621104_รายการสำมะปี๋ซี่วิต บ้านราชฯ ครั้งที่ 78.docx
เนื้อหาในไฟล์
621104_รายการสำมะปี๋ซี่วิต บ้านราชฯ ครั้งที่ 78 อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/1oUYyUIX6HZMdnjhvTJ-v1Cs_VS91uEVeCYFtD1IAtsU/edit?usp=sharing
ดาวโหลดเสียงที่ https://drive.google.com/open?id=1cl-rKoEV4KM4LYfaLJnb7EroRBQspwvf
พ่อครูว่า…วันนี้วันจันทร์ที่ 4 พฤศจิกายน 2562 ที่บวรราชธานีอโศก วันที่ 7 ก็จะเป็นวันที่ครบวันบวชของอาตมา อาตมาบวชวันที่ 7 พฤศจิกายน 2513 ถ้าถึงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 ก็จะครบ 49 ปี ถ้าถึงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2563 ก็จะเต็ม 50 ปี อีกไม่กี่วันก็จะเริ่มเข้าปีที่ 50 แล้ว ทำงานศาสนา หรือบวชมา 50 ปีเต็ม ไม่น้อยเลยนะครึ่งร้อย วันนี้อายุ 85 ปี 4 เดือน 29 วัน ทำโพธิกิจมา 49 ปี 11 เดือน 21 วัน อายุย่างเข้า 86 ไปเรื่อยๆ ท่านผองไทก็ 88 ปีแล้ว นำหน้าอาตมา ตอนนี้ก็มีท่านผองไท อายุมากกว่าอาตมาอยู่องค์เดียวในบรรดาสมณะชาวอโศก
_SMSวันที่ 3พ.ย.2562(วิถีอาริยธรรม พ่อครู) _อําพร กันทะ : ธรรมะจัดสรรแล้วเดี๋ยวลูกก็กลับบ้านราชแล้วค่ะ บ้านที่มีความสุขสุดๆหาที่ใหนไม่ได้แล้วค่ะ / อยู่บ้านเฉยๆไม่ได้ทำงานเหมือนชีวิตที่ไร้ค่า ชีวิตที่เหลือขอเป็นสัตว์อยู่ใต้ต้นโพธิ์ พ่อครูว่า…อยู่เฉยๆไม่ทำงานอะไรมันก็ไร้ค่า นอกจากอยู่บ้านเฉยๆ นอกจากไร้ค่าแล้วหนักแผ่นดินด้วยนะ เพราะว่าอาศัยแผ่นดินต้องรับน้ำหนักเราอยู่นะ เสร็จแล้วยังไม่พอ ยังกินพืชยังกินอากาศยังกินอาหาร ในโลกเขาไปด้วย แม้จะใช้สตางค์ซื้อก็ตามคุณก็กินอาหารของโลกเขา ยิ่งพวกที่กินอาหารของโลกหยาบๆคายๆกินเหล็กกินผา กินคือขี้โกงเขาก็ยิ่งไร้ค่ามากยิ่งขึ้น ไร้ค่าจนกระทั่งเป็นคนกินประเทศ ภูมิปัญญาหรือความเฉลียวฉลาดของคนจะรู้จักว่ามนุษย์มีค่าหรือไม่มีค่า อยู่หนักแผ่นดินหรือว่าอยู่อย่างมีประโยชน
อ่านต่อ
์คุณค่าแก่โลก อย่างชาวอโศกเป็นลูกพระพุทธเจ้าอาตมาสอนสัจธรรมเหล่านี้แท้จริง อยู่เป็นสัตว์ใต้ต้นโพธิ์เฉยๆอย่างไรเอาโพธิ์ด้วยสิ
สื่อธรรมะพ่อครู(ธรรมะ 2) ตอน สุขทุกข์แยกกันไม่ได้ ต้องดับทั้งสองภาวะ _Love Style :อยู่ที่ไหนก็สุขได้ ถ้าไม่มีกิเลสตัณหา พ่อครูว่า…คุณพูดง่ายๆ ตีคารมฝีปากเล่นๆ พูดให้คนไม่มีความรู้มันเป็นตรรกะตื้นๆ คนมีกิเลสตัณหาจึงจะสุข คนไม่มีกิเลสตัณหาถึงจะไม่มีสุขแล้ว สงสัยคนฟังที่อาตมาพูดนี้หูหักเลย พูดว่าอยู่ที่ไหนก็สุขถ้าไม่มีกิเลสตัณหา มันเป็นตรรกะตื้นๆ โดยเฉพาะธรรมะของพุทธ ที่พูดนี้ผิดชัดเจนเลย ศาสนาพุทธรู้ความจริงของความรู้สึกที่เรียกว่าเวทนาที่รู้สึกสุขรู้สึกทุกข์ คนที่อวิชชาแล้วหลงอยู่ภายใต้ความสุข ศาสนาที่ไม่ใช่โลกุตรธรรมที่ไม่ใช่ศาสนาพุทธที่แท้จริงตกอยู่ใต้อำนาจของความสุขที่เป็นความลวง เป็นของเก๊นิรันดร พวกเทวนิยมที่ไม่ได้มีสัมมาทิฏฐิ หรือแม้แต่ชาวพุทธที่ไม่ได้มีสัมมาทิฏธิจะไม่ได้รู้สึกเลยว่าความสุขเป็นของเก๊ ความสุขไม่ใช่ของจริง คนที่ยังมีความสุขอยู่ก็คือคนที่ยังมีความทุกข์ เพราะความทุกข์กับความสุขเป็นเทวะ อันนี้ขออภัยที่ต้องพูดความจริง ไม่มีใครมาอธิบายหรอกถ้าไม่ใช่อาตมามาเกิดแล้วมาอธิบายในยุคนี้ไม่มีใครมาอธิบายได้ แยกไม่ออกหรอกเทวะสุขทุกข์ ซึ่งเป็นสภาวะ 2 แล้วมันก็ลวงคน ให้ติดในความสุข แล้วก็แยกไม่ออกทำให้เป็นหนึ่งเดียวอยู่อย่างนั้น มันก็ยังเป็นสภาพมีกิเลส มีภพมีชาติ ไม่ปรินิพพานไม่สูญไม่เลิกติดสุข เพราะไม่ได้เรียนรู้ถึงอาการจิต ที่แบ่งแยกละเอียดเรียกว่าเป็นเจตสิก และเรียกชัดลงไปที่ตัวเวทนาความรู้สึกหรืออารมณ์ ถ้าเรียนรู้สัมผัสความเป็นจริงของอารมณ์หรือความรู้สึกที่เรียกว่าเวทนา รู้อย่างแท้จริงเลยมีธาตุรู้มีปัญญา ที่สัมผัสธาตุรู้นี้ของพระพุทธเจ้าสอน ที่เรียกว่าปัญญาธาตุ มันเป็นความรู้ที่ลึกซึ้งมากเกินกว่าโลกีย์ เกินกว่าศาสดาใดๆในโลกจะรู้จัก นึกเอาเองไม่ได้ ต้องมาเรียนรู้เบื้องต้นท่ามกลางบั้นปลายไปเรื่อยๆเป็นลำดับ ถึงจะรู้ชัด ว่าที่แท้จริงสุขทุกข์เป็นของเก๊ แล้วสุดท้ายศาสนาพุทธจึงเลิกความสุขและความทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ อทุกขมสุข หรือเรียกพยัญชนะไวพจน์กันว่า อุเบกขา สูญจากความสุขความทุกข์ เป็นกลางๆ จิตของเราไม่มีอาการที่เป็นสุขไม่มีอาการที่เป็นทุกข์เลยจริงๆ คุณต้องเข้าใจอาการนั้นจริงๆอย่างชัดเจนตัวเองต้องมีอาการนั้น มีความรู้และทำอาการนั้นได้ คนที่มิจฉาทิฏฐิเขาก็ทำอาการของอุเบกขาเหมือนกันแต่เขาทำด้วยวิธีสะกดจิต สะกดแล้วไม่ได้แยกออกเลยว่า อารมณ์จริงของความสุขอารมณ์จริงของความทุกข์เป็นอย่างไร เขาสะกดไม่ให้มันมีให้เกิดกลางเฉยๆ เขาสะกดให้มันดับส่วนมากก็จะหลับตาปฏิบัติ หลับตาแล้วก็ดับ เขาเรียกว่าทำฌานทำสมาธิเขาก็แยกกันไม่ออก ระหว่างฌานและสมาธิ เขาบอกว่ายกสติขึ้น รู้นิ่งเฉย แล้วให้รู้ความจริงนั้น รู้ความจริงที่มันเฉยๆกลางๆ อย่าคิดก็บังคับให้อย่าคิด แต่มันเป็นอุปาทาน เขาสร้างภพว่างๆ เก่งจนกระทั่งลืมตาเขาก็สัมผัสแล้วทำให้จิตของเขามีอุปาทาน คือยึดติดสูญๆว่างๆไว้ได้เหมือนกัน แต่เขาไม่ได้รู้ความจริงว่าอาการสุขอาการทุกข์ไม่ให้มันเหลือในจิตเลยโดยไม่ต้องไปบังคับไม่ต้องไปกดข่ม แต่ทำได้จริงอย่างรู้จริง ใครได้เห็นได้ยินได้กลิ่นได้รสได้สัมผัสก็รู้เหมือนกันหมด ภาษาจะเรียกต่างกันก็ตาม ภาษาไทยเรียกว่าความหวาน ภาษาฝรั่งเรียกว่า Sweet จีนเรียกเตียม เขาก็เรียกไป ไทยก็เรียกหวาน ภาษาต่างกันแต่ลักษณะนั้นมันอย่างเดียวกัน ลิ้มรสนั้นอย่างเดียวกัน สัจจะมีหนึ่งเดียว แต่ที่นี้ชอบหรือไม่ชอบ ชอบหวานหรือไม่ชอบหวานอันนี้ของเก๊ของใครของมัน มีอาตมมานี่แหละพยายามแยกสัจจะเหล่านี้ให้ฟัง นอกนั้นไม่มีผู้รู้ที่จะแยกสัจจะเหล่านี้ให้ฟังจึงไม่มีนิพพาน นิพพานถึงไม่มีรสของความสุขความทุกข์ไม่มีรสของความชอบความชัง สัมผัสแล้วก็รู้ความจริงตามความเป็นจริงไม่เดือดร้อน สบาย ไม่รักไม่เกลียดรู้ความจริงตามความเป็นจริงเหมือนคนอื่นเขารู้ ส่วนคนอื่นเขาดูแล้วเขาจะมีความดูดความผลัก เขาจะเป็นความทุกข์ความสุขก็ขึ้นอยู่กับเขาตัวใครตัวมัน ที่บอกว่าอยู่ที่ไหนก็มีความสุขได้ถ้าไม่มีกิเลสตัณหา เป็นการพูดด้วยโวหารคุณก็พูดโก้เท่านั้น คุณเรียนรู้โดยปรมัตถ์ของพระพุทธเจ้าไม่ได้เลย ถ้าได้แล้วคุณจะไม่พูดอย่างนี้ พูดอย่างนี้มันเป็นตรรกะเป็นภาษาคารมเฉยๆ เพราะคำว่าสุขนี้จะชัดเจน เขาบอกว่าอยู่ที่ไหนก็สุขได้ถ้าไม่มีกิเลสตัณหา ถ้ามีความสุขได้คุณก็ยังไม่หมดกิเลสตัณหา ยิ่งมีความสุขมากๆก็ยิ่งมีกิเลสตัณหาหนา เพราะคุณจะติดในความสุข โดยคุณไม่รู้ว่าความสุขนั้นมีคู่คือความทุกข์ คุณแยกไม่ออกหรอก ไม่ใช่แยกไม่ออกแต่คุณไม่รู้หรอกว่าความสุขความทุกข์นี้มันแยกกัน ด้วยความรู้ แต่แท้จริงมันแยกกันไม่ได้ แต่คุณต้องแยกด้วยความรู้ ต้องให้เป็น 2 ด้วยความรู้แต่จริงๆมันแยกกันไม่ได้ มันต้องดับทั้งคู่ คุณต้องดับทั้งคู่ ดับทั้งความสุขและความทุกข์ เพราะมันแยกไม่ได้ แต่คุณรู้สึกนี้คุณเลือกเอาได้คุณเลือกเอาความสุขคุณเลือกเอาความทุกข์ เพราะฉะนั้นคนซาดิสจะเห็นคนอื่นทุกข์แล้วชอบ คนที่เป็นมาโซคิสตนเองเจ็บปวดทรมานก็ชอบ เป็นความบ้าบอความวิปลาส
_สมจิต งามสันติวรกุลSomjit ngamsantiworakul: ติดตามฟังเสมอเพื่อขัดเกลากิเลสของตนเอง
_7163ช่วงงานมหาปวารณา ไม่ควรเสียเวลากับSMSเพราะมาญาติธรรมมามากควรมีประเด็นธรรมะที่อยากบอกกับลูกๆ กราบนมัสการครับ พ่อครูว่า…ประเด็นธรรมะก็แต่ละคนที่เป็น SMS มาก็เป็นประเด็นธรรมะเหมือนกัน คุณจะ เลือกเอาแต่ที่ชอบหรือ ...ก็ควรจะเอื้อเฟื้อเขาบ้าง อย่างไรผู้ที่มาก็ต้องได้อยู่แล้ว ก็ต้องเอื้อคนที่ไม่มาบ้าง ยิ่งมาสัมผัสสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมด้วยมันได้เต็มๆอยู่แล้ว
_ริชชิเลิฟ แจ๊คแจ๊ค : กราบนมัสการพ่อครู ขอถามว่า เจริญอัตตาแปลว่าเราไม่ลดกิเลสใช่หรือไม่ และนานาอัตตาแปลว่าหนีแยกออก ความหมายใช้ได้หรือไม่ พ่อครูว่า…คำว่านานาอัตตา คืออัตตาต่างๆ นานัตตะ ทีนี้มันแยกออกเป็นภาษาไทย อย่างอายตนะที่เรียกว่า เนวสัญญานาสัญญายตนะ คือรู้ก็ไม่ใช่ไม่รู้ก็ไม่ใช่ไม่ได้ ต้องพยายามให้พ้นเนวสัญญา ส่วน นาสัญญา คือสัญญาที่กำหนดรู้ต่างๆ ต้องให้สัญญารู้ให้หมด ไม่ใช่ว่าเราก็ไม่ใช่ไม่รู้ก็ไม่ใช่ไม่ได้ต้องรู้ทุกตัวเลยให้พ้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ คุณต้องมีผัสสะ มี 2 สภาพมีอายตนะเกิดขึ้นมา เป็นปฏิกิริยาเชื่อมสัมพันธ์ คุณต้องดูว่าสัมผัสสัมพันธ์กันเกิดปฏิกิริยาตัวนี้เรียกว่าอัตตา คุณต้องรู้ทุกตัว หยาบ กลาง ละเอียด เล็กขนาดไหนคุณต้องรู้ให้หมด ไม่รู้ไม่ได้ ถ้ายังไม่พ้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ จะเรียกว่า ฌาน จะเรียกว่าอัตตาก็แล้วแต่ เนวสัญญานาสัญญายตนะ คือเนวะสัญญานาสัญญายตนะฌาน เนวสัญญานาสัญญายตนะฌาน คือ กำลังปฏิบัติฌาน การทำทั้ง เจโตและปัญญาให้สมบูรณ์แบบ เนวสัญญานาสัญญายตนะสัตว์คือยังอยู่ในภูมินี้ เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา คือการกำหนดรู้ หรือฌาน คือการทำลายความไม่รู้ ให้มันรู้ให้พ้น สูงสุด พ้นเนวสัญญานาสัญญายจนสัญญาได้ ก็เป็นสัญญาเวทยิตนิโรธ
_ไทน้อยภูเก็ต : สิ้นปีนี้คงได้มาบ้านราช _ส.แสนดิน... แนะนำให้คนที่เป็นหวัดกรุณาสวมใส่แมสด้วย เพื่อป้องกันเชื้อแพร่ระบาด
สื่อธรรมะพ่อครู(ความรัก 10 มิติ) ตอน ความรักมิติที่สูงต้องมีเมตตามากขึ้น _เครื่องวัดความเจริญของจิตใจ ขอให้เราดูว่าเรามีความเมตตากรุณามากขึ้นหรือน้อยลง มีความเห็นแก่ตัวมากขึ้นหรือน้อยลง อันนี้แหละเป็นเครื่องวัดจิตใจของพวกเรา ของพระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต พ่อครูว่า…ท่านเน้นเครื่องวัดจิตใจคือความเมตตากรุณา คือความเห็นแก่ตัวกับความไม่เห็นแก่ตัว อันนี้ก็ถูกต้อง ศาสนาพุทธนี้คนไม่เห็นแก่ตัวไม่มีอัตตาแต่ไม่มีเมตตามีได้ไหม คนที่หมดตัวตนไม่มีตัวตน ไม่เห็นแก่ตัว แต่ไม่มีเมตตาเป็นได้ไหม เป็นได้ คนที่ไม่เห็นแก่ตัวหมดตัวตน อย่างพวกเทวนิยมเขาพยายามดับไม่ให้มีตัวตน แต่เขาไม่ได้ฝึกการเรียนรู้ที่มีการสัมผัสสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับคนอื่น และมีน้ำใจ พวกที่อัตตาเขาไม่มีแต่เขาไม่ได้เรียนรู้การมีน้ำใจ ศาสนาเทวนิยม นั่งหลับตาเขาไม่ได้เรียนรู้การสัมผัสเกี่ยวข้องตาหูจมูกลิ้นกายใจสัมผัสกับบุคคลหนึ่งคนสองคนห้าคนเป็นสังคมเป็นมนุษยชาติ เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ต้องกระทบกระแทกกระเทือนกัน และสามารถเรียนรู้เท่าทันจนไม่ติดในสิ่งเหล่านี้ของพุทธ แต่เขาไม่ได้เรียนรู้ในสิ่งเหล่านี้เลยในสายเทวนิยม ฉะนั้นเขาจะไม่มีน้ำใจ แต่เขาจะทำจิตของเขาไม่เห็นแก่ตัว ไม่มีตัวตนอย่างเดียวได้ แต่เขาไม่มีการที่จะไปช่วยคนนั้นคนนี้ จะรู้จักคนนั้นคนนี้จะช่วยอย่างไร คนที่จะช่วยนิเราก็ต้องรู้จักเขา ว่าเขาบกพร่องอะไรจะช่วยเขา เราช่วยเขาได้ไหม เขาบกพร่องอันนี้แต่เราไม่มีความสามารถไม่มีความรู้ไม่มีสิ่งที่จะช่วย ก็ช่วยเขาไม่ได้ มันมีรายละเอียดอีกตั้งเยอะแยะที่ซับซ้อน เพราะฉะนั้นสุขนิยมหรือเทวนิยมหรือผู้ที่นั่งหลับตาออกป่า พระป่าเป็นต้น ไม่มีเมตตา แต่เขาจะสอนกันว่ามีใจเมตตาสงสารคนอื่น เขาจะสอนกันว่าต้องสงสารคนอื่นอยากให้คนอื่นพ้นทุกข์ แต่เขาไม่ได้เรียนรู้ว่า ความทุกข์คืออะไร เหตุแห่งทุกข์คืออะไร จะพ้นทุกข์ได้อย่างไร เขาไม่ได้เรียนเขาไม่ได้ฝึกเขาไม่ได้เข้าใจโลก เขาไม่ได้เข้าใจการเกี่ยวข้องกับคนอื่นที่เรียกว่าโลกข้างนอก โลกข้างในเกี่ยวข้องกับภายใน สัมผัสกับคนอื่นเกี่ยวข้อง โลกนี้มีเราสองคน คนอื่นไม่เกี่ยวข้อง ก็ต้องไปอ่านความรัก 10 มิตินี้ให้ดี ไม่เผื่อแผ่ ไม่เกื้อกูล ไม่เกี่ยวข้อง โลกนี้มีเราสองคน เป็นความเห็นแก่ตัวที่เป็นกามเมถุน อาตมาจัดเป็นความรักมิติที่ 1 เห็นแก่ตัวเดี่ยวๆเลย ไม่เห็นแก่ใครๆเลย อาตมาไม่นับเป็นมิติที่ 1 ถือว่าพูดไม่รู้เรื่องเลยคนคนนี้ พอเริ่มต้นมีกามเป็นคนคู่พูดกันรู้เรื่องก็ให้เขาเรียนรู้ ถ้าไม่ไม่รู้เรื่องเลยก็อย่างพวกเชน ตัวคนเดียวเดี่ยวเดี่ยว ไม่ได้เรียนรู้ความรัก 10 มิติเลย พูดกันไปก็ไม่มีสภาวะ 2 ตามธรรมชาติของจิตนิยามที่ต้องมี 2 มี 1 คือคนอื่นกับ 2 คือตัวเราเขาไม่มี เขาจะจมอยู่อย่างนั้นกับตัวเอง เรียกว่าหยั่งลงสู่ความหลง ที่จมอย่างที่เรียกว่า จมในสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า อย่าไปควานหาเลยคนนี้ ที่อาตมากำลังสาธยายคือ ความเห็นแก่ตัวกับความมีเมตตา มันแยกกันได้ในรายละเอียด ถ้าจะบอกว่าความเจริญของคนจริงๆ เมตตามีมากไม่มีประมาณมากขึ้นได้แล้วก็กรุณาลงมือช่วย ในพรหมวิหาร 4 มีนัยยะคนละอย่าง ไม่ใช่ว่าแยกไม่ออกระหว่างเมตตากรุณา มุทิตา อุเบกขา อธิบายวนเวียน เมตตาอยากให้เขาพ้นทุกข์ กรุณา อยากให้เขามีสุขแล้วมันเป็นอย่างไรก็อธิบายไม่ออก มุทิตาก็อธิบายไม่ออก เขาอธิบายว่ามุทิตาคือ ยินดีที่เขามีความสุขก็ว่ากันไป สุดท้ายแล้วเฉยๆเป็นอย่างไร อุเบกขา ก็ไม่รู้ เขาขยายความละเอียดพวกนี้ไม่ออก แยกแยะไม่ได้ เพราะฉะนั้นแม้แต่ความเห็นแก่ตัวก็จะต้องเข้าใจความเป็นตัว ตัวเรา ตั้งแต่มิติเมถุน มิติคนคู่ มิติที่เป็นความรักมิติที่ 1 มิติที่ 2 3 4 5ที่อาตมาขยายความ แล้วก็เห็นแก่ 2 คน ก็เพิ่มขึ้นมีลูก เป็นมิติที่ 2 เห็นแก่ญาติ เป็นมิติที่ 3 ความรัก 10 มิติ กามนิยม (เมถุนนิยม) พันธุนิยม (ปิตปุตตาฯ) ญาตินิยม (โคตรนิยม) สังคมนิยม (ชุมชนนิยม) ชาตินิยม (รัฐนิยม) สากลนิยม (จักรวาลฯ) เทวนิยม (ปรมาตมันฯ) คนจะเข้าใจความรักมิติที่ 7 เป็นต้นไปแยกแยะออกต้องเป็นศาสนาพุทธอเทวนิยม จะรู้จักอาตมันปรมาตมัน อาริยนิยม (อเทวนิยม) เป็นอมตบุคคลรู้สภาพคู่มีก็ได้ไม่มีก็ได้สำหรับตัวเราเอง นิพพานนิยม (อรหันตฯ) พุทธภูมินิยม (หรือ.. โพธิสัตวภูมินิยม) (พ่อครูได้บรรยายไว้ที่ม.เชียงใหม่) _“ ฉันจะมองแต่ข้อดีของผู้คน เพราะตัวฉันเองก็ไม่ใช่คนที่สมบูรณ์แบบ ฉันจึงไม่บังอาจที่จะตรวจสอบข้อผิดพลาดของผู้อื่น” – Mahatma Gandhi พ่อครูว่า...แบบเดียวกันกับที่ท่านพุทธทาสบอกว่า จงมองแต่ข้อดีของเขา ความชั่วอย่าไปมองเขาเลย คราวนี้ก็เอียงโต่งไปทางข้างเดียวแล้วไม่ศึกษาความชั่วของเขาก็ตามของเราก็ตาม มันเป็นสิ่งที่มีอยู่ในโลก แล้วเราไม่ศึกษาว่ามันเป็นอย่างไร แล้วมันมีอยู่ในตัวเราก็ทำเป็นทิ้งทำเป็นลืมเฉยๆไม่ได้ มันไม่หาย มันต้องรู้ว่ามันมีอยู่ในตัวเรานะไอ้ความชั่วนั้น แล้วต้องหาตามหาเหตุที่มันพาทำให้ชั่ว แล้วดับเหตุนั้นมันถึงจะสมบูรณ์นี่คือของพุทธ เพราะฉะนั้น คานธี ก็ยังไม่ได้เรียนรู้สมบูรณ์บริบูรณ์หรือแม้แต่ท่านพุทธทาส ที่บอกว่าเอาแต่ดูความดีอย่าไปดูความชั่วของเขาเลยมันไม่สมบูรณ์ ต้องรู้ชัดเจนทั้งความชั่วและความดีของใคร และก็ต้องรู้จริงๆ พระพุทธเจ้าสอน ชั่วนี้รู้ให้จริงแล้วอย่ามี อย่าให้เกิดที่ตัวเองเป็นอันขาด ต้องรู้ทันมันนะ ความชั่วไม่รู้ทันมันก็กินตัวเรา ชั่วนี้อย่าว่ามันไม่เก่งนะ ความชั่วนี้มันเก่งนะอย่านึกว่าความชั่วไม่เก่ง ความชั่วนี้มันเก่ง ถ้าจะว่าจริงๆแล้วความชั่วเก่งกว่าความดี เพราะฉะนั้นในโลกจึงมีคนที่อวิชชามากกว่าคนมีวิชชา มีอรหันต์น้อยกว่า มีผู้ที่ตกเป็นสัตว์โลกมากกว่าใช่ไหม นั่นคือความชั่วหรือความไม่รู้มากกว่าความรู้ใช่ไหม ส.ถ่องแท้ว่า..มองในมุมที่คำที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตนไม่ไปพิพากษาใคร พ่อครูว่า...มันพูดผิดไปจากความจริงที่ควรปฏิบัติประพฤติไปบ้าง _พันตำรวจโทดุลเพชร ...มารายงานว่า การลาออกได้สมบูรณ์แล้วได้รับบำนาญแล้ว มาเป็นคนบ้านราชฯ พ่อครูว่า...มาเป็นสมาชิกของชุมชนราชธานีอโศก ปลดตัวเองออกจากราชการแล้ว เป็นคนไม่ได้เป็นคนราชการแล้วลาออกมาแล้ว ตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 60 ก็เลยว่าเออลี่รีไทร์
_สุดยอดสไปเดอร์ซุปไก่สกัด 555...หนู อยากจะถามหลวงปู่ว่าที่ให้ผู้หญิงตัดผมแบบนี้ มันเป็นอย่างไรหรือคะ เท่ดี Perfect มหัศจรรย์ พ่อครูว่า...ไม่มีหรอก ความอยากที่อยากจะให้มหัศจรรย์ อยากจะให้เท่ อยากจะให้วิเศษ อยากให้คนนับถือ ให้คนดูว่าเท่ว่าเก๋มันไม่มี แต่มีความเห็นว่าตัดอย่างนี้แหละ มันสบายๆ มันไม่เป็นการยั่วยวน มันไม่เป็นการลำบากมันสะดวกมันดีที่สุดแล้วสำหรับเด็กๆ สำหรับในรุ่นนี้ที่เราควรจะทำ สำหรับนักเรียนนักศึกษาซึ่งไม่ควรไปยุ่งวุ่นวายกับผม ผู้หญิงก็ประมาณนี้ผู้ชายก็ประมาณนี้อันเหมาะสมแล้ว ยิ่งเป็นนักบวชยิ่งประมาณนี้เลย เหมาะสม หญิงก็เหมาะสมแล้ว ชายก็เหมาะสมแล้ว ไม่มีเจตนาจะให้เท่ห์ เจตนาให้เหมาะสมสะดวกสบายง่ายแล้วก็ไม่เกิดปัญหาอะไรขึ้นมา เพราะฉะนั้นคนที่ยังมีความรู้สึกว่าควรให้ปล่อยยาวเฟื้อยมีเท่ ทำผมเป็นแฟชั่นสารพัดไม่เอา อย่าไปยุ่งกับมัน อย่างนี้แหละดีแล้ว สบาย ถ้าเผื่อว่าอยากจะมีแฟชั่นของผมที่จะไปอีกในอนาคต พ้นการศึกษาจากที่นี่ไปก่อนที่นี่มีกฎระเบียบหลักเกณฑ์ ถ้ายังไม่พ้นก็อยู่ในหลักเกณฑ์นี้ ให้จบก่อน
สื่อธรรมะพ่อครู(สัปปายะ 4) ตอน สร้างสวนไม้ตายเพื่ออะไร _ลูกบ้านราชฯ...ทำไมพ่อครูให้สร้างสวนไม้ตาย มันหมายความว่าอย่างไรให้คำตอบอะไรแก่สังคม พ่อครูว่า...มันซับซ้อน คำว่าสวนไม้ตาย คำว่าตายนั่นแหละ จะเป็นอะไรก็มีตายมีเกิด สูงสุดก็มีตายกับเกิด เพราะฉะนั้นไม้นี้มันไม่ได้บาปอะไร ไม้มันตายแล้วด้วย ไม่มีการงอกเงยอีก ตายนี่คือไม่มีการงอกเงยอีก ไม่มีฟื้น นอกจากจะเสื่อมไปเท่านั้น จับไม้ที่ตายแล้วมาตั้งๆๆๆ น้ำที่ไหลลงมาเรียกน้ำม่าน มีน้ำโตน น้ำไหล น้ำม่าน น้ำตก ตอนนี้ก็ยังไม่ค่อยสมบูรณ์ซ่อมไปซ่อมมา มีสไลเดอร์ด้วย ทำขึ้นมาเพื่อให้เป็นที่อาศัยเป็นแดนเพลินเชิญพัก ของผู้คนทั้งหลาย Pleasant Land Please Rest แปลเป็นไทยว่า แดนเพลิน เชิญพัก มาใช้บริการพักผ่อนได้ด้วยเป็นสังคมสัมพันธ์ชนิดหนึ่ง ซึ่งเราก็พยายามสร้างความสัมพันธ์กับสังคมมนุษยชาติด้วยธรรมชาติ เปิดสิ่งที่เป็นเครื่องเชื่อม เป็นเครื่องที่จะมา relax มาพักผ่อน ทำเป็นสถานที่แดนเพลินเชิญพัก Pleasant Land Please Rest ก็พยายามใช้อุปกรณ์เท่าที่เป็นไปได้ที่จะเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน แม้แต่ที่อาคารบวร สร้างอาคารไว้เพื่อที่จะให้คนมาอาศัยเพิ่มเติม เป็นตลาดประชารัฐ ให้เป็นที่ที่คนมาอาศัยขายข้าวของมาทำมาหากิน เป็นที่ทำการค้าอาศัยสถานที่ เราก็ยินดีที่จะต้อนรับสำหรับผู้ที่ขาดแคลน ผู้ที่จะมาพึ่งพาอาศัยกัน ตอนนี้ก็พยายามทำขึ้นมาปรับปรุงให้เป็นอาคารที่จะมาให้ได้ประโยชน์ร่วมกันกับผู้ที่มาสัมพันธ์กัน ตอนช่วงตลาดอาริยะก็จะมีคนเยอะ สรุปแล้วเราพยายามจะสร้างราชธานีอโศกเท่าที่เราสามารถจะมีอะไรที่คิดได้ว่าเราควรจะต้องเป็นประโยชน์เผื่อแผ่ เกื้อกูลช่วยเหลือสังคมร่วมกันเท่าที่เราจะเป็นไปได้ ซึ่งจริงๆแล้วมีคนเขาว่ามานะ อโศกทำเป็นคนจน แต่เสร็จแล้วมันจะต้องมีอะไรซุกซ่อนมีนายทุนมาแน่นอน ซึ่งมันไม่มี ถ้าเราไม่มี คนก็จะว่าอีก เตี้ยอุ้มค่อม มันไม่มีแล้วจะทำกว้างทำไมช่วยเหลือคนอื่นทำไมมากมายนัก ทำเป็นอยากได้หน้าตาหรืออย่างไร มันก็ไม่ใช่อีกแหละ ซึ่งมันอธิบายไปแล้ว อาตมาอธิบายไม่เก่ง แต่ก็ขออธิบายที่ไม่เก่ง มันเป็นการเอื้อมเอื้อเกื้อกว้างสิ่งที่เป็นไปได้ ที่บอกว่าเราเป็นคนจนไม่ใช่พูดเล่นเราเป็นคนไม่สะสมข้าวของ เราทำในส่วนที่ให้คนมาอาศัยใช้สอยได้มาก แม้แต่สมาชิกที่อยู่ในนี้ก็จะมีความสัมพันธ์หรือว่ามีสวัสดิการ มีสิ่งที่จะร่วมกันใช้ได้ขนาดหนึ่ง สำหรับคนที่ไม่ใช่สมาชิก ไม่อยู่ในกฎเกณฑ์ก็ไม่สามารถที่จะมาใช้กองกลางนี้ได้ ซึ่งมันมีหลักเกณฑ์ของมนุษยชาติ มีหลักเกณฑ์ของสังคมมีกฎเกณฑ์ของมันอยู่ เจตนาที่จะมีหลักเกณฑ์ช่วงนี้เพื่อ เอื้อมเอื้อเกื้อกว้าง ช่วยเหลือเอื้อเฟื้อผู้อื่นให้กว้างขึ้นเท่าที่เราจะสามารถทำได้ เป็นความจริงใจ ถ้ามนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างที่มีความ เอื้อมเอื้อเกื้อกว้าง ด้วยความจริงใจสังคมอยู่เย็นเป็นสุข อาตมาเป็นลูกพระพุทธเจ้าปฏิบัติธรรมเข้าใจจิตวิญญาณและความเป็นสังคม พยายามเชื่อมโยงกับสังคมไปให้ไกลที่สุด ศัพท์คำว่า สาธารณโภคี จึงเป็นคำศัพท์ที่รวมความเป็นสาธารณะเชื่อมโยงขยายผลจากสิ่งที่ข้นที่สุดจากคนที่ไม่มีตัวตนไม่มีของของตัวเลย จนกระทั่งมีบ้างนิดๆหน่อยๆ อย่างชาวอโศก มุบมิบเอาไว้เป็นส่วนตัวบ้างเพราะว่าติดยังไม่กล้าที่จะไม่มีเป็นของส่วนตัวเลยเขาก็จะมีบ้าง ยิ่งคนที่จะมีของตัวเองมากต้องห่วงกังวลก็จะห่างออกไป มันก็จะเป็นระดับ เชื่อมโยงเป็นเครือแห สลับซับซ้อนอีก ในนัยของความหมาย ก็เพราะอย่างนี้ถึงจะสะสมไว้เพราะอย่างนี้ถึงไม่กล้าให้จนหมด เป็นความเห็นแก่ตัวหรือว่าตัวเองไปสร้างอะไรที่เห็นแก่ตัวเห็นแก่ของของตัว เห็นแก่พวกของตัวเห็นแก่ภาระของตัวอะไรก็แล้วแต่ คนก็จะมีเยอะ ก็จะเหลือไว้เยอะก็ต้องสะสมไว้เยอะ แต่คนที่บอกว่าไม่มีแล้วภาระส่วนตัวของส่วนตัว เอาไปเข้าของส่วนกลางหมดเพราะเราเชื่อมั่นในความสำคัญของสาธารณโภคี ในส่วนกลาง แล้วทุกคนก็มีความรู้ความจริงใจตรงกันที่มาอยู่ร่วมกันเนี่ย ไม่ใช่เรื่องพูดเล่นแต่เป็นเรื่องจริงของชาวอโศกที่มาปฏิบัติ อาตมาว่ามันไม่ได้เข้าใจกันง่ายๆ อธิบายยากมากเลย ยิ่งคนต่างชาติต่างประเทศที่ไม่ใช่ชาวอโศก ไม่ใช่ชาวพุทธที่มีภูมิปัญญาพุทธธรรมโลกุตระยากมาก ขนาดคนไทยชาวพุทธโลกุตระยังยากประมาณนี้เลย ขนาดเป็นชาวอโศกยังมีหลายระดับ ยังไม่เป็นระดับเดียวกัน 0 หมดเลยไม่ได้ บางทีเขาก็อาจจะเข้าใจไปว่าให้มา 0 หมดเลยมันเป็นไปไม่ได้ เราก็ไม่เคยคิดว่าให้โลกทั้งโลกมาเป็น 0 หมดไม่ได้ มันจะได้ยังไงมันต้องมีระดับ เป็นชั้นๆไป แล้วเชื่อมโยงกันอยู่แล้วแต่ละคนที่มาทำก็ปฏิบัติความเห็นแก่ตัวความเป็นของตัวให้ลดลงก็จะเลื่อนขึ้นมาจนไม่มีความเห็นแก่ตัวแล้วก็มาอยู่กับส่วนกลาง สร้างส่วนกลางให้ได้มากที่สุดแล้วจะได้เอื้อมเอื้อเกื้อกว้างเผื่อแผ่คนที่เห็นแก่ตัว โลภโมโทสันไม่มีพอไม่มีหยุด ไม่มียั้ง มีพันล้านหมื่นล้านแสนล้านก็ไม่หยุด พวกนี้มีฤทธิ์ดูดดึงเอาจากสังคมให้เป็นของตัวเองมีแรงมากเยอะมากด้วย เราจึงต้องมีพลังงานอันนี้ช่วย มาช่วยส่วนที่ถูกเขาดึงไป เขาไม่หยุดในการแย่งในการดูดนะ พวกไอ้ตัวดูดนี่ ไม่หยุดดูด รวยฉิบหาย รวยมากเลย เป็นแสนล้าน ล้านๆมันก็ไม่หยุดแล้วมันทำได้ด้วยไปหยุดยั้งเขาก็ไม่ได้เป็นกิเลสของเขา เราก็ต้องช่วยพวกที่เขาสู้ไม่ได้ก็พึ่งทางเรา เพราะทางโน้นมันพึ่งพาไม่ได้อยู่แล้วเพราะเป็นความอำมหิต พวกที่ดูดยังไม่จบนี่เป็นพวกอำมหิตเขาไม่รู้จักกรรมวิบากเขาไม่รู้จักความเลวความดี เขาก็ทำอย่างหน้ามืดตาบอดทั้งนั้น ซึ่งมันมีหลายชั้น มันมีความรู้ความไม่รู้นี้หลายชั้นมาก ต้องมีอะไรมาหลอกคนอื่น เขาเองจะต้องมีมากๆ แล้วเขาก็ไม่รู้เขาก็หาทางบอกว่าเผื่อคนอื่น หลอกตัวเองให้ตัวเองมีมาก เสร็จแล้วอายุตัวเองจะยืนยาวแค่ไหนไม่ถึง 200 ปีหรอก
_สู่แดนธรรม...คนนี้มาขอคิวไว้สองวันมาแล้ว พ่อครูเคยสอนเขาว่าให้ระงับปีติ เขาก็ว่าจะไปกินยาบำรุงให้สมองปราดเปรื่อง ผมก็ตั้งกติกากับเขาว่า ต้องพูดภายใน 3 นาที ถ้าไม่สามารถพูดทำหน้าที่ได้จะถูกตัดสิทธิ์ 3 ครั้ง ท่านผู้ชมทางบ้านอย่าหมุนทีวีหนีไปช่องอื่นนะครับ คนคนนี้จะมาสร้างข้อสอบให้พี่น้องแล้ว
_นักรบธรรม...อู๊ด คารโว...วันนี้ผมคิดว่าอยากจะมาใช้ขวานผ่ากะโหลก สำนักปฏิบัติธรรมเก๊ อรหันต์เก๊ ไม่สามารถใช้ขวานจักตอกแบบพ่อท่านได้ ในยุคนี้ไม่มีใครตีแตกพวกหลับตาอรหันต์เก๊เหมือนพ่อท่าน การเป็นอรหันต์เก๊ มีอิทธิฤทธิ์มีปาฏิหาริย์ความมหัศจรรย์สามารถบันดาลต่างๆ จึงเป็นความหลงที่คิดว่ายากจริงๆจะให้เขามาลืมตาได้ เพราะการลืมตาเป็นพระอรหันต์แท้ได้ มันยากยิ่งกว่า ยิงศรเข้ารูกุญแจ 100 ดอกยังน้อยไปสำหรับ คนที่ร่ำรวย แต่นี่ยากกว่านั้นอีก ถ้าว่าไปหลงเมื่อไหร่ มันจะไม่มีทางที่ออกมาได้เลย ผมไปศึกษามา 3 เดือน ผมสามารถที่จะเป็นอรหันต์เก๊ได้ แต่ต้องเอาจริงอย่างที่สุด
พ่อครูว่า..เป็นจริตของแต่ละคนเจตนาดีตั้งใจดี อาตมาคิดว่า ถ้าคุณตายก่อนอาตมาก็คงได้เผาคุณตรงนี้ ถ้าอาตมาแต่ก่อนคุณก็คงได้เผาอาตมาตรงนี้ แต่เป็นคนจริงใจ
_ลูกขออนุญาตมาอยู่บ้านราชฯ 8 เดือน อีก 4 เดือนของอยู่บนอานจักรยาน เยี่ยมเยือนอาวาสถานต่างๆ จากเหนือจรดใต้ เนื่องจากต้องรักษาสุขภาพตามอัธยาศัย ปี 2546 เป็นถุงน้ำดีอักเสบมีนิ่วไม่ยอมผ่า เมื่อปี 2550 หมอโรงพยาบาลนครพิงค์กล่าวหาว่าลูกเป็นตับแข็ง นับตั้งแต่นั้นมาลูกจึงตั้งปณิธานใช้จักรยานเป็นพาหะนะตลอดชีวิต ผลจากการเดินทางด้วยจักรยานที่ผ่านมารู้สึกว่าสุขภาพแข็งแรงขึ้นมาก อาการที่เคยเป็นหายไปจนลืมว่าเคยเป็นตับแข็ง ขอถาม _กุศลกรรมบถ 10 ทำไมจึงไม่มีศีลข้อ 5 _จักขุทิพญาณในอภิญญา 6 เป็นตัวเดียวกับในจุตูปปาตญาณในวิชชา 8 หรือไม่ พ่อครูว่า...จักขุทิพญาณกับโสตทิพย์ เป็นอันเดียวกัน แต่มันไม่ใช่ตัวตนบุคคลเราเขาแต่มันเป็นปรมัตถ์ของพระพุทธเจ้า ถ้าเป็นโลกีย์เทวนิยมจะแปลโสตทิพย์ว่า ได้ยินเสียง เป็นเสียงทางฟิสิกส์ แต่หูคุณได้ยิน คนอื่นไม่ได้ยินคุณก็นึกว่าเป็นสิ่งวิเศษ ทางวิทยาศาสตร์จะมี frequency ของเสียงต่างๆ ถ้าขึ้นเสียงนี้ไม่ตรงกับที่คนสามัญจะรับได้มันก็ไม่ได
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive