560911_คำต่อคำ รายการเผชิญหน้า (Face Time) จากสปริงนิวส์ สัมภาษณ์พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ที่สันติอโศก (1).doc.docx

โฟลเดอร์8. การเมืองบุญนิยม
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์531 KB
วันที่แก้ไข25 มกราคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

560911_คำต่อคำ รายการเผชิญหน้า (Face Time) จากช่องสปริงนิวส์สัมภาษณ์พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ที่สันติอโศก เผชิญหน้ากับสมณะโพธิรักษ์ ช่วงที่ ๑ 1270 79375 ดนัย ...เปิดรายการ.....ระยะนี้เขาเรียกกันว่าหน้าข้าวหน้าเหล้า เกิดความอึกกระทึกครึกโครมทางการเมืองเต็มไปหมด ประชาธิปัตย์กำลังเดินสายเชื่อมโยงองค์กร ขณะเดียวกันคุณสุริยใส กตศิลา เขาเรียกตัวเขาเองว่าผู้ประสานงานกลุ่มกรีน แต่ผมไม่แน่ใจว่ากลุ่มกรีนกับคุณสุริยใส นั้นเป็นหน้าฉากของใครผมไม่ทราบ คุณสุริยใสกำลังเดินสายอีกทางหนึ่งเชื่อมโยง ๕๐ องค์กร แต่สุดท้ายปลายทาง ก็ต้องยอมรับกันว่า ประชาธิปัตย์ สุริยใส ๑๒ องค์กร ๕๐ องค์กร มีปลายทางเดียวกัน ก็แยกกันเดินสักครู่ เดี๋ยวเขาก็จะไหลมรวมกัน ในภาวะที่จะไหลมาหลอมรวมกันนั้น หนึ่งในองค์กรที่ ทั้งประชาธิปัตย์ และสุริยใส บอกว่าจะเรียงร้อยหลอมเข้ามาเป็นหนึ่งในขบวนการเพื่อล้มรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ ก็คือ สำนักสันติอโศก หลายคนมีคำถามเยอะ หลายคนเขาตั้งปุจฉากันขึ้นมาว่า ถ้าเปรียบกับพระที่ร้อนผ้าเหลือง นอนวัดไม่ได้ ทุกๆจังหวะทีได้ทีเสียทางการเมือง ต้องออกมานอนนอกวัด ต้องออกมานอนข้างถนนทุกครั้ง ไม่เข้าใจ นี่คือประเด็นที่ทำให้ต้อง นำคุณผู้ชมมาสันติอโศก มา กราบนมัสการ ท่านสมณะโพธิรักษ์เจ้าสำนักสันติอโศก ดนัยว่า....กราบนมัสการครับท่านครับ เมื่อสักครู่ผมเปิดรายการแรงไปไหมครับ? พ่อครูว่า...ก็คุณพูดเบาๆจะแรงได้อย่างไร.... ดนัย...คำถามคือ....เขาบอกว่าท่านร้อน ร้อนอะไรไม่ทราบนะฮะ ทุกจังหวะที่การเมืองเขายุ่ง ท่านนอนวัดไม่ได้เลย ต้องออกมานอนข้างถนนทุกที พ่อครูว่า...อาตมาเป็นคนที่ทนไม่ได้ต่อใจกรุณา พระพุทธเจ้าสอนว่าเรามาเรียนรู้จักทุกข์แล้วก็มาแก้ทุกข์ซะ ก็เห็นว่าการแก้ทุกข์ได้นี่มันวิเศษสำหรับมนุษย์ อาตมาก็

อ่านต่อ

ฝึกตนเอง ให้เรียนรู้ทุกข์และก็แก้ทุกข์ให้กับตนเองได้ เมื่อรู้จักทุกข์เห็นทุกข์ตนเองได้ คนอื่นเขาก็เป็นคนเหมือนอาตมา คนอื่นๆเขาทุกข์อาตมาก็เห็นคนอื่นเขาก็ทุกข์ อาตมาก็เห็นใจเขา เมตตาเขาว่า เขาไม่มีทางออกเหมือนอาตมา อาตมาก็จำเป็นที่จะต้องมาบอกเขา เพื่อที่จะให้เขาพ้นทุกข์ ออกมาเมื่อเห็นคนทุกข์ คนที่ทุกข์มีจำนวนมากในประเทศ อาตมาก็ยิ่งจำเป็นที่จะต้องออกมา มันผิดหรือไง? ดนัยว่า...ด้วยความเคารพจริงๆครับ หลายคนเขาสับสนในจุดยืนทางการเมือง ของท่านโพธิรักษ์ก็คือ เพราะใครชวนไปล้มรัฐบาล ไปหมด เขาชวนไปล้มรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ไป ชวนไปล้มรัฐบาลย่ิงลักษณ์ก็ไป งั้นจุดยืนทางการเมืองของท่าน... พ่อครูว่า... จุดยืนของอาตมาก็คือ...อาตมาเข้าใจว่า การเมืองก็คือการไปทำงานเสียสละ ผู้ไปรับใช้ประเทศชาติ ไม่ใช่ไปโลภโมโทสัน ยิ่งไปทุจริตคิดโกงอย่างนั้นไม่ใช่งานการเมือง นั่นมันโกงเมืองกินเมือง ไม่ใช่การเมือง เพราะฉะนั้นผู้ไปปฏิบัติก็ปฏิบัติ เราก็พอมีปัญญา แม้ไม่ฉลาดเฉลี่ยวเท่าไหร่ ก็เห็นได้ว่าไม่ซื่อสัตย์ เขามาเอาเปรียบเอารัด แทนที่จะมารับใช้ประชาชนตามที่เขาหาเสียง แต่เสร็จแล้วเขาไม่ได้รับใช้ประชาชน เขามาขูดรีดเอาเปรียบประชาชน เอาประชาชนเป็นเบี้ยล่าง ด้วยวิธีการอะไรก็แล้วแต่ อาตมาก็ไม่ฉลาดนัก แต่พอรู้ว่าเขามาเอาเปรียบประชาชน อยู่เหนือประชาชนมาเอาเปรียบเอารัด ไม่ได้มารับใช้ประชาชนจริง ก็ ๘๑ ปีมาแล้ว ตั้งแต่รัฐบาลประชาธิปัตย์ อย่าว่าแต่รัฐบาลนี้เลย ตามปัญญาอาตมาเห็น คนอื่นไม่เห็นก็ไม่รู้ แต่มันเห็นจริงๆว่าไม่เข้าท่าเราก็ออกมา จึงต้องออกมา แต่ตอนไม่ถึงยุคที่อาตมาต้องออกมาทำ อาตมาก็ยังไม่ออกมา พอถึงยุคที่อาตมาพร้อมจะออกมาทำ อาตก็ออกมาทำ ช่วงที่อาตมาพร้อมจะออกมาทำอาตมาก็เห็นรัฐบาลชุดนี้ เท่าที่เห็นได้รู้ได้ ว่ามันไม่ใช่นี่ อย่างนี้ประชาชนแสนทุกข์ทรมานอาตมาก็ออกมาท้วงออกมาทำงานช่วยประชาชน ตามที่อาตมาบวชแล้วมาทำงานนี่ แล้วตอนบวชใหม่ๆก็ไม่ได้ออกมา แต่เมื่อถึงเวลาพร้อมก็ออกมา เมื่อออกมาแล้วในช่วงที่อาตมาเห็นก็ไม่เห็นว่ารัฐบาลคณะไหนที่จะเป็นอย่างที่อาตมาคิด ดนัยว่า...แปลกใจว่าสมัยก่อนที่พันธมิตรฯมาชวนท่านออกไปล้มรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ท่านก็ออก กาลเวลาต่อมาเปลี่ยนเป็นรัฐบาลย่ิงลักษณ์ ประชาธิปัตย์มาชวนไปล้มรัฐบาลย่ิงลักษณ์ ท่านก็ออก เขาจึงสับสนจุดยืนทางการเมืองของท่าน พ่อครูว่า...สับสนเพราะเขาเองเขาไม่เข้าใจว่า อาตมาเองต้องการการเมืองแบบไหน? จึงมาเสนอการเมืองแบบที่อาตมาต้องการ ดั้งนั้นที่ไม่ต้องการเราก็ต้องล้ม นี่เป็นสิทธิตาม รัฐธรรมนูญเลย ดนัยว่า...ทีนี่ถึงจุดที่น่าสนใจ...ก็ออกมาด้วยคำอธิบายว่า เพราะรัฐบาลทำไม่ถูกต้อง ไม่ว่ารัฐบาลหน้าไหนก็แล้วแต่ ก็ออกมาเลย พ่อครูว่า...ไม่ใช่หน้าไหน คุณอย่าไปพูดอย่างนั้น เมื่อใดที่หน้าไหน ดนัยว่า..เมื่อใดที่รัฐบาลชุดไหนทำไม่ถูกต้อง ท่านก็จะออก พ่อครูว่า...คุณใช้อย่างนี้ถูกต้อง ดนัยว่า...ออกมาอยู่กับมวลชน ทีนี้มันก็มีส่ิงที่ น่าสนใจอยู่อย่างหนึ่งคือ บริบทของสังคมเปลี่ยนไปมาก บริบทประเทศ บริบทการเมือง บริบทประชาชน ก็เปลี่ยนไปเยอะ สมัยก่อนวิธีชุมนุมอาจจะกดดันและก่อให้เกิดจุดเปลี่ยนทางการเมืองได้ แต่ว่าเดี๋ยวนี้ฟืนมันเปียก จุดไม่ติด วิธีการชุมนุมผู้คน ปรากฎว่าไม่สำเร็จอีกแล้ว ท่านไม่ลองคิดใหม่ทำใหม่วิธีการใหม่ๆ ในการที่จะสร้างจุดเปลี่ยนทางการเมืองบ้างหรือ? พ่อครูว่า...แหมอาตมา ก็ไม่เชื่อว่าคุณจะไม่เข้าใจอาตมานะ อาตมาเชื่อว่าคุณจะต้องฟังๆ ดูๆแลๆพฤติกรรมที่อาตมาพากันทำนี่บ้างเหมือนกัน แต่ทำไมไม่เข้าใจ อาตมาว่า อาตมาออกมาทำงานการเมืองนี่อาตมาทำงานการเมืองในวิถีใด เป้าหมายใด มี Concept ใด คุณน่าจะเข้าใจ อาตมาบอก แม้ไม่กี่วันนี่อาตมาก็พูด ที่เวทีที่สวนลุมฯนี่ว่า อาตมามาทำงานการเมือง นี่ อาตมาไม่พาพวกเรามาชนะ ไม่ได้มาข่มใครแพ้ ไม่ได้ต้องการเอาแพ้ชนะใคร แต่อาตมามาทำงานการเมืองเพื่อให้มันเจริญ อาตมาก็พูดหยกๆเลย อาตมาไม่ได้มานั่งเข่นฆ่า จะได้ไปชนะ จะต้องไปรุกรานใครไม่ อาตมาต้องการมาพัฒนาการเมือง พัฒนาการเมืองหลักของอาตมาก็คือ พัฒนาประชาชน เพราะฉะนั้นนักการเมืองก็ประชาชน ผู้ที่จะไปทำงานการเมือง ก็ประชาชน อาตมาตีถัวทำงานให้ประชาชนรับรู้ว่า การเมืองต้องเป็นเช่นนี้ นี่คือหลักการของอาตมา ดนัยว่า...ผมจะหยิบเอาประเด็นที่ท่านพูดตอนแรกว่า ธง เป้าหมาย ส่ิงที่ต้องการอยากเห็นคือ ถ้าผมจะออกจากบ้านแล้วเดินตามท่าน ไปนอนที่ข้างถนนด้วย ผมย่อมอยากรู้ว่า ท่านมีแนวคิดที่จะออกแบบระบบ ออกแบบประเทศอย่างไร ก็อยากจะกราบเรียน ความชัดเจนจากท่านตรงนี้ อย่างที่เขาพูดกันว่า แนวคิดของท่านและอีกหลายท่านในพันธมิตรฯ คือ ต้องการที่จะแช่แข็งประเทศ ๕ ปีอะไรประมาณนั้น ท่านออกแบบไว้อย่างไร พ่อครูว่า...อาตมานิยามการเมืองหรือประชาธิปไตย เอาไว้ ๑๐ ข้อ ว่าการเมืองหรือประชาธิปไตยควรจะเป็นเช่นนี้ ตั้งแต่ออกมาปรากฎตัวเร่ิมมาทำงานการเมืองอย่างนี้ อาตมาก็นิยามอันนี้มาแล้ว การเมืองใหม่ที่เป็น ประชาธิปไตยแท้ๆ 1. งานการเมืองต้องมีคุณธรรมและเป็นกุศล 2. นักการเมืองต้อง “รู้จัก” ประชาธิปไตยที่แท้ 3. นักการเมืองต้อง “สอน” หรือเผยแพร่ประชาธิปไตยให้กับประชาชน (ประชาชนก็ใส่ใจขวนขวายเรียนรู้ ไม่ใช่รู้แค่ว่าไปเลือกตั้งเท่านั้น) 4. นักการเมืองต้องเป็นผู้พึ่งตัวเองได้แล้ว 5. นักการเมืองต้องเป็นผู้มักน้อยสันโดษ 6. นักการเมืองต้องไม่ทำงานการเมืองเป็นอาชีพหากิน 7. งานการเมืองต้องเป็นงานอาสาเสียสละ 8. นักการเมืองจะต้องไม่มีอคติ (ต้องพ้น อคติ ๔) 9. นักการเมือง คือ ผู้มีอิสระแท้จริง ไม่เป็นทาสโลกธรรม 10. งานการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่งานเพื่อตัวเรา เพื่อครอบครัว เพื่อหมู่พวก เพื่อพรรค แต่เป็นงานเพื่อบ้านเมือง เพื่อประชาชนทั้งมวล เพื่อผู้อื่นที่พ้นไปจากตัวเอง พ้นไปจากครอบครัว พ้นไปจากหมู่พวก แม้แต่พ้นไปจาก “พรรค” ของตน ดนัยว่า..คิดว่ามุมคิดตรงนี้คือต้องการคนดีที่จะเข้ามาบริหารจัดการประเทศนะฮะ พ่อครูว่า...ถูกต้อง อันนี้คุณพูดรวมถูกต้องแล้ว ดนัยว่า... แล้ววิถีที่จะนำไปสู่จุดเปลี่ยนตรงนั้น สมัยเสธ.อ้ายก็เคยถามเสธ.อ้าย เขาก็ว่า จะแช่แข็งนักการเมืองไป ๕ ปี ถ้าผมถามสมัยเสธ.อ้ายผมถามเสธ.อ้ายว่าจะนำไปสู่จุดเปลี่ยนตรงนั้นอย่างไร เสธ.อ้ายก็บอกว่าต้องแช่แข็งนักการเมือง ๕ ปีเพื่อจัดระเบียบประเทศใหม่ ถ้าผมกราบเรียนท่านสมณะโพธิรักษ์จะว่าอย่างไรครับ? พ่อครูว่า...อย่าว่าแต่ ๕ ปีเลย มากกว่า ๕ ปีก็ได้ถ้าไม่พร้อม ก็ควรจะต้องให้มีคณะมาทำงานไปพลางก่อน โดยไม่สำเร็จรูปอย่างที่มันเป็นอยู่นี่ สำเร็จรูปแล้วมันก็ล้มเหลวกันอยู่อย่างนี้ เพื่อชะลอแล้วก็มีการจัดทำให้มีการปรับปรุงจัดแจงให้เรียบร้อย เพราะฉะนั้นในแนวคิดที่เสธ.อ้ายพูดนั้น อาตมาก็เห็นด้วยกับเสธ.อ้ายก็เลยไปร่วม เพราะว่าที่ทำกันอยู่นี่มันใช้ไม่ได้ พูดก็พูดเถอะว่า วิธีทำการเมืองหรือรัฐศาสตร์ในไทย ทำไมเข้าใจการเมืองและสอนอย่างนี้ การเมืองคือการรับใช้ประชาชนก็เป็นภาษาพูด พูดว่าไปรับใช้ แต่พฤติกรรมไม่ได้รับใช้ประชาชน ไม่ได้เสียสละให้แก่ประชาชนเลย มีแต่โลภโมโทสันเอาเปรียบประชาชน เอาแค่พฤติกรรมนิดๆหน่อยๆที่เห็นง่ายๆคือผู้แทนประชาชนมีเงินเดือนเป็นแสน ยังไม่พออีกต้องไปหาเบี้ยเลี้ยงหาเงินที่จะได้ข้างเคียงอีกมากมาย อย่างนี้มันไม่ใช่มาทำงานการเมือง ดนัยว่า...เราจะแก้ปัญญาที่เกิดเฉพาะหน้าอย่างไร ก็กลับมาสู่ประเด็น วิถีหรือวิธีที่จะนำไปสู่จุดเปลี่ยนอย่างที่เราต้องการ ท่านบอกว่าเห็นด้วยกับแนวคิดของเสธ.อ้าย คือการแช่แข็งนักการเมืองไป ๕ ปีหรือมากกว่านั้น ในจังหวะที่แช่แข็งนักการเมืองก็เอาคนที่บทบาททางการเมืองออกไปให้หมดก่อน และก็จัดบุคคลกลุ่มหนึ่งเข้าไปบริหารประเทศชั่วคราวก่อน บุคคลกลุ่มนั้นใครเป็นคนจัดหา? และมาอย่างไร? พ่อครูว่า...ถ้าเผื่อว่ามันเป็นผลสำเร็จ เราจัดการได้ ก็นั่นแหละพวกเราจะเป็นคนจัดหา ตามเหมาะตามควร ตามที่เรามั่นใจว่า ถ้าทำอย่างนั้นมันไม่ได้เรื่อง เราจะหาคนอย่างนั้นไปทำงานซ้ำมันก็โง่ตาย ต้องหาคนที่จะทำได้ดีกว่านี้ขึ้นไปทำ ดนัยว่า...คนที่จัดหานั้นต้องมีคณะ เช่นคณะพันธมิตรฯ คณะกองทัพธรรม คณะกปท.หรือบรรดาแกนนำม๊อบทั้งหลายจะเป็นผู้ที่ สรรหาบุคคลไปบริหารประเทศชั่วคราว? พ่อครูว่า...ก็ต้องอย่างนั้นสิ ก็ต้องพยายาม เราไม่ทำให้เป็นเหมือนเดิม เราจะไปทำเหมือนเดิมก็โง่ตายสิ ทำแล้วแล้วเราจะทำให้เป็นเหมือนเดิมหรือเลวกว่าเดิม มันก็โง่ตายเลยไปทำทำไม มันต้องทำให้ดีขึ้น เท่าไหร่เราก็พยายามทำให้สุดความสามารถ ไม่แกล้งหรอก ได้แค่ไหนก็แค่นั้น ดนัยว่า...ถ้าท่านสมณะโพธิรักษ์น่ะฮะ ผมกราบท่านได้สนิทใจ ผมเจอหน้าพล ต.จำลอง ศรีเมือง ผมก็กราบได้โดยสนิทใจ แต่บรรดาแกนนำหลากเผ่าหลายพันธุ์ที่ไหลมารวมกัน เพื่อล้มรัฐบาลนะฮะ มันมีที่มาแตกต่างหลากหลายกัน มีวาระที่ไม่เหมือนกันเลยเสียทีเดียว แต่ถ้าบุคคลเหล่านี้รวมกันแล้วมีอำนาจ ไปเลือกคนมาปกครองประเทศมันไม่เสี่ยงเกินไปหรือ จะไว้ใจเขาได้หรือ? พ่อครูว่า...ไว้ใจก็ต้องใว้ใจสิ นั่นเป็นวิธีการของคนอยู่แล้ว ใครก็ต้องเลือกคนที่เขาไว้ใจอยู่แล้ว เราก็ต้องเลือกที่สุดแห่งที่สุดของความคิด อย่างที่คุณบอกเราก็ต้องหาคนที่ไว้ใจ หาคนที่มีสมรรถนะความสามารถอย่างเหมาะอย่างควร อันนี้เป็นสามัญธรรมดาคนก็มีปฏิภาณทำอยู่แล้ว ทำได้เท่าไหร่เราก็ทำสุดที่เท่านั้น จะต้องไปกะเกณฑ์ว่าจะต้องให้ได้เท่านี้ ไม่ดีกว่านี้ไม่ทำ ไม่ทำแล้วคุณจะไปทำทำไม ดนัยว่า... ถ้าเช่นนั้นหลักคิดตรงนี้ ก็ถึงจุดที่คนทั้งสังคม คนทั้งแผ่นดิน ต้องตัดสินใจแล้วล่ะ ว่าไปทางซ้ายคือแนวทางของท่าน นั่นก็คือว่าให้คนกลุ่มหนึ่งตัดสินใจเลือกคนขึ้นมาบริหารประเทศจะช่วงเวลากี่ปีก็แล้วแต่ อีกทางเลือกหนึ่งนั้น ให้ประชาชนทั้งประเทศ เขามีโอกาสได้ตัดสินใจด้วยตนเองผ่าน ระบบการเลือกตั้ง หาคนที่จะมาทำหน้าที่ปกครองประเทศ ถึงจุดที่มันต้องเลือกอย่างนี้ใช่ไหมครับ? พ่อครูว่า...วิธีนั้นเขาก็ทำกันมาแล้ว วิธีเลือกตั้งไม่เห็นว่ามันดีขึ้น วิธีการเลือกตั้งมีแต่เลวลงๆ คุณเห็นด้วยหรือไม่? หรือคุณคิดว่าการเลือกตั้งทุกวันนี้มันดีขึ้น? การเลือกตั้งขณะนี้มันใช้ได้หรือ? เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งนี่พักไว้ก่อนเลย เราไม่ได้หมายความว่าประชาธิปไตยไม่เอาการเลือกตั้ง มันเป็นวิธีการทีี่สากลแน่นอนอยู่แล้ว แต่มันต้องพร้อม แต่ตอนนี้ยังไม่พร้อมต้องระงับไว้ก่อน ต้องทำหลักใหญ่ก่อนหลักใหญ่ที่อาตมาหมายก็คือ "สร้างคน" ดนัยว่า...มันคล้ายๆอย่างนี้ไหมครับ คล้ายๆกับจะย้อนกลับไปเมื่อ ๒๕๔๙ มีการรัฐประหารแล้วคัดเลือกคนมากลุ่มหนึ่ง ทำหน้าที่บริหารประเทศ ซึ่งคณะรัฐมนตรีสมัยพล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ ลงมาถึงระดับรัฐมนตรี ส่องกล้องมองทีละคน มีข้อดีทั้งนั้นเลย ดีจริงๆ ประวัติดีมาก เกียรติประวัติยอดเยี่ยม ไหลมารวมกันเป็นครม. คมช. บริหารประเทศ สังคมไม่สมใจ ประชาชนผิดหวัง นั่นคือวิธีการที่จะแก้ปัญหาของประเทศได้จริงหรือไม่? พ่อครูว่า..เป็นวิธีการเดียวกัน แต่คนที่เลือก กลุ่มคนที่เลือก ก็คงจะไม่ใช่กลุ่มเดียว ดนัยว่า..สมัยปี '๔๙ ทหารเลือก ต่อไปนี่ ๒๕๕๗ จะเป็นแกนนำผู้ชุมนุมหลากหลายกลุ่มที่ไหลมารวมกันเป็นตัวเลือก อาจจะเป็นคุณสนธิ คุณจำลอง อาจจะเป็นไทกร พลสุวรรณ อาจจะเป็นท่านสมณะโพธิรักษ์ มาเลือกคนบริหารประเทศ ใช่ไหม? พ่อครูว่า...ใช่เราต้องใช้วิธีนั้น แล้วทีนี้อีกอันหนึ่ง ที่คุณพูดนั่นน่ะ คุณเองคุณอย่าไปยึดมั่นถือมั่นว่า ทุกอย่างมันจะต้องเป็นเช่นนั้นนิรันดร คือคนที่เลือกเข้ามา กลุ่มที่เลือกเข้ามา จะใช้ไม่ได้ ใช้ไม่ได้ อาตมาว่าคุณอย่าทำงานดีกว่า คุณดูถูกคนเกินไป ว่าคนดีกว่านี้ไม่มีอยู่ในสังคมโลกหรือสังคมประเทศ ก็คนดีในสังคมประเทศ อาตมาให้เกียรติเขาอยู่ว่า กลุ่มคนดีกว่านี้ และเราพอจะรู้ว่า คนในประเทศไทยนี้ ดีกว่านี้มีจำนวนพอที่จะขึ้นไปบริหารประเทศได้ เราคิดว่านะ พอเข้าใจ ที่ว่าเราจะไม่ให้เป็นแบบเดิม เรามีตัวอย่างให้เห็นแล้ว เราก็ต้องพยายามอย่าให้ซำ้รอยที่มันล้มเหลวสิ ข้อสำคัญมันอยู่ที่ความจริงใจของคนทำงาน คนทำงานนี่จริงใจจะทำให้ประเทศให้พัฒนา ยกฐานะจากที่มันทรุดเสื่อมให้มันเจริญขึ้น จริงหรือไม่ หรือว่าอาศัยงานการเมืองเพื่อตัวเองจะได้มาฉวยโอกาสอย่างที่เป็นนี่ มันตรงนี้ต่างหากเล่า ดนัยว่า..ผมเข้าใจว่าเป้าหมายการมองปัญหาที่ตรงกันก่อนนะ มันอาจจะต่างกันตรงที่วิถี ที่จะนำไปสู่จุดเปลี่ยนนะฮะ เราพักสักครู่แล้วจะนำไปสู่ช่วงที่สอง ดนัยว่า...ผมจะกลับมาถามท่านตรงๆนะครับ ทำไมท่านไว้ใจประชาธิปัตย์ ทั้งๆที่ครั้งหนึ่งท่านเคยชุมนุมไล่เขามาก่อน ผมจะกลับมาหาคำตอบจากท่านในช่วงที่สอง ท่านผู้ชม วันนี้ผมเริ่มจากการที่ ไล่เรียงโครงความคิดความเชื่อเฉพาะกลุ่มสันติอโศกเสียก่อนเป็นพื้นฐาน จึงได้เข้าใจเมื่อเห็นร่องรอย ของความคิดตรงนี้แล้วก็จะเข้าใจ ในเชิงของรายละเอียด ว่าทำไมต้องเคลื่อนไหวอย่างนั้น ไปร่วมกับกลุ่มนั้น ในช่วงสุดท้ายนี้เป็นคำถามที่ต้องขอคำตอบกันเลยว่า ทำไมจึงไว้ใจประชาธิปัตย์ เขามาเชิญให้ท่านสมณะโพธิรักษ์ออกไปร่วมเคลื่อนพลบนท้องถนน ไล่รัฐบาลย่ิงลักษณ์ ทั้งๆที่ท่านสมณะโพธิรักษ์ ก็เคยชุมนุมขับไล่รัฐบาลประชาธิปัตย์มาก่อน และเพื่อร่วมรบสหายร่วมรบของท่านสมณะโพธิรักษ์ อย่างพันธมิตรฯ ก็ประกาศ ตัดชื่อประชาธิปัตย์ก่อนหน้านี้ไม่นาน ก็น่าแปลก เผชิญหน้ากับสมณะโพธิรักษ์ ช่วงที่ ๒ ดนัยว่า...กลับมาเผชิญหน้ากับสมณะโพธิรักษ์กันต่อ...ผมอยู่นรกขุมสุดท้าย แล้วจะสนทนากับท่านนี่ ผมต้องแหงนคอในสนทนาจริงๆน่ะครับ …. ทำไมจึงไว้ใจประชาธิปัตย์ ครั้งหนึ่งท่านเคยร่วมกับพันธมิตรฯ ไล่รัฐบาลประชาธิปัตย์ ต่อมาแกนนำพันธมิตรฯประกาศยุติบทบาท ก็มีที่มามีมีชนวนมาจากประชาธิปัตย์ กระพริบตาที่เดียวเหลียวหน้ามาอีกที เขาส่งเทียบเชิญท่านให้ไปข้างถนนไล่รัฐบาลย่ิงลักษณ์ ท่านตอบรับเลย พ่อครูว่า...ที่ไหน?อาตมาไม่ได้ไปร่วมกับประชาธิปัตย์ ดนัยว่า...คุณหญิงกัลยาล่ะ พ่อครูว่า...นั่นเขามา มาขอพบอาตมา ตามมารยาทก็ต้องให้พบ จะใจร้ายใจดำไม่ให้พบได้อย่างไร ดนัยว่า...คุณนิพิฐ อินทรสมบัตร คุณสุริยใส กตศิลาบอกว่า สันติอโศก เป็น ๑ ใน ๑๒ เป็น ๑ ใน ๕๐ องค์กร ที่จะร้อยหลอมรวมกันเป็นสายธารเดียวกัน พ่อครูว่า...ต้องพูดเป็นสองประเด็น คือเขาให้อาตมาไปร่วม กับประเด็นว่า อาตมาเห็นด้วย เต็มใจจะไปร่วมกับเขาอย่างเต็มที่ มันเป็นสองประเด็นใหญ่ อาตมาไปทำถ้าจะบอกว่าร่วมก็ร่วมในส่วนที่อาตมาร่วมได้ อาตมาก็พูดชัดเจนกับคุณหญิงกัลยา กับคุณนิพิฐ ชัดเจนไม่ได้ขัดแย้ง ไม่ได้ทำงานนี้อย่างไม่มีเป้าหมาย แต่อาตมาทำนี้มีเป้าหมายเหมือนกัน เป้าหมายนั้นไม่ได้ปิดบังเลย เป้าหมายคือไม่ต้องการวิธีปฏิบัติที่บริหารประเทศขณะนี้ อย่างนี้ที่เขาเรียกว่าทักษิโณมิก ซึ่งความร่วมอันนี้ประชาธิปัตย์เขาก็ร่วม อาตมาก็ร่วม เป็นแนวร่วมที่ไม่เห็นจะต้องขัดข้องอะไรเลย เมื่อจุดร่วมมันมีอยู่ได้ เราก็สงวนจุดร่วม ส่ิงที่ต่างมันก็ต้องต่าง เท่านั้นเอง ดนัยว่า...อย่างรูปธรรมก็คือไม่ต้องการรัฐบาลชุดนี้ ถูกไหมฮะ? แต่ว่าธงอาจจะแตกต่างกัน? ท่านก็ธงหนึ่ง ประชาธิปัตย์เขาก็มีอีกธงหนึ่ง พ่อครูว่า...ไม่ไม่ ก็ธงเดียวกัน ตรงกันเป๊ะเลย เป็นแต่เพียงว่า แต่คนละคณะคนละนโยบายคนละวิธีดำเนินชีวิต คนละConcept คนละทฤษฏีเท่านั้นเอง ที่อาตมาร่วมก็เพราะว่าประเทศต้องการอย่างยิ่ง เดือดร้อนอย่างย่ิง ในขณะที่ผู้บริหารปัจจุบันนี้มันกำลังทำลายประเทศ ทุกข์ร้อนกันจริงๆ ทุกหย่อมหญ้า เราก็ต้องเห็นว่าอันนี้ต้องจัดการก่อน เพราะเมื่อมันมีไฟมาไหม้บนหัวเราร้อนๆ เราก็ต้องเอาไฟที่ไหม้บนหัวออกไปก่อนอื่น อย่างอื่นค่อยว่ากัน จะมีอะไรที่จะทุกข์อย่างอื่น ข้างเคียงบ้าง แต่ไฟนี่มันร้อนจัดกว่าเราก็ต้องจัดการก่อน เพราะฉะนั้นเมื่อประเด็นของประชาธิปัตย์กับประเด็นของเรานี่ตรงกัน เราก็ร่วมกันทำอันนี้ก่อน เพราะอาตมาเห็นว่าที่รวมกับประชาธิปัตย์นี่ เขาเองเขาเคยบริหาร แต่คณะประชาธิปัตย์นี่เคยบริหารมา อาตมาก็ว่า เขาฉลาดสู้คณะที่บริหารขณะนี้ไม่ได้ คณะที่บริหารอยู่ปัจจุบันนี้ฉลาดกว่าเยอะเลย ฉลาดอันนี้อาตมาขอใช้ภาษาไทย อย่าหาว่าหยาบเลย ไม่ใช่คำหยาบนะ คือเขาฉลาดฉิบหายน่ะ ฉลาดฉิบหายกว่าจริงๆ ดนัยว่า...ก็คือยุคนี้จะฉิบหายกว่ายุคอภิสิทธิ์สิ พ่อครูว่า...แน่นอนๆ ดนัยว่า...ถ้าหากความรู้สึกต่อต้านนี่จะต่อต้านน้อยกว่าต่อต้านยิ่งลักษณ์ พ่อครูว่า...แน่นอนๆ ดนัยว่า...ดังนั้นอภิสิทธิ์นี่แม้เคยไล่เขามาก่อน แต่เขามาชวนให้ร่วม ก็ร่วมเลย ประเด็นอยู่ตรงนี้นะครับ อย่างที่เรารู้ว่าธงของท่านกับประชาธิปัตย์ต่างกัน ธงของท่านคืออย่างหนึ่ง แต่ว่าประชาธิปัตย์พอล้มยิ่งลักษณ์แล้วเขาต้องการขึ้นสู่อำนาจแทน แล้วท่านจะว่าอย่างไร? พ่อครูว่า...เขาขึ้นสู่อำนาจแทนเราก็มีธงอยู่ เราก็พูดอยู่ว่ามาร่วมกันทำนี่อย่างไร แต่คุณเองคุณจะขึ้น เราเองเราก็บอกอยู่ว่า เราไม่เตะหมูเข้าปากหมา เราก็ทำอยู่ตลอดเวลา ดนัยว่า...ประชาธิปัตย์ไม่ใช่หมา อย่าไปเปรียบนะครับเดี๋ยวเขาว่า พ่อครูว่า...เปรียบหรือไม่เปรียบนี่มันเป็นสำนวน คุณอย่ารับสิว่าคุณเป็นหมา คุณไปรับเองว่าคุณเป็นหมา ดนัยว่า...ชัดเจนว่าจะไม่เตะหมูเข้าปากหมา ล้มรัฐบาลย่ิงลักษณ์แล้วอภิสิทธิ์จะขึ้นสู่อำนาจแทนไม่ได้ พ่อครูว่า...แน่นอน อันนี้แน่นอนอยู่แล้ว ดนัยว่า...ตรงนี้คุณหญิงกัลยา โสภณพาณิช เขายอมรับหรือครับ พ่อครูว่า...ไม่ได้พูดกันถึงรายละเอียดอะไร? ดนัยว่า...แต่ผมอ่านข่าวมีที่ท่านให้สัมภาษณ์ว่าก็รอประชาธิปัตย์เขาเป่านกหวีดอยู่เหมือนกันว่าจะได้มีท่าทีในการเข้าร่วมอย่างไร? พ่อครูว่า...อันนี้มันต้องมีรายละเอียด มีพลความว่า รวมประชาชน ไม่ใช่หมายความว่ารวมเฉพาะประชาธิปัตย์กับเรา อาตมาว่าประชาชนนี่ไม่ว่าคณะไหนก็แล้วแต่ มาเข้าร่วมกันหมดเลย เอาทักษิโณมิกนี่ ลงก่อนนี่เป็นเป้าหมายหลัก ดนัยว่า...ลงก่อนแล้วจากนั้น ก็จัดหาคณะผู้ปกครองประเทศชั่วคราว ก็ช่วยๆกันหา แต่ต้องไม่ใช่ประชาธิปัตย์ขึ้นสู่อำนาจแทน พ่อครูว่า...ก็พยายามที่จะเอาอะไรควรอะไรไม่ควร จะไปตอบตายตัวอย่างนั้นก็ไม่ได้ เพราะจะไปว่าประชาธิปัตย์ไม่มีคนดีเลยก็ไม่ได้ ดนัยว่า...ก็โดยวิธีคิดอย่างนี้ก็คือคนกลุ่มหนึ่งจะมีกี่สิบกี่ร้อยคนก็ไม่รู้ล่ะมาตัดสิน อนาคตประเทศไทยแทนคนหลายสิบล้านคนเลยนะฮะ พ่อครูว่า...นี่คือวิธีของประชาธิปไตยเลยแหละ คือต้องเลือกคนที่ีเหมาะที่ควร ในหลวงท่านก็บอกว่า ต้องเอาคนดีขึ้นมาบริหาร ดนัยว่า...ท่านกำลังบอกว่าการเมืองมีปัญหาเพราะประชาชนไม่พร้อม เมื่อประชาชนไม่พร้อมก็ให้คนกลุ่มหนึ่ง ก็จะต้องจัดการแทนประชาชนที่ไม่พร้อม อย่างนี้ใช่ไหมครับ? พ่อครูว่า...ถูกต้อง เราถึงต้องลงมาร่วมกันเป็นคนกลุ่มหนึ่ง ที่มาช่วยกัน ดนัยว่า...ถ้าอย่างนี้การก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนของท่านสมณะโพธิรักษ์ก็คือ ต้องฉีกรัฐธรรมนูญต้องรัฐประหารอีกครั้งนะ ไม่เช่นนั้นทำไม่ได้นะ พ่อครูว่า...อันนั้นเป็นเรื่องของอนาคต ที่เราเองเราจะไปทำถึงขนาดนั้นหรือไม่น่ะ มันมีทางออกอื่นมีวิธีการอื่นอีกตั้งเยอะตั้งแยะ ไม่ใช่ว่าจะต้องฉีกรัฐธรรมนูญอย่างเดียว มันมีวิธีการที่ลึกซึ้งกว่านั้นตั้งเยอะตั้งแยะ ผู้ฉลาดที่เขาทำเขาก็ทำได้อยู่ ดนัยว่า...แสดงว่าพันธมิตรฯกับท่านนี่ก็ต้องมีพิมพ์เขียวอะไรไว้นะ ในจังหวะเปลี่ยนผ่านของประเทศ พ่อครูว่า...อันนี้ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก อาตมาเองอาตมาไม่เชื่อว่า คนไทยนี่นะ ปัจจุบันนี่คนไทยที่มีชีวิตอยู่ในขณะนี้ และผู้ที่มีหน้าที่มีวัยวุฒิ มีคุณวุฒิที่จะทำงานให้แก่ประเทศชาติได้ คนในระดับนี้น่ะ อาตมาว่ามีคนฉลาดและมีคนปรารถนาดี ต่อประเทศชาติอยู่พอ พอที่จะรวมตัวกันขึ้นมาทำงานได้ แต่ตอนนี้มันถูกอำนาจมืดที่เก่งฉิบหาย มันกันไว้ได้หมดเลย ถ้าเผื่อว่าเราจัดการได้ เชื่อว่าคนดีๆจะกล้าเสนอตัวออกมา ตอนนี้คนดีๆเขาไม่กล้า อน.ว่า...ผมชักฝันตามท่านแล้ว ผมอยากเห็นภาพที่อยู่ข้างหน้าละ แล้วผมเกิดอารมณ์ร่วม พ่อครูว่า....คุณมาสัมภาษณ์อาตมาวันนี้ อาตมามีผลสำเร็จแล้ว คุณเกิดปิ๊งอันนี้ขึ้นมา อาตมาว่าอาตมามีผลสำเร็จแล้ว ดนัยว่า...ผมขอถามต่อสักนิดสิครับ ว่าเมื่อเปลี่ยนผ่านสู่จุดนั้นแล้ว จะเอาใครมาเป็นนายกฯครับ พ่อครูว่า...ไม่มีๆๆ ดนัยว่า...คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ? พ่อครูว่า...ไม่มีๆๆ อาตมาไม่มีเป้า ไม่มีอะไร อาตมาไม่ได้ดูถูกคนไทยว่า ในคนไทยนี้ คนที่อาตมายังไม่รู้จัก ยังไม่นึกว่าในประเทศไทยที่จะโผล่ออกมา หรือว่าจะพยายามหาดูในวาระนั้น ทุกๆกาละทุกเวลา ในภาษาของพระนั้นท่านเรียกว่า "สมัย" ซึ่งเป็น Status quo เป็นกาละปัจจุบัน เป็นส่ิงที่ตั้งอยู่ตรงนั้นเลย ดนัยว่า...จริงๆคือปรากฏการณ์ที่ไม่ถาวร เดี๋ยวก็เปลี่ยน ณ ขณะนี้ก็เห็นปรากฏการณ์นี้อยู่ ช่วงหน้าปรากฏการณ์ก็จะเปลี่ยน พ่อครูว่า...ใช่ๆ เพราะฉะนั้นเราเอาปัจจุบันนั้นเลยว่า อาตมาเชื่อว่าในปัจจุบันที่จะถึงข้างหน้านี้ ขณะนี้เลยก็จะเห็นว่า คนไทยไม่ได้ไร้สมรรถนะ ไม่ได้โง่ ไม่ได้ปรารถนาร้ายต่อประเทศไทย และไม่ใช่ไม่มีคนซื่อสัตย์สุจริต ที่จะทำงานให้แก่ประเทศ น้อยไป อาตมาว่ามีพอ ดนัยว่า...วิธีคิดแก้ปัญหาแบบนี้ มันเป็นแนวทางแบบอำนาจนิยมนะครับ พ่อครูว่า...อำนาจนิยมนี่มันก็ต้องเข้าใจคำว่า "อำนาจ" อำนาจที่บริสุทธิ์ แม้จะเป็นเผด็จการ แต่เป็นอำนาจที่บริสุทธิ์ไม่ได้เห็นแก่ตัวเลย เห็นแก่ประเทศชาติ เห็นแก่ประชาชน ยกตัวอย่างเช่นในหลวงของเรานี่ ถ้าอำนาจอย่างนี้ สมมุตินะว่าในหลวงจะเป็นผู้เผด็จการ อาตมาว่า แจ๋วเลยนะ แต่ที่นี้มาในยุคนี้มันพูดไม่ได้ มันไม่ได้แล้ว ในหลวงก็จะต้องอยู่ใต้ประชาธิปไตย มันก็จะต้องเป็นอย่างนี้ แต่อาตมาเชื่อในคุณธรรมของมนุษย์ ถ้าคุณธรรมของมนุษย์ผู้บริหารประเทศเป็นคนดี คนวิเศษ ประเสริฐจริงๆ มีทศพิธราชธรรมอย่างในหลวงนี่ คุณให้อำนาจเถอะ มีมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ในโลกนี้ยุคไหนๆ คนที่จิตใจเห็นแก่ประชาชน เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ช่วยประเทศแต่ละประเทศเขามานี่มันมีทุกประเทศแหละ ดนัยว่า...วิธีคิดเราสนทนากันไปเยอะ มาสู่วิธีทำ วิธีการเคลื่อนสู่จุดที่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างที่เราต้องการ มีคนบอกว่า แม้กระทั่ง พันธมิตรฯอย่างคุณสนธิ คุณจำลองก็คิดใหม่ทำใหม่ ประกาศยุติบทบาทชั่วคราว แต่ว่าท่านยังไม่คิดใหม่ทำใหม่ พอประชาธิปัตย์เขามาชวนท่านก็รีบ ตอบรับ ท่านไม่ลองคิดใหม่ทำใหม่ ในการที่จะเคลื่อนไหวบ้างหรือครับ? แทนวิธีการเดิมๆที่จะต้องไปนอนข้างถนนกับม็อบทุกครั้งไปที่มีการเคลื่อนไหวทางการเมือง มีวิธีอื่นไหมครับ พ่อครูว่า...ขออภัยนะ ที่จะว่า คุณเองคุณไม่เข้าใจเลยว่า คำว่าคิดใหม่ทำใหม่ที่คุณถามอาตมานั่นน่ะ คุณถามอาตมาแล้วคุณเข้าใจอาตมาถูกหรือเปล่า? คุณเข

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน