บันทึกไม่ลับของมาลาลา.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
'บันทึกไม่ลับของมาลาลา'ด.ญ.ยอดนักสู้ : คอลัมน์ เปิดโลกวันอาทิตย์ โดย... บุญรัตน์ อภิชาตไตรสรณ์ ด.ญ. มาลาลา ยูซาฟไซ วัย 14 ปี อาจจะเป็นสาวน้อยธรรมดาๆ คนหนึ่งในหมู่บ้านมิงโกรา บริเวณหุบเขาสวัต ทางตะวันตกเฉียงเหนือของปากีสถาน ที่เส้นทางชีวิตได้ถูกลิขิตไว้ว่าจะต้อง เดินตามรอยบรรพบุรุษ โดยผู้หญิงมีหน้าที่เป็นแค่ทาสในเรือนเบี้ย ไร้การศึกษาและไม่มีสิทธิมีเสียงเท่าเทียมกับผู้ชาย แต่เพราะเธอมีความคิดต่างไปจากเพื่อนร่วมรุ่นราวคราวเดียวกันที่ยอมจำนนกับ คำขู่ของกลุ่มติดอาวุธตาลีบันที่ครอบครองพื้นที่บริเวณหุบเขาแห่งนั้น ซึ่งได้มีบัญชาประกาศิตห้ามขาดไม่ให้เด็กนักเรียนหญิงไปโรงเรียน แต่เธอก็ต่อต้านคำสั่งอันไม่ชอบธรรมนั้นด้วยการเขียน "บันทึกประจำวัน" ลงในบล็อกของบีบีซีภาคภาษาอูรดู โดยใช้นามแฝงว่า "กุล มาไค" ขณะมีอายุแค่ 11 ปีเท่านั้น "หนูอยากจะกรีดร้อง ตะโกนบอกให้คนทั่วโลกได้รับรู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับพวกเรา แต่ก็เป็นไปไม่ได้ ตาลีบันอาจจะฆ่าหนู ฆ่าพ่อ ฆ่าทั้งครอบครัวของหนู หนูอาจจะตายโดยไม่ทิ้งร่องรอยอะไรเลย ด้วยเหตุนี้หนูจึงเลือกจะเขียนบันทึกโดยใช้ชื่ออื่น แล้วก็ได้ผล หุบเขาของเราเป็นอิสระแล้ว" ตอนที่เริ่มเขียนบล็อกให้บีบีซี มาลาลา เริ่ม พูดภาษาอังกฤษได้บ้าง ใน "บันทึกประจำวัน" มาลาลา ได้ บอกเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่กลุ่มตาลีบันยึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ บริเวณหุบเขาสวัต แล้วนำกฎหมายอิสลามหรือกฎหมายชาเรียมาใช้เพื่อจำกัดเสรีภาพของผู้หญิงและ เด็ก ในบันทึกประจำวันของเธอกล่าวว่า "ตอนที่ตาลีบันมาที่หุบเขานี้ พวกเขาก็ห้ามผู้หญิงไม่ให้ไปตลาดหรือไปช็อปปิ้ง ห้ามแต่งกายสีสันฉูดฉาด" แต่จุดเริ่มต้นการขัดขืนของเธอมีขึ้นเมื่อ ตาลีบันเริ่มมีบัญชาประกาศิตห้าม เด็กหญิงไปโรงเรียน โดยเฉพาะการสั่งปิดโร
อ่านต่อ
งเรียนของเธอในหุบเขาแห่งนั้น ซึ่งมีนักเรียนราว 600 คนเมื่อปี 2553 เพราะไม่ต้องการให้เด็กผู้หญิงมีโอกาสได้เล่าเรียนหนังสือ ตาลีบันได้สั่งทำลายโรงเรียนถึงกว่า 150 แห่งเฉพาะปี 2551 เพียงปีเดียว มาลาลา ยูซาฟไซ ซึ่งขณะนั้นมีอายุแค่ 11 ปี ได้ลุกขึ้นคัดค้านตาลีบันอย่างไม่กลัวหน้าอินทร์หน้าพรหมใดๆ นับตั้งแต่ปี 2552 เธอเริ่มเปิดตัวให้สัมภาษณ์สื่อสิ่งพิมพ์และสถานีโทรทัศน์หลายแห่งทั้งในและ ต่างประเทศ มุ่งมั่นสนับสนุนให้ผู้หญิงได้เรียนหนังสือ ใบหน้าของเธอเริ่มเป็นที่คุ้นเคยของชาวปากีสถาน จากวีรกรรมหาญกล้าของเธอที่กล้าท้าทายความไม่เป็นธรรมในสังคมที่กีดกันไม่ ให้เด็กหญิงมีโอกาสได้รับการศึกษาเหมือนกับเด็กชาย รวมทั้งวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มติดอาวุธตาลีบัน นิวยอร์กไทม์สและบีบีซีถึงกับถ่ายทำสารคดีชีวิตของเธอ เหนืออื่นใด ยังทำให้เธอได้รับรางวัลสันติภาพเด็กระหว่างประเทศจากมูลนิธิสิทธิเด็ก โดยสาธุคุณเดสมอนด์ ตูตู เป็นคนมอบให้เมื่อปีที่แล้ว ในปลายปีเดียวกัน เธอได้รางวัลสันติภาพแห่งชาติของปากีสถานที่จัดขึ้นครั้งแรก ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นรางวัลสันติภาพ มาลาลา แห่งชาติซึ่งจะมอบให้แก่เด็กที่อายุน้อยกว่า 18 ปี จากประสบการณ์ได้ค่อยๆ หล่อหลอมให้ มาลาลา ตระหนัก ถึงสิ่งที่อยากทำในอนาคต เธอเพิ่งใหัสัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ "เดอะ ดอว์น" หรือ "รุ่งอรุณ" เมื่อต้นปีว่า อยากจะตั้งพรรคการเมืองของเธอเอง มุ่งเน้นส่งเสริมการศึกษาเพียงอย่างเดียว จากจุดนี้ทำให้หลายคนมองว่าเธอเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านกับกลุ่มติดอาวุธ ตาลีบัน ทั้งๆ ที่มีอายุไม่ถึง 15 ปีด้วยซ้ำไป รางวัลที่ มาลาลา ได้ รับเท่ากับตบหน้ากลุ่มตาลีบัน ซึ่งได้ขู่ให้เธอวางมือจากการเคลื่อนไหวดังกล่าวถึง 3 ครั้งด้วยกัน โดยระบุความผิดว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่ส่งเสริมแนวคิดตะวันตก แต่ ด.ญ. มาลาลา ไม่สนใจคำขู่นั้น ท้ายสุดผู้นำกลุ่มตาลีบันก็มีบัญชาประกาศิตเมื่อสองเดือนที่แล้วให้สังหารเด็กหญิงผู้นี้ แล้วเหตุร้ายก็เกิดขึ้นในเย็นวันที่ 9 ตุลาคม 55 เพื่อนของ มาลาลา บอกเล่าด้วยอาการสะอึกสะอื้นน้ำตาไหลรินว่าก่อนที่รถโรงเรียนจะเคลื่อนออกจากโรงเรียน "...พวกเขาหยุดรถโรงเรียนของพวกเรา พวกเขาขี่จักรยานมา ผู้ชายคนหนึ่งที่สวมหมวกฮู้ดปิดหน้าเอาปืนชี้มาที่พวกเรา อีกคนหนึ่งก็ตะโกนถามว่า... พวกแกคนไหนวะชื่อ มาลาลา ลุกขึ้น ไม่งั้น กูยิงพวกมึงทุกคนเลย นังนั่นน่ะมันโฆษณาต่อต้านทหารของพระเจ้า มันจะต้องถูกลงโทษ" ทันใด นักรบตาลีบันก็จดจำใบหน้าของ ด.ญ. มาลาลา ได้ จึงจ่อยิงเธออย่างเผาขนที่ศีรษะและที่ลำคออย่างเลือดเย็นและเหี้ยมโหด มาลาลา ได้รับบาดเจ็บสาหัสแต่เธอก็ยังดวงแข็งรอดมาได้ท่ามกลางการสวดมนต์ภาวนาของคนทั่วโลกขอพรให้เธอพ้นขีดอันตรายกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง เมื่อการผ่าตัดในปากีสถานไม่ได้ผล สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ก็รีบส่งเครื่องบินที่มีอุปกรณ์ทางการแพทย์พร้อมพาตัว เธอไปยังอังกฤษแล้วก็มีการผ่าตัดด่วนที่โรงพยาบาลควีน อลิซาเบธ ทางภาคกลางของอังกฤษ แพทย์ของโรงพยาบาลแห่งนั้นต้องเร่งผ่าตัดซ้ำเพื่อรักษากะโหลกศีรษะที่เสีย หาย รวมถึงการฟื้นฟูระบบประสาท กระทั่งเธอกลับมามีชีวิตอีกครั้ง โดยคำถามแรกหลังฟื้นคือ ตอนนี้เธออยู่ที่ไหน พร้อมกับฝากขอบคุณผู้ให้กำลังใจทุกฝ่าย รวมทั้งหมอและพยาบาล ด้วยกำลังใจอันเข้มแข็ง หลังจากฟื้นสติกลับมาไม่นาน มาลาลา ก็สามารถลุกขึ้นยืน พยายามเดินด้วยตัวเองและเริ่มเขียนหนังสือได้บ้างแล้ว ....................................... นี่คือส่วนหนึ่งของไดอารีออนไลน์ที่ มาลาลา เขียนขณะมีอายุแค่ 11 ปี วันเสาร์ 3 มกรา 2552 : ฉันกลัว เมื่อวานนี้ หนูนอนฝันร้าย ฝันเห็นเฮลิคอปเตอร์ของทหารและของตาลีบัน หนูเริ่มฝันร้ายอย่างนี้บ่อยๆ หลังจากทหารเริ่มปฏิบัติการทางทหารแถวหุบเขาสวัต แม่จะเตรียมอาหารเช้าให้หนูก่อนจะเดินทางไปโรงเรียน หนูกลัวมากเลยเวลาต้องไปโรงเรียนเนื่องจากตาลีบันมีคำสั่งห้ามขาดไม่ให้เด็ก หญิงทุกคนไปเรียนหนังสือที่โรงเรียน ระหว่างเดินออกจากโรงเรียนกลับบ้าน หนูได้ยินเสียงผู้ชายคนหนึ่งพูดว่า "กูจะฆ่ามึง" หนูรีบสาวเท้าเร็วๆ สักพักหนึ่งจึงหันกลับไปมองข้างหลังดูว่าผู้ชายคนนั้นยังเดินตามหลังหรือไม่ แต่แล้วก็ถอนหายใจเฮือก โล่งอกที่เห็นเขากำลังพูดโทรศัพท์และอาจจะขู่ใครบางคนทางโทรศัพท์นั้น วันจันทร์ 5 มกรา : อย่าสวมชุดสีสดใส หนูกำลังจะสวมชุดนักเรียนก่อนจะไปโรงเรียน แต่แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าครูใหญ่บอกกับพวกเราว่าอย่าสวมชุดนักเรียน ให้สวมชุดธรรมดาๆ แทน หนูก็เลยเตรียมสวมชุดโปรดสีชมพูสดใส นักเรียนหญิงคนอื่นๆ ก็ล้วนแต่สวมชุดสีสันสดใส อยู่โรงเรียนก็เลยเหมือนกับอยู่ที่บ้าน เพื่อนคนหนึ่งเข้ามาพูดกับหนูว่า "โอ พระเจ้า ช่วยบอกฉันตามตรงนะว่าตาลีบันจะเข้ามาโจมตีโรงเรียนของพวกเราหรือเปล่า" ช่วงที่มีการประชุมตอนเช้า พวกเราก็ได้รับการบอกเล่าว่าไม่ควรสวมชุดที่มีสีสันสดใสเพราะพวกตาลีบันไม่ ชอบ วันพุธ 14 มกรา : ฉันอาจจะไม่ได้ไปโรงเรียนอีกแล้ว หนูอารมณ์ไม่ดีตอนไปโรงเรียน เนื่องจากการปิดเทอมในช่วงหน้าหนาวจะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้แล้ว ครูใหญ่ประกาศเกี่ยวกับวันหยุดแต่ไม่บอกว่าจะเปิดเทอมเมื่อใด นี่เป็นครั้งแรกที่เกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้น แต่ก่อนนั้นจะมีการย้ำชัดเจนว่าโรงเรียนจะเปิดเทอมเมื่อใด ครูใหญ่ไม่ได้ให้เหตุผลกับพวกเราว่าทำไมถึงไม่ประกาศว่าจะเปิดเรียนเมื่อใด แต่หนูเดาว่าเป็นเพราะตาลีบันประกาศห้ามเด็กนักเรียนหญิงเรียนหนังสือ ตั้งแต่วันที่ 15 มกรา เป็นต้นไป ครั้งนี้ประกาศชัด บรรดาเด็กผู้หญิงไม่มีใครตื่นเต้นเมื่อถึงวันปิดเทอมเพราะพวกเราต่างรู้ว่า ถ้าตาลีบันเอาจริงกับคำสั่งห้ามขาดไม่ให้เด็กนักเรียนหญิงเรียนหนังสือ พวกเราก็คงไม่ได้มาที่โรงเรียนอีก นักเรียนหญิงบางคนมองในแง่ดีว่าโรงเรียนอาจจะเปิดอีกครั้งในเดือนกุมภาพันธ์ แต่หลายคนบอกว่าครอบครัวกำลังจะย้ายไปอยู่ที่เมืองอื่นเพื่อให้ลูกๆ มีโอกาสได้เรียนหนังสือ วันนี้จึงเป็นวันสุดท้ายของโรงเรียน พวกเราตัดสินใจจะเล่นกันที่สนามหญ้าให้นานขึ้นอีกสักหน่อย หนูได้แต่หวังลึกๆ ว่าโรงเรียนจะต้องเปิดเรียนในสักวันหนึ่ง แต่เมื่อเดินออกจากโรงเรียน หนูเหลียวหลังกลับไปมองตัวอาคารแล้วก็รู้สึกเหมือนกับว่าจะไม่มีโอกาสกลับมา อีกแล้ว วันเสาร์ 15 มกรา : สะดุ้งตื่น ตลอดทั้งคืนมีแต่เสียงปืนใหญ่ดังสนั่นจนหนูสะดุ้งตื่นถึง 3 ครั้ง แต่เนื่องจากไม่ต้องไปโรงเรียนอีกแล้ว หนูจึงตื่นสายตอน 10 โมงเช้า จากนั้นพวกเพื่อนก็มาหา แล้วเราก็คุยกันถึงเรื่องการทำการบ้าน วันนี้เป็นวันสุดท้ายก่อนที่ประกาศิตของตาลีบันจะเริ่มมีผล เพื่อนของหนูพูดถึงเรื่องการทำการบ้านราวกับว่าจะไม่มีอะไรจะเกิดขึ้นใน ชีวิตประจำวันของเราอีกแล้ว วันนี้อีกเช่นกันที่หนูได้อ่านบันทึกประจำวันที่เขียนให้แก่บีบีซีภาคภาษาอู รดู แม่ของหนูชอบนามแฝงว่า "กุล มาไค" มาก หนูก็ชอบชื่อนี้เช่นกันเพราะชื่อจริงของหนูมีความหมายว่า "ฟาดฟันกับความเศร้า" ....................................... (หมายเหตุ 'บันทึกไม่ลับของ มาลาลา 'ด.ญ.ยอดนักสู้ : คอลัมน์ เปิดโลกวันอาทิตย์ โดย... บุญรัตน์ อภิชาตไตรสรณ์)