580605_งานอโศกรำลึกครั้งที่ ๓๔ ณ พุทธสถานราชธานีอโศก (1).doc.docx

โฟลเดอร์2558 อโศกรำลึก คารวะบูชาบรรพชนอุบลราชธานี
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์64 KB
วันที่แก้ไข25 มกราคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

580605_งานอโศกรำลึกครั้งที่ ๓๔ ณ พุทธสถานราชธานีอโศก

วันที่ ๕-๑๑ มิ.ย. ๒๕๕๘ ณ ชุมชนบุญนิยมราชธานีอโศก

ก่อนงานอโศกรำลึก มีการเข้าค่ายนร.สัมมาสิกขา ม.๕ และ ปวช.ปี ๒ จาก ๖ โรงเรียนสัมมาสิกขาชาวอโศก จำนวน ๓๔คน มีนร.ลา ไม่ได้มาร่วมค่าย ๑ คน โดยมีคุรุจากที่ต่างๆมาร่วมช่วยเตรียมงานครั้งนี้ โดยมีคุรุจากภูผาฯเป็นหลัก

วันศุกร์ที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๕๘

๐๖.๐๐-๐๗.๓๐ น. พ่อครูนำสมณะ สิกขมาตุ บิณฑบาต ตามพุทธประเพณี วันนี้เป็นวันแรกของงาน ก่อนฉันไม่มีการแสดงธรรม ใช้ระบบอิ่มเอง(บุฟเฟ่ต์) รับประทานอาหารแต่เช้า เพื่อรวมตัวกันตอนก่อนเที่ยงที่ถนนหลังพระพุทธาภิธรรมนิมิต

งานคารวะบูชาบรรพชนอุบลราชธานี ๕ มิ.ย. ๒๕๕๘

เวลา ๑๑.๓๐ น. ของวันศุกร์ที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๕๘ สมณะ สิกขมาตุ ตั้งแถวนำหมู่ญาติธรรมชาวอโศก ที่มาจากทั่วทุกสารทิศ เดินธรรมยาตรา จากถนนหลังพระพุทธโต ไปสู่ถนนตรงมูนเพื่อเดินตรงไปสู่ลำน้ำมูน โดยใช้เวลาเดินธรรมยาตราทั้งหมดประมาณ ๓๐ นาที ก็ส่งทั้งสมณะ สิกขมาตุ ญาติธรรม ขึ้นขบวนเรือธรรมยาตราได้หมด โดยพ่อครูได้เดินทางโดยรถยนต์ตามไปขึ้นเรือในภายหลัง

จากนั้น ๑๒.๐๐ น. ขบวนธรรมยาตรานาวาบุญนิยม ที่ขบวนเรือเริ่มจากเรือเหล็ก ๒ ลำคือฉลาดใช้ที่มีท่านสิกขมาตุนั่งนำขบวนเป็นลำแรก ลำที่ ๒ ชื่อเรือไฉไลสันติมีท่านสมณะ พระอาคันตุกะนั่งมาเต็มลำเรือ ต่อด้วยขบวนเรือเอี๊ยมจุ๊นใหญ่ ๔ ลำคือ คัวงาน สานธรรม กรรมแก้ว แล่วดี โดยมีเรือพร้อมชัยที่เป็นเรือลากจูงของบริษัทดูดทรายได้เข้ามาร่วมขบวนในครั้งนี้ด้วย ต่อจากขบวนใหญ่จะเป็นขบวนเรือเอี๊ยมจุ๊นที่ผูกติดกันอีก ๓ ลำคือ พกข่วมโอฆะ ชนะมาร ย่านซัว ที่มีเรือลากจูงคือเรือชราชล ต่อจากเรือไม้โบราณจะเป็นเรือท้องแบนอีก ๖ ลำ ขบวนเรือทั้งหมด ๑๗ ลำ มีสปีดโบทจากสำนักงาน

อ่านต่อ

เจ้าท่าภูมิภาคสาขาจ.อุบลราชธานีอำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยตลอดเส้นทาง พ่อครูสมณะโพธิรักษ์พร้อมด้วยคณะปัจฉาลงเรือเอี๊ยมจุ๊นใหญ่ลำแรกที่มีชื่อว่า “คัวงาน” อีกทั้งยังมีเรือท้องแบนเพื่ออำนวยความสะดวกอีกหลายสิบลำ ออกเดินทางจากท่าน้ำราชธานีอโศก ข้ามไปสู่ท่าน้ำวัดหลวง

ระหว่างการเดินทางพ่อครูได้เล่าเรื่องความเป็นมาเป็นไปของการจัดงานและการทำงานของพ่อครูในการสร้างระบบสาธารณโภคีให้เกิดขึ้นในเมืองไทยนี้ โดยมีพิธีกรได้ให้ความรู้เรื่องประวัติของเจ้าคำผง และการก่อตั้งเมืองอุบลราชธานี ไปด้วย โดยมีวงดนตรีฆราวาส มาขับกล่อมเสียงดนตรีและบทเพลงสื่อสาระได้อย่างไพเราะตลอดการเดินทาง

ในขบวนเรือได้รับเกียรติจากแขกรับเชิญคืออ.ทวีพล ปรัสพันธุ์ อ.จากรร.พิบูลมังสาหารซึ่งเป็นลูกๆหลานๆเชื้อสายเจ้าคำผง อาจุฬา สุดบรรทัด(พรหมพิทักษ์)และวงฆราวาสได้ให้ความรู้ ความบันเทิงตลอดเส้นทาง การล่องเรือเป็นรูปขบวนที่มีความงดงาม ปลุกชีวิตแม่มูนให้มีชีวิตชีวากันอีกครั้งหนึ่ง

ขบวนเรือล่องตามลำน้ำมูน อย่างเรียบร้อย งดงาม เรียบง่าย มาถึงฝั่งท่าวัดหลวงเวลาประมาณ ๑๓.๓๐ น. พ่อครูก็ยังคงอยู่บนเรือเพื่อให้พวกเราทะยอยกันขึ้นไปอย่างไม่เร่งรีบที่วัดหลวง เวลาประมาณ ๑๔.๑๕ น. พ่อครูได้นำพาสมณะ สิกขมาตุ ญาติธรรม เดินธรรมยาตรา จากลานริมน้ำ หน้าวัดหลวง ผ่านบันไดพญานาค ที่เพิ่งสร้างเสร็จเป็นพญานาคตัวโต สีทองสองตัวอยู่สองข้างของบันไดขึ้นวัดหลวง สามารถพ่นน้ำได้ด้วย เมื่อพ่อครูนำพาลูกๆ เดินธรรมยาตราด้วยความสงบเรียบร้อย ถึงที่หน้าอนุสาวรีย์เจ้าคำผง ในเวลาประมาณ ๑๔.๒๕ น. พ่อครูได้นำพาลูกๆยืนสงบนิ่งเป็นการทำพิธีคารวะแก่บรรพชนอุบลราชธานีคือเจ้าคำผง ใช้เวลาสงบน่ิงประมาณ ๒ นาทีก็เป็นอันเสร็จพิธีการ จากนั้นพ่อครูได้กล่าวแสดงธรรม อันเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของการเปิดงานคารวะบูชาบรรพชน อุบลราชธานี ที่หน้าอนุสาวรีย์เจ้าคำผง และอัฐิ

พ่อครูแสดงธรรม.... มาถึงตรงนี้ขณะนี้ได้เวลา ๑๔.๒๕ น. ก็ไม่ได้มีแผนหรือกำหนดเวลาว่าจะทำอะไรตรงไหน ทุกอย่างที่เราทำเป็นครั้งแรก อาตมาก็ไม่ได้เจตนาไปกำหนดว่าเวลานี้ทำอะไร ก็พาทำตามเหตุปัจจัย ฤกษ์ของเราอยู่ที่ความพร้อม ตอนนี้ทุกอย่างพร้อมทุกประการ

อาตมาก็ชวนลูกหลานที่จะมาสมทบ ไม่ว่าจะมาจากฝั่งอุบลฯก็ตามหรือจากบ้านราชฯก็ตาม ให้เข้ามารวมกัน เพื่อแสดงกตัญญุตาคุณ แก่ผู้เป็นเจ้าเมืองคนแรกที่ตั้งเมืองอุบลฯนี้ ซึ่งยังมีหลักฐาน มีรูปปั้นของเจ้าคำผง และอัฐิของท่านก็อยู่ในรูปสัญลักษณ์นี้ ในฐานะที่อาตมาเป็นเชื้อสายเหล่ากอลำดับที่ ๗ คือ ทวดของอาตมาคือลูกของเจ้ากุทองที่เป็นลูกของเจ้าคำผง เจ้าคำผงเป็นองค์ที่ ๒ เจ้ากุทองเป็นองค์ที่สอง แล้วทวดของอาตมาเป็นน้องชายของท้าวจูมมณีที่ไปเป็นเจ้าเมืองพิมูน ทวดอาตมาเป็นอุปราช เป็นอุปราชโพธิสาราช อาตมามาถึงปางนี้ก็ชื่อโพธิ เป็นเรื่องอจินไตยไม่เจตนาแต่เป็นเอง ทวดอาตมาชื่อโพธิสาราช อาตมาชื่อโพธิรักษ์ ก็มารับช่วงอันนี้ โดยไม่ได้คิดว่าจะต้องทำต้องเป็น แต่ควรทำ เพราะมีเหตุปัจจัยชักนำให้เกิด เป็นความเห็นดีเห็นงามร่วมกันทำ ให้เป็นเรื่องของมนุษยชาติที่จะต้องทำให้เกิดแนวโน้มส่ิงที่จูงนำไปสู่จุดสำคัญที่เกิดความเจริญไม่ว่าจะประวัติศาสตร์สังคม ที่เราต้องประกอบรวม ร่วมกัน ให้เกิด สามัคคีธรรม ให้เกิดคุณค่าประโยชน์ได้แท้จริง

เราออกมาจากบ้านราชฯเที่ยงกว่าๆ ถึงที่นี่ก็บ่ายสอง รอเรือ ๗ ลำ ก็ลงเลข ๗ ก็ไม่น้อยหรือไม่ล้นจนเกินไป ก็สมทบกับลูกหลานเจ้าคำผงที่มาจากสารทิศ ไม่ว่าจะสายไหน อาตมาสายสุวรรณกูฏ สายทางเข้ากุทอง ก็ในหลวงพระราชทาน สุวรรณก็คือทอง กุ ก็คือกูฏ อาตมาก็มาถึงก็เห็นว่าเวลาพอดี

สมณะในฐานะนักบวชก็มาทำกตัญญุตาคุณด้วยการนิ่งดุษณี ต่อหน้ารูปปั้นคำสอนของเจ้าคำผง หรือพระประทุมวรราชสุริยวงศ์ เราได้มีกำหนดหมายว่า บ่ายสาม จะเป็นหน้าที่ของฆราวาสจะได้ทำพิธี ทางการทำพิธีก็ให้ฆราวาสทำกันเต็มที่เลย อาตมาก็ไม่ได้ตกลงเตรียมการอย่างไรก็ไม่ได้รู้ พยายามไม่ซักไซ้ไล่เลียง ว่าจะทำกันอย่างไร คือเคยคารวะเคารพบูชาบรรพชน เขาเคยทำกันมาในเดือนพฤศจิกายนหรือวันสร้างเมือง ๑๖ ก.ค. เขาก็มีพิธีการกัน เจ้าหน้าที่ที่เคยทำกันมาก็ต่อกันได้ เวลา บ่ายสามโมงฆราวาสก็จะทำพิธีกัน จะเกิดแบบอย่างต่อไปในอนาคตว่าอาตมาพาทำเช่นนี้ ปีต่อไปเราก็จะได้ทำอีก

จารีตประเพณีเกิดจากความเข้าใจของมนุษยชาติที่จะได้จัดองค์ประกอบ มีเหตุปัจจัยรวมกัน มีเส้นแสง เงา สี มีคนมีต้นไม้ สถานที่ มีท่าทีลีลา สุ้มเสียงสำเนียง ประกอบเป็นงานศิลปะให้เกิดการบันดาลใจให้รังสรรค์พัฒนาการมนุษยชาติให้เกิดประโยชน์อย่างพระพุทธเจ้าตรัสไว้ เกิดประโยชน์ ๗ อย่าง เรียกว่าสาราณียธรรม ๖ พุทธพจน์ ๗ ...จบการเทศนา

จากนั้นเป็นพิธีการ สักการะเจ้าคำผงของตัวแทนของสายตระกูลต่างๆที่สืบทอดกันมา วันนี้มีตัวแทนมาทั้งหมด ๒๗ ตระกูล โดยผู้แทนของแต่ละตระกูลได้นำเอาพวงมาลัยไปวางต่อหน้าอนุสาวรีย์เจ้าคำผงและอัฐิธาตุ รายชื่อสายตระกูลเจ้าคำผง 1. สกุล พรหมพิทักษ์ 2. สกุล บุตโรบล 3. สกุล จำปาแพง 4. สกุล สุวรรณกูฎ 5. สกุล ณ อุบล 6. สกุล โกศัลวัฒน์ 7. สกุล เจริญศรี 8. สกุล ทองพิทักษ์ 9. สกุล ณ กาฬสินธุ์ 10. สกุล ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม 11. สกุล พรหมวงศานนท์ 12. สกุล ยศสุนทร 13. สกุล ศุภสร 14. สกุล สิงหัษฐิต 15. สกุล สุวรรณเลิศ 16. สกุล แสงสิงแก้ว 17. สกุล แสนทวีสุข 18. สกุล อมรดลใจ 19. สกุล อมรสิน 20. สกุล อัตถากร 21. สกุล โกศัลวิทย์ 22. สกุล ศรีธัญรัตน์ 23. สกุล สุรพัฒน์ 24. สกุล เสนาณรงค์ 25. สกุล วนะรมย์ 26. สกุล จำปาศักดิ์ 27. สกุล บัวขาว 28. สกุล ไชยกาล

มีสถิติผู้ลงทะเบียนในงานนี้จำนวนทั้งหมด ๑,๑๐๗ คน เป็นบุคคลทั่วไป ๑,๐๕๒ มาจากหน่วยราชการจำนวน ๒๗ คน และมีท่านผู้มีเกียรติที่มาร่วมงานเช่น นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานีนายพรชัย โควสุรัตน์ ปลัดจังหวัด ดร.ประยงค์ แก่นลา เป็นต้น

จากนั้น ๑๕.๑๐ น. พระครูวิลาส กิจจาทร เจ้าอาวาสวัดหลวง ได้กล่าวสัมโมทนียกถา ต่อด้วยพล.ตรีจำลอง ศรีเมือง ได้กล่าวอนุโมทนากุศล พล.ตรีจำลอง ได้กล่าว ถึงความสัมพันธ์ที่โยงใยว่า หากไม่มีเจ้าคำผงก็ไม่มีพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ถ้าไม่มีสมณะโพธิรักษ์ก็ไม่มีพล.ตรีจำลอง ศรีเมืองคนใหม่ในวันนี้ เสร็จแล้วก็ต่อด้วย คุณไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ คุณมานะ มหาสุวีรชัย มากล่าวอีกเล็กน้อย

เวลา ๑๕.๔๐ น. มีการถ่ายภาพหมู่ของสายสกุลต่างๆหน้าอนุสาวรีย์เจ้าคำผง ร่วมกับพ่อครูและพระครูวิลาส กิจจาทร และรับของที่ระลึกที่ชาวบ้านราชฯนำมามอบให้กับผู้มาร่วมงาน โดยมากับมือพ่อครูสมณะโพธิรักษ์

ในเวลาประมาณ ๑๖.๑๕ น.มีการฉายวิดีทัศน์ แนะนำผู้ที่จะมาเสวนา เหลียวอดีต แลอนาคต ทั้ง ๖ ท่าน ใช้เวลาประมาณ ๓๐ นาที

๑๖.๔๕ น. เป็นรายการ เสวนา "เหลียวอดีต แลอนาคต" จากอดีตเมืองอุบลฯผ่านมา ๒๒๒ ปี

มี อ.นพพร พันธ์เพ็ง... เป็นพิธีกรในการเสวนาครั้งนี้... รายการนี้มีการถ่ายทอดสดทางบุญนิยมทีวีด้วย การเสวนามีผู้ร่วมเสวนาทั้งหมด ๖ ท่าน พระครูวิลาส กิจจาทร เจ้าอาวาสวัดหลวง และเจ้าคณะตำบลดอนมดแดง พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ผู้นำชาวอโศก อ.ระลึก ธานี อดีตผู้อำนวยการประถมศึกษา จ.อุบลราชธานี ดร.ประยงค์ แก่นลา ผอ.รร.เบญจะมะมหาราช ว่าที่ร้อยตรี สุรพล สืบพรหม ผอ.สำนักการศึกษา และวัฒนธรรม อุบลราชธานี ผอ.โกวิทย์ บุญเฉลียว ผอ.รร.บ้านคูเมือง จ.อุบลราชธานี

วันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๕๘

๐๙.๐๐-๑๐.๐๐ น. เทศน์ก่อนฉัน เรื่อง ท้าวคำผง โดย ส.ผืนฟ้า อนุตตโร และส.เพาะพุทธ จันทเสฏโฐ โดย ทั้งสองรูปได้กล่าวถึงความประทับใจในการไปร่วมงานคารวะบูชาบรรพชน อุบลราชธานี โดยท่านสมณะผืนฟ้า ให้แง่คิดจากกรณีเจ้าคำผงว่า การรู้จักถอยจึงเกิดเมืองอุบลราชธานีได้ในวันนี้

๑๐.๒๐ น. นักเรียนสัมมาสิกขาปฐมอโศกได้มาร้องเพลงหมู่ ชื่อเพลง บินตามพ่อ ที่ตรงหน้าที่พ่อครูฉัน ณ เฮือนศูนย์สูญ

๑๒.๐๐-๑๓.๐๐ น. วงดนตรีฆราวาส แสดงที่ใต้เฮือนศูนย์สูญ

๑๓.๐๐-๑๔.๐๐ น. มีรายการจับฉลากและเลือกที่ในโครงการเปิดให้ญาติธรรม มาจับจองที่ดินที่บ้านราชฯ ให้ปลูกบ้านอยู่อาศัยกัน ซึ่งมีญาติธรรมมาจองที่ดิน มากว่า ๒๐๐ ราย

๑๔.๐๐-๑๖.๐๐ น. รายการขั้นเทพเกษตรอินทรีย์ ดำเนินรายการโดย ส.เสียงศีล ชาตวโร และปฏิบัติกร ๔ ท่าน คือ พ่อเล็ก กุดวงษ์แก้ว, นายพรมลิน ดวงสา(เกาะ), อ.จินดา (กลุ่มขอนแก่น), คุณธงชนะ พรมมิ ซึ่งคุณธงชนะ ได้กล่าวถึงเป้ามหายของชีวิตว่าจะทำผักไร้สารพิษให้กับชาวอโศก และได้บอกวิธีการปลูกด้วยด้วยตากล้วย ซึ่งกล้วยเหง้าหนึ่งสามารถปลูกได้ ๑๐ ต้น ถ้ามี ๑๐ ตาต่อ ๑ เหง้า

พ่อเล็ก กุดวงษ์แก้ว เกษตรกรกลุ่มอินแปง ได้กล่าวว่าตนได้ทำกสิกรรม โดยส่งให้ลูกๆไปเรียนกับห้องปฏิบัติการจริง เอาที่ดินเป็นห้องเรียน เอาเสียมแทนปากกาไว้เขียนบนแผ่นดิน จะปลูกอะไรก็เอาเสียมขุด แล้วจะเกิดคำตอบให้กับนักเรียน

อ.จินดา อยู่กลุ่มขอนแก่น ได้กล่าวถึงขบวนการส่งเสริมผักพื้นบ้านอาหารพื้นเมือง การเพาะเห็ด เพาะเมล็ดท่านตะวันงอกแทนถั่วงอก โดยการเก็บเมล็ดพันธ์จะสามารถเก็บได้ประมาณ ๑ ปี

๑๘.๐๐-๒๐.๐๐ น. รายการส่องอโศก ดำเนินรายการโดย ส.เดินดิน ติกขวีโร และส.บินบน ถิรจิตโต มีผู้ร่วมรายการคือ ดร.อนันท์ งามสะอาด และ คุณร้อยแจ้ง(น้อย) จนดีจริง

ส.เดินดิน ได้กล่าวถึงอโศกรำลึก ผ่านมาทุกปี เราก็มาทบทวนว่าเราก้าวหน้าหรือมีข้อปรับปรุงอะไรกัน โดยให้ ดร.อนันท์ งามสะอาด และคุณร้อยแจ้ง มาให้มุมมองหลากหลายให้เป็นประโยชน์ต่อชาวอโศก

ดร.อนันท์ ผู้ซึ่งคบคุ้นกับชาวอโศกมาเป็นเวลายาวนาน ได้มองว่าชาวอโศกเป็นสังคมที่มีคุณภาพ อยางน้อยมีศีล ๕ เป็นหลักประกันความเป็นมนุษย์ และเป็นหลักประกันของชีวิต สังคมอย่างนี้เราต้องการให้เกิดมากๆ และที่เขามองว่าที่นี่ตึงมาก แต่เมื่อมาสัมผัสแล้วไม่ใช่ แต่กลับมีชีวิตที่มีความยืดหยุ่นเป็นศีลของชาวพุทธแท้ๆ

คุณร้อยแจ้ง ได้กล่าวถึงอีกมุมหนึ่งว่า พวกเรามีข้อดีที่มีความละเอียด แต่มีความเกลีียดก็ต้องละก่อน และอย่าเคียดเด้อ เมื่อดูรูปสมัยหนุ่มๆสาวๆ เห็นเลยว่าตอนนี้เราคลายความเข้มข้นลงไป เช่นรองเท้าก็เห็นวางไว้หน้าศาลามากขึ้น อย่างผมไปขึ้นเครื่องบิน มีผู้ทักว่า ลุง ทำไมไม่ใส่รองเท้าขึ้นเครื่องบิน ไปห้ามผมก็ไม่ใส่รองเท้า การทำงานก็มีผู้ใหญ่ทำ ไม่เหมือนก่อนทีี่มีแต่เด็กนักเรียนทำเป็นส่วนใหญ่ ผมไปประชุมที่จุฬาฯ เขาก็พูดว่าเราดีอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ขอบคุณเขา และบอกว่าเราก็ยังมีข้อบกพร่องอยู่ การทำการค้าบุญนิยม ก็ต้องลดกิเลส เราลดกิเลสได้เราเจริญแน่ เขาเห็นว่าเราเป็นคนดี เราก็อาจเสพโลกธรรม และ ทำให้การเก็บข้อมูลพื้นฐานเราหายไป รวมถึงการสร้างทายาทเราก็ทำได้น้อย ฯลฯ

ส.บินบน ถิรจิตโต ได้กล่าวว่า รายการวันนี้ ส่องอโศก เป็นเครื่องสะท้อนว่า ชาวอโศกใจกว้าง การจัดให้คุณร้อยแจ้ง(น้อย) ขึ้นเวทีวันนี้ถือว่าใจกว้าง พวกเราเจริญขึ้น เราพร้อมรับคำตำหนิ ชาวอโศกเน้นคุณภาพ การเน้นปริมาณ คุณภาพก็จะลดลง การเร่งจะเจริญเติบโตไวๆ อยากได้ปริมาณมากๆ อยากให้คนอื่นดี อยากให้คนอื่นทำ ตัวเองเสียสละก็อยากให้คนอื่นเสียสละ ยิ่งอยู่วัดนานยิ่งเพ่งโทษ เราไม่เท่าทันตัวเอง เราเป็นคนว่ายากสอนยาก ความดีมีละเอียด ความเกลียดมีละก่อน ทำไปทำไปยิ่งเครียด หากปฏิบัติไปสู่ทิศทางที่ถูกต้อง ยิ่งไม่เรียกร้องคนอื่น ยิ่งเข้าใจผู้อื่น

วันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๕๘

๐๓.๓๐-๐๖.๐๐ น. พ่อครูนำทำวัตรเช้าและเทศน์ทำวัตรเช้า... พ่อครูว่า....ถ้าธาตุน้ำ H2O แตกตัวไป ก็คืออรหันต์ปรินิพพานเป็นปริโยสาน แต่ถ้ายังไม่ปรินิพพานคือตายจากร่างนี้ก็ยังมีอยู่ แต่ถ้าปรินิพพานคืออัตภาพแยกไปเหมือนน้ำที่แยกธาตุไปแล้ว ท่านก็แยกแตกไป สลายไปไม่เป็นพีชะหรือจิตนิยามแล้วแต่อรหันต์ถ้ายังอยู่ก็จะยังชีวิตเหมือนพีชนิยาม ไม่ทำโทษต่อใคร แต่ทำประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมทุกอย่าง ตนเองไม่มีอปรโคยาน พระอรหันต์เก็บกัมมันภาพรังสีเกลี้ยงเลย ตนเองไม่มีโทษ แม้แต่ปะทะก็ไม่รุนแรง มีปฏิฆสัมผัสโส ไม่ให้เกิดตัวนิวเคลียสแตกระเบิด ถ้าระเบิดจะต้องชำระล้างให้ออกไปหมดเลย เหมือนอย่างพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ พยายามดูดดึงเอาของดีมาใช้ไม่ให้เกิดของเสีย แต่ที่ทำทำระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิม่า นางาซากิ เอาพิษเสียไปกระจายสู่คนอื่นไป

ก็จะยกตัวอย่างให้ถึงๆสักอัน

มีคนเคยถามอาตมาว่า เป็นพระสารีบุตรมาเกิดหรือไม่? อาตมาก็บอกว่าใช่....คนก็เลยนึกว่า อาตมาคือคนๆหนึ่ง ที่มีแม่ชื่อว่าสารีบุตโต (ในอดีตพระสารีบุตรมีแม่ชื่อสารี) อย่างแม่อาตมาชื่อบุญโฮม เขาก็เรียกอาตมาว่า ลูกแม่โฮม ในยุคพระพุทธเจ้าพระสารีบุตรก็เป็นคนๆหนึ่งมีแม่ชื่อสารีบุตร

แล้วท่านก็มาเป็นอัครสาวกของพระพุทธเจ้า คนนั้นแหละคืออาตมา อาตมาก็ว่าดินน้ำไฟลมแท่งนี้ กับดินน้ำไฟลมกับรูปร่างพระสารีบุตรยุคโน้นเป็นคนละคนกับ เขาก็บอกว่าอาตมาเอาวิญญาณมาเกิด อาตมาก็ว่าดินน้ำไฟลมอาตมากับพระสารีบุตรมันคนละอันกันนะ เขาก็ แย้งธาตุรู้

อาตมาก็ว่า ธาตุรู้ในอดีตที่มันดับไปแล้ว พระสารีบุตรดับปรินิพพานไปแล้ว แยก H2O ไปแล้ว แต่ธาตุรู้ที่ยังเหลือนี้เป็นความจำ จำได้เป็นประวัติ แล้วประวัตินี้คือนามธรรม ที่แปรเปลี่ยนได้ง่าย แปรปรวนได้ง่ายแล้วนามธรรมใดที่ได้สำทับ ย้ำให้แน่นนานอยู่ได้มันก็นานมา ก็จะย้ำสำทับให้อันนั้นแน่นตกผลึก ให้จำให้ดี แต่จะนานช้าหรือเร็วก็ตาม ความหมายก็คือ ความรู้ เพราะมันเป็นความจำที่จำความรู้ เป็นสิ่งที่เป็นนามธรรมที่มีความรู้ จุดสำคัญคือ ความรู้ที่จำมาคือความรู้ (ผิดหรือถูกก็แล้วแต่จำมา)

ความหมายก็คือ ความรู้นั้นคืออะไร ถ้าความรู้นั้นมันก็ไม่ใช่ของใคร ความรู้นี้ที่อาตมาได้มา ไม่ว่าจะเป็นพระสารีบุตรได้มา ของใคร ถ้าเราจะบอกว่าของนั้นของใคร ถ้าอาตมาจำความรู้นั้นมา หรือพระสารีบุตรท่านจำได้แล้วท่านก็แยกสลายไปแล้ว ถ้าอาตมาจะนำความรู้นั้นมา แล้วอาตมามาเกิดตอนนี้ ซึ่งไม่ใช่ H2O ตอนนั้น อาตมามาเกิดกับแม่พ่อตอนนี้ ถ้าอาตมาเอาความรู้นั้นมา แล้วพระสารีบุตรเลิกแล้ว แล้วความรู้นี้เป็นของพระพุทธเจ้า ก็ไม่ใช่ของพระสารีบุตร ท่านแยกอัตภาพไปแล้วด้วย แต่ความรู้นั้นเป็นความรู้ของโลก พระพุทธเจ้าว่าในโลกนี้ความรู้นั้นก็มีของมันอยู่ เรามารู้ความรู้นั้นได้

ถ้าเราจะบอกว่าความรู้นั้นของใครก็บอกว่าของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นต้นธาตุต้นธรรม ไม่ว่าพระพุทธเจ้าองค์ไหนก็เป็นต้นธาตุต้นธรรม พระพุทธเจ้าองค์ที่แล้วปรินิพพานไปก็จบ พระพุทธเจ้าองค์ไหนปัจจุบันก็เป็นเจ้าของสัมมาสัมพุทธะ องค์ไหนปรินิพพานแล้วก็หมดสิทธิ์(แต่สำคัญที่ความรู้ขององค์ที่ปรินิพพานไปแล้วก็เหมือนกันตรงกัน อย่างเดียวกันไม่ผิดเพี้ยนกับของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน) ไม่ผิดเพี้ยนกันเลยเหมือนกันเลยแต่คนละอันกัน ของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนก็ปรินิพพานไปแล้ว มันอันเดียวกัน คนเลยสับสนระหว่างของพระสมณโคดม กับของพระกัสสปะพระพุทธเจ้าก็อันเดียวกันแต่ไม่อันเดียวกัน

จะบอกว่าพระสมณโคดม เป็นพระกัสสปะพระพุทธเจ้ามาเกิดก็ไม่ได้ ก็ใช้ภูมิเช่นเดียวกันกับพระสารีบุตร ถ้าบอกว่าอาตมาคือพระสารีบุตรก็ต้องบอกว่าพระสมณโคดม เป็นพระกัสสปะพระพุทธเจ้า(ผมไม่ใช่พระสารีบุตรเพราะผมพัฒนาไปแล้ว)

๐๖.๓๐-๐๘.๓๐ น . ประชุมพาณิชย์ บุญนิยมที่ศาลาเฮือนศูนย์สูญ

๐๙.๐๐-๑๐.๐๐ น. เทศน์ก่อนฉัน โดยสม.สัจฉิกตา ตั้งเผ่า และสม.รินฟ้า นิยมพุทธ ได้ร่วมกันย่อยศัพท์ธรรมะที่เชื่อมโยงกับวิทยาศาสตร์ โดยอาศัยความรู้และประสพการณ์ของสิกขมาตุทั้งสองรูป โดยเฉพาะสม.สัจฉิกตาที่เคยทำงานอยู่ที่กองไอโซโทป สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ เพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับ DNA นิวตรอน โปรตอน และอิเล็กตรอน ไอโซโทป ฯลฯ ทั้งทางโลกและทางธรรม ธาตุแต่ละธาตุมีความแตกต่างกัน ทุกมวลสารจะมีโมเลกุลในแต่ละโมเลกุลประกอบด้วยหลายอะตอม ในอะตอมจะมี ๓ อนุภาค คือ โปรตอน(ปุงลิงค์) นิวตรอน(สะเทิน) และอิเล็กตรอน(อิตถีลิงค์)

การทำปฏิกิริยาระหว่างธาตุ เรียกว่ามีการแลกเปลี่ยน วาเลนซ์อิเล็กตรอนระหว่างอะตอม เปรียบเทียบกับการคบหากันนานๆ ก็จะเกิดผลในนิวเคลียส ซึ่งเป็นแกนกลางของอะตอม อารมณ์โทสะคล้ายดั่งการยิงอิเล็กตรอน เกิดการแตกตัวของพลังงานเป็นปรมาณูของโทสะ การเรียนรู้ปฏิบัติธรรมก็คือการเรียนรู้ธาตุพลังงานต่างๆในตัวเราและควบคุมพลังงานนั้น

DNA เป็นเรื่องการสืบพันธ์ เป็นรหัสพันธุกรรม ยีนส์คือตัวถ่ายทอดทางพันธุกรรม เป็นอาสวะที่แตกตัว การปฏิบัติธรรมจะเปลี่ยนแปลงได้ ต้องรู้จัก "กาย" ต้องอ่านการกระทบภายใน จึงจะเห็นอนุสัย ซึ่งมีการสั่งสมทุกขณะๆ พ่อท่านได้ฝังชิป DNA ในพวกเราทุกคนแล้ว

๑๘.๓๐-๒๐.๓๐ น. รายการภาคค่ำ ๘๑ ปี สุขภาพดีไม่มีแก่ ส.แสนดิน ภูมิพุทโธ ดำเนินรายการ มีปฏิบัติกรคือ ศจ.นพ. อมร เปรมกมล มาให้ความรู้เกี่ยวกับโรคอีสารรวมมิตร หรือภาษาทาแพทย์แผนไทยเรียกว่าโรค "ปันดง" หรือโรค "กษัย" พบบ่อย แต่รักษาปลายน้ำจะไม่หาย ส่วนหนึ่งนำไปสู่ไตวาย คือนิ่วขนาดเล็กที่วินิจฉัยไม่ได้ ติดเชื้อ ทำให้เป็นกรวยไตอักเสบเรื้อรัง เกิดโรคแทรกซ้อนเร็ว มีอาการทั่วๆไปเช่น ปวดหัวเรื้อรัง แน่นท้อง ปวดข้อ ปวดเส้น/กล้ามเนื้อ ปวดหลัง/เอว เพลียเรื้อรัง เป็นต้น ซึ่งอาการเหล่านี้เกิดจากการกินอยู่ที่ จากการสำรวจพบว่า คนขอนแก่นที่อายุเกิน 15 ปี เป็นอีสานรวมมิตร ๓๐% การป้องกันดีกว่าการรักษา การป้องกันเพียงแค่ ดื่มน้ำให้มาก มากกว่า ๔๐x น้ำหนักตัว(กก.) = จำนวน ลูกบาศก์ซม. ที่ควรดื่มต่อ ๑ วัน และก็ลดหรืองดอาหารบางอย่างที่จะก่อให้เกิดนิ่วของกรดยูริกในไต เช่น หน่อไม้ ขนมจีน แอลกอฮอล์ อาหารที่มีพิวรีนสูง เช่นเครื่องในสัตว์ สัตว์ปีก เป็นต้น ซึ่งก็แล้วแต่บุคคลว่าจะผิดหรือมีปัญหากับอาหารชนิดไหนมาก ต้องสังเกตด้วยตนเอง และอาจใช้ชาหญ้าหนวดแมวดื่มเพื่อขับปัสสาวะไล่กรดยูริกจากไตได้

ครั้งนี้ ศจ.นพ. อมรได้นำเครื่องตรวจอัลตร้าซาวน์ ไตมาตรวจไตด้วย ซึ่งก็ได้ไปตรวจไตของพ่อครูปรากฏว่า ไตมีลักษณะที่ดีมาก ซึ่งบ่งชี้ว่าพ่อครูเป็นต้นแบบในการเป็นอยู่อย่างไรให้สุขภาพดี แม้ ๘๑ ปีก็ยังดูไม่แก่ ไตก็ดีอีกด้วย และในวันรุ่งขึ้น (๘ มิ.ย.) นพ.อมร ยังได้อยู่ตรวจอัลตร้าซาวน์ไตให้กับสมณะ และชาวชุมชนอีกด้วย

วันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๕๘

๐๓.๓๐-๐๖.๐๐ น. พ่อครูนำทำวัตรเช้าและเทศน์ทำวัตรเช้า... อาตมาอธิบายอะไรค้างไว้วานนี้ อธิบายเรื่องของ ความดี ความชั่ว ความสุข ความทุกข์ สี่ตัวนี้ ที่บอกกำชับให้พวกเราทำความเข้าใจให้ดี ว่า ๔ ตัวนี้คือตัวไข การควบคุมกรรม กรรมคือพฤติกรรม กาย วาจา ใจ ทั้ง ๓ พฤติกรรมของคน ผู้สามารถจัดการคุมมโนกรรม จิต หรือ มโน หรือ วิญญาณ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า คือ กาย ตามพระไตรปิฎก ล.๑๖ ข.๒๓๐

วิญญาณเป็นองค์รวมใหญ่ พระพุทธเจ้าหมายวิญญาณว่าต้องมีครบพร้ององค์รวม วิญญาณเป็นสภาพที่มีทั้งรูป/นามครบ พระพุทธเจ้าเลยบอกว่า ถ้าตายไปแล้ว จะเป็นวิญญาณล่องลอย พระพุทธเจ้าว่าไม่ต้องไปคิดอันนั้น วิญญาณต้องมีผัสสะครบ ๖ทวาร แล้วเราจะรู้จักกาย

พระพุทธเจ้าว่า ผู้เป็นบัณฑิตหรือพาลก็ตาม ถ้าไม่ได้ลดความไม่รู้ รูป/นาม ที่เป็นธรรมะสองแล้วทำให้เป็นหนึ่งได้ จะทำให้มากขึ้นก็ได้ในอิทธิวิธญาณ ที่บอกว่า เอโกปิ หุตฺวา พหุธา โหติ, พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหติ

หนึ่ง ขยาย เป็นมากเท่าไหร่ก็ได้ตามที่เรากำหนด หรือให้หลากหลายรวมเป็นหนึ่งก็ได้ เป็นการคุมนิวเคลียร์ ฟิวชั่น ฟิชชั่นได้ ผู้เรียนรู้จิตเจตสิกต่างๆและวิญญาณที่สัมผัสรู้องค์ประชุม รูป/นาม รู้กระแส บวก/ลบ รู้สภาวะอิตถีภาวะ/ปุริสภาวะ คือรู้เพศชาย/หญิง หรือจะเรียกว่ารู้โปรตอน/นิวตรอน เป็นธรรมะสองส่วนสองสภาพ ถ้าจัดการสองสภาพนี้ได้

นิวตรอนคือผู้สามารถทำจิตตนให้มีฐานของอัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา มีพลังงานศักย์ที่เข้าถึงเป็น potential energy เป็นพลังงานแฝง ผู้มีตาทิพย์ของพุทธรู้พลังงานแฝงได้ เริ่มต้นให้เป็นพลังงานนิ่ง รู้ถึงสิ่งที่แตกตัวเป็น genome เมื่อมันเคลื่อนไหวออกมาเป็นวจีวิญญัติหรือกายวิญญัติให้รู้ด้วยอาการ ลิงค นิมิต อุเทส

เราจะสามารถรู้นิวตรอนที่เป็นเนกขัมสิตอุเบกขา รู้รูป ๒๘ ที่เกิดมีปฏิกิริยา ปฏิฆสัมผัสโส มีการแทกออกมา เราเป็นผู้ควบคุม nuclear reactor สามารถรู้อนุโลมปฏิโลม จะไปซ้ายหรือขวา บนหรือล่างเราก็คุมได้ เหมือน x ที่เราควบคุมได้ จะให้บานออกนอกหรือว่าให้ไปเป็นปิรามิดสี่เหลี่ยม จับยอดกลางให้เป็นมุมได้หรือเป็นระนาบก็ได้ ดึงขึ้นให้เกิดเหลี่ยมมุม หรือให้เล็กลง กว้างขึ้น วนครบรอบเลยก็ได้ เพศชายจะมีพลังงานคุม xy ได้ คุมนิวเคลียร์ฟิชชั่นหรือฟิวชั่นได้ ให้เป็นวิการรูปที่ เบาเท่าไหร่ก็ได้ เป็นลหุตา ตามบารมีนะ ที่คุมได้เท่าใดก็แล้วแต่ของคนนั้น

๐๖.๐๐-๐๘.๐๐ น. สัมมนาการศึกษาบุญนิยม ที่ศาลาเฮือนศูนย์สูญ มีพ่อครูไปให้โอวาทในการประชุม...ตอนนี้คงต้องเข้าใจว่าอาชีวะกับสัมมาสิกขาต้องประสานกันให้ดี อย่าเล่นแง่ ขบกันอยู่ แต่ละคนเก่งรู้แง่รู้เชิง อาตมาคิดไม่ทันเลย ไม่รู้จะวิจัยให้กลมกลืนอย่างไร แต่ละคนถือซะว่าเรามาลดอัตตา คนไหนแพ้ก่อนคนนั้นชนะ จริงก็ฟังก็พอเข้าใจนะ อย่ามานั่งยึดมั่นถือมั่น ก็ให้เกียรติกัน อาตมาว่าพวกเราหวังดีกันทั้งนั้น มีเครื่องคัดกรองกันทั้งนั้น มาด้วยจริงใจ ตามภูมิแต่ละคนก็ขัดกันธรรมดา อาตมาก็ปล่อยให้ขัดเกลากัน คนไหนยึดมั่นถือมั่นมากก็กระเด็นไป คนไหนยึดมากจะเอาของเราเอง คนนั้นกระเด็น หากหมู่เห็นเอาอย่างนี้ จะไปสลายเขาได้อย่างไรคุณคนเดียว แกะดำในหมู่แกะขาว เราก็ค้านแย้งไว้บ้างสุดท้ายแม้เราไม่เห็นด้วย แต่มติออกมาแล้วเราก็จบ

เวลาจะใช้ Brain storm เมื่อมีอะไรก็เอาออกมาพูดให้ครบ อภิปรายกันแล้วก็ตัดสิน หากตัดสินได้อย่างลงตัวก็ดี แต่ถ้าไม่ลงตัวก็ต้องโหวต แม้จะแพ้แค่คะแนนเดียวครึ่งคะแนนก็ต้องเอาหมู่ที่ชนะว่า แล้ววางของเรา เลิกอย่ามาเอาของกูอยู่ไม่ต้อง ถ้าแพ้แล้วจบ เอาของที่ชนะไป เราก็รวมตัวไปด้วยกันเลย นี่คือถอดตัวถอดตน หาเป็นตัวกูของกูก็จะชักกะเย่อ ทำให้ช้าเกิดขัดสี เกิดความระแหง ความร้อนหนักเข้าก็เป็นนิวเคลียร์ระเบิดเท่านั้นเอง ไปไม่รอด

เรารู้ทันลดอัตตาให้ทัน มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดีจะให้เราได้ลดกิเลส พวกเรานี่กาม พยาบาทกับโลกธรรมไม่หนักแต่มันหนักที่อัตตา ถ้าเราพยายามลดอัตตากันได้จะไปได้ดีกว่านี้ เพราะฐานพวกเราฐานสาธารณโภคีเป็นอนาคามีนะ ไม่ใช่แค่โสดาฯสกิทาฯ เรื่องอัตตาจะหนักให้รู้ฐานว่าเราต้องศึกษาระมัดระวังอันนี้

๐๙.๓๐ - ๑๐.๓๐ น. เทศน์ก่อนฉัน เรื่อง unseen พ่อครู โดยส.เดินดิน ติกขวีโรและส.แสนดินภูมิพุทธโธ ... โดยได้นำเสนอ ๓ หัวข้อคือ ๑.เว็บไซด์เปิดโลกบุ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน