621209_รายการสำมะปี๋ซี่วิต บ้านราชฯ ครั้งที่ 83.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2562
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์30 KB
วันที่แก้ไข10 ธันวาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

621209_รายการสำมะปี๋ซี่วิต บ้านราชฯ ครั้งที่ 83 อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/1q4LXK3Tfe2NgEbDogWbmfV6PzXRYgIGBvJLFT8VbuZY/edit?usp=sharing

ดาวโหลดเสียงที่ https://drive.google.com/open?id=10SAfPGa8lb97KtDh0mvWC3Q7vIF9FRZB

พ่อครูว่า… วันนี้วันจันทร์ที่ 9 ธันวาคม 2562 ที่บวรราชธานีอโศก SMSวันที่8ธ.ค.2562(วิถีอาริยธรรม พ่อครู ราชธานีอโศก) _จักรพล พุทธพัฒนา : อริยุปาวาท .การติเตียนพระอาริยะเป็นบาป11ประการครับ(มาในพระสูตร) พ่อครูว่า...การตำหนิเป็นการทำให้คนอื่นจะเกิดความไม่พอใจได้อย่างหนึ่ง ต้องตำหนิติเตียนด้วยความเมตตาด้วยความปรารถนาดี ด้วยความรู้ความจริง ติเตียนอย่างรู้ว่าตัวเองเป็นผู้ควรติเตียน เพราะว่ารู้ว่าตัวเองเข้าใจและอยู่เหนือ จะต้องตำหนิผู้ที่อยู่ต่ำและไม่ถูกต้องเป็นเรื่องที่เป็นสัจจะ แต่การติเตียนก็หลีกเลี่ยงวิบากไม่ได้ การติเตียนจึงเป็นเรื่องการเสียสละอย่างหนึ่งของผู้ที่รู้ว่าสมควรต้องติเตียน แต่ผู้ที่ยังไม่สมควรตัวเองยังไม่มีความจริงรู้ความจริงพอที่จะไปติเตียนคนอื่นได้ ก็ไม่สมควรจะไปติเตียนคนอื่น ถ้าทำอย่างนั้นก็จะเป็นวิบากหนักโดยเฉพาะที่กิเลสหหลงตัวหลงตนยกตัวยกตน ไปติเตียนพระอาริยเจ้าเข้า ก็ถึงได้มีวิบากทั้ง 11 ประการตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้

_ สนอง นิละกุล : สัญญาณสะดุดบ่อยครับผม พ่อครูว่า...เป็นได้จากเครื่องรับของคุณเอง องค์ประกอบต่างๆหลายอย่าง เป็นได้ทั้งจากเครื่องส่งมันสะดุด เราก็ยอมรับว่า เทคโนโลยีของเรา low tech ไม่ high tech เราไม่ได้ซื้อแต่ของชั้นยอดมีคุณสมบัติเก่ง เราไม่มีสตางค์ถึงขนาดนั้น แต่ทุกวันนี้เราทำได้ก็ถือว่าเก่งพอสมควรนะ คนอย่างเรา โทรทัศน์เดือนหนึ่งๆมีค่าใช้จ่าย 20 ล้าน ถึง 100 ล้าน

อ่านต่อ

พันล้านบางเจ้า อย่างช่องของรัฐบางช่องเขาให้เดือนละ 1 ล้าน ข้าวของก็ใช้อย่างชั้น 1 ดีๆทั้งนั้นเลย เป็นเรื่องธรรมดาธรรมชาติ ของเราอย่างไรก็ต้องขออภัย เราพยายามสุดที่ คนทำงานของเราก็ทำงานด้วยหัวใจไม่มีใครรับเงินเดือน ช่วยกันด้วยจิตใจทำงานฟรีกันทั้งนั้น ทำได้อย่างต่อเนื่องมาเกิน 10 ปีแล้ว ตั้งแต่พศ. 2550 จนกระทั่งถึงวันนี้ก็ครบ 12 ปีแล้ว

_สมนึก ลายลักษ์ :พ่อครูเป็นผู้ช่วยจิตวิญญาณลูกๆให้ก้าวต่อไปไม่ทัอ

_ป๊อกกี้ คำมหา :อากาศเย็นมากขอพ่อท่านรักษากายให้อบอุ่นอยู่เสมอๆครับ ลูกๆทุกคนเป็นห่วงครับ🙏🙏🙏 พ่อครูว่า...มีคนช่วยดูแลกันอยู่หลายคน ส่วนอาตมาก็ดูแลเรื่องของธรรมะ ดูแลตรวจสอบ ตัวเองต้องพยายามอยู่กับธรรมะ แล้วดึงธรรมะขึ้นมา อาตมาจะอยู่กับธรรมะตลอดจะปรุงแต่งจะนึกคิดอย่างไรก็อยู่กับธรรมะ เดี๋ยวนี้ก็ปลดเกษียณตัวเอง การดูแลบริหารก็ปล่อย นอกจากจะสะดุดตรงนี้ตรงไหนแล้วจะเพิ่มเติมเอาตรงไหน ก็นิดหน่อย นอกนั้นก็มีผู้ช่วยขอบคุณทุกคนที่ช่วยเหลือเฟือฟาย แล้วเราก็มารวมกันเป็นหมู่กลุ่มที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นจริงๆ นำพาช่วยผู้อื่นให้เจริญในทิศทางเป็นอาริยบุคคล ไม่ใช่เจริญด้วยลาภยศสรรเสริญโลกียสุข _5562 :กราบเรียนถามพ่อครู ผู้ที่มาปฏิบัติธรรม แต่มักแสดงกาย วจีท่าทีพูดข่มเบ่ง และแสดงความเกลียดชังคนในแวดวงธรรมะ แบบหยาบคายรุนแรงบ่อยครั้ง พฤติกรรมเช่นนี้จะมีวิบากหรือไม่ อย่างไร? พ่อครูว่า...ตอบไปแล้วว่ามีวิบาก แสดงออกเชิงกระทบผู้อื่นทำให้เขาไม่ชอบใจ แม้จะเป็นสิ่งที่ดีสิ่งที่ถูกต้องอย่างเช่นอาตมาแสดง แสดงออกซึ่งเป็นสัจธรรม แต่ว่ากระทบเขา เขายึดถือผิดเขาก็ไม่ชอบใจก็เป็นวิบาก เรื่องกรรมวิบากเป็นเรื่องลึกซึ้งซับซ้อนมาก แต่จำนน และในสัจธรรม ก็เป็นวิบากที่ไม่แรงและไม่เหมือนกับอกุศลกรรม อกุศลจิต มันบาปแรงบาปหนัก แต่กุศลกรรมในอกุศลจิตก็เบากว่าเมื่อกี้นี้ แต่ถ้ากรรมเป็นอกุศลกรรม แต่จิตเป็นกุศลจิต ก็เบากว่าที่อกุศลทั้งกรรมทั้งจิต ถ้าดีสุด กรรมก็ต้องเป็นกุศล จิตก็ต้องเป็นกุศล อาตมาจิตเป็นกุศลแน่นอนแต่กรรมก็อาจเป็นอกุศลได้ เพราะอกุศลอาตมาไม่ได้หยาบคายเลวร้าย ไม่ได้ทำทายกายกรรมไปทุบตีเขา มันก็มีแต่ทางวาจา ว่าไปแล้วก็ต้องใช้สำเนียงภาษาที่มันดูรุนแรง โดยเฉพาะ แรงๆ กระทบทุจริตใครก็แรงแล้ว ยิ่งลงน้ำหนักซ้ำแล้วซ้ำอีกก็ยิ่งแรง ก็ถือว่ามีวิบากอกุศลบ้าง คำว่ากุศลกับบุญก็สำคัญ อาตมาไม่มีบาปแต่จะเป็นอกุศลที่เป็นโลกียบ้าง บาปเป็นโลกุตระ กุศลอกุศลเป็นสมมติของโลก เป็นโลกียะ แต่บาปกับบุญเป็นโลกุตระ นัยซับซ้อนอาตมาค่อยอธิบายไปเรื่อยๆ

_ใจธรรม:ขอรายงานว่า เมื่อเช้าตลาดบุญนิยมสันติอโศก คนเยอะมากกกค่ะ

สื่อธรรมะพ่อครู(สาธารณโภคี) ตอน พีระมิดสาธารณโภคี _งามใบตอง นิลมณี: น้อมกราบนมัสการค่ะ ดีใจที่ได้รู้จักหมู่กลุ่มมิตรดีอยู่ต่างแดนค่ะ(ชาวญี่ปุ่น) พ่อครูว่า...เป็นนิมิตรดีอย่างหนึ่งที่คนต่างชาติต่างประเทศเขาซาบซึ้งใจจนกระทั่งไปตั้งกลุ่มชุมชนสาธารณโภคี เขาทำได้เก่งกว่าเราเพราะเรายังเล็ก มีสมาชิกจริงๆ 92 คน และมีผู้มาสมทบทดลองร่วมอีก 18 คน รวมแล้วเป็น 120 คนขณะนี้ และสาธารณโภคีของเขาคือสมาชิกที่อยู่ในนั้นไม่มีใคร ยักเงินของตนไว้เลย สมบัติทุกอย่างเอาเข้าส่วนกลางหมดเลย เป็นที่ดินวัตถุ สังหาริมทรัพย์ คือทรัพย์ที่เคลื่อนที่ได้ ส่วนอสังหาริมทรัพย์เคลื่อนที่ไม่ได้ ก็ขายหมดแล้วเอาเงินเข้าส่วนกลางหมด เขาทำได้ แต่อโศกเรา ทำไม่ได้ถึงขนาดนั้น อยู่ในชุมชนนี้ทุกคนทำงานเสียภาษีร้อยเปอร์เซ็นต์ จะยักไม่เป็นของตัวเองบ้างนิดๆหน่อยๆก็ไม่ไปเคร่งครัดขนาดนั้น เราสนใจในภูมิธรรมจิตสูงจึงทำให้ตัวเองบริสุทธิ์ก็เป็นธรรมะส่วนตัว เป็นโลกุตรธรรมส่วนตัวที่จะพัฒนาตัวเองขึ้นเป็นพระอริยะสงฆ์ขึ้นด้วยตัวเอง ใครที่ทำไม่ได้เขาก็ไม่ใช่ เขาก็ไม่เป็นอาริยะสูงขึ้นไปเอง แต่คนที่ไม่ติดยึดแล้วก็มั่นใจ จะมามั่นใจว่าส่วนกลางของเรามีเสนาสนะสัปปายะ อาหารสัปปายะ บุคคลสัปปายะ ธรรมะสัปปายะ เป็นองค์ประกอบของมนุษยชาติที่มั่นคง คุณอาศัยพึ่งพาเกิดแก่เจ็บตายได้หมดไม่ต้องกังวลเลย พึ่งได้จริงๆ ผู้ที่เข้าใจผู้ที่มีภูมิปัญญาแล้วก็ไม่มีปัญหา อยู่ที่นี่อย่างสบายใจได้ แต่ที่เราไม่เหมือนเขาเพราะว่าของเรามีเยอะ มันมีตัวเชื่อมต่อไปสู่ตั้งแต่ยอดพีระมิดไปจนถึงฐานพีระมิดเลย มีทุกระดับ เพราะฉะนั้นคนในโลกปัญญาชนจะค่อยๆเข้าใจถึงเรื่องสาธารณโภคีที่เต็มรูปพีระมิดนี้ แน่นอนคนเก่งๆก็อยู่ที่ยอดพิรามิดก็มีน้อย อยู่ที่ยอดชั้นกลางชั้นล่างไล่ไปตามลำดับละเอียดลออ อย่างเป็นจริงที่สุดกันไป ผู้สูงอายุยืนยาวก็จะได้เห็นการก้าวหน้าไปเรื่อยๆ มีความก้าวหน้าที่ซับซ้อนตัวอย่างเช่นคนจนนี้เป็นคนเจริญ คนไปร่ำรวยสะสมเป็นคนไม่เจริญ ง่ายๆตื้นๆ แต่คนจนก็จะมีเงื่อนไขเยอะ จนอย่างแย่ไม่เอาถ่าน จนไร้สมรรถนะ ขี้เกียจ ผลาญพร่าเละเทะ อย่างนั้นก็ไม่รับหรอก แต่นี่จนอย่างประเสริฐ จนอย่างเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ ขยันหมั่นเพียรสร้างสรร แต่ตัวเองไม่สะสมเอาไว้เป็นของตน ก็เลยจน มีแต่น้อยใช้พอตามเหตุปัจจัย ไม่ถึงกับแก้ผ้าเดินอย่างพวกเชน แต่อยู่อย่างพอเหมาะเสื้อผ้ามีแค่ 2-3 ชุด ง่ายๆสบายๆ ไม่ไปยึดถือว่าจะต้องเอาราคาแพงแบรนด์เนมหรูหรา ใช้แต่ของ ง่ายๆไม่หรูหรา มันมีรายละเอียดเยอะมาทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกในนัยยะละเอียดของสาธารณโภคี ได้อีกเป็นร้อยๆนัยยะ ตั้งหัวข้อขึ้นทำวิทยานิพนธ์ได้มากมาย ซึ่งจะมีคนมาศึกษาและทำในอนาคต

สื่อธรรมะพ่อครู(รูป 28) ตอน ภาวรูป 9 อย่าง _ผีเสื้อ เพื่อธรรม: กราบนมัสการขอรับ..กระผมทำทานด้วยเพื่อลดความโลภความโกรธความหลงในจิตใจเท่านั้นมิได้หวังอันใดดอก พ่อครูว่า...คุณพูดถูก และต้องพยายามทำให้ถูก ทำให้ถูกคืออะไร คุณต้องทำใจในใจของคุณนี้ต้องทำให้ถูก คุณพูดง่ายๆว่าเข้าใจ แต่คุณยังไม่ได้ทำให้เข้าถึงใจ หรือเข้าใจจิตใจไม่ได้ เข้าใจสภาวะยังสับสน ยังเป็นมิจฉาทิฐิอยู่ เช่นคนที่ทำใจในใจ การนั่งหลับตาก็เป็นการสะกดแล้วเขาเข้าใจว่านี่แหละคือความสงบด้วยสมถะ ไม่ใช่สมถะด้วย หลงว่าเป็นสมาธิแบบพุทธด้วย แต่ไม่ใช่ สงบของพระพุทธเจ้านั้นต้องรู้จักกิเลส ต้องรู้จัก อุปธิ อุปธิ ง่ายๆ 1. รู้กิเลส 2. รู้ขันธ์ 5 และ 3. รู้จักอภิสังขาร คนที่เข้าใจกิเลสไม่ได้ไม่รู้จักกิเลสก็โมเมก็เดาไปเรื่อย กิเลสจะต้องเป็นสภาวะของจิตที่มันเกิด แล้วถ้าปฏิบัติกับกิเลสตัวจริงได้จริงจะเป็นผลจริงก็คือตัวที่เป็นปัจจุบันสัมผัสอยู่เดี๋ยวนี้เป็นปัจจุบันมีตาหูจมูกลิ้นกายภายนอก มีองค์ประกอบ ปัญญา ญาณ วิชชา อาโลก แสงสว่าง เปิดรับทวารทั้ง 5 ตาหูจมูกลิ้น กายและโผฏฐัพพะ ตัวจริงที่จะไปก่อกิเลสหลักคือตาหูจมูกลิ้น ใจร่วมกับ โผฏฐัพพะเป็น 1 เรียกว่ากาย รูปนามรวมเป็น 1 ในภาวะ 2 ภาวะของรูปที่จะต้องเป็นสิ่งที่ถูกรู้ชัดเจนด้วยนาม แยกนามไว้เป็นตัวรู้จึงมีแค่ 9 รวมแล้วเป็นอุปาทายรูป 9 ก็มี 4 ภายนอก โผฏฐัพพะคือภายนอก กายกับใจอีก 1 จะมีรูปกับนาม ตากับรูป หูกับเสียง จมูกกับกลิ่น ลิ้นกับรส นอกนั้นก็โผฏฐัพพะกับใจรวมเป็น 1 คือรวมเป็น ภาวรูป 9 ที่เป็นโคจรรูป วิสยรูป อันนี้อธิบายยากกว่า วิการรูป 5 ที่รวมกายวิญญัติ วจีวิญญัติ ในวิการรูปด้วย ที่พูดนี้มีสภาวะรองรับ บางทียังมีสัญญาวิปลาสกำหนดผิดพลาดอยู่บ้าง คนที่ไม่รู้ไม่ศึกษาแท้จริง ไม่รู้จักรูปนาม โดยเฉพาะอุปาทายรูป 24 แล้วใช้นาม 5 ไปเรียนรู้ นาม 5 เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ในพระไตรปิฎกเล่ม 16 วิภังคสูตร สูตรแรก หากไม่มีนาม 5 ปฏิบัติธรรมครบ ไม่มีรูป 28 ทั้งดินน้ำไฟลมและอุปาทายรูป 24 คุณปฏิบัติอย่างไรก็ไม่ได้เป็นพระอรหันต์ แยกไม่ออกไม่เข้าใจ แล้วคุณจะรู้จักกิเลสและไม่เป็นกิเลสได้ครบบริบูรณ์ได้อย่างไร พระพุทธเจ้าจึงยกให้ ว่าดับอาสวะบางอย่าง ยิ่งไปนั่งหลับตาปิดทวาร 5 จะได้กี่อย่างกันภายใน การไปหลงผิดนั่งหลับตาไม่ได้ดับกิเลสแต่ลืมกิเลส หรือว่าคุณนั่งปฏิบัติก็ได้แต่สิ่งที่คุณเคยทำได้ แล้วก็แยกไม่ออก เขาก็มีบารมีเคยทำได้อาสวะบางอย่างสิ้น จะเป็น สัทธานุสารี ผ่านสัทธาวิมุติมาบ้างแล้ว หรืออาจมีกายสักขีบ้างนิดหน่อย แต่ก็จะไม่มีรายละเอียด เพราะคนที่เป็นกายสักขียังไม่ได้เข้าใจวิโมกข์ที่บริบูรณ์ สัมผัส วิโมกข์ 8 ด้วยกาย อันนั้น ซึ่งเป็นผู้ที่อาสวะหมดสิ้น ถ้าจะให้อาสวะหมดสิ้นต้องเป็นผู้ที่สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย กายสักขี ก็ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย อาสวะบางอย่างหมดไปได้

สื่อธรรมะพ่อครู(อจินไตย) ตอน ฐานะของพ่อครูสมัยพุทธกาล _สะพานบุญ...ในสมัยพุทธกาล พ่อครูเกิดในฐานะอะไรครับ พ่อครูว่า...อาตมาก็เคยบอก บอกไปแล้วก็ไม่อยากบอก เพราะว่าบอกไปแล้วคนไม่เชื่อและทำให้ศรัทธาตก อาตมาก็ไม่มีปัญหาหรอกเชื่อหรือไม่เชื่อ ปัจจุบันนี้อาตมาเป็นโพธิรักษ์ แล้วอาตมาก็ทำงานทางศาสนาพุทธเต็มที่ คุณก็ติดตามฟังดูตรวจสอบตามพระไตรปิฎก ที่เป็นหลักฐานสูงสุด ยิ่งรู้ภาษาบาลีเป็นภาษาที่ตายแล้วดิ้นไม่ได้ ท่านแปลเป็นภาษาไทยมา ฉบับที่ท่านแปลมาก็ดี ไม่ว่าจะเป็นฉบับจุฬาลงกรณ์ฯ มหามกุฏฯก็ใช้ได้ อาตมาใช้ฉบับหลวงเป็นหลัก ออกตีพิมพ์เป็นครั้งแรกพศ. 2500 รัฐบาลช่วยกันทำเลยเรียกว่าเป็นฉบับหลวง อาตมาก็ใช้ฉบับนั้นเป็นหลักตรวจสอบดีๆ จะบอกไปอีก ว่า อาตมาอธิบายความเป็นพระสารีบุตร และอาตมาก็เคยอธิบายยืนยันเคยบอกกับคนว่า มีคนถามว่าท่านเป็นพระสารีบุตรมาเกิดใช่ไหม อาตมาก็บอกว่าใช่ อาตมาก็ขยายความพระสารีบุตรด้วยอธิบายอย่างชัดเจน หลายนัยเลย นัยยะหนึ่งอาตมาบอกว่าเป็นสารีบุตร แต่ใครอย่ามาเข้าใจว่าอาตมาเป็นพระสารีบุตรเพราะว่าพระสารีบุตรตายไปแล้วตั้งแต่ยุคพระพุทธเจ้าโน่น ตายก่อนพระพุทธเจ้าด้วย เพราะฉะนั้นมาเกิดในร่างนี้ไม่ใช่พระสารีบุตร ร่างนอนตายไปแล้ว หรือแม้แต่จะเป็นนามธรรมของพระสารีบุตรมาเกิดเป็นอาตมา ก็ไม่ใช่นามธรรมของพระสารีบุตรองค์นั้น ถ้าใครว่าอาตมาเป็นพระสารีบุตรพระองค์นั้น บอกว่าเป็นนามธรรมของพระสารีบุตรแท้ๆเต็มๆเลยมาเกิด คุณดูถูกอาตมา ว่าอาตมาไม่เจริญเลย คิดดูสิ ถ้าเกิดตั้งไม่รู้กี่ครั้งแล้วตั้งแต่ตอนโน้นจนถึงตอนนี้ เกิดมาไม่รู้กี่ครั้งแล้วไม่เจริญเลย ยังเป็นพระสารีบุตรอย่างเดิมอยู่ คุณดูถูกอาตมามากซึ่งมันไม่ใช่อาตมาไม่ใช่พระสารีบุตรอันนั้น นี่คือรายละเอียดของสัจจะ เพราะฉะนั้นอย่าไปศึกษาอย่างนั้น เราทำความเข้าใจเป็นแต่เพียงเป็นฐานศึกษาปฏิบัติ ว่าทุกอย่างปฏิบัติมาแต่เหตุและต่อเนื่องกันไปหมด ถ้ายึดมั่นเป็นอันเดิม คุณปรินิพพานไม่ได้ เพราะอันเดิมคืออวิชชา คนนั้นเกิดมาจากอวิชชา คนที่ไม่สามารถเรียนรู้สิ่งที่เป็นปรินิพพาน สูญได้ เขาจึงหลงอัตภาพเป็นอวิชชา เป็นเทวะพระเจ้าใหญ่สุดสูงสุดเป็นพระศาสดา ที่จริงความรู้ของพระศาสดาก็คือความรู้ของตัวเอง เขาฝากแฝงไปกับพระเจ้า ว่าเป็นสิ่งสูงสุดแล้วไม่มีใครแก้ไขความสูงสุดนี้ได้ยึดมั่นถือมั่นความสูงสุดของพระเจ้า พระศาสดาแต่ละองค์ก็มีพระเจ้าต่างกัน เขาก็ยืนยันว่าของเขาเป็นพระเจ้าจริงอันอื่นไม่ใช่พระเจ้า ก็แย้งกันไปด้วยความไม่เข้าใจจริง ของพระพุทธเจ้านั้น ยืนยันสูงสุดว่าศาสนาพุทธไม่มีพระเจ้า เพราะว่าพระเจ้าเป็นวิญญาณนิรันดร วิญญาณคือธาตุที่เป็นจิตนิยาม ศาสนาพุทธได้เรียนรู้แล้วทำลายจิตวิญญาณจิตนิยามตนเองหายสาบสูญ แยกธาตุเป็นอุตุนิยามได้ อย่างมีหลักเกณฑ์มีสัจจะยืนยัน เพราะฉะนั้นจิตวิญญาณถึงไม่ใช่ขึ้นกับพระเจ้า ไปแล้วสลายเองศูนย์หมดเลย พระเจ้าเป็นเจ้าของจิตวิญญาณของเราเองไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้น ศึกษาให้ดีจะรู้ความจริงที่ซับซ้อนลึกซึ้งเหล่านี้มากมายเยอะแยะเลย

สื่อธรรมะพ่อครู(อจินไตย) ตอน อภัพพ อาภัพพะ _สิกขมาตุกล้าข้ามฝัน...พ่อครูพูดถึง อาภัพ ใจดิฉันคิดย้อนแย้ง มันคิดว่ามันไม่ใช่อาภัพของพ่อท่านหรือพระโพธิสัตว์ ปางยิ่งสูงขึ้นต้องไม่อาภัพ แต่มันเป็นกรรมชุดหนึ่งที่รอบนี้ต้องมาแบบพรรคกระยาจกหรือเปล่า ยิ่งลูกพ่อท่านชาวอโศกก็ต้องอาภัพมากกว่าอีก พ่อครูว่า...เรื่องนี้เกินกว่าความพ้นทุกข์มันเป็นนัยยะสำคัญที่บอกความจริงให้รู้ ลิงค ที่มีความแตกต่าง 3 นัย ภัพพ แล้วก็มาเป็น อภัพพะ แล้วก็ อาภัพพะ ภาษาไทยก็ตัด พ พานอันหลังทิ้งก็เป็น อาภัพ ทีนี้รากศัพท์แท้ๆ ภัพพ ก็แปลว่า ควรมี ควรเป็น ภัพพ ก็มาจากคำว่า ภพ ชาตินั่นแหละ เพราะฉะนั้นเมื่อเกิดแล้วมีแล้ว เราก็ต้องอาศัย ภพอาศัยชาติอยู่ ภพชาติที่เราควรจะอยู่มันก็ควรเป็นภพชาติที่ดีใช่ไหม ปัจจุบันคุณมีภพอาศัย ภพเป็นรูปและมีชาติเป็นนาม เป็นเทวะ หรือเป็นกาย static และ dynamic เป็นสภาพ 2 เราเกิดเราก็ควรเป็นคนที่ควรมีควรเป็นอย่างไร เป็นอาริยะ หรือเป็นโพธิสัตว์ก็ควรเป็นได้ ก็เป็นสิ หรือเป็นพระพุทธเจ้า ยิ่งควรเป็นใหญ่เลย อย่างอาตมาพากเพียรสั่งสมบารมีเพื่อเป็นพระพุทธเจ้า ภัพพ แปลในฐานะ เป็นสิ่งที่มีสิ่งที่เป็นไม่ใช่สิ่งที่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ยังมียังเป็น ก็ควรจะเป็นคนที่มีที่เป็นอย่างแท้จริง ก็สั่งสมบารมีให้เป็นพระอริยบุคคลจนกระทั่งเป็นพระอรหันต์ เป็นพระโพธิสัตว์ สูงที่สุดจนเป็นพระพุทธเจ้าก็เป็นคนที่ควรมีควรเป็น อาตมาก็ปฏิบัติให้ควรมีควรเป็น จนเป็นพระโพธิสัตว์ระดับ 7 อาตมานี่แหละคือ อภัพพะ คือเป็นคนที่ควรมีควรเป็น แต่มาเกิดกับประชาชนในยุคนี้ที่เป็นคนตาบอด เป็นคนตาถั่ว เป็นคนที่ตาไม่เคยรู้ไม่เคยเห็นไม่เคยเข้าใจ ก็เลยมอง อภัพพะ เปิดสิ่งที่ควรมีควรเป็น อาตมาเป็นอภัพพบุคคล โดยสมมุติพยัญชนะ แต่สภาวะจริงๆ อาตมาเป็นคนควรมีควรเป็น แต่พยัญชนะ อภัพพ แปลว่าไม่ควรมีควรเป็น ส่วน อาภัพพะคือ จะว่าใช่ก็ไม่ใช่ จะว่าจริงก็ไม่จริง ดีไม่ดี สับสน เพราะฉะนั้นคนที่ยังไม่มีภูมิรู้ก็สับสนเลอะเทอะไม่เชื่อเราด้วย เพราะฉะนั้นผู้ที่จริง ผู้ที่เกิดมาเป็นพระอริยะเป็นพระโพธิสัตว์คนที่ยังไม่มีภูมิเป็นคนอาภัพ มองคนที่เป็นพระโพธิสัตว์ตัวจริง ไม่เอา คนนั้นก็ยังอาภัพอยู่ตลอดกาล รู้จักคนที่จริงคนที่ควรมีคนรู้จัก อภัพพะ ก็ปฏิเสะ อภัพพะ คนนี้คือคนอาภัพที่แท้จริง จบไว้แค่นี้ดีกว่าเดี๋ยวจะวน

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน พ่อครูเป็นไก่ตัวพี่ในยุคนี้อย่างไร _ทำไมเปรียบพระโพธิสัตว์ผู้พี่ว่าเป็นไก่มีนัยยะอะไรหรือเปล่า พ่อครูว่า...เป็นคำเปรียบเทียบของพระพุทธเจ้า เรียกผู้ที่รู้ก่อนเจาะไข่ออกมาได้เป็นคนแรกและก็เป็นไก่ตัวพี่ นอกนั้นออกมาจากเปลือกไข่ไม่ได้ เน่าตายอยู่ก็ออกจากกรอบโลกียะไม่ได้ ยังเกิดตายอยู่ในไข่อยู่ในกรอบ ออกจากไข่ไม่ได้ จะไข่อะไรก็แล้วแต่ต้องเจาะกระเปาะออกมาทั้งนั้น ท่านก็เอาไก่มาเป็นตัวอย่าง เราเป็นไก่ตัวเกิดได้ก็เจาะกระเปาะไข่ออกมาได้เป็นคนแรก เป็นคนที่รู้จักโลกุตระธรรมของศาสนาพุทธที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ตรัสรู้เหมือนกัน ท่านเป็นคนแรกในยุคนี้ ซึ่งไม่มีศาสนาพุทธเกิดมา อยู่ในยุคพุทธันดรที่ไร้ศาสนาพุทธมาพอสมควรแล้ว ท่านก็มาอุบัติขึ้นในยุคนี้ที่สมควรจะเกิดสมควรจะต้องโปรดมนุษย์ได้แล้ว พระพุทธเจ้าก็มาโปรดกับมนุษย์ในยุคที่แย่ มีมาฆบูชาครั้งเดียว มีพระอรหันต์มาร่วมโดยไม่ได้นัดกัน 1,250 พระพุทธเจ้าองค์อื่นก็จะมีมากกว่านั้น เอาละไม่ขยายความต่อ แล้วอย่าไปเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าสมณโคดมฐานะต่ำต้อยกว่าองค์ที่มีมาฆบูชาหลายสิบครั้ง ครั้งละเป็นล้านคน อย่าไปเปรียบเทียบ ภูมิธรรมเท่ากัน อันนี้ก็เป็นอจินไตยที่เป็นพุทธวิสัย อย่าไปคิดเดี๋ยวหัวแตก 7 เสี่ยง ไก่ที่เจาะฟองไก่หรือฟองไข่ออกมาเป็นคนแรกได้ อาตมาบอกว่าอาตมาเป็นไก่ตัวพี่ในยุคนี้ล้อเลียนกับยุคพระพุทธเจ้า อาตมาเกิดมาชาตินี้มีภูมิรู้ของตนเองมาแต่อดีตชาติ ไม่ได้เรียนรู้ธรรมะจากใครเลยในยุคนี้ นิยตโพธิสัตว์ชัดเจนจะเกิดต้องมาเปิดฉากในยุคหนึ่งได้โดยไม่ต้องมีใครมาเป็นอาจารย์อย่างเช่นอาตมาเกิดมาในยุคนี้ อาตมาก็ประกาศอยู่ว่าโพธิสัตว์ผู้พี่อยู่ที่ไหน มาหาน้องหน่อย แต่โพธิสัตว์ผู้พี่เกิดมาต้องสะสมได้มวลมากกว่าอาตมาอีก แต่อยู่ไหน มวลเป็นรูปธรรม มวลมีตัวตนบุคคลเลย มีพฤติกรรมสังคมมีองค์ประกอบ สัปปายะ 4 อย่างพร้อมมูล ยืนยันได้ มีการปกครอง รัฐศาสตร์แบบนี้ เศรษฐกิจแบบนี้สังคมแบบนี้ ซึ่งความรู้นี้เป็นสากลเขาก็ศึกษากัน ของเราก็มาศึกษากันสิเป็นสิ่งวิเศษเป็นเรื่องมหัศจรรย์ เศรษฐศาสตร์ก็มหัศจรรย์มาก รัฐศาสตร์ก็มหัศจรรย์มาก บริหารโดยไม่ต้องบริหารเพราะว่าพวกคุณเลี้ยงง่ายบำรุงง่าย มักน้อยใจพอ เพราะฉะนั้น เลี้ยงง่าย จริง กินอยู่ไปมาง่ายกว่ากันเยอะบริหารทางเศรษฐกิจก็ง่าย เป็นเศรษฐกิจที่วิเศษง่ายไม่ต้องวุ่นวายมากมายเงินทอง ต้องคิดบัญชีต้องคิดวิธีการหมุนเวียนอะไรไม่ต้องมากเลยพวกเราสบายๆไม่ต้องคิดหนักใจ นักบัญชีการเงินมาทำงานที่นี่เบากว่าทำงานทางโลกไม่รู้กี่ต่อ มาที่นี่ไม่ซับซ้อน ไม่ยาก คนเกิดมาในยุคนี้เป็นคนอาภัพ ไปเห็นสัตว์ใต้ต้นโพธิ์เป็นโพธิสัตว์ก็เลยน่าสงสาร ก็เลยเป็นคนอาภัพ เจริญไม่ได้ อาตมาขออธิบายซ้ำอีก อาตมาว่าอาตมาเกิดมาอาภัพ เพราะคนส่วนใหญ่เขาเห็นอาตมาไม่ใช่คนจริงๆไม่ใช่ อภัพพะ ตัวจริง ไม่ใช่ ภัพพะ ที่ควรมีควรเป็น เขาก็เห็นเป็นอภัพพะ ทั้งที่มันใช่ เขาก็เลย อาภัพ เป็นภาษาสิริมหามายา กำลังอธิบายให้รู้ความจริงชัดเจนเต็มรูป _ใสกลางเพ็ญ.. วิโมกข์แปลว่าอะไรคะ พ่อครูว่า...วิโมกข์ แปลว่า ความหลุดพ้น แล้วก็มีหลักเกณฑ์ของความหลุดพ้นนี้ 8 ข้อ ผู้มีรูป ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย (รูปี รูปานิ ปัสสติ) ต้องอาศัยตาหูจมูกลิ้นกายในการสัมผัส จึงมีข้อนี้ได้ ตาบอดแต่กำเนิดศึกษาไม่ได้ แต่ไม่แน่ ถ้าเด็กคนนี้มีภูมิธรรมเก่า แม้จะตาบอดตั้งแต่ไม่เดียงสา แต่ตาดีตั้งแต่เกิด แต่มาตาบอดตั้งแต่ 7 ขวบ เป็นต้น ก็ยังสามารถศึกษาได้ ถ้ามีบารมีเก่า แล้วได้สัมผัสโลกยุคนี้ตั้ง 7 ปี แม้เป็นเด็กก็มีบารมีจะรู้เร็วได้มากกว่ากัน ดีไม่ดีทำได้ด้วย เป็นบารมีของเขา เป็นอัจฉริยะ พรสวรรค์เก่า อันผู้เข้าถึงแล้ว พึงทบทวนตรวจสอบอย่างอนุโลมบ้าง อย่างปฏิโลมบ้าง ทั้งอนุโลมและปฏิโลมบ้าง หรือบางขณะก็อยู่ในอารมณ์บางขณะก็ไม่อยู่ในอารมณ์แห่งวิโมกข์ 8 อยู่บ้าง-ไม่อยู่บ้างตามคราวที่ต้องการ ตามที่ปรารถนาและตามกำหนดที่ประสงค์ จึงบรรลุเจโตวิมุติ - ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะสิ้นไป เพราะทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน นี้เรียกว่า อุภโตภาควิมุติ พตปฎ. เล่ม 10 ข.66 (มหานิทานสูตร)

_แจ๊ว น้อมยอดธรรม...ดิฉันก็ประทับใจเรื่องอาหาร 4 เมื่อสมัยไม่ฟังธรรม สักกายะชอบอาหาร แต่พอฟังธรรมก็ไม่ต้องชอบก็ได้ กินตัวอื่นก็ได้ คิดว่ามันอยู่ที่ใจเราแข็งแรงหรือไม่ คำข้าวนี้เป็นอาหารค้ำชูชีวิตหรือค้ำชูกิเลส เราไม่ได้คิด เราคิดแค่ว่าร่างกายเราแข็งแรงก็พอ ต่อมาสิกขมาตุบอกธรรมะ 2 ทำให้เลิกฝัน แต่ก่อนไปตามโลกีย์เขามีฉันก็ต้องมีได้ แต่ปัจจุบันฟังพ่อครูแล้ว ตอนนั้นไปทางทุรกันดาร แต่ตอนนี้กินพออยู่ได้ อาหาร 4 กับวิโมกข์ 8 มันเหมือนกันหรือไม่ พ่อครูว่า..มันก็ต่างกันแต่ก็เข้าใจได้เหมือนกันรวมกันเป็นหนึ่งได้นี่แหละเป็นเรื่องของอิทธิวิธญาณ ญาณที่มากมาย ปาฏิหาริย์ทำให้เป็นหนึ่งก็ได้ ทำให้เป็นมากมายก็ได้ ทำให้มีอยู่ก็ได้ทำให้ไม่มีก็ได้ ทำให้มากมายกลายเป็นศูนย์ทำให้ศูนย์กลายเป็นมากมายก็ได้ เอโกปิ หุตฺวา พหุธา โหติ, พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหติ

_พระอวโลกิเตศวร ใช่พระโพธิสัตว์กวนอิมหรือไม่ มีจริงหรือไม่ ท่านเป็นโพธิสัตว์ระดับใด __สวรรค์นรกมีจริงหรือไม่แล้วมันคืออะไร ? เห็นหลวงปู่บอกว่าคติคือทางดำเนินแห่งจิต _พญานาคมีจริงหรือไม่ จริงๆแล้วมันคืออะไร ผมเคยอ่านเจอในนิทานชาดกครับ พ่อครูว่า...เป็นปัญหาโลกแตก คนก็คงอยากรู้ ถ้ายังเอาแต่ถามนี่จะนานมากและจะไม่ได้เข้าใจอย่างสมบูรณ์แบบ เหมือนอย่างคนคนนึงที่ถูกลูกศรอาบยาพิษยิงมา บาดเจ็บมาอย่างหนักเมื่อมาถึงเพื่อนพี่น้อง ก็บอกว่าต้องรีบผ่าลูกศรออกจากร่างกายจะได้รักษาให้หาย แต่คนที่ถูกยิงมานั้นก็บอกว่าไม่ได้ไม่ให้ผ่า จะต้องรู้สึกก่อนว่าคนยิงชื่ออะไร เป็นผู้ชายหรือผู้หญิง เป็นลูกใครหลานใคร ลูกศรนี้เอามาจากไหนอาบยาพิษอะไร ต้องดูก่อนถึงจะให้ผ่าคนคนนี้จะตายก่อนหรือไม่ ตายก่อน เพราะว่าสิ่งที่อยากรู้มันมีเยอะเหลือเกิน เพราะฉะนั้นให้เขาผ่าลูกศรออกเสียก่อนเถิดแล้วค่อยๆเรียนรู้ไปตามหลัง สมมุติพวกนี้ พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบไว้ เหมือนคนถูกลูกศร อยากรู้จังเลย พระพุทธเจ้าบอกว่าให้ทำการศึกษาไปตามลำดับจะปฏิบัติได้ผลเร็วที่สุดสั้นที่สุดอย่างน่าอัศจรรย์ เรียงตามลำดับ ศีล สมาธิ ปัญญา การศึกษาของศาสนาพุทธก็มี ศีล สมาธิ ปัญญา จะไปทรมานร่างกายสะกดจิตอย่างไรไม่มีทางบรรลุหรอก

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน เจ้าแม่กวนอิมคือพระอวโลกิเตศวร _พระอวโลกิเตศวรใช่พระโพธิสัตว์กวนอิมหรือไม่ แล้วมีจริงหรือไม่ พ่อครูว่า...ท่านเป็นโพธิสัตว์ระดับใด ..พระอวโลกิเตศวรตามตำนานที่ได้เล่ากันมา คือพระโพธิสัตว์ใหญ่ มีปณิธานสูงยิ่ง แล้วท่านก็เป็นโพธิสัตว์มานาน แน่นอนว่านานก็ต้องใหญ่กว่าอาตมาแล้วท่านจะไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสานได้ง่าย เพราะว่าท่านมีปณิธานจะสอนให้คนในโลกมนุษย์ชนเป็นพระอรหันต์ให้ได้หมดเสียก่อนและท่านจึงจะปรินิพพานสุดท้าย เพราะฉะนั้นจึงเป็นอุดมคติเป็นปณิธานที่อุดมคติ ถ้าเราเข้าใจปณิธานอุดมคตินี้ จะเป็นตัวตนบุคคลเราเขาจริงหรือไม่ ก็ไม่ต้องไปคิด แต่ปณิธานนั้นดีไหม ดีสุดๆเลยก็เอาอันนี้เป็นตัวหลักก็แล้วกัน แต่เป็นจริงไม่ได้อย่างนั้น อาตมาไม่เอาหรอกปณิธานอย่างโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร แม้ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าก็ขอเป็นสมัยเดียว ไม่ขอเป็นสมัยที่ 2 สร้างศาสนาและ หรือไม่แน่อาตมาอาจจะไม่ได้สร้างศาสนาแม้จะบรรลุแล้วเหมือนพระพุทธเจ้าแต่ก็จบ ตอนนั้นก็อยู่ที่ อนิจจตา อาตมาอาจจะไม่ประกาศศาสนาเลยในโลกแต่อาตมาบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณเท่ากับพระพุทธเจ้าแล้วเป็นพระโพธิสัตว์ ตัวเองไม่ตัดสินใจประกาศศาสนาในโลกในยุคใดยุคหนึ่ง ปรินิพพานเป็นปริโยสานเลยก็เป็นสิทธิของอาตมาก็ไม่ต้องไปคิดไม่ต้องกังวลเรื่องเหล่านี้ มันเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละบุคคล อาตมาก็ยังแบ่งรับแบ่งสู้ อาตมาตั้งใจจะไปเป็นพุทธเจ้า อย่างน้อยได้สยัมภู แล้วก็ปรินิพพานเป็นปริโยสานไป แต่ก็ได้ช่วยศาสนาพุทธมามากมายจนเมื่อยน่าดูแล้ว มันหมดความเบื่อรำคาญแล้ว แต่ก็เบื่อ เป็นสิทธิของเรา ศาสนาพุทธมีสิทธิเป็นสิทธิของเจ้าของตัวเองทำได้ตัดสินเอาเอง สรุปว่าพระอวโลกิเตศวรจะมีตัวตนจริงหรือไม่มีตัวตนจริง ก็ได้ จะเป็นเจ้าแม่กวนอิมหรือไม่ก็เขาว่าอย่างนั้นโดยอวตารมาเป็นปางหนึ่ง เชิงคิดคือ ผู้หญิงเป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้เป็นหลักการของศาสนาพุทธ แต่ก็สามารถเป็นผู้ที่เป็นพระโพธิสัตว์ สามารถที่จะช่วยเหลือมนุษยชาติได้ยิ่งใหญ่ ถ้าหาก กวนอิมคือ อวตารของพระอวโลกิเตศวรคือคนที่ยังไม่ยอมตายไม่ยอมพัฒนา แต่เอาภาคที่เป็นผู้หญิงก็มาใช้งาน บางคนว่าหากเป็นผู้หญิงก็เป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้ก็เลยเป

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน