก มันก็ไม่เสียหายอะไรนี่ ความรู้และความจริงที่พึงควรเห็นความสำคัญที่จะตัดพลังงานไม่ดีนั้นไม่ให้สืบต่อ ให้มันดับในปัจจุบันนี้ ในความเป็นพลังงานในความเป็นจิตใจ ของคนให้เด็ดขาด นี่คือ งานที่ควรช่วยกันทำ ช่วยกันบอกสอนอธิบายให้คนได้รู้ได้ชัดเจน และเอาไปทำกำจัดตัดพลังงานไม่ดีนั้นไม่ให้สืบต่อ ให้มันดับในปัจจุบันนี้เด็ดขาดกันให้ได้มากๆถ้วนทั่วทุกคน ให้มีแต่พลังงานที่ควรจะมี เท่านั้นให้สืบต่อๆๆๆไปอยู่ในโลกอนาคต ที่จะเป็นจริงต่อไป นี่คือ จุดหมายทำงานของอาตมา ในชีวิตที่มีอยู่ จะอีกกี่ชาติก็ตาม ใครเห็นด้วย ก็มาช่วยกัน แม้ใครไม่เห็นด้วยก็ตรองดูว่า ควรต้านควรค้านมั้ย? ถ้าไม่ควรต้าน ไม่ควรค้าน ก็ปล่อยให้อาตมากับพวกพากันทำเถิด เราไม่ได้ทำเพื่อจะหาเหลี่ยม หาเล่ห์ที่จะได้อามิสมาให้ตนหรอก ขอยืนยันว่าที่พูดนี้ จริง แต่อีกแหละ อาตมาพูดไปใครจะเชื่อหรือไม่เชื่ออาตมาก็ไปบังคับใครไม่ได้ แต่อาตมาว่า อาตมามีสิทธิ์พูดความจริง ก็ขอพูดความจริงนี้เถิด อาตมาเห็นจริงว่า ชีวิตนี้ถ้าใครดับเวทนาไม่ให้มันหลงยังมีสุขๆ-ทุกข์ๆอยู่ได้สำเร็จอย่างไม่เกิดอีกแล้วจริง ก็จะไม่เป็นภาระ จะไม่กังวล แม้แต่ความขี้เกียจ ความเห็นแก่ตัว ก็ไม่เหลือ ชีวิตก็จะไม่มีอะไรถ่วงเราเลย เราจะเห็นชัดว่า มันเบาว่างง่ายที่สุดแล้วชีวิตมนุษย์ เหลืออยู่แต่ความมีเวลาที่จะทำงานให้แก่โลก ให้แก่สังคม ซึ่งเราก็รู้แล้วว่า อะไรดี อะไรชั่ว และเราก็สำเร็จในตนเองมาแล้วว่า ไม่ทำชั่ว ทำแต่ดี เพราะจิตเราได้ทำให้สะอาดจากกิเลสได้สัมบูรณ์แล้ว เราจึงจะทำงานแต่งานดี แม้ความขี้เกียจเราก็ไม่มีแล้ว เราไม่พัก(อัปปติฏฐัง)อยู่[ก็คือเพียร] -เราไม่เพียร(อนายูหัง)อยู่[ก็คือพัก] ก็เท่านั้นเองในชีวิตมนุษย์ ผู้ข้ามโอฆสงสารได้แล้ว ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎก เล่ม ๑๕ ข้อ ๒ อาตมาเห็นจริงอย่างนี้ และทำให้เป็นอย่างนี้ จะได้มากได้น้อยเท่าใด ก็ตามที่อาตมาเป็นได้จริงนั้นๆ เท่านั้นจริงๆ ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ก็แล่วแต...