630606_พ่อครูเทศน์ทำวัตรเช้า อโศกรำลึก 2563 เรียนรุ้กายในอโศกรำลึก ตอน 1.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2563
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์22 KB
วันที่แก้ไข5 ตุลาคม 2563

เนื้อหาในไฟล์

630606_พ่อครูเทศน์ทำวัตรเช้า อโศกรำลึก 2563 เรียนรุ้กายในอโศกรำลึก ตอน 1 ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1_UwADbdJ_q0KYJPB3EZiMt3hkzyTh0c_Ptj_6P7BYN0/edit?usp=sharing

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/open?id=1qa3u8c644pMFfVSWHEyiYKvf-YZ8o_uw

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน สังคมศิวิไลซ์จะไม่สร้างอาวุธ พ่อครูว่า…วันนี้เป็นวันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน 2563 ที่บวรราชธานีอโศก เดือน 7 อาตมาเกิดแรม 8 ค่ำ เราก็มีอะไรเจอกันก็คุยกันแต่สิ่งที่จะเจริญ คนเราก็มีงาน งานที่ทำเพื่อที่เราจะได้ยังชีพ งานอาชีพกัมมันตะ กับอาชีวะ งานการต่างๆกัมมันตะ ส่วนอาชีวะ เป็นงานที่อาศัยเลี้ยงชีพได้ คนที่เขาไปลักขโมย ไปปล้นไปจี้ เขาก็ใช้งานด้วยการปล้นจี้นั้นเป็นงานเลี้ยงชีพเขา คนที่ไปบุกรุกล่าอาณาจักร ล่าอาณานิคม เป็นอาชีพ เขาก็เป็นนักล่าอาณานิคมเป็นอาชีพ แต่ประเทศไทยไม่เคยทำอย่างนั้น มีแต่ทะเลาะกับพม่าบ้าง ใครชนะก็ไปลอกเอาทอง ขนไปขนมา ส่วนประเทศอื่นใดในโลกนี้ ประเทศทางด้านยุโรป ที่ล่าอาณานิคม ล่ามาถึงเอเซียเลย ก็เป็นคนที่หลงในลาภยศอำนาจสรรเสริญ ก็ถือว่าได้ลาภก็สุข ได้ยศได้อำนาจก็สุข ได้สรรเสริญก็สุข เป็นอารมณ์ที่สมใจได้บำเรอกิเลสก็เป็นสุข อเมริกาเคยเอาระเบิดไปทิ้งที่ญี่ปุ่นตูมเดียวตายเป็นแสน เคยมีมาในประวัติศาสตร์ชีวิตมนุษย์ ซึ่งมันนึกดูดีๆแล้ว ทำไมต้องไปฆ่าแกงกัน พื้นที่แผ่นดินก็อยู่ห่างไกลกัน จะมาเป็นเจ้าครอบครอง มีอำนาจนิสัยนายทาส เอาเขาเป็นลูกทาสอะไรอย่างนี้ แทนที่จะเอาเขามาเป็นลูกทาส เอามาเขามาเป็นลูกเป็นหลานดีกว่าไหม อารมณ์ของคนที่รู้สึกว่าคนนี้เป็นลูกทาส มันไม่มีความปราณีไม่มีความรักไม่มีความเกื้อกูลกัน มีแต่ใช้เหมือนวัวเหมือนควายเหมือนช้างเหมือนม้า อะไรอย่างนี้ สิ่งเหล่านี

อ่านต่อ

้มันส่อถึงฐานจิต คนเจริญหรือคนไม่เจริญ เพราะฉะนั้นแม้จะมาถึงในยุคนี้แล้วที่เป็นยุคศิวิไลซ์ แต่คนที่ยังมีธาตุจิต ยังมีลักษณะที่จะเอาเขามาเป็นทาส ท ทหาร สระอา ส.เสือ ยังจะเอาเขามาเป็นทาส ยังมีจิตตัวนี้ เอาเขามาเป็นเหมือนช้างม้าวัวควาย เป็นสิ่งรับใช้ จะตีจะฆ่าจะทำอะไรกับมันก็ได้ มันเป็นจิตสัตว์เดรัจฉานมันไม่เคยคิดอย่างนั้น มีคนเท่านั้นที่คิดอย่างนี้ ซึ่งมันผิด วิเคราะห์วิจัยให้ฟังนิดหน่อยจะเห็นได้ว่าให้พิจารณาตาม ทำไมมันถึงได้แสดงอำนาจบาตรใหญ่ ข่มเหง รังแก กดข่ม มนุษย์ด้วยกัน ไม่ใช่สัตว์ด้วย ซึ่งมันก็มีลักษณะเลว ร้าย เพราะฉะนั้นผู้ใดที่เห็นสัตว์เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น เห็นสัตว์แล้วก็เอ็นดู เมตตา กรุณา หวังประโยชน์ เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ ช่วยเหลือกัน น้ำใจของผู้เจริญเป็นอย่างนี้ ในหลักเกณฑ์ของศีลข้อ 1 เลย ตั้งแต่ชีวิตเราจะต้องสร้างอาวุธและเครื่องมือสมัยโบราณสร้างอาวุธมีดพร้า เมื่อสมัยเจริญขึ้นมาก็สร้างศาสตราอาวุธยิ่งกว่าการถือไม้ถือท่อนไม้ อะไรต่างๆพวกนี้ ศาสตรา เป็นอาวุธที่เป็นเครื่องมือฆ่า ถ้าในสังคมโลกไม่ว่าประเทศไหนก็แล้วแต่ ที่ยังมีความคิดที่จะสร้างศาสตรา สร้างอาวุธ หรือยังเห็นว่าท่อนไม้ท่อนไร่เป็นเครื่องประหาร เครื่องทำร้าย จิตใจคนอย่างนี้ยังต่ำ จิตใจคนที่สูงก็คือคนที่วางศาสตรา วางทัณฑะ มีจิตใจเมตตาเอ็นดู หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ แม้ว่าสัตว์นั้นจะร้าย โดยเฉพาะคน แม้คนจะร้ายก็หวังประโยชน์เพื่อคนเหล่านั้น คนก็คือสัตว์ หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ อย่างนี้เป็นต้น นี่เป็นความหมายเป็นความรู้ของศีลข้อที่ 1 เป็นเรื่องลึกซึ้ง ไม่ใช่เรื่องลึกลับ เป็นเรื่องดีไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรเลย ผู้ใดมีจิตอย่างที่ว่านี้คร่าวๆเป็นผู้เจริญ เป็นอาริยบุคคล

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน รู้รูปนามได้ก็รู้กายในการปฏิบัติ การปฏิบัติศีลในจรณะ 15 เป็นข้อแรก วิธีปฏิบัติก็จะต้องอยู่กับโลก แล้วก็ต้องสัมผัสสัมพันธ์มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วก็ต้องสังวร สำรวมอินทรีย์ เกี่ยวข้องกับสัตว์ทั้งหลายแหล่ เกี่ยวข้องกับมนุษย์ทั้งหลายแหล่ ก็สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา หลักธรรมของพระพุทธเจ้า ก็ต้องปฏิบัติ 3 ข้อนี้ 1. แต่ละคนมีศีลที่เหมาะสมกับตนเอง 2. มีการปฏิบัติที่ไม่ผิด ก็ต้องมีการสำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ ยิ่งคำว่าชาคริยานุโยคะ จะต้องทำตนเป็นผู้ตื่น ตื่นทั้งกาย ตื่นทั้งวาจา ตื่นกายกรรมมีสติควบคุมเต็ม มีความรู้ ทั้งเวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ เรียกว่ามีนาม 5 มันคือเป็นผู้ที่มี นาม ครบ ในการปฏิบัติธรรม แล้วก็ปฏิบัติกับรูป 28 ก็จะต้องเจอดินน้ำลมไฟมหาภูตรูป 4 แล้วก็จะต้องทำงาน ประสาทมีการสัมผัสเกี่ยวข้อง โคจระ โคจรออกไปเป็นอวจร เป็นกามาวจร ที่จะต้องเกี่ยวข้องกับตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นตัวกลาง โผฏฐัพพะ คือครบทุกทวารข้างนอก ทั้งตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทำงานร่วมกัน เป็นโคจระ มีปสาทรูป 5 โคจรรูป 5 หักไปหักมาเหลือ 4 เป็น 9 เป็นนัยยะคำสอนของพระพุทธเจ้า สัมผัสกันก็จะเกิดภาวะ 2 ขึ้น ภาวะ 2 มีลักษณะ 2 อย่างลักษณะหนึ่งเป็นอิตถีภาวะลักษณะหนึ่งเป็น ปุริสภาวะ เป็นบวกเป็นลบมี static กับ Dynamic อันหนึ่งเป็นลักษณะของ สังขิตตังจิตตัง อันหนึ่งเป็นสภาพวิกขิตตังจิตตัง อันหนึ่งเป็นลักษณะของนิวเคลียร์ฟิวชัน(สังขิตตังจิตตัง) อีกอันหนึ่งเป็นลักษณะของนิวเคลียร์ฟิชชัน(วิกขิตตังจิตตัง) มีจุดต่างกัน เราก็เข้าใจ เรียนรู้ให้เข้าใจสภาวะที่ว่าไว้ สังขิตตังจิตตัง อันหนึ่งเป็นสภาพวิกขิตตังจิตตัง ลักษณะของ 2 อย่างนี้ ถ้าหากปฏิบัติแบบแต่ละทีออกนอกรีต มันมีทฤษฎีผิดกับทฤษฎีถูกของพระพุทธเจ้า ปฏิบัติทฤษฎีผิด ก็จะได้เป็น ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ อยู่ในภพ นั่งหลับตาสะกดจิตทำฌาน ซึ่งอยู่อย่างนั้นมันคนละโลกกับฌานของพระพุทธเจ้าเลย ฌาน ของพระพุทธเจ้านั้นมีชาคริยา ต้องฝืนต้องฝึก เป็นอนุโยคะ ให้เป็นคนชาคระ ชาคริยา คือคนตื่น ว่าไปตามไวยกรณ์ เมื่อเราสามารถทำให้เป็นคนตื่น ไม่ใช่เป็นคนหลับหรือนั่งหลับจมอยู่อย่างนั้น ลักษณะศาสนาพระพุทธเจ้าจะต้องมีชาคริยา ไม่ใช่ไปนั่งนิ่ง ดำดิ่งลงไป ปฏิบัติผิด ไม่มีตา หู จมูก ลิ้น กายให้สำรวม..มันผิด เกี่ยวกับการอุปโภคบริโภคที่เราต้องใช้ แล้วก็พิจารณาให้มันเหมาะควร เป็นอกุศลที่มันทุจริตก็ทำให้เป็นสุจริตให้เป็นกุศล จิตที่มีธาตุรู้ แล้วก็ปรุงแต่งร่วมเป็นสังขารต่างๆและจิตตัวนั้นแตกแยกเป็นเจตสิกต่างๆ แยกย่อย ไปกับตัวนั้นตัวนี้ ปรุงแต่งกับสิ่งต่างๆ ปรุงแต่งตั้งแต่เป็นรูปเป็นเวทนาเป็นสัญญากำหนดรู้ สัญญากำหนดรู้ว่าเวทนาเป็นอย่างไร ในเวทนาก็จะมีตัวจิตก็ไปรู้ว่าตัวจิตเป็นอะไรมีอะไรก็พิจารณาเข้าไปในสิ่งที่ถูกรู้ เรียกว่ากาย กายต้องมี 2 สภาพ มีรูปกับนาม กายต้องมีสิ่งที่ถูกรู้กับตัวผู้รู้ของแต่ละคน รู้เข้าไปในกาย เข้าไปเป็นกาย แล้วกายที่ควรพิจารณาเข้าไปหาจิตแล้ว ตัวต่อจากกายก็เป็นเวทนา ก็ไปพิจารณาเวทนาในเวทนา เรารู้จักองค์ประชุมเรียกว่ากาย กายคือองค์ประชุมของ เวทนา หรือองค์ประชุมของสัญญา องค์ประชุมของสังขาร เรียกว่ากาย นี่เอาพจนานุกรมบาลีไทยถือมา ใช้ประกอบในการอธิบายยืนยัน กาย เรียกว่าเป็นรูปนาม เป็นองค์ประกอบ 2 เป็นกองเป็นฝูงเป็นหมู่ เป็นประชุมกันอยู่ ประชุมของหมวดเจตสิกธรรมของวิญญาณ คือองค์ประชุมของ เวทนา สัญญา สังขาร เรียกว่ากาย เมื่อเป็นกายกรรมมีการกระทำ มีการเคลื่อนไหว มีการกระทบสัมผัส จะมีบทบาทเรื่องราวหน้าที่ มีการงานเกิดขึ้นเรียกว่า กายกรรม ออกมาครบทั้งรูปทั้งนาม มีตาหูจมูกลิ้นกายใจออกมาทำงานครบรูปนาม แต่เขาไปแปลความหมายตามพจนานุกรม กายกัมม(บาลี) ก็แปลว่ากายกรรม(สันสกฤต) จากบาลีมาเป็นภาษาสันสกฤต แล้วเขาแปลไปอีกว่า เป็นสิ่งที่พึงกระทำทางกาย ก็หมายความว่า รูป กับนาม ที่เราเป็นเจ้าของ เราเป็นเจ้าเรือน เป็นเจ้าของนาม กายคือนาม พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า กาย ตถาคตเรียกว่า จิต มโน วิญญาณ อาตมาพูดให้พวกเราฟังก็รู้สึกเข้าใจซาบซึ้งไปด้วย แต่ข้างนอกเขาทุกวันนี้ในศาสนาพุทธบอกว่ากายคือ จิต มโน วิญญาณ อธิบายไปในสำนักไหนก็ได้ อย่างสู่แดนธรรมนี้ผ่านสำนักต่างๆใช่ไหม เคยบวชเคยปฏิบัติกับสำนักต่างๆมา เพราะฉะนั้นคำว่าบทบาทของรูปนามออกมาพร้อมกันหมดเลย เป็นองค์ประชุม เวทนา สัญญา สังขาร กายกรรม ก็คือ การกระทำที่เกิดการรู้รูปนาม นาม มีเวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ คำว่าผัสสะ มันกำหนดชัดเจนอยู่ เขาเรียนรู้รูปนาม เขาไม่ได้เรียนรู้นาม 5 แต่เขาไปเรียนนาม จิตเจตสิก 52 จิต 89 121 อย่างพิสดารไปโน่น เขาไม่ได้มาเรียนรู้นาม 5 มันเพลินไปเลย พระพุทธเจ้าไม่ใช่ให้เรียนรู้อันโน้นมันเป็นอภิธรรมเลย พุทธเจ้าไม่ได้สอน แต่สาวกท่านเป็นคนทำ สาวกรวบรวมพยัญชนะเอาไว้ตนเอง ท่านไม่ได้สอนท่านสอนเรื่องนาม 5 รูป 28 แต่พวกที่เรียนอภิธรรมไม่ได้เรียนอย่างนี้ ถ้าคุณไม่รู้จักนาม 5 ไม่รู้จัก เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ เมื่อเกิดเจตนาจึงมีสัมผัส แล้วถึงจะทำงานกับจิตเรียกว่ามนสิการทำใจในใจ จัดการใจ จัดการใจนั่นแหละมาเกี่ยวข้องกับชีวิตทั้งหมดเรียกว่ารูป 28 เริ่มตั้งแต่ดินน้ำไฟลม มหาภูตรูปสรุปไว้หมดแล้ว คือสิ่งที่มีในโลกเป็นดินน้ำไฟลมแล้วก็มีเราที่มีประสาท ทั้ง 6 ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วมาทำงานกระทบสัมผัสใจเป็นตัวกลางเป็นตัวรู้ ก็จะมีตาหูจมูกลิ้นกายกับรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ สัมผัสทางภายนอก เพื่อให้ใจเป็นตัวกำหนดรู้ แล้วมันก็ร่วมอยู่กันหมดทั้ง 5 ทวาร ตา หู จมูก ลิ้น กาย รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ใจอยู่ร่วมกับ 5 คู่นี้ ท่านก็เลยเรียกสิ่งนี้ว่ามันมีอยู่ 9 เพราะมันมีใจร่วมอยู่ในโน้น อยู่ซ้อนอยู่กับผัสสะ ซ้อนอยู่กับกาย กับโผฏฐัพพะ เห็นความเป็นของพระพุทธเจ้าไหม พวกเรียนอภิธรรมจะงงว่าทำไมมีอยู่ 5 คู่เป็น10และทำไมบอกว่ามีแค่ 9 ซึ่งมันซ้อนอยู่ที่กายหรือ โผฏฐัพพะ ตาหูจมูกลิ้นกายแล้วก็มีโผฏฐัพพะ กายมันมีทั้งนอกและใน กายมันมีทั้งรูปและนาม เพราะฉะนั้นความผิดเพี้ยนความเสื่อมไปในความรู้เสื่อมไปจนถึงทุกวันนี้ศาสนาพุทธโดยเฉพาะคำว่ากาย มันไม่มีนามแล้ว มันมีแต่มหาภูตรูป มันไม่มีความรู้สึกเลย เพราะฉะนั้นโผฏฐัพพะจะต้องมี การสัมผัสจะต้องมีคู่ อันเดียวจะไม่มีการสัมผัส มันดูอะไรไม่ได้ จะดูอะไรได้ต้องมีสัมผัส เพราะฉะนั้นมิจฉาทิฏฐิที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ในพรหมชาลสูตร พระสูตรแรกเลย ที่บอกว่า ในยุคพระพุทธเจ้าก็เห็นความเสื่อมเป็นเดียรถีย์ คนทุกวันนี้ชาวพุทธเมืองไทยก็เป็นเดียรถีย์ไปหมดแล้ว เรียนรู้โผฏฐัพพะไม่เป็น เรียนรู้กายไม่เป็น ไม่มีกายไม่มีโผฏฐัพพะ ไปนั่งหลับตาอยู่ในป่าเขาถ้ำหมดแล้ว มันไม่ตื่นทั้งกาย วจี มโน มันก็ไปตื่นอยู่ข้างใน ตื่นอยู่ในหลับ ตื่นอยู่ในหลบ ตื่นอยู่ในรู ตื่นอยู่ในถ้ำ นั่นแหละที่พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่า เป็นผู้ที่ไกลจากวิเวกไกลจากความสงบ เพราะไปข้องอยู่ในถ้ำ สำนวนที่ว่าข้องอยู่ในถ้ำนี้ไปหลบอยู่ในรู ไม่ออกมาข้างนอก อันนี้มันไกลจากวิเวก คำว่า วิเวก คือ ความสงัด สงบในเบื้องต้น (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย)

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน แยกกายแยกจิตได้ในนิยาม 5 สู่แดนธรรม...ผมเคยศึกษาปฏิบัติอยู่ในสำนักในเมืองไทย มีทางเลือก 2 อย่างจะบวชเป็นวัดป่าหรือวัดบ้าน คนอยู่ในบ้านก็เลือกบวชเป็นพระบ้าน เพราะมีญาติ ส่วนผมอยู่ตามไร่นาก็เลยได้บวชกับพระวัดป่า ท่านก็เลยสอนเรื่องกาย เท่าที่ฟังครูบาอาจารย์สอน ก็เอาให้ร่างกายนี้พิจารณาให้มันน่าเบื่อหน่ายเป็นอสุภะ พ่อครูว่า...แบบนั้นเป็นการพิจารณาร่างผิวหนังโครงกระดูก ที่หยาบๆ ส่วนหยาบข้างนอกเท่านั้น แยกไป มันเสื่อมจากความครบ กายต้องมีใจด้วย แต่มันเสื่อมจากใจ ไปหาเปลือกข้างนอก เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าถึงได้สอนให้อุปัชฌาย์สอนสัทธิวิหาริก สอนให้แยกกายแยกจิตให้เป็น ไม่อย่างนั้นปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้าไม่ได้ ลึกซึ้งมาก ถ้าแยกกายแยกจิตเป็นแล้ว ก็จะสามารถแยกได้ถึงขั้นว่าเป็นอุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม แล้วก็กรรมนิยาม ธรรมนิยามได้ โดยเฉพาะเป็นอุตุ พีชะ จิต ให้แยกให้ได้ ถ้าแยกไม่ได้ก็ปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้าไม่ได้ ไม่มีทางบรรลุธรรม แยกให้เป็นอุตุ ให้เข้าใจความหมายของคำว่า อุตุ โดยท่านให้เริ่มแยกจากผม ขน เล็บ ฟัน หนัง อาตมาก็ถนัดเอาคำว่า นขา ที่แปลว่าเล็บ ผมมันเล็กไป ฟันมันก็เข้าไปแยกยาก ไม่เห็นข้างในฟัน ผิวหนังก็ละเอียดเกินไป พิจารณาอะไรเป็นกายอะไรไม่ใช่กาย อะไรเป็นพืช พืชนั้นไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณ มีแต่สัญญากับสังขาร เป็นธาตุพืชเป็นธาตุชีวะ แต่ไม่ใช่ธาตุจิต ลดสถานะของธาตุรู้มาเป็นแค่มีสัญญากับสังขาร ไม่เจ็บไม่ปวด ไม่รักไม่ชัง ไม่มีวิบาก ไม่จองเวรจองกรรม ไม่ดูดไม่ดึง มีแต่ตายแล้วก็สูญไป หายไปเป็นดิน น้ำ ไฟ ลม ปรุงแต่งมาเป็นพืชตายแล้วก็สูญไป แต่ถ้าพลังงานนั้นมันมีความร้อน แสง เสียง แม่เหล็กไฟฟ้า พลังงานทางฟิสิกส์ มันมีในตัวของมัน แล้วมันก็ควบคุมตัวมันเองได้ รู้จักกำหนดรู้เรียกว่าสัญญา ให้เป็นมังคุด ให้เป็นฟักทอง ให้เป็นใบไม้ชนิดต่างๆได้ เป็นพืชชนิดต่างๆ มันก็กำหนดตัวมันเองได้ มันก็ทำตามหน้าที่ของมัน ตามตระกูลของมัน พระอรหันต์สามารถทำจิตให้เป็นพืช ยังมีชีวะ ชีวิตินทรีย์ กายก็ยังไม่แตก ยังไม่กายสเภทา ในอัตภาพ จะมีภาวะดูดเป็นตัวตนของเรา ตัวตนของกู เป็นตัวฉัน ซึ่ง อวิชชาปฏิบัติไม่สามารถเรียนรู้เป็นธาตุ 2 เรียกว่าเทวะ ศาสนาพุทธตีเทวดาแตกเป็น 2 ก็สามารถแยกกายแยกเวทนา มีตัวถูกรู้กับตัวรู้ อันนี้ตัวรู้เป็นตัวประธานเป็น Subject, Object ก็รู้ อาการของสิ่งที่ถูกรู้ก็แยก เป็นรูป ตั้งแต่เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นขันธ์ 5 ในอุปธิมี 3 1. กิเลส 2. ขันธ์ 5 3.อภิสังขาร ผู้ที่เรียนรู้อุปธิ 3 แยกกิเลสในขันธ์ 5 กิเลสในรูป เวทนา สัญญาสังขาร วิญญาณ โดยอภิสังขาร โดยการจัดการ โดยการจัดการ แยก กิเลสออกจากรูป ก็จัดการทำลายกิเลส แยกกิเลสออกจากเวทนาได้ ก็ทำลาย ตัวบทบาทที่จะทำจริงๆคือกันอภิสังขาร คำสัญญา สัญญากำหนดรู้ในสังขารที่มันปรุงแต่ง สังขารคือการรวมปรุงแต่งกันอยู่ระหว่างสองธาตุคือธาตุของรูปกับนาม แยกในนามออก การจะแยกนามได้เราก็จะต้องศึกษาเข้าไปหานามทั้งห้า 1.จะต้องมีการ ผัสสะ จึงจะเกิดสภาวะ ให้เรียนรู้สภาวะที่จะให้เรียนรู้ก็คือเวทนา ผัสสะแล้วเกิดเวทนา แล้วเราก็ต้อง เรียนรู้ สัญญา ทำงานกำหนดหมายให้ลึกเข้าไป กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม รู้เข้าไปในเวทนาลึกเข้าไป ในจิตมันทรงอยู่อย่างไร ธรรมอยู่อย่างไร มันทรงอยู่ในสภาพ จิตคือสภาพรวมไว้ เวทนาคือสภาพแตกย่อยออกมา เมื่อแยกย่อยเป็นเวทนาก็รู้สึก จิตเรียกว่าธาตุรู้ เวทนาท่านเรียกว่ารู้สึกมันรู้ มันรู้สึกชอบรู้สึกชัง รู้สึกสุขรู้สึกทุกข์ พอสามารถอ่าน อาการ ลิงค นิมิต ตามอุเทสที่อาตมาอธิบายขยายให้ฟัง แล้วเอาก็ไปปฏิบัติ รู้อาการ อาการ คือ สิ่งที่มันเป็นสภาพมันเป็นอาการ อาการ ก็มี กิริยา มีความเคลื่อนไหว ถ้ามันอยู่นิ่งๆคุณก็รู้ได้ ถ้าคุณเก่ง อาการนิ่งซึ่งมันรู้ยาก ถ้ามันไหว ไหวแรงก็รู้ง่าย เราจึงเรียนรู้ด้วยความฉลาดต้องดูอาการไหวมันเรียนรู้ง่าย ถึงต้องมีผัสสะ ยิ่งภาษาอย่างแรงไม่ต้องไปยับยั้ง แล้วธรรมดา ธรรมชาติสามัญกระทบแรงกระทบเบาเราก็เรียนรู้อาการที่มันเป็นจาก ผัสสะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็มีผัสสะ แต่มันลึก เอาข้างนอกหยาบๆนี้ก่อน กระทบทางกาย ทางตาหูนี่สำคัญมาก จมูกลิ้นกาย ก็รองมา ตาก็นอกกว่า ลิ้นก็ข้างในกว่า รูปก็หยาบ เสียงก็หยาบรองมา พระพุทธเจ้าท่านแจกแจงแยกแยะไว้ ก็สอนกันมาอย่างสัมมาทิฏฐิ ผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิก็เอามาอธิบายกันได้สืบทอดกันมา อย่างเช่นอาตมาอธิบายละเอียด ยิ่งกว่าสำนักไหน พูดไปแล้วเหมือนจะไปข่ม แต่ถ้ามีคุณก็ไปเรียนกับองค์ไหนมาล่ะ ก็ต้องไปเรียนมาแล้ว มหาบัวก็อธิบายแบบปึ๊งๆๆ สู่แดนธรรม..หากมีผู้อธิบายก่อนก็ได้ว่าไก่ตัวพี่ พ่อครูว่า..อย่างอาจารย์สุจินต์ คุณฟังแล้วก็ต้องบอกว่าอย่างอาจารย์สุจินต์หรือว่าอย่างสมเด็จพุทธโฆษาจารย์มันตรงกับจุดที่คุณเจตนาคุณแสวงหา คุณก็ไป เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้มันจะต้องมีรากฐานของตัวเองด้วย อาตมามาทำงานศาสนาตั้งแต่ปี 2513 ทุกคนก็แสวงหาอาจารย์ต่างๆ ใครๆก็เคยไปสำนักต่างๆมาทั้งนั้น คนต้องการมังคุดก็มาหามังคุด แล้วมังคุดอันไหนจะเป็นมังคุดตัวจริง ก็ต้องแสวงหาก็ต้องเปรียบเทียบจนกว่าเราจะเจอมังคุดตัวจริง จนว่าเอ้อ..เจอแล้วมังคุดตัวจริง พุทธจริงๆ ตัวเราก็ต้องมีธาตุรู้มีตัวกำหนดเอา คนที่เรียนรู้ ศาสนาพุทธมีลำดับอันน่าอัศจรรย์ หากใครใช้คีย์อันนี้เป็นกุญแจไข จะรู้ว่า อันไหนเป็นธรรมะพระพุทธเจ้าที่เหมือนมหาสมุทร ลาดลุ่มลึกลงไปโดยลำดับอันน่าอัศจรรย์ ธรรมวินัยนี้ก็มีการศึกษาปฏิบัติไปตามลำดับไม่ใช่บรรลุอรหัตตผลโดยตรง ปึ๊งเลย แต่มันมีลำดับอย่างนี้เป็นต้น แล้วอาตมาก็ทำลำดับมา แล้วก็มาขยายลำดับ ในศาสนาพุทธสอนกันในเมืองไทยก็มีสำนักเรานี้แหละอธิบายพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ขยายความกัน แล้วก็ศึกษาฝึกฝนปฏิบัติจนสามารถที่จะเข้าใจ แม้จะเข้าใจไม่ละเอียดพอ แต่ก็เข้าใจมาเรื่อยๆ พระโสดาบันเป็นอย่างนี้นะ ใช้ศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 เป็นองค์ประกอบธรรมะต่างๆ แล้วก็พอเข้าใจ ใช้ศีล 5 ได้อย่างนี้ ศีล 8 ก็ละเอียดขึ้น ศีล 10 ไม่ใช้เงินทอง เราเห็นเงินทอง จิตเราจะรู้เลยว่าไม่ต้องมีก้ได้ สลายด้วย แล้วเราไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับเงินทองเลยได้ มีปัจจัยสำคัญ เข้าใจว่าชีวิตไม่ตองอาศัยแฟชั่นในเครื่องกินใช้เลย ในโทรทัศน์ชวนกันไปกินเที่ยวสารพัด ชี้ชวนให้ซื้อหาแสวงหาก็ถูกโลกจูงไป พวกเราแต่ก่อนก็ดู โฆษณาชี้ชวน พอเราปฏิบัติธรรมเรียนรู้สาระขึ้นมา ก็เห็นว่าพวกนี้ แล้วจะไปดูถูกเขา มันไร้สาระ แต่ก็จะเห็นว่าแต่ก่อนพวกเราเองก็ไร้สาระอย่างนี้ แต่เดี๋ยวนี้เราชัดเจนว่านี่เป็นสาระอันไหนไม่เป็นสาระ เลือกเฟ้นคัดเฟ้นขึ้นมาในสาระของชีวิตเรื่อยๆ มีปัจจัย 4 เป็นองค์ประกอบเครื่องประกอบนิดหน่อยเรียกว่าบริขาร ซึ่งไม่ได้มากมายอะไรเลยในชีวิต แล้วเราก็ทำงานได้ครบถ้วนไหม ได้ครบถ้วน คุณทำไม่หมด ทำไม่ทัน ทำไม่ไหวด้วย เรารู้จักสาระก็พากันมาทำสาระ อาตมาเน้นสาระเน้นเข้าไปสู่ของเก่า แล้วมันจะใหม่เสมอ มันจะทันสมัยใหม่เสมอ อาตมาเน้นเข้าไปหาอะไรเอ่ย? คนตอบว่า..โลกุตระ คนตอบว่า สามอาชีพกู้ชาติ คนตอบว่า วิมุติ นิพพาน วิชชาจรณสัมปันโน พ่อครูว่า...อาหาร โดยเฉพาะเน้นเข้าไปหาพืชพันธุ์ธัญญาหาร ขณะนี้พืชพันธุ์ธัญญาหาร จะเป็น 1 ในโลกเป็นของสำคัญที่สุดเลย สำคัญกว่าอาวุธฆ่าคน สำคัญกว่าน้ำมัน สำคัญกว่าธนบัตร สำคัญกว่าทองคำ สำคัญกว่าเพชร นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สู่แดนธรรม…คนนึกว่าอรหันต์ตายแล้วสูญเกิดไม่ได้อีก พ่อครูว่า...นั่นคือการยืนยันว่า ความรู้เหล่านี้เสื่อมไปจากศาสนาพุทธแล้ว คำว่าอรหันต์ตายแล้วเกิดได้ คำว่าเกิดคือมีชีวิต คนเป็นอรหันต์แล้วยังไม่ตาย จะไม่ให้ท่านเกิดได้อย่างไร มารถึงมาอาราธนาพระพุทธเจ้าว่าตายได้แล้ว เหมือนกันกับบรรลุอรหันต์แล้วต้องตายเลยสิ อ้างว่าอรหันต์ตายใน 7 วัน ก็เอาพระราชบิดามาเป็นการอ้าง จริงๆแล้วเลข 7 พระนางสิริมหามายาก็ 7 วัน ทำไมต้องเลข 7 เลข 7 เป็นเลขเกิดเลขตาย อาตมาปาง 7 รวมไว้เป็นเทวะเป็นคำสองลักษณะ เกิด ตาย ซึ่งมันเป็นความรู้และความดับ ผู้ทำดับได้ แล้วก็ต้องรู้ว่าดับคืออะไร คือนิโรธ ดับ ถ้าจะดับ นิโรธ คุณอย่าไปดับตัวนิโรธ พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ดับตัวอื่น แต่ให้ดับตัวเหตุสำคัญ แล้วมันจะตาย ไม่มีเหตุปัจจัยมันก็สูญ ท่านให้ดับเหตุ ดับเหตุ ทุกอย่างดับ เหตุนี่มันไม่ใช่ตัวตรงเป็นอีกอันหนึ่ง แต่ไม่แยกกัน เหตุไม่แยกจากผล พระพุทธเจ้าฉลาดจะฆ่าคุณแต่ไม่ฆ่าคุณหรอก แต่ไปฆ่าชีวิตินทรีย์ พอชีวิตทรีย์คุณหายตายไปคุณก็ไม่เหลือแล้ว ตัดเสบียงอาหาร มันจึงเหลือสิ่งที่เหลือ สิ่งที่ร้ายหมดไป เมื่อคุณเกิดเป็นมนุสโส คือผู้มีจิตสูง จิตดี มีมาร เทวดา มนุษย์ หรือพรหม มนุษย์คือมีเทวะที่สูง แต่มารคือมีเทวะที่ต่ำ เทวะคือธาตุ 2 ทำให้ธาตุ 2 นี้เจริญเป็นจิตสูงทำได้ แล้วจะรู้ว่าจิตสูงทำได้ต้องรู้จิตจริงคืออะไร สิ่งที่เป็นอาคันตุกะจรต้องล้างออกไปมันมาแฝงในจิต ทำให้จิตสะอาดก็เป็นมนุสโส จิตสะอาดปราศกิเลส สัตว์ประเสริฐต้องทำตัวเองให้มีจิตสูงประเสริฐ คือสะอาดจากตัวโง่อวิชชา สะอาดจากกิเลส ต้องทำให้กิเลสหมดจากจิต ไม่มีถาวรนิรันดรเลย ศาสนาพระพุทธเจ้าจึงเกิด ผู้บรรลุแล้วเป็นอมตะบุคคล แล้วมีสิทธิจะไปคลุกกับกิเลส อย่างไรกิเลสก็ทำอะไรเราไม่ได้ ไม่ซึมซับ กิเลสห่างด้วย อย่างอาตมานี่กิเลสหยาบๆเข้ามาไม่ได้เลย ไม่มีบารมีจะได้ยินเสียงด้วย ไม่มีบารมีจะรู้ว่าพุทธะเกิดแล้วหรือ เขาจะไม่รู้พุทธะเลย เขาจะรู้แต่เดียรถีย์ฟังไม่รู้เรื่องว่าพุทธะคืออะไร เขาฟังออกแต่ภาษาผี ในวงการศาสนาพุทธ อาตมาเห็นภาพที่เขาถ่ายในวงการธรรมะ ชีวิตเขาก็พยายามแสวงหา ดูแล้วสำนักนี้ก็เข้าทรง สำนักนี้ก็พาคนไปบูชาต้นกล้วยออกปลีข้างๆ สำนักนี้ก็ไปเห็นปลาไหลเผือก ไปกราบปลาไหลเผือกกัน สำนักนี้ก็ไปกราบต้นตะเคียนใต้ท้องน้ำ พระก็ไปเอาสายสิญจน์ไปคล้อง ไล่วิญญาณออกจากต้นตะเคียน อย่างนี้ไม่ใช่ลูกศิษย์ของศาสนาพุทธหรอก เขาแยกกายแยกจิตกัน แยกกายต้องนั่งหลับตาแล้วก็ถอดจิต ออกไปให้ได้ จิตของเขาก็จะเป็นอีกอัน แล้วเขาจะเห็นกายเขานั่งอยู่ นี่คือเขาสอนเรื่องถอดจิตถอดกาย มันเป็นอุปาทานเขาเห็นแต่ก็คืออุปาทานจริง กายที่เขาเห็นคือนิรมาณกาย เนรมิตขึ้นมาจากจิตเขาเองใครไม่เห็นได้ด้วยหรอก อาทิสมาณกาย แต่คนโง่ด้วยกันจะบอกว่าใช่ เราก็ทำได้มีสัมโภคกายร่วมกัน พูดกันรู้เรื่องแต่ต่างคนต่างทำ ไม่เห็นของกัน อาทิสมาณกาย ต่างคนต่างเนรมิตกายตนเองทั้งนั้น แล้วเขาก็จมในเรื่องนี้ นั่งหลับตาถอดจิตถอดกาย บอกว่าท่านให้พิจารณาผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เมื่อใดเป็นกาย อันไหนไม่เป็นกาย เล็บที่ตัดออกจากตัวเราเป็นอุตุไปแล้ว เล็บที่ติดกับเราไม่มีเวทนาไม่ใช่กาย ตัดออกไปได้ไม่เจ็บไม่ปวดมันไม่ใช่กาย ไม่ได้เป็นชีวะเมื่อตัดขาดไปแล้วเป็นวัตถุแล้วเป็นอุตุนิยาม แต่เล็บที่ไม่ได้ตัดออกไปมีชีวะมีน้ำเลี้ยงอาหารเลี้ยง เล็บที่ยาวออกไปไม่รู้สึกเจ็บปวดคือพืช ตัดได้หรือฟันภายนอกกรอออกได้ไม่เจ็บปวดไม่ทุกข์ไม่สุขอะไร ผู้ที่สามารถทำจิตให้อยู่ในฐานของพีชะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย สัมผัสกับภายนอกสัมผัสกับพืชกับสัตว์ดินน้ำไฟลม สัมผัสแล้วก็รู้ความจริงตามความเป็นจริงเห็นหมด ไม่รักไม่ชัง ไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่ผลักไม่ดูด ดูอะไรสมควรที่จะสัมพันธ์กันเกี่ยวข้องกันก็สัมพันธ์กันอย่างมีประโยชน์ เช่น คนกับคนสัมผัสอะไรที่ควรจะเป็นประโยชน์แก่กันและกันก็ทำ คนสัมผัสกับพืชมีอะไรจะช่วยเหลือกันก็ช่วย พืชไม่เป็นพิษภัยไม่มีพยาบาทไม่มีรักไม่มีชังไม่มีดูดไม่มีผลักทำลายกันได้ ในที่สุดอาศัยกันได้ เอามาเป็นอาหาร เอามาเป็นกวฬิงการาหาร เสร็จแล้วเราก็ อาศัยซึ่งกันและกัน มนุษย์จึงเป็นผู้รู้ มนุสโส อยู่กับสัตว์ตั้งแต่จิตนิยาม อยู่กับพืช และดินน้ำไฟลมซึ่งอยู่อาศัยกันและกันอย่างมีประโยชน์แก่กันและกัน ช่วยเหลือดินน้ำไฟลม ช่วยเหลือพืชพันธุ์ธัญญาหาร ช่วยสัตว์ แต่แค่เราจะช่วยสัตว์ที่เขาเรียกกันว่าคน มนุษย์ ก็ช่วยกันอย่างหนักหนาสาหัสแล้วเพราะว่ามันอวิชชากันเหลือเกิน มันจะต้องเป็นเจ้าเป็นนาย สมบัติทั้งหลายในโลกจะต้องมาเป็นของกูคนเดียว จะต้องเป็นอำนาจบาตรใหญ่ จะต้องเป็นเจ้าโลก เป็นผู้ยิ่งใหญ่อะไรต่างๆนานา แล้วจะต้องได้รับคำชมเชย คนฉลาดที่จะได้รับคำชมเชย เราก็ดูตัวอย่างสิ อย่างเช่นผู้ที่จะไปเป็นใหญ่เป็นผู้ที่มีอำนาจมียศศักดิ์อย่างเช่นอเมริกาประธานาธิบดีเขามีอำนาจ มีความยิ่งใหญ่ มียศศักดิ์ จะต้องได้รับคำชมเชย คุณว่าโดนัลด์ทรัมป์ เขาแสดงออกอย่างเป็นผู้ฉลาดผู้มีอำนาจ เป็นผู้จัดการ นั่นแหละเขาเป็นเจ้ากี้เจ้าการอยู่ในโลก แต่เขายังไม่รู้ตัวเองเลย พวกคุณจะเข้าใจง่าย โดนัลด์ทรัมป์อาจจะเป็นประธานาธิบดีสมัย 2 เป็นได้ เพราะคนอเมริกันโง่ พูดถึงเรื่องความเป็นประชาธิปไตยนี่ อเมริกานี้สุดโง่ ไม่รู้จักประชาธิปไตยและไม่รู้เรื่องการเมือง การเมืองเขาใช้ไม่ได้ ตอนนี้เป็นการจลาจลทั่วประเทศ ดีไม่ดีก็จะแตกเหมือนกับรัสเซีย เรามองแต่ละชาติแต่ละประเทศ ประเทศที่เขาเข้าใจว่าอิสระคือการเป็นตัวกูของกู เพราะฉะนั้นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่เป็นแบบสหรัฐ รัฐต่างๆต่างให้อิสรเสรีภาพแต่ละรัฐ ซ้อนบริหาร เขาก็ว่าเขาเก่ง จริง ที่มองในแง่มุมนึงเหมือนเก่ง แต่มองอีกแง่มุมหนึ่งก็คือคนอวดดี พอดีสักวันหนึ่งก็จะเป็นอย่างที่รัสเซียเคยทำ สุดท้ายรัสเซียก็แตกออกเป็น สหพันธรัฐ พวกที่ให้รัฐนั้นรัฐนี้ปกครองตัวเองแต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับยอดนะ ซ้อนที่ว่าอวดว่าให้ออิสรเสรีภาพนะ แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับข้านะ แล้วทำทีว่าให้อิสรเสรีภาพ แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับข้านะ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน