กปปส มวลมหาประชาชนทวงคืนอำนาจจากรัฐบาลกบฏ # Whistle Revolution #.doc.docx

โฟลเดอร์8. การเมืองบุญนิยม
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์419 KB
วันที่แก้ไข31 มกราคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

มวลมหาประชาชนทวงคืนอำนาจจากรัฐบาลกบฏ # Whistle Revolution # ปลายพฤศจิกายนเข้าสู่อากาศหนาวของเหมันตฤดู แต่เรื่องราวการต่อสู้ของประชาชน บน “ราชดำเนินถนนแห่งประชาธิปไตย” ยังคงเดินหน้าต่อไปอย่างเข้มข้น เสียงนกหวีดที่ดังแสบหูอยู่ทุกหนทุกแห่งทั่วประเทศไทย คือเสียงที่ปลุกประชาชนให้ “ตาสว่าง” ออกจากบ้านเดินสู่ท้องถนน เพื่อต่อสู้กับระบอบทักษิณ มาเป็น “มวลชนตื่นรู้” ที่ “สนธิกำลังพล” รวมกันหลายกลุ่ม ยังคงมี “อัตราก้าวหน้ารายทาง” แต่ยังคงไม่ถึง “ผลสัมฤทธิ์ขั้นสุดยอด” เพราะความ “ด้านหนาราวคอนกรีต” ของ “กบฏรัฐธรรมนูญ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” 11 พฤศจิกายน 2556 "กำนันสุเทพ" พาทำ “อารยะขัดขืน” ทุ่มหมดหน้าตัก “ลาออก” จากการเป็นส.ส.พร้อมส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ 9 คน นัดชุมนุมใหญ่ 13-15 พฤศจิกายนนี้ พร้อมกำหนด 4 มาตรการ "อารยะขัดขืน" คือ 1.หยุดงานหยุดเรียนทั่วประเทศมาร่วมชุมนุม 2.ชะลอการจ่ายภาษี 3.ต่อสุู้เชิงสัญญลักษณ์คือใช้ธงชาติไทย 4.เป่านกหวีดฯไล่นายกฯและลิ่วล้อ 15 พฤศจิกายน 2556 ยกระดับอีกขั้นไล่ระบอบทุศีล!!! "กำนันสุเทพ" ลั่นชัด “ถอนรากถอนโคนระบอบทักษิณ” งัด 4 มาตรการจัดการ "ส.ส.ทาส-สมุนแม้ว-ต่อต้านสินค้าเครือทักษิณ-ชวนข้าราชการหยุดงาน" ย้ำคนร่วมครบล้านวันไหน ลุยเด็ดขาดทันที แม้วันนี้ประชาชนจะมาร่วมชุมนุมจำนวนมากล้น แต่ด้วยจิตใจคนที่ “ด้านหนาเกินกว่าจะจินตนาการ” รัฐบาลย่ิงลักษณ์ ก็ยังตะแบงโกงกินต่อไปอย่างไม่ยี่หระ 20 พฤศจิกายน 2556 คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้ออกนั่งบัลลังก์ พิจารณา “คดีการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มา ส.ว. ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่” โดยมี มติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 ว่า การดำเนินการและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นการกระทำโดยมิชอบด้วย รัฐธรรมนูญมาตรา 122, 125 วรรคหนึ่ง วรรคสอง, 1

อ่านต่อ

26 วรรคสาม, 291 และมาตรา 3 วรรคสอง และมี มติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 4 ว่า เนื้อความที่เป็นสาระสำคัญขัดแย้งต่อหลักการพื้นฐานและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศเป็นการขัดต่อ มาตรา 68 วรรค 1 ส่วนการเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งและยุบพรรคการเมืองยังไม่เข้าเงื่อนไข จึงยกคำร้อง ขณะที่สส.และสว. “ทาสรับใช้ระบอบทักษิณ” พากันดาหน้าออกมาปฏิเสธอำนาจศาลรัฐธรรมนูญกันจ้าละหวั่น 20 พฤศจิกายน 2556 เวลา 02.49 น. ที่รัฐสภา วุฒิสภาได้ประชุมพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติ ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ที่ประชุมลงมติเห็นชอบผ่านร่างพ.ร.บ.กู้เงินฯ2ล้านล้านบาทในวาระที่สาม ด้วยเสียง 63 ต่อ 14 งดออกเสียง3เสียง ก่อนจะส่งให้นายกรัฐมนตรีเพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ ประกาศบังคับใช้ และยังไม่สำนึกมีการเสียบบัตรแทนกันอีก แต่พรรคประชาธิปัตย์ได้ยื่นเรื่องเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความเมื่อเวลา 03.00น.ทำให้รัฐบาลต้องชะลอการนำขึ้นทูลเกล้าฯ 21 พฤศจิกายน 2556 คณะกรรมการ ปปปป. หรือประชาชนปฏิวัติปฏิรูปประเทศไทย เปิดสภาประชาชนที่เวทีผ่านฟ้่าฯ มี อ.สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ เป็นประธานสภาฯและมีผู้รู้ด้านต่างๆมาอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล มีพี่น้องผู้รักชาติเข้าร่วมอภิปรายกันอย่างล้นหลาม เป็นการให้ความรู้แก่ประชาชนเพื่อให้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมเลวร้าย ของระบอบทักษิณที่โกงกินมายาวนานเกินกว่า ๑๐ ปีที่ผ่านมา 22 พฤศจิกายน 2556 ทางคปท.ได้ย้ายเวทีไปตั้งที่แยกนางเลิ้ง ในวันรุ่งขึ้นคือวันที่ 23 พฤศจิกายน ทาง กปท.และกองทัพธรรม ได้ย้ายเวทีมาที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ หน้า UN เพื่อให้มีพื้นที่รองรับมวลมหาประชาชนที่นัดกันมาในวันที่ 24 พฤศจิกายน และช่วงเย็นวันนี้เป็นวันที่แกนนำของสามเวที รวมทั้งเครือข่ายร่วมโค่นล้มระบอบทักษิณ รวมตัวกันขึ้นเวที ประกาศร่วมมือกันอย่างเป็นทางการ เพื่อโค่นล้มระบอบทักษิณ โดยเริ่มจากเวทีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ไปเวทีมัฆวานฯแล้วไปต่อที่เวทีแยกนางเลิ้ง ระบอบทักษิณได้สั่นสะเทือนหวาดไหว ต่อความสามัคคีของคนดีที่กล้าหาญเหล่านี้ แม้ว่าทางรัฐบาลจะมีการดำเนินการให้ร่างพรบ.นิรโทษกรรมถูกคว่ำในสภาสูง ซึ่งทางฝั่งรัฐบาลและพรรคร่วมได้ลงสัตยาบันว่า จะไม่เอากลับมาพิจารณาอีก แต่ประชาชนคงยากจะเชื่อได้สำหรับสัตยาบรรณของคนที่โกหกจนชิน เพราะร่างพรบ.ฉบับนี้ก็จะยังคงสามารถถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาอีกได้ภายใน 180 วัน 24 พฤศจิกายน 2556 ถือเป็นวันอีกวันหนึ่งที่จะต้องบันทึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยรวมถึงโลกหล้าต้องจารึก อภิมหาชนคนไทย "ล้านหัวใจ" เฉพาะที่ปรากฏตัว-ปรากฏนาม ร่วมเขียน "อภิมหาประวัติศาสตร์" อีกหน้าของไทย ณ ถนนราชดำเนิน เพราะคลื่นมวลมหาประชาชนที่มากันอย่าง “มืดฟ้ามัวดิน” ยาวเหยียดสุดลูกหูลูกตา ล้นถนนราชดำเนินจนต้องไปตั้งอีกเวทีที่สนามหลวง เป็นปริมาณคนมาชุมนุมที่ทำลายสถิติ ทุกการชุมนุมทางการเมือง ที่เคยเกิดในเมืองไทย แม้ 14 ตุลาฯ 2516 ว่าประชาชนมามากแล้ว แต่ 24 พฤศจิกายน 2556 มวลมหาประชาชนมาอย่างมากมาย “ทุบทำลายทุกสถิติ” ตัวเลขที่คำนวณโดยหลักวิชาการนั้น “เกิน 2 ล้านคน” จาก เหนือ-ใต้-ออก-ตก "สี่ล้านบาทา" ออกเดินอย่าง สันติ อหิงสา เดิน...เดิน...เดิน ร่วมมหกรรม “สหบาทา” เพื่อขจัด"มารแผ่นดิน" ระบอบทักษิณให้สิ้นไปจากแผ่นดินไทย ภาพมวลมหาประชาชนถูกบันทึกด้วยกล้องเป็นภาพถ่าย มันบอกได้แค่ความมหาศาลของจำนวน แต่ไม่สามารถบอกได้ถึง "คลื่นขับเคลื่อน" เขยื้อนสังคมชาติให้เดินหน้าได้ เพราะพลังรักชาติใน "จิตวิญญาณ" เป็นส่ิงจริงแต่มันถ่ายเป็นภาพไม่ติด! หลังจากที่มวลมหาประชาชนนับล้านคน ออกมาบนถนนราชดำเนินในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2556 เพื่อไม่ให้มวลมหาประชาชนมาแล้วเสียของ ในวันถัดมาคือวันที่ 25 พฤศจิกายน 56 กำนันสุเทพจึงนำมวลชนทวงคืนสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลังสำเร็จ โดยตั้งแต่เช้าจนถึงคำ่วันนี้ กำนันสุเทพพามวลชน ดาวกระจายแยกไปตามจุดต่างๆ 13 จุด ทั้งหน่วยงานราชการและโทรทัศน์ฟรีทีวีช่องเลขคี่ ซึ่งส่วนใหญ่เมื่อแกนนำได้พามวลชนไปถึงแล้วก็ได้เคลื่อนทัพกลับ จะมีก็แต่สำนักงบประมาณ กระทรวงคลังที่นำโดยกำนันสุเทพเท่านั้น ที่มีระยะทางเดินเท้าไกลที่สุดถึง 17 กิโลเมตร พอไปถึงก็ได้รับการต้อนรับที่ดีจากข้าราชการกระทรวงการคลัง สามารถเข้าไปได้โดยสะดวกและได้ทำการปักหลักพักค้าง พร้อมตั้งเวทีปราศรัยทำเป็นฐานที่มั่นอีกแห่งหนึ่ง ส่วนคปท.,กปท.และกองทัพธรรม แยกย้ายดาวกระจายไปปิดล้อมตำรวจที่มีฐานรวมกำลังพลกว่า 20,000 นาย อยู่ในกระทรวงศึกษาธิการ และทำเนียบรัฐบาลรวมถึงศูนย์ราชการรอบบริเวณนั้น โดยคปท.ได้เคลื่อนกำลังพลไปทวงคืนกระทรวงการต่างประเทศแล้วปักหลักพักค้างเป็นเวลา 1 คืนก่อนเคลื่อนกับมาที่แยกนางเลิ้ง 26 พฤศจิกายน 2556 พล.อ ปรีชานำทัพกปท.และกองทัพธรรม ทวงคืน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กระทรวงท่องเที่ยวและการกีฬาและกระทรวงคมนาคม ได้อย่างง่ายดาย เพราะเจ้าหน้าที่ข้าราชการพากันหยุดทำงานแต่โดยดี และร่วมเป่านกหวีดเป็นสัญลักษณ์ในการเลือกข้างประชาชน จากนั้น พล.อ.ปรีชาจึงนำผู้ชุมนุม กปท.และกองทัพธรรม มุ่งหน้าไป กระทรวงมหาดไทย โดยภายในกระทรวงมีเจ้าหน้าที่อาสาสมัครนับพันนายและตำรวจจำนวนหนึ่งอยู่ภายใน แม้ว่าวันนี้ฝนตกหนัก แต่มวลชนยังกางร่มสู้ไม่ถอย เรือตรีแซมดิน เลิศบุศย์ นำผู้รับใช้หรือการ์ดจำนวน 10 นาย เข้ากระทรวงมหาดไทย เพื่อตรวจอาวุธภายในกระทรวง ข้าราชการระดับสูงในกระทรวงให้ความร่วมมืออย่างดี ยินดีออกจากกระทรวง คงไว้แค่อาสาสมัครไม่กี่สิบคน และทั้งหมดยินดีปลดกระบอง ช่วงคำ่วันนี้ แกนนำกปท.และกองทัพธรรม ประกาศนำมวลชนกลับมัฆวานฯ หลังเจ้าหน้าที่ระดับสูงให้คำมั่นจะไม่ปฎิบัติตามคำสั่งรัฐบาล ก่อนกลับมวลชนยังได้มอบอาหารกล่องและน้ำดื่มผ่านรั้วเหล็กให้อาสาสมัคร ที่อยู่ภายในกระทรวงมหาดไทยอีกด้วย 27 พฤศจิกายน 2556 วันปลดปล่อยข้าราชการของพระราชา ออกจากระบอบทักษิณ เมื่อรัฐบาลย่ิงลักษณ์ เปิดเกมรุกด้วยการออกหมายจับกำนันสุเทพ กรณีบุกยึดกระทรวงการคลัง ดังนั้น ในเช้าวันที่ 27 พฤศจิกายน 2556 มวลมหาประชาชนได้พร้อมใจกันไปทวงคืนทุกกระทรวง รวมทั้่งศาลากลางทุกจังหวัด ปรากกฏว่า สามารถทวงคืนศาลากลางได้ทั้งหมด 30 จังหวัด และเกือบทุกกระทรวง โดยสงบ สันติ ปราศจากอาวุธ ไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น เพราะข้าราชการส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือกับมวลมหาประชาชน โดยกำนันสุเทพได้เคลื่อนมวลชนจากกระทรวงการคลังเดินเท้าไปที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ แล้วเข้าไปในพื้นที่ได้อย่างเรียบร้อยง่ายงาม ไม่มีความรุนแรง และตั้งเวทีปราศรัย ใช้ศูนย์ราชการฯเป็นฐานที่มั่นอีกแห่งหนึ่ง ส่วนมวลชน กปท.และกองทัพธรรมเคลื่อนมวลชนไปกระทรวงพลังงาน อย่าง “สงบ สันติ อหิงสา และปราศจากอาวุธ” ข้าราชการกระทรวงออกมาโบกมือ เป่านกหวีด แจกน้ำให้กับผู้ชุมนุมอีกด้วย และข้าราชการได้ให้ความร่วมมือในการหยุดทำงาน ในช่วงค่ำมวลชนจึงเดินทางกลับมัฆวานฯ 28 พฤศจิกายน 2556 มวลชน กปท.,กองทัพธรรมและเครือข่ายโค่นล้มระบอบทักษิณ ประกาศเคลื่อนพลไปเยี่ยมเยือน สำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือสตช. เพื่อเชิญชวนข้าราชการตำรวจของพระราชาและประชาชน ให้เลิกรับใช้ระบอบทักษิณ หันกลับมาเป็นตำรวจของประชาชนอย่างแท้จริง โดยการเดินเท้าเป็นระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร เมื่อไปถึงหน้า สตช.แล้วทางแกนนำก็ได้ปราศรัยเรียกร้องให้พี่น้องตำรวจหันมาทำงานเพื่อประชาชน หยุดรับใช้ระบอบทักษิณ และประกาศว่ามวลชนมาอย่าง สันติ อหิงสา ปราศจากอาวุธ ตัวแทนมวลชนได้เจรจากับตำรวจ ผลปรากฏว่าวันนี้ตำรวจยืนยันว่าจะไม่ทำร้ายประชาชน และจะทำงานเพื่อชาติและประชาชน พล.อ.ปรีชากล่าวว่า “ชัยชนะครั้งนี้เป็นของชาวไทยทุกคนขอกราบขอบคุณในน้ำใจและความกล้าหาญของพวกเราทุกคน ที่มั่นสุดท้ายของระบอบทักษิณได้จบลงแล้ว เขากลับคืนสู่ประชาชน ให้เกียรติกับเขา” จากนั้นผู้ชุมนุมต่างพากันนำดอกกุหลาบ ยื่นผ่านรั้วลวดหนามส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ เป็นบรรยากาศแห่ง “ชัยชนะรายทาง” อีกครั้งหนึ่ง ของ “พลังแห่งมวลมหาประชาชน” ก่อนเดินทางกลับ ส่วนทางด้านมวลชนเวทีราชดำเนิน ได้เคลื่อนพลเดินเท้าถึงหน้ากระทรวงกลาโหม เพื่อปลุกสำนึกให้ทหารเลือกข้างความถูกต้อง ยืนอยู่ข้างประชาชน มีผู้ชุมนุมหลายพันคนร่วมเดินไป โดยนำดอกกุหลาบ นกหวีด มามอบให้ทหารที่กระทรวงกลาโหม โดยผู้บัญชาการของทหารมีคำสั่งให้เฉพาะ พันเอกคงชีพ ตันตระวานิชย์ ตัวแทนเท่านั้นที่รับได้ ผู้ชุมนุมส่งดอกกุหลาบ นกหวีด ให้ แต่ทหารรับไว้ไม่ได้ เลยเอาผูกไว้ที่ลวดหนามแทน อยู่ประมาณ 20 นาที แล้วก็เดินกลับราชดำเนินโดยสงบ สันติ 29 พฤศจิกายน 2556 กลางดึกเมื่อคืนนี้!!คนร้ายเผารถ "เรือตรี แซมดิน" ผู้ประสานงานกองทัพธรรม รถเสียหาย ไม่มีใครบาดเจ็บ คาดโยงการเมือง! "เรือตรีแซมดิน" เผยเหตุเผารถยนต์ส่วนตัวกลางดึก ไม่ส่งผลการชุมนุม ยันเดินหน้าชุมนุมต่อ ยึดหลัก “สันติ-อหิงสา” ช่วงบ่ายวันนี้ มวลชน คปท.ได้บุกเข้ากองทัพบก ถนนราชดำเนินนอก มวลชนสามารถผ่านเข้าประตูกองทัพบกได้ แล้วกระจายเต็มสนามหญ้าหน้าตึกบัญชาการ แกนนำขึ้นเวทีบนรถปราศรัย บอกมวลชนว่าอย่าเข้าไปในอาคาร เป้าหมายการมาเพื่อถามจุดยืนทหารว่ายัง “ยืนอยู่ข้างประชาชนหรือไม่” และ “ไม่ได้มาเรียกร้องให้ปฏิวัติ” นายนิติธร ล้ำเหลือ แกนนำผู้ชุมนุม ได้ยื่นหนังสือผ่าน พล.ต.พลภัทร์ วรรณพักตร์ เลขาฯทบ. ถึง พล.อ.ประยุทธ์ ให้เลือกข้างประชาชน ไม่ทำตามคำสั่งรัฐบาลที่ไม่ชอบธรรม จากนั้นจึงเดินทางกลับไปเวทีนางเลิ้ง ในเวลา 19:30 น.วันที่ 29 พฤศจิกายน 2556 นี้ ที่เวทีศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ “กำนันสุเทพ” ได้แถลงการณ์ถึงการรวมกัน ของหลายหลายองค์กรหลายเครือข่าย ที่มีเป้าหมายเดียวกันคือ “โค่นล้มระบอบทักษิณ และปฏิรูปประเทศไทย” ที่นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจะรวมอยู่ ภายใต้ชื่อชื่อเดียว คือ “คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ชื่อย่อๆว่า “กปปส.” ทางกองทัพธรรมก็ได้เข้าร่วมอยู่ใน กปปส.ด้วย โดยมีเรือตรีแซมดิน เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการ กปปส. โดยจากนี้ไปคณะกรรมการ กปปส. จะเป็นผู้กำหนดแนวทางตัดสินใจในการดำเนินการ และคุณสุเทพ เทือกสุบรรณจะเป็นเลขาธิการของ กปปส. และประกาศให้วันที่ 1 ธันวาคม 2556 เป็นวันชุมนุมใหญ่ จากนั้น “กปปส.” ได้ประกาศแผนปฏิบัติการสุดท้ายเพื่อกำจัดระบอบทักษิณให้สิ้นไปจากแผ่นดินไทย ด้วยการเข้าควบคุมทุกกระทรวงทบวงกรมของทางราชการ ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด 30 พฤศจิกายน 2556 วันนี้เป็นวันนัดชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่รัชมังคลากีฬาสถาน กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัยรามคำแหง มีมวลชนมาไม่เต็มสนามกีฬาฯ แต่แล้วมีเหตุร้ายเกิดขึ้น เนื่องจากมีเหตุคนเสื้อแดง ทำร้ายนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง นักศึกษาจึงรวมตัวกันกว่า 2,000 คน เพื่อชุมนุมประท้วงให้คนเสื้อแดงหยุดชุมนุม จากนั้นมีนักศึกษาถูกยิงเสียชีวิตไป 1 คน และได้รับบาดเจ็บอีกนับสิบราย ผู้ช่วยศาสตราจารย์วุฒิศักดิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ยืนยันกับ ช่อง 7 ว่า มี น.ศ.ราม ฯ เสียชีวิต 1 คน โดยถูกยิงบริเวณท้อง ด้านหลังมหาลัย "ลูกศิษย์ผมเสียชีวิตไป-บ้านเมืองไม่มีขื่อ-ไม่มีแป!" ขอเชิญศิษย์เก่า,ศิษย์ปัจจุบัน และศิษย์อนาคต มาร่วมกันปกป้องมหาวิทยาลัยของเราร่วมกัน พรุ่งนี้! 1 ธันวาคม 2556 วันนี้เป็นวันที่ กปปส. นัดปฏิบัติการครั้งใหญ่ ทวงคืนอำนาจรัฐ กปปส. ส่ง "กองทัพมือเปล่า" แยกสายกันไปเยือน และขอความร่วมมือโทรทัศน์ช่องคี่ ฟรีทีวี ๓, ๕, ๗, ไทยพีบีเอส และทีเอ็นเอ็น ให้ความร่วมมือ (ยกเว้นช่อง ๙ และ ช่อง ๑๑) ถ่ายทอดกำนันสุเทพอ่าน แถลงการณ์ กปปส. "ฉบับแรก" ถึงประชาชนทั่วประเทศ เมื่อเวลา ๑๖.๓๘ น. ตั้งแต่ช่วงเช้าของวันนี้มีเหตุร้ายเกิดอีกที่ม.รามคำแหง เวลา 07:55 น. ข่าวล่าสุด เสื้อแดงใช้เอ็ม79 ยิงเข้ารามคำแหงมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต!!!! กลุ่มเสื้อแดงและตำรวจ ร่วมกัน ล้อมมหาวิทยาลัย ถล่ม ยิง และ ปาระเบิดเข้าไปในมหาวิทยาลัย จำนวนเสียงปืน มากกว่า 100 นัด นักศึกษาถูกยิง 6 คน เสียชีวิต 2 คน กลุ่มเสื้อแดง เผาร้านค้า ย่านรามคำแหง วอด 2ห้องแถว รามคำแหง 24 สุมยางรถยนต์เผารอบมหาวิทยาลัย ศูนย์เอราวัณ แจ้งว่า วันนี้มี ผู้เสียชีวิต 3 ราย รายที่ 3 เป็นผู้ชาย อายุ 30 ปี และ บาดเจ็บ 54 ราย จนแกนนำคนเสื้อแดงต้องประกาศสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงในตอนค่ำวันนี้ ในตอนบ่ายของวันนี้ ทหาร ร.๑๑ พัน ๑ รอ. ก็ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ นำนักศึกษารามทั้งหมดออกจากมหาวิทยาลัยได้โดยปลอดภัยในวันรุ่งขึ้น พร้อมกับแกนนำคนเสื้อแดงประกาศสลายการชุมนุม ทหารเหล่านี้ล้วนเป็นทหารรักษาพระองค์ เหล่านักศึกษาต่างเปล่งเสียง “ทรงพระเจริญ” อย่างกึกก้อง ด้วยซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน ส่วนแนวรบด้านทำเนียบฯ ด้านบช.น.และ สตช.ดุเดือดเลือดพล่านตั้งแต่เช้ายันค่ำ โดยเฉพาะ ศึกชิงสะพานชมัยมรุเชฐ ที่เป็นสะพานข้ามคลองเปรมจากฝั่งพาณิชยการไปฝั่งทำเนียบรัฐบาล ตำรวจยิงแก๊สน้ำตาตั้งแต่ตอนเพลไปยันพลบค่ำ แต่กองทัพมหาประชาชนปฏิวัติ ภายใต้การนำของ คปท.มี "นิติธรและอุทัย" เป็นแม่ทัพใหญ่ เรียกว่า “สู้ด้วยมือเปล่ากันสุดใจขาดดิ้น” ตำรวจยิงแก๊สมา ฝ่ายประชาชนจับยัดถัง ก็มีทั้งล้มคว่ำคะมำหงาย มีทั้งสำลัก น้ำตากระจาย หายใจไม่ออก ที่ม่อยกระรอก ช่วยกันหามไปพยาบาล ที่ยังยืนได้ ก็หนุนเนื่องแท่งปูนกีดขวาง รูดลวดหนามเหมือนรูดยอดกระถินจิ้มน้ำพริก ขยิกเข้าไป...ขยิกเข้าไป...ตำรวจซัดใส่ตูม..ตูม ก็หงายท้องหงายไส้ คันคะเยอ แสบตากันไป อูยๆๆๆ โอยๆๆๆ ตะโบยน้ำล้างตา แล้วโดดผึง...อย่าหนีนะ! ประชาชนสู้ยิบตาจนเกิดวีรกรรม “ ฮีโร่กางเกงใน” จากเสื้อแดงกลับใจ มาเป็นฮีโร่ของประชาชน เป็นวันที่วีรชาติต้องจำไปอีกนานคือ เ หตุการณ์ที่เขาเสี่ยงตายสู้กับตำรวจในม็อบด้วยสภาพกางเกงในตัวเดียว แถมยังถูกตำรวจยิงแก๊สน้ำตาลใส่เข้าที่หน้าผาก จนได้รับบาดเจ็บ กระทั่งหลายคนนึกว่าเขาจะไม่รอด แต่ก็ขอหมอรีบถอดนำ้เกลือกลับมาต่อสู้อีกจนได้ ตำรวจยิงแก๊สน้ำตา ตามด้วยฉีดน้ำ มวลชนถอยมาถนนพิษณุโลก ตำรวจยังลุยหนัก?? ฉีดน้ำผสมสีม่วงสาดใส่ประชาชนหลังยิงแก๊สน้ำตา จนเกือบสามทุ่ม แนวรบด้านนี้จึงสงบ พักรบอยู่ในที่ตั้ง ส่วนมวลชน กปท.และกองทัพธรรม อยู่ตรึงกำลังปิดล้อมตำรวจที่อยู่ภายในทำเนียบและกระทรวงศึกษาธิการ หน้าสวนสัตว์เขาดิน สะพานเทวกรรม อย่าง สงบ สันติ อหิงสา แนวรบด้านสะพานมัฆวานฯ เป็นแนวรบที่มีการเจรจากับตำรวจได้อย่างดี ไม่มีความรุนแรง บนเวทีพ่อครูสมณะโพธิรักษ์เทศนาให้ผู้ชุมนุมยึดหลัก “สันติ อหิงสา” ท่ามกลางเสียงตูมๆๆของระเบิดแก๊สน้ำตา ที่ส่งกลิ่นฟุ้งกระจายจากสะพานชมัยฯโชยมาถึงสะพานมัฆวานฯ แนวหน้า มีพล.อ ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ ดูแลอย่างใกล้ชิด คอยให้สติผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ แต่ตำรวจก็ใช้เครื่องขยายเสียงเปิดเพลงเสียงดังมากๆๆๆ ใครไม่มีเครื่องอุดหูปวดหูแน่ๆ เมื่อเวลา 21.37 น.(1 ธ.ค.) ที่ศูนย์ราชการกรุงเทพมหานคร ถนนแจ้งวัฒนะ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) แถลงว่า เมื่อประมาณ 1 ชั่วโมงเศษที่ผ่านมา ตนได้พบกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และได้พูดคุยกัน ต่อหน้าผู้บัญชาการเหล่าทัพ ทั้งผู้บัญชาการทหารบก (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) ผู้บัญชาการทหารอากาศ (พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง) และ ผู้บัญชาการทหารเรือ (พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเรืองรมย์ ) นายสุเทพ กล่าวด้วยว่า ไม่มีข้อต่อรองใดๆทั้งสิ้่น และยืนยันสิ่งที่ดำเนินการมาต้องเสร็จสิ้นเรียบร้อยภายใน 2 วันนี้ จึงไม่มีข้อเรียกร้อง ต่อรองใดๆ ที่จะเสนอต่อรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์จะยินยอมโดยดี มอบอำนาจคืนประชาชน หรือดำเนินการอย่างไรเป็นเรื่องของน.ส.ยิ่งลักษณ์ แต่ประชาชนจะเดินหน้าต่อไป นายกฯไม่ได้ตอบข้อที่ตนกราบเรียนไป แต่ตนถือว่าได้เป็นตัวแทนประชาชนบอกเจตนารมณ์แล้ว นายสุเทพ กล่าวต่อว่า ในการพบกันคราวนี้ เป็นข่าวดีเพราะผู้บัญชาการ 3 เหล่าทัพ ได้แสดงเจตนารมณ์ชัดเจนว่ากองทัพยืนอยู่ข้างประเทศไทย ผบ.ทบ. ได้พูดต่อหน้า ผบ.ทุกเหล่าทัพและนายกฯ ว่า ไม่ต้องการเห็นประชาชนบาดเจ็บล้มตาย เพราะ กองทัพยืนอยู่ข้างประเทศไทย แล้วนายสุเทพ ยังเรียกร้องให้ข้าราชการหยุดงาน หยุดรับใช้ระบอบทักษิณ แล้วมายืนเคียงข้างประชาชน 2 ธันวาคม 2556 วันนี้ โรงเรียน และมหาวิทยาลัยในกรุงเทพมหานคร หลายแห่ง ประกาศปิดการเรียนการสอน ในวันที่ 2 ธันวาคม 2556 เนื่องจากสถานการณ์การชุมนุมมีความรุนแรงขึ้น มวลชนที่สะพานชมัยฯเปิดฉากรุก ด้วย สันติวิธี ปราศจากอาวุธ ตั้งแต่ 09:00 น. โดยได้เคลื่อนพลเข้ารื้อแท่งปูนกีดขวางที่สะพานชมัยมรุเชษฐ์ แยกพณิชยการ ตำรวจก็ประเคนแก๊สน้ำตาออกมาไม่ยั้ง เพราะมีเฮลิคอปเตอร์เทียวบินส่งแก๊สอยู่หลายเที่ยว มีคนพูดติดตลกว่า “ใครแก๊สหมดมาเติมที่สะพานชมัยฯได้” ยังดีที่ “แก็สน้ำตาพัฒนาไปเยอะ ตอนปี'51แตกตูมมม!!ขาขาด,มือขาด แต่ปี'56 ไม่แตกตูมมม!!ลอยมาปล่อยควันน่ารักๆ แต่ถูกหัวก็แตก ฤทธิ์เดชแก็สน้ำตาปี'56 คงเทียบเท่ามาตรฐานสากล มวลชนคปท.หลายรายไม่มีหน้ากาก อ้วกแตกอ้วกแตน!! บางคนบอกแบบนี้รับได้เท่ามาตรฐาน ขาไม่ขาด!!!” วันนี้มวลชนมีการพัฒนาการต่อสู้ มีอุกรณ์เสริม เช่นกระสอบป่านชุบน้ำเอาไว้สยบแก๊สน้ำตาอย่างได้ผล มีหน้ากากกันแก๊สพิษใส่ มีโล่ห์ที่ทำเองแบบบ้านๆ และสารพัดประดามีตามประสานักรบมือเปล่า แต่ทั้งหมดไม่ใช่อาวุธร้ายแรงทำอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ได้เห็นน้ำใจของคนไทยที่ไม่ทิ้งกัน เมื่อบนเวทีประกาศว่าขาดสิ่งใด ไม่กี่เวลาข้าวของก็จะประเดประดังส่งมาจนหาที่เก็บไม่ได้ ต้องรีบประกาศของดรับของเนื่องจากพอแล้ว ส่วนตำรวจก็น่าชื่นชมที่ส่วนใหญ่จะพยายามไม่ใช้อาวุธร้ายแรง นอกจากยิงแก๊สน้ำตา ,ฉีดน้ำแรงดันสูงกับคลื่นเสียงความถี่สูงคอยรบกวน จะมีบกพร่องที่ใช้ปืนยิงกันจนบาดเจ็บทั้งสองฝ่ายบ้างก็เป็นจำนวนน้อย สรุปคือไม่มีคนตายเลยแม้จะรบกันมาเป็นวันที่สองแล้ว แม้ทางตำรวจจะมีการใช้กระสุนยางด้วย ในขณะที่ตำรวจระดมยิงแก๊สน้ำตาบนแยกพล ๑ รอ. ประชาชนวิ่งหลบแก๊สน้ำตา พบทหาร ๒-๓ นายช่วยกันกรอกน้ำใส่ขวดและยื่นส่งส่งให้ผู้ชุมนุม ส่วนประกาศบนเวทีราชดำเนินอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย บอกว่า วันนี้จะเคลื่อนขบวนไป 2 จุด คือที่ บช.น. และที่ทำเนียบรัฐบาล พอสายๆมวลชนไปถึงหน้า บชน.สภาพการต่อสู้ก็ไม่ต่างกับที่แยกพณิชยการนัก มีนักรบมือเปล่าเข้าโรมรัน กับห่าแก๊สน้ำตาที่มาจากเงินภาษีของประชาชน แม้กระนั้นมวลชนก็สู้ไม่ถอย ตำรวจหันมาใช้พัดลมมาช่วยเป่าแก๊สน้ำตาที่ผู้ชุมนุมใช้พัดลมยักษ์เป่ากลับมา จนต่อมาทางเวทีราชดำเนิน ส่งรถแทร็กเตอร์ฝ่าแนวแท่งปูนกีดขวาง เพื่อบุกยึดทำเนียบและบช.น. แต่ก็ยังไม่สามารถฝ่าแนวแท่งปูนกีดขวางเข้าไปได้ เพราะแก๊สนำ้ตาที่เฮลิคอปเตอร์ขนมานั้นยังมีอีกมาก และ บ่ายวันนี้(2 ธันวาคม )13:30 น. นายกรัฐมนตรี แถลงผ่านทีวีพูล ๑. ข้อเสนอจาก กปปส. นั้น รัฐบาลไม่ได้ติดยึด การคืนอำนาจนั้น ยังไม่เห็นข้อกฏหมายที่รองรับ ขอให้หารือหาแนวทางร่วมกัน ๒. ไม่อาจละเลยแนวทางการลาออก หรือยุบสภา อะไรที่จำทำให้เกิดความสงบสุข ดิฉันยินดี เรียกร้องให้ทุกคนทุกกลุ่มให้มาเจรจาหารือข้อยุติ ไม่ได้ยึดติด ๓. สถานที่ราชการยังเปิดอยู่ ข้าราชการให้ทำงานต่อไป โดยหาสถานที่บริการประชาชนอื่นๆ ทางรัฐบาลพยายามบอกว่าตอนยอมไม่ติดยึดลาออกหรือยุบสภาก็ได้ ซึ่งทำให้ดูเหมือนว่ารัฐบาลถอยเพราะสู้กันซึ่งหน้าไม่ได้ แต่ก็ต่อสู้ในทางลับ หาข้อกฏหมายมาทำลายความชอบธรรมของฝ่ายประชาชน ทั้งที่ตนเป็นรัฐบาลกบฏตั้งแต่ดาหน้าออกมาปฏิเสธอำนาจศาลรัฐธรรมนูญแล้ว โดยวันนี้ รัฐบาลยังได้ขอให้ศาลออกหมายจับกำนันสุเทพ เนื่องจากข้อหาเป็น “กบฏ” 20.30 น. “กำนันสุเทพ” ขึ้นปราศรัย เวทีศูนย์ราชการ ลั่นจบงานนี้ไม่กลับไปเป็นส.ส.และไม่กลับไปพรรคปชป.อีกแล้ว “สุเทพ” ขอโทษสื่อฯ ถ้าทำอะไรให้โกรธเกลียด ย้ำ ไม่มีทางเลือก แค่ต้องการให้ประชาชนทั่วประเทศรับทราบว่ามวลมหาประชาชน กำลังทำอะไรอยู่ พูดถึงเมื่อคืน ที่เจรจากับยิ่งลักษณ์ต่อหน้า ผบ.ทบ. ทหารไม่พูดว่าอยู่ข้างรัฐบาล แต่พูดว่าอยู่ข้างประเทศไทย แปลว่าเขาไม่เอายิ่งลักษณ์ แค่เขาประกาศว่าเขาอยู่ข้างประเทศไทยผมก็ชื่นใจแล้ว เพราะไม่ว่าเราจะทำอะไรต่อไปเขาไม่มีวันหันปากกระบอกปืนมาหาประชาชนเด็ดขาด พรุ่งนี้ต้องยึดกองบัญชาการตำรวจนครบาลให้ได้ รวมกำลังมวลมหาประชาชนทุกสายยึด ตร.นครบาลให้ได้ สุเทพ เทือกสุบรรณท้าตำรวจมาจับ บอกชีวิตเป็นมาหมดแล้ว ยกเว้นนักโทษ ล้มระบอบทักษิณได้จะไปมอบตัวสู้คดีข้อหากบฏยันไม่หนีแน่นอน... แนวรบวันนี้ที่หนักสุดเป็นที่ รอบทำเนียบรัฐบาล ทั้งสะพานชมัยฯ แยกเทวกรรมและสะพานอรทัย มวลชนฮึกเหิม คึกสุด จนแกนนำคปท.ไม่สามารถควบคุมฝูงชนได้ ส่อเดือด!!! ตำรวจระดมยิงแก็สน้ำตา มวลชนฮึกสุด!!ขว้างปาทุกอย่างใส่ตำรวจ เสียงตูมมสนั่น!ต่อเนื่อง รถนักข่าวอัลจาซีราถูกยิง2 นัด ขณะรายงานสดอยู่ ถ.พระราม 5 วิถีกระสุนจากแนวตำรวจ และประกาศชัด!! ยกระดับใช้กระสุนยางควบคุมฝูงชน??? "ต้น-สุรเชษฐ์" หัวหน้าช่างภาพ หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ โดนกระสุนหูฉีก ขนะถ่ายรูปอยู่ฝั่ง คปท. และมีผู้ชุมนุม คปท.แยกพาณิชยการถูกยิงใต้ราวนมขวา กู้ภัยนำส่งโรงพยาบาลแล้ว ที่แยกเทวกรรม และสะพานอรทัยใกล้สะพานมัฆวาน ตลอดทั้งคืนมีเสียงปะทัดยักษ์ และพลุตะไล จากกลุ่มผู้ชุมนุมที่ไร้แกนนำ จำนวนกว่า 1,000 คน ที่ระดมยิงใส่ตำรวจอย่างดุเดือด ตำรวจก็ตอบโต้ด้วยแก๊สน้ำตาตลอดทั้งคืน รอบบริเวณแนวรบด้านนี้สว่างไสวไปด้วยแสงจากพลุตะไล จนกระทั่งประมาณ ตีห้าของเช้าวันที่ 3 จึงค่อยสงบลง โดยที่สะพานมัฆวานฯ มีพล.อ.ปรีชา คอยประกาศให้สติแก่ผู้ชุมนุมอยู่จนดึกดื่นค่อนคืน รวมผู้บาดเจ็บเหตุชุมนุมวันนี้ 94 คน โดนกระสุนจริงสาหัส 2 คน 3 พฤศจิกายน 2556 ปรากฏการณ์พระสยามเทวาธิราชิทธิ์ช่วยไทยผ่านพ้นวิกฤตินองเลือด ตั้งแต่เช้าค่ำวันที่ 2 ยันเช้าของวันที่ 3 ข้างทำเนียบรัฐบาลยังเป็นสงครามแก๊สน้ำตากับประดาพลุไฟตะไลที่ผู้ชุมนุมระดมยิงเข้าไปสู่ฝั่งตำรวจ ตำรวจก็ตอบโต้ด้วยแก๊สน้ำตา จนแทบว่าจะท่วมทับถนนเลยทีเดียว และเช้าของวันที่ 3 ก็ว่าจะลุยกันแหลก ประชาชนก็คึกคักเต็มที่ ตำรวจก็เตรียมตัวอย่างดี แต่วันที่ 3 พฤศจิกายนนี้พอมวลมหาประชาชนยาตราทัพไปถึงหน้าบชน.และที่ข้างทำเนียบรัฐบาล ตำรวจกลับเปลี่ยนใจ ตั้งแถวตำรวจแจกดอกไม้แก่ประชาชน ตลอดช่วงสายถึงบ่ายของวันที่ 3 ทั้งที่บช.น.และทำเนียบ ตำรวจพากันเก็บของกลับบ้านไปพบหน้าลูกเมีย ผู้ชุมนุมหลั่งไหลเข้ามาแล้วสวมกอดตำรวจ ชื่นมื่น ยิ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน