สื่อธรรมะพ่อครู(สุขภาพบุญนิยม) ตอน เคล็ดไม่ลับขยายอายุขัยพ่อครู.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สุขภาพบุญนิยม) ตอน เคล็ดไม่ลับขยายอายุขัยพ่อครู _น้อมขวัญ ...พ่อท่านดูหนุ่มขึ้น อยากทราบเคล็ดลับ พ่อครูว่า...อาตมาไม่ได้มีเคล็ดลับมีแต่เคล็ดที่เปิดเผย อธิบายอย่างกับอะไรดี พยายามแยกแยะแจกแจง อยากให้แข็งแรงสดใสหนุ่มสาวขึ้น ทุกคนอยู่ด้วยกันอีก อาตมาถึงบอกว่าใครจะอยู่ด้วยก็พยายามฟิตตัวเอง ให้แข็งแรง หนุ่มสาวสดชื่นขึ้นไปให้ถึงกันนะ 8 อ.ก็ชัดเจนทุกอย่างแหละ ต้องมีความพากเพียรใส่ใจสนใจ พี่จะดูแล ไม่ใช่ประคบประหงม เกินควร ดูแลให้ครบสัดส่วนที่พอเหมาะพอดี ชัดเจนทุกอย่างแล้ว 8 อ. 1. อิทธิบาท ก็มีความพากเพียรใส่ใจยินดีที่เราจะต้องดูแลชีวิตตนเอง ร่างกายตัวเอง มีฉันทะวิริยะจิตตะวิมังสา วิมังสาคือเนื้อแท้แก่นแท้ เสร็จแล้วเราก็ต้องดูอารมณ์ 2. อารมณ์ ควบคุมอารมณ์ให้ดี อารมณ์นี่สำคัญมากเลย ให้อารมณ์เราเบิกบานแจ่มใสยินดี เบิกบานไปเรื่อยๆอย่าให้มันเศร้าหมอง อย่าให้มันแรงร้อน ให้มันสบายๆเย็นๆหรืออุ่นๆพอดีพอดี อะไรอย่างนี้เป็นต้น ก็ต้องอ่านอาการจิตใจเราให้ดี อารมณ์คือความรู้สึกของเราเป็นอย่างนี้ มันสบายมันไม่ร้อนมันไม่แรง มันไม่จัดจ้านอะไรมันก็ไปเรื่อยๆ ผรณาปีติสบายๆเสมอเสมอ ถ้าหากลักษณะของจิตมันจะมาทางโทสะจะหยาบกลางละเอียด จะนิดน้อยเพียงเท่าไหร่ก็อย่าให้มันเกิดเลย ต้องให้มันเป็นความปรารถนาดีต่อทุกคน แม้แต่คนที่เป็นศัตรูมีความปรารถนาร้ายต่อเรา เราก็ไม่มีความปรารถนาร้ายกับใครเลย อ่านอาการพวกนี้แล้วศึกษาฝึกฝน มันทำให้กิเลสของเราตัวหนักๆสำคัญนี้ลดลงด้วยนะ มันเป็นฐาน เป็นแกนเลย ตรวจสอบอารมณ์ หรือเวทนา เวทนาเป็นกรรมฐานการปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าที่สูงสุด ปฏิบัติกรรมฐานตัวเดียวนี้แหละ เรียนรู้สุขทุกข์ชอบหรือชังอยู่ในนี้ แล้วทำให้จิตเป็นกลางอุเบกขาเฉยไม่ผลักไม่ดูด ไม่ชอบไม่ช
อ่านต่อ
้ง โทสะไม่มี มีแต่ความยินดี ความยินดีจะเป็นสัมประสิทธิ์ให้เจริญก้าวหน้าต่อไป ถ้าเป็นโทสะจะเป็นตัวทำให้จิตถูกทำร้าย อัตตาตัวเองทำลายชีวิตด้วย อธิบายละเอียดยากอารมณ์ 3 อาหารคือเครื่องอาศัยในชีวิต ตั้งแต่อาหารคือคำข้าว กวฬิงการาหาร เป็นเครื่องอาศัยให้ชีวิตมีถ้าเข้าไปสังเคราะห์ร่างกายให้อยู่ได้ เขาเรียกโดยศัพท์ว่าคำข้าว คือสิ่งที่เคี้ยวกลืนกินเข้าไป ก็ต้องเรียนรู้ว่าอย่าให้เป็นพิษ อย่าให้มันมากเกินอย่าให้มันน้อยเกิน อย่าให้เป็นสิ่งที่ไม่เป็นแก่นสาร เข้าไปปนเปเข้าไปมาก ต้องเอาเป็นสาระแก่นสารเข้าไปพอเหมาะพอดีได้สัดส่วน เท่าที่เรามีภูมิปัญญาจัดสรรได้ ไม่ใช่ว่าเพราะว่ามันอร่อยมันสวยน่ากินอร่อยน่ากินมันหอมน่ากิน อะไรไปติดที่เปลือกพวกนี้ไม่ใช่ ก็ต้องดูที่สาระของมัน ยิ่งถ้าเรามีความรู้ทางโภชนาการเราขาดธาตุไหน เราก็กินอาหารที่จะได้ธาตุที่เราขาดได้ ก็จะยิ่งเก่งเป็นนักโภชนาการที่ทำให้ร่างกายชีวิตเราได้สิ่งที่เราขาดแคลน เข้าไปเลี้ยงเข้าไปสังเคราะห์ อย่างแท้จริงกับร่างกาย อย่างพวกเราช่วยกันอย่างเป็นองค์รวมอยู่แล้วไม่ได้ทำร้ายกัน เอาแต่สาระอาหารที่ดีเข้าไปอยู่แล้ว กวฬิงการาหารก็ตาม จริงๆแล้วอาหารมี 4 อย่าง กวฬิงการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร ต้องเรียนรู้เมื่อสัมผัสแล้วเกิดความชอบหรือไม่ชอบในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส หรือบางคนมีโฆษณาว่าใครไม่ได้กินอย่างนี้ไม่ได้เป็นคนชั้นสูงนะ สารพัดที่เขาจะหลอกล่อเมาให้มนุษย์ไปนิยมชมชื่น เขาจะได้ขายของเขา เราก็จะต้องรู้เจตนา เจตนาเป็นอาหารข้อที่ 3 รู้ถึงความมุ่งหมายเจตนา ความต้องการว่าต้องการอะไรที่ไปเป็นแก่นแท้ ต้องการสิ่งที่เป็นสาระแท้ ไม่ใช่เป็นกิเลสเป็นสิ่งปลอมแปลงถูกหลอก ต้องรู้จักเจตนาว่าเราเอาอันนี้มาเพื่ออันนี้ ให้มันถูกตัวทุกสภาพถูกสัดส่วน เรียกว่ามโนสัญเจตนา ที่จะไปเป็นไปเพื่อ กามก็ไม่เอา เป็นภพก็ไม่เอา จะดูอันนี้ได้ก็ต้องมีรูปนามรู้จักธรรมะ 2 เรียกว่าวิญญาณาหาร ถ้าคุณไม่เรียนรู้ 2 อย่างนี้ไม่รู้จักรูปและนาม มีธาตุรู้ตั้งแต่สัญญาจนเป็นปัญญา สัมผัสแล้วกำหนดรู้มีความรู้ที่จะรู้ เป็นความรู้ที่ชัดเจนถึงแก่นสารสาระสิ่งที่สูงส่งเป็นโลกุตระ นั่นแหละก็คือรูปนามหรือเทวะ ในสังคมโลกเดือดร้อนเพราะไม่เรียนรู้เรื่องของเทวหรือธรรมะ 2 นี่แหละ เป็นเรื่องสุดยอดปลายเล็กสุด จนกระทั่งถึง 1 2 และเป็น0 ที่เป็น 1 เป็น 2 คือเทว ถ้าไม่รู้จักสัดส่วนที่พอเหมาะพอดี 1 2 ไปเป็น 3 ไปเป็น 4 5 6 ก็ยิ่งบานปลาย ทำให้เกิดความกว้างความเพิ่มเติมอีกเราก็ต้องดูว่าเราจะสร้างสรรอะไร ตอนนี้มันมี1 มันมี 2 จะทำให้เป็น 3 ก็ครบ สามเส้า เป็นกระบวนการของสิ่งที่ยังอยู่ในโลกก็จะมี 3 อย่าง มีประธานคือธาตุรู้ในตัวเรา กับมีพลังงานอีก 2 อย่างคือบวกกับลบคืออิตถีภาวะกับปุริสภาวะ ถ้าอยู่ได้อย่างพอเหมาะพอดีไม่เสื่อมลง แล้วไม่ออกไปเกิน เรียกว่า cyclic order อยู่ได้อย่างสมดุลมันก็จะอยู่อย่างนี้ไปอีกนาน เหมือนกับลูกข่างที่หมุนเร็ว ลูกข่างนอนวัน นิ่งไม่มีอะไรมา เสียดสีก็จะอยู่ทนนานมาก เราจะต้องการเพิ่มก็ต้องมีพล้งงาน แก่นบวก static กับพลังงานลบ dynamic จนกระทั่งมันมีตัวรู้ก็มีชีวมีตัวประธานเป็นธาตุรู้ขึ้นมาเป็นสามเส้า คือ ISH คือ I และ She คือพลังงานลบอิตถีภาวะกับ He คือพลังงานบวกปุริสภาวะ พีชะคือที่มีสามแล้วแต่ไม่ไปรบกวนใครอยู่ได้นานที่สุด จึงไม่เป็นพิษภัยกับใคร คนเอามันไปใช้เป็นโทษหรือเป็นประโยชน์ก็ได้ ตัวเขาเองก็ไม่รู้ตัวเองว่าเป็นโทษหรือเป็นประโยชน์ เขารู้แต่ตัวเขา พีชนิยาม เมื่อเป็นสัตว์มันจะมีพลังงานสูงกว่านั้น เกิดพลังงานที่เป็นกรรมวิบากเพราะไปเบียดเบียนคนอื่น เป็นกุศลเป็นอกุศล เป็นพลังงานที่สะสมขึ้นไป อย่างนี้เป็นต้น นี่เป็นความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า อุตุนิยาม พีชะนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม ต้องเป็นมนุษย์ชั้นสูงเป็นเวไนยสัตว์จึงจะมีความรู้เข้าใจได้ สามารถลดสิ่งที่เป็นโทษภัยในพลังงานจิตนิยาม จนเหลือแต่พลังงานที่ไม่เป็นพิษภัยต่อใครเลย เป็นพลังงานของพระอรหันต์ขึ้นไปจะอยู่อีกกี่ชาติก็ไม่เป็นพิษภัยกับใคร 620301_สำมะปี๋ซี่วิต สันติอโศก ครั้งที่ 40