650801 อยากหมดอวิชชาต้องเริ่มคบพ่อครูผู้สัตบุรุษ รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 48.docx
เนื้อหาในไฟล์
650801 อยากหมดอวิชชาต้องเริ่มคบพ่อครูผู้สัตบุรุษ รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 48 https://www.boonniyom.net/51896.html
ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1klKoHosQDTOWIWYf_Vmr6tzZosobj4-_0GfhnNVwAMU/edit?usp=sharing
ดาวน์โหลดเสียงที่ https://terabox.com/s/1hSZn0K8rNAm5yaXp1s_SGg
ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/xq-G0g_e67g
_สู่แดนธรรม… วันนี้วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม 2565 ที่ บวรราชธานีอโศก พ่อท่านเป็นเหมือนศิลปินในการสอนอบรมลูกๆให้รู้จักศิลปะ รู้ถึงน้ำหนักความเบาความหนักความเข้ากันได้เข้ากันไม่ได้ พ่อท่านได้นำเอาวิชาศิลปะมาใช้ในโลกุตระได้
พ่อครูว่า... SMS วันที่ 29-30 ก.ค. 2565
_*ตุ๊ก อัศวิน* : วันที่ ๒๙ กรกฎาคม ที่ผ่านมา เป็น #วันภาษาไทยแห่งชาติ #พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ในกาละอันเป็นมงคลนี้..ขอน้อมกราบรำลึกถึงพระคุณของ 'พ่อครู' ที่เมตตา & กรุณา 'ไขรหัสลับ'..ทำให้เข้าใจ อักษร พยัญชนะ ไทย ๔๔ ตัว (ก-ฮ) และ เลขไทย (๑-๑๐)..เจ้าค่ะ กราบ..สาาาาธุในธรรม เจ้าค่ะ กราบขอบพระคุณท่าน ส.เดินดิน ที่นำอัตชีวประวัติของ ท่านไอน์สไตน์ผู้ยิ่งใหญ่..มาให้ได้รำลึก ถึงวิถีคิด&ชีวิต ...ช่างน่าประทับใจยิ่ง..เจ้าค่ะ น่าเสียดายที่ 'ปัจฉิมวาจา' ไม่ได้รับการถ่ายทอด..ให้ชาวโลกได้รับทราบ น่าเสียดายแท้ๆ..เจ้าค่ะ พ่อครูว่า...ผู้ที่รู้จักราคา หรือค่า ของคน ของคำสอนของคำพูดของความรู้ ของความจริง คนไหนเขาใช้อะไรอย่างไรก็ชื่นชมอย่างนั้น
_*Supamas Liaenasan (ศุภมาส เลี่ยนนาสาร)* : ขอน้อมพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ ลูกได้ติดตามรับฟังธรรมมะของพ่อครูมาตลอด และได้ย้อนไปดูคลิปเก่าๆของพ่อครูทางยูทูป และได้นำมาปฎิบัติลด ละ เลิก กิเลสได้เยอะพอสมควร แต่ที่บางอย่าง
อ่านต่อ
ก็เลิกยากมาก แต่ก็จะพยายามค่ะ ขอยกตัวอย่างนะคะ กับคนใกล้ต้ว(สามี)ลูกมีความรู้สึกว่า ไม่ว่าเขาจะทำอะไรมันขัดหูขัดตาไปหมด พอเขามาอยู่ใกล้รู้สึกเหม็น อยากอาเจียร รู้สึกทุกข์ แต่พอเขาไม่อยู่ รู้สึกดีไม่ทุกข์ ขอความเมตตาพ่อครูช่วยชี้แนะด้วยค่ะ ขอกราบขอบพระคุณพ่อครูเป็นอย่างสูงค่ะ พ่อครูว่า... ยามรัก น้ำต้มผักก็ว่าหวาน พออยู่ไปๆนานๆ น้ำต้มผักก็ว่าขม แหม อาตมาก็ไม่สามารถจะแนะคุณได้หรอก คุณเป็นเองรู้เองทำเองก็แล้วกัน คุณควรจะทำเองนะ เดี๋ยวอาตมาไปพูดจะหาว่ายุแหย่ อาตมาขอไม่ตอบใดๆ.. ไม่ดี.. คุณก็รู้เองทำเองก็แล้วกัน
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ความหมายของภูเฮา ฮวมใจส่าง _*หินทอง* : นมัสการครับท่าน อยากขอกราบถามพ่อท่านว่า ภูเฮา ฮวมใจส่าง มีนัยยะ หรือ สื่อความหมายอื่นใดทางธรรมะหรือไม่ กราบขอบพระคุณครับ พ่อครูว่า... อ่านอย่างสำเนียงอีสาน ภูเฮา ก็คือ ภูเรา ไม่ใช่ภูเขานะ และกำลังร่วมใจกันสร้างอยู่ กำลังทำอยู่นี่ ก็คือ ทำให้มันเกิดเนินสูงของดินของหินขึ้นมา ฝีมือพวกเราฝีมือคนที่สร้างขึ้นมา ไม่ใช่ธรรมชาติสร้าง ไม่ได้มีนัยยะสำคัญอะไรเลย ก็เป็นแต่เพียงว่าอยากจะสร้างภูเขา แม่น้ำ ป่า พืชพันธุ์ธัญญาหาร อันเป็นธรรมชาติเท่านั้นเอง อาตมาไม่ได้ทำอะไรยิ่งใหญ่มโหฬารอะไรหรอก ทำตามประสาเท่าที่มันมีเรี่ยวแรง มีทุนรอนพอทำได้ ก็ทำไป เพราะอาตมามีความเข้าใจ มีความเห็นอยู่อย่างหนึ่งว่า ธรรมชาติทั้งหมด ที่มันมี ซึ่งมันเป็นธรรมชาติที่คนควรจะอยู่ได้ อย่างคนโบราณคนเถื่อนเป็นคนป่าคนเถื่อนแท้ๆ เขาก็อยู่กับป่า เขาอยู่เป็นธรรมชาติแท้ๆ ป่ารกชัฏ ที่มันแน่นเป็นป่ารกจริงๆ สิงสาราสัตว์ที่เหมาะสมก็อยู่กันไป ผู้คนที่ชอบยังงั้นเขาก็ไปอยู่กัน ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์มา จนกระทั่งมาเห็นว่าอยู่อย่างนี้มันควรจะมีบ้านเรือนได้ แต่ก่อนมันไม่ได้มีบ้านเรือนอะไร ตั้งแต่สมัยผีตองเหลือง ใช้ใบตองมารองนั่งบังหัวกันฝนกันฟ้าไป พอใบตองมันเหลืองหมดแล้วมันเหี่ยวใช้ไม่ได้ก็ย้ายใหม่ ไปที่ใหม่แล้วเอาใบตองมาใช้อีกก็ถึงเรียกผีตองเหลือง จนกระทั่งรู้จักทำที่พักที่อยู่ อยู่ในป่านั่นแหละ มีที่พักที่อยู่ไปตามลำดับ ก็อยู่กันไป พัฒนาขึ้นมา จนกลายมาเป็นคนเมืองคอนกรีต ทุกวันนี้ ต้นไม้ก็พยายามปลูกขึ้น เพราะว่าไปตัดมันทิ้งหมดแล้ว ต้นไม้บางทีก็ใส่กระถางเอาไว้ ก็กลายเป็นอย่างนี้ ตามประสาของคนที่เขาเป็นกันมา จนกระทั่งอยู่ไปทุกวันนี้ก็ถือว่ามีความเจริญ แต่มองอีกนัยยะหนึ่ง มันยิ่งเป็นความตกต่ำ เป็นไปตามธรรมดาของความเกิดขึ้น ตั้งอยู่เสื่อมไป หรือดับไป ทุกอย่าง วนเวียนมาเกิดขึ้นตั้งอยู่เสื่อมไป เสื่อมนี้มันดูถึงขั้นดับแต่มันไม่ได้ดับถาวร
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ความดับที่ถาวรที่สุดที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ _พ่อครูว่า... พระพุทธเจ้าตรัสรู้ความดับที่ถาวรที่สุด ให้แก่จิตวิญญาณตัวเองได้ จะไปดับโลกเขาไม่ได้ โลกนี้พระเจ้าเป็นผู้สร้าง ก็ให้พระเจ้าเป็นเจ้าของ แต่สำหรับคนแต่ละคนนั้น ไม่ต้องไป คิดว่าพระเจ้าอยู่ที่ไหน จะจริงหรือไม่จริงก็แล้วแต่ แต่มันมีโลก มันมีธรรมชาติทุกอย่างเกิดขึ้นอยู่ ตั้งแต่เป็นอวกาศ มีอะไรทั้งหมดมาเลย มี Big Bang มีเนบิวล่า มี Galaxy จนกระทั่งมาเป็นโลก มาเป็นจักรวาลน้อยจักรวาลใหญ่ และก็มีชีวะ เกิดพีชนิยาม จิตนิยาม ขึ้นมาในโลกลูกหนึ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ตามลำดับ ว่า ในธรรมชาติ มันพัฒนาของมันเอง ตั้งแต่ อุตุนิยาม มาเป็นพีชนิยาม แล้วมาเป็นจิตนิยาม จนกระทั่งมาเป็นคน เป็นคนที่ฉลาด คนประเสริฐ เป็นอาริยบุคคล จนเป็นพระพุทธเจ้า ก็ตรัสรู้ ในจิตนิยามมีตัวตน จนกระทั่งท่านตรัสรู้ว่า ตัวตนนี้มันก็ ถ้าไม่รู้มันก็อยู่เป็นตัวตนนิรันดรเหมือนเทวนิยม ถ้าไม่มีปัญญา ไม่เกิดความรู้ขั้นโลกุตระสุดยอดเลย ก็จะเป็นจิตนิยามอยู่นิรันดร อยู่กับโลกียะ หมุนเวียนตาย ตายแล้วก็เกิด แต่ลัทธิที่เป็นเทวนิยมเยอะมากที่เขาไม่รู้จักการเวียนตายเวียนเกิด เขาไม่รู้ เขารู้แต่ว่าเกิดเป็นคนตายเสร็จแล้วในชาติเดียวก็ต้องไปอยู่กับพระเจ้าต่อ ตายปุ๊ป ไปอยู่กับพระเจ้า แล้วพระเจ้าจะให้เกิดมาต่ออีกไหมก็ไม่ได้อธิบาย มีเทวนิยมหลายนิกาย อธิบายว่าให้มาเกิดอีก พระเจ้าให้มาเกิดอีก เกิดใหม่ จนกระทั่งพัฒนาถึงการรู้วิบากกรรม แต่เขาก็รู้อย่างเทวนิยม มีกรรมวิบากอย่างเทวนิยมซึ่งกรรมวิบากเป็นเรื่อง อจินไตย เป็นเรื่องที่รู้กันได้ไม่ง่าย ผู้ที่จะรู้จักกรรมวิบากจริงก็คือพระพุทธเจ้าและสามารถทำกรรมที่บาปให้เหลือแต่กรรมวิบากที่ดี ไม่ทำกรรมให้เป็นวิบากที่ชั่วเลย แน่มั่นคง แน่นอน ทำแต่ดี ไม่ทำชั่ว ไม่ทำบาปเลย สัพพะปาปัสสะอะกะระณัง ไม่ทำชั่วเลยทำแต่ดี เพราะฉะนั้นกรรมใดที่ทำดีเท่านั้นทุกกรรมเป็นของตน สำเร็จเป็นคนที่ทำแต่ดีไม่ทำบาปเลยนั่นคือโลกียะ แล้วก็ทำจิตให้บริสุทธิ์ขาวผ่องปราศจากเหตุปัจจัยที่จะทำให้เกิดอีกได้ สจิตตปริโยทปนัง ตัวที่ 3 นี้เป็นโลกุตระ ตัวที่ 1 ตัวที่ 2 เป็นโลกียะ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ทั้งโลกียะและโลกุตระเพราะฉะนั้นที่เป็นโลกียะ ท่านก็ทำดีไม่มีชั่วเลย ถ้าชีวิตมนุษย์ยังจะอยู่ไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน บรรลุอรหันต์ได้ เป็นต้น ผู้นี้ทำแต่ดี ไม่มีทำชั่วอีกเลยตลอดกาลนาน คุณจะอยู่ไปอีกนานเท่าไหร่ก็ได้ แต่ชาวไทยพุทธที่เป็นเถรวาทไม่เข้าใจอันนี้แล้วจะคิดว่าตายแล้วก็สูญเลย เป็นอุจเฉททิฏฐิขนาดนั้น เข้าใจว่าอรหันต์เกิดอีกครั้งไม่ได้ อาตมาเองก็ถูกเขาจัดอยู่ในพวกนอกรีต อธิบายนอกธรรมะพระพุทธเจ้า เขาเท่านั้นแหละที่อธิบายธรรมะถูกต้อง อาตมาก็ไม่แย้งไม่เถียงหรอก เขาจะยึดว่าถูก เขาก็ตามที่เขายึด อาตมาจะไปทำอะไรได้ อาตมาก็ทำสิ่งที่เห็นว่าเขายึดถือของเขาก็เป็นภูมิรู้ของเขา เราก็เป็นสิ่งที่เราเข้าใจเราก็ยึดถืออย่างนี้ มันก็นานาสังวาสกันเท่านั้นเอง แต่เขาจะจัดว่าเราเป็นนิกาย ซึ่งอาตมาไม่ไปทำอนันตริยกรรมแยกนิกายอย่างนั้นหรอก ซึ่งก็เป็นจริงอย่างที่เขาทำอาตมาไม่ได้ทำนิกาย อาตมาทำแค่นานาสังวาส ก็ยึดถือไม่เป็นสังวาสเดียวกัน ทำสังฆกรรมร่วมกันไม่ได้ เพราะศีลไม่เสมอสมานกัน ปฏิบัติกันไปคนละอย่างก็เป็นนานาสังวาสกันไม่มีปัญหา เพราะฉะนั้นการรู้ การเข้าถึงการปฏิบัติบรรลุในธรรม จึงไม่เสมอสมานกัน ก็ปรากฏจริงอย่างเช่นชาวอโศกปฏิบัติเข้าใจอย่างนี้ ปฏิบัติตามที่เราเข้าใจได้ผลมาอย่างนี้ เป็นอย่างนี้ แตกต่างกันกับทางเถรสมาคม เขาก็อาศัยที่เขาได้ เถรสมาคมเขาก็อาศัย เป็นสุข แต่เขาไม่รู้จักสุขทุกข์ที่เป็นโลกุตระที่เป็นอริยสัจ เขาไม่รู้จัก เถรสมาคมไม่รู้จักสุข ทุกข์ ไม่รู้จักอริยสัจ 4 หลงความทุกข์เป็นความสุข ยังวิปลาสกันอยู่ หลงโลกียะ เป็นสิ่งที่น่าได้ น่ามี น่าเป็น ไม่มีโลกุตระ เพราะฉะนั้นจึงอาศัยแค่อยู่กับโลกียะ อยู่กับลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข คนอย่างนั้นเขาไม่หมดสุขหมดทุกข์ ไม่รู้จักสุขจะทุกข์ ไม่มีอนัตตา ไม่มีสุญญาตา ไม่มีนิพพาน เถรสมาคม หรือ แม้ว่าจะเป็นพระปฏิบัติก็ตามสายหลับตานั่งไป เสร็จแล้วก็หลงว่าตัวเองหมดภพหมดชาติเป็นอรหันต์ ซึ่งก็เป็นอรหันต์ เก๊ เพราะมันไม่สัมมาทิฏฐิ หรือจนกระทั่งเรียนปริยัติไปกลายเป็นมหายาน ก็หลงตัวเองก็เป็นอรหันต์ได้เหมือนกัน จิตว่าง จิตไม่มีแล้วกิเลสพวกนี้ ซึ่งไม่ได้บรรลุเพราะจิตเป็นจริง จิตเข้าถึงธรรมบรรลุธรรมจริง ผู้ที่จะรู้ถึงธรรมจริงบรรลุถึงธรรมจริง ผู้ที่บรรลุแล้วเป็นอรหันต์ได้จริงแต่ไม่มีปฏิสัมภิทาญาณ ก็เอามาอธิบายเอามาสาธยายสู่ผู้คนฟัง ไม่ค่อยได้ ได้ก็อย่างสังเขป อย่างสั้นๆ บางทีสายพวกพระอัสชิ พอพระสารีบุตรตั้งแต่ตอนยังไม่ได้บวช เมื่อไปพบพระอัสชิเข้า ถามว่า พระศาสดาของท่านสอนอย่างไร พระอัสชิก็บอกว่า ตัวเองอธิบายไม่เก่ง สาธยายให้ฟังก็คงไม่ได้ยาวก็คงได้แต่บอกให้สั้นๆ ท่านสอนว่าทุกอย่างมาแต่เหตุ ดับเหตุเสียได้ ทุกอย่างก็ดับ พระสารีบุตรตอนนั้นยังไม่ได้บวช ยังไม่พบพระพุทธเจ้า เกิดรู้ทันทีว่านี่คือประโยคทอง ก็รีบไปบอกพระโมคคัลลานะ เป็นโกลิตะมานพกับอุปติสสะมานพ ก็บอกว่าไปพบพระพุทธเจ้ากัน ไปชวนอาจารย์สัญชัยเวลัฏฐบุตร บอกว่าพบพระพุทธเจ้าแล้ว เขามีการทำนายแล้วว่าพระพุทธเจ้าจะมาอุบัติ เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเกิดมา เขาก็ทำนายแล้วว่าจะเป็นพระพุทธเจ้า พอได้ข่าวว่าพระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ท่านยืนยันว่าท่านเป็นพระพุทธเจ้า ก็ชวนกันไปพบ สัญชัยเวลัฏฐบุตรก็บอกว่า ไม่สนเราไม่ไปเราจะอยู่กับคนหมู่มากโดยเอาเหตุผลว่า คนโง่มีมากหรือคนฉลาดมีมากกว่ากันในโลกนี้ สนชัยก็บอกว่า คนโง่มีมากคนฉลาดมีน้อย ก็ว่าเออ คนมากเพราะจะช่วยคนมาก เธอไปอยู่กับคนน้อยเถอะ เราสงสารคนมาก อุปติสสะก็ชวนโกลิตะไปหาพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็เห็นแล้วว่าเดินมาแต่ไกล ก็ตรัสว่า สาวกคู่ของเรามาแล้ว แล้วก็ไปบวชกับพระพุทธเจ้าตั้งแต่บัดนั้นทำหน้าที่มาตลอด นี่ก็เป็นประวัติที่รู้กันทั่ว สรุปที่อาตมาพยายามอธิบายถึงตำนานหรือประวัติของศาสนาพุทธนิดหน่อย เพื่อยืนยันให้รู้ว่า มนุษยชาตินี้ เกิดมาเป็นธรรมชาติ จนกลายเป็นศาสนาฮินดู เขาไล่ตั้งแต่เป็นสัตว์ จนกระทั้งเป็นมนุษย์แคระ เป็นเหมือนมนุษย์คนป่า แล้วก็เป็นมนุษย์ที่มีความรู้ฉลาดขึ้นไปไล่ลำดับไปตั้ง 10 ขั้น ขั้นที่ 9 คือพุทธะ ศาสนาฮินดูเขาก็ยอมรับว่าขั้นที่ 9 คือพุทธะ อย่างนี้เป็นต้น คือความรู้ที่รู้กันรู้กันทั่วไป แม้แต่เทวนิยม ส่วนสายเทวนิยมด้านตะวันตกนั้น ไม่ได้รู้มากเท่าฮินดู ไม่ได้รู้เรื่องจิตวิญญาณละเอียดลออเท่ากับฮินดู รู้แค่ตายรอบเดียวแล้วไปอยู่กับพระเจ้า แล้วมืดไปอยู่กับพระเจ้า ฮินดูก็รู้ เป็นแต่เพียงว่าเขาไม่มีสัมมาทิฏฐิจึงไม่มีที่จบอยู่อย่างนั้นตลอดกาล เสร็จแล้วก็อยู่กันอย่างมีชีวิตทำความดีซึ่งมันก็ต้องเสื่อมเป็นธรรมดาแล้วก็วนไป เทวนิยมก็วนเวียนนาน นานจนตัวเองลืม ลืมสัญญาเก่าของขันธ์เก่า ลืมแล้วก็จำได้อยู่แค่รอบที่ตัวเองจำได้ ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านแบ่งเป็น 62 ทิฏฐิ ท่านแยกไว้ ก็คิดจำอดีตเป็นหลัก ถือขันธ์ในอดีตเป็นหลักก็ได้ 18 มีขันธ์เก่าและฟุ้งซ่านไปอีก 44 ด้วยก็เลยมีมากมายเป็น 62 ทิฏฐิ ผู้รู้ยิ่งรู้ยอดตั้งแต่เกิดจนจบจนกระทั่งดับจิตนิยาม แยกธาตุเป็นดินน้ำไฟลมไปเลย คือพระพุทธเจ้า จะอยู่ก็อยู่อย่างมีหลักประกันว่าไม่ทำชั่วทำแต่ดี แล้วถ้าจะตาย ก็ตายอย่างที่ตายแล้วเกิดอีก ตายแล้วเกิดอีก ไม่ยอมดับง่ายๆ หรือตายแล้วสูญไปเลยแยกธาตุเป็นดินน้ำไฟลมไปเลยได้ จึงครบถ้วนบริบูรณ์หมดเลย พอรู้ทั้งอุตุนิยาม รู้ทั้งพีชนิยาม รู้ถึงธรรมนิยามทั้งหมด จบสุดเลยบริบูรณ์ อาตมาตั้งปณิธานจะไปเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งขึ้นทำเนียบให้ได้ ทำเนียบในความสูงสุดของมนุษย์สุดยอดให้ได้ เป็นพระพุทธเจ้า องค์ใดองค์หนึ่งในทำเนียบนั้น จะเป็นองค์ที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้องค์ที่กี่ล้าน ไม่มีใครจดทำเนียบทำสถิติเอาไว้ว่าพระพุทธเจ้ามีกี่ล้านองค์แล้ว อาตมาเกิดมามีจิตนิยาม อาตมาก็จะต้องทำจิตนิยามของอาตมาให้สุด สุดแล้วถึงจะปรินิพพานเป็นปริโยสาน ไม่อยู่สมัย 2 เป็นพระพุทธเจ้าแล้วไม่เอาสมัย 2 อยู่สมัยเดียวพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ก็ไม่มีใครอยู่สมัย 2 หรอก เพราะว่าอยู่มาไม่รู้กี่สมัยแล้ว เป็นโพธิสัตว์มา จนกระทั่งเป็นมหาโพธิสัตว์ ไม่มีใครเทียบเท่าอยู่แล้ว เกิดมาอีกก็เป็นมหาโพธิสัตว์ที่สูง นิยตโพธิสัตว์ ไล่ไม่ทันหรอก กว่าจะเป็นมหาโพธิสัตว์ กว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ฟังโพธิสัตว์ระดับไหนจึงได้ฟังโลกุตระ _พ่อครูว่า... อาตมาก็สาธยายตามภูมิที่อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 พอรู้ตำรา พอจะรู้บทเรียนนี้ ซึ่งอาตมาก็ยังไม่ถึงมหาโพธิสัตว์หรือพระพุทธเจ้า หรือปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้ายังไม่ถึงเท่านั้นเอง ก็สาธยายสู่ฟังตามความรู้ที่ตัวเองยังไม่ถึง แต่มีตำราแล้ว มีแผนที่แล้ว เอามาพูดสู่ฟัง นำหน้าที่ตัวเองก็ยังเป็นไม่ได้ แต่มั่นใจว่าไม่ผิด เป็นโพธิสัตว์ระดับ 8 ขึ้นไป เป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือเป็นพระพุทธเจ้า อย่างนี้ถูกต้องหมด เป็นแต่เพียงธรรมะที่เป็นจริงของเรายังเดินทางมาไม่ถึงเท่านั้นเอง ซึ่งอาตมาพูดไปนี้ เท่าที่อาตมาพูดได้ จะรู้ได้ว่า อาตมาเอาสิ่งที่เขายังไม่ได้รู้มาพูดขึ้นมาให้รู้ ส่วนคนที่มีอัตตามานะ ปฏิเสธอาตมาเพราะเขามิจฉาทิฏฐิ เขาเข้าใจไม่ได้หรือเขามีอวิชชา ยังไม่รู้โลกุตรธรรมที่แท้ ซึ่งอาตมาก็ไม่รู้จะช่วยอย่างไร ก็ช่วยผู้ที่พอมีดวงตา พอจะฟังรู้เรื่องรู้ได้ ก็มา เพราะอาตมาไปยัดเยียดไปบังคับไม่ได้หรอก ก็บรรยายสิ่งที่เป็นสัจธรรมไปเท่านั้น ผู้ที่แสวงหาแล้วก็มีสัมมาทิฏฐิพอ ไม่มีอวิชชาไม่มีอัตตาหนักหนาสาหัสนัก ก็ตั้งใจฟังด้วยดีย่อมเกิดปัญญา ปัญญา 8 เพราะอาตมาเป็นสัตบุรุษ ในยุคนี้ไม่มีพระพุทธเจ้า มีสัตบุรุษก็คืออาตมา ก็ประกาศไปตรงๆ ใครฟังแล้วผู้ที่มีปฏิภาณจริงก็จะรู้ได้ว่าอาตมาเป็นสัตบุรุษจริงหรือเปล่า ก็บังคับกันไม่ได้ พูดไม่เชื่อ พูดไม่เข้าใจว่าอาตมาเป็นสัตบุรุษก็เป็นจริงไม่มีปัญหา คนที่เชื่อ บอกว่าพบแล้วสัตบุรุษ ก็มา ถึงไม่มาเขาก็เอาอยู่ในฐานะที่เขาจะอยู่ได้ แต่เขาก็จะเห็นว่า อันนี้ใช่แล้วเขาก็ยอมรับอยู่ เขาก็เอาไป ก็ตามแต่บุคคล บุคคลที่เห็นจริงแล้วว่าอันนี้ เป็นสัตบุรุษจริง แม้ในยุคที่ไม่มีพระพุทธเจ้า แต่มีสัตบุรุษที่แท้จริงแล้วก็สุดยอดแล้ว ที่จะต้องคบหาบัณฑิตที่เป็นสัตบุรุษ แล้วมาคบให้บริบูรณ์ อยู่อย่างนั้น ไม่มีมาใกล้ชิด ไม่ฟังกันเลย แต่พวกเราก็ฟังกันเยอะทุกวัน ยังไม่ค่อยพอเลยเห็นไหม เพราะฉะนั้นจะฟังให้บริบูรณ์นี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ฟังแค่ทีสองทีจะบอกว่าบริบูรณ์แล้ว อย่างงั้นก็เก่งเกิน ซึ่งมันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอก เพราะฉะนั้นในปัญญา 8 ปัญญาข้อที่ 1 ฟัง ได้ยินจากพระพุทธเจ้า ได้ยินจากพระโอษฐ์เลย หรือในยุคนี้ไม่มี ก็ฟังธรรมจากสัตบุรุษ ฟังจากสัตบุรุษ ต้องฟังอย่างแท้จริงเลยแล้วจะมีความละอาย อย่างแรงกล้า คนที่ซื่อบื้อ คนที่มีอัตตามานะมาก คิดไม่ออกหรอก จะไม่รู้จักโลกุตรธรรม ไม่รู้จักธรรมะอันยิ่งใหญ่ ผู้ที่โง่พูดไม่รู้ได้ง่ายๆ ไม่รู้เรื่องธรรมะที่เป็นโลกุตระได้ง่ายๆ ตัวเองก็ยึดถือธรรมะที่ตัวเองเป็นโลกียะ ที่วนเวียน พูดไปก็ยังวนเวียนอยู่ในธรรมะต่ำๆ ตัวเองก็ต้องยึดถือธรรมะที่มันยังไม่ใช่โลกุตระมันก็ต้องต่ำๆ แล้วก็ยังไม่มีภูมิพอที่จะทำให้รู้ว่าอย่างนี้น่าฟัง ก็จะปฏิเสธ ๆๆๆ ดีไม่ดีดูถูกด้วย ดูถูกเพราะ ดูถูกธรรมะโลกุตระจากสัตบุรุษนั่นแหละ จนกระทั่งถึงวาระใดวาระหนึ่ง เกิดรู้ขึ้นมาได้ว่า มีอัญญธาตุ เกิดในจิตเพียงพอ โอ้โห..อันนี้เนี่ย ที่เราไม่เคยศรัทธา ว่าเป็นโลกุตระ พอมี อัญญธาตุ เพียงพอ เราก็รู้สึกว่าอันนี้ใช่หรือ เราก็เคยดูถูก เราได้ลบหลู่ไปแล้วนะ คนนี้ก็เลยเกิดความละอายอย่างแรงกล้า คนที่ยังเป็นอยู่ตอนนี้เขายังไม่เกิดภูมินี้หรอก เขายังไม่รู้ เขาได้แต่ดูถูก เพราะเขาจะรู้สึกสำนึกตัวเองว่า โอ้โห ทำไมเราโง่เปิดเผย โง่ประจานตัวเองออกไปมากมายอย่างนี้ แสดงตัวด้วยนะ ลบหลู่สัตบุรุษ ดีไม่ดีต่อต้าน ข่ม เอานานด้วย นาน จนกว่าจะรู้ตัวนี่ รู้เมื่อไหร่จึงจะเกิดหิริโอตตัปปะอย่างแรงกล้าจริงๆ แล้วก็จะเคารพอย่างแรงกล้าด้วย เพราะเพิ่งจะเจอของจริง มันก็ต้องเคารพอย่างแรงกล้า เห็นไหม ชัดเจนขึ้นไหม นับถือบูชาอย่างแรงกล้าเลย เพราะมันเห็นชัดเจนเลยว่า ที่ตัวเองหลงอยู่แต่ก่อน ปัดโธ่เอ๋ย ขี้หมาแท้ๆแต่เห็นเป็นทองคำ พอเจอทองคำแท้ ก็จะรู้สึกละอายว่าตัวเองทำไมโง่อย่างนี้ โง่จริงๆ ชัดเจนไหม พระพุทธเจ้าตรัสไว้แต่ละคำ มันเป็นความจริง ที่อาตมาพยายามขยายสภาวะจริงของจิตวิญญาณ มันเป็นอย่างนี้จริงๆเลย สู่แดนธรรม... มีไลน์ถามสดๆมา ขณะที่พ่อครูพูดถึง สัตบุรุษต้องเป็นโพธิสัตว์ระดับไหน พ่อครูว่า... โพธิสัตว์ระดับไหน ระดับ 6 ระดับ 5 ก็ สาธยายไปได้ตามธรรมดาแล้ว คุณจะมีภูมิระดับไหน มีภูมิฟังระดับ 5 โพธิสัตว์ระดับ 4 ระดับ 4 คือผู้ที่เป็นอรหันต์ เมื่อเป็นโพธิสัตว์ก็เริ่มขึ้นระดับ 5 หรือกำลังจะเป็นอรหันต์หรือเป็นอรหันต์อยู่ ท่านก็ระดับ 4 คุณฟังระดับ 4 ก็รู้เป็นโลกุตระแล้ว ก็แสดงว่าคุณมีภูมิที่สูง ถ้าคุณฟังระดับ 4 ยังไม่ชัดเจน ยังไม่เชื่อว่าท่านเป็นโพธิสัตว์ในตัว หรือท่านมีภูมิโลกุตระแล้ว คุณก็ต้องไปรอท่านเป็นระดับ 5 จึงจะฟังขึ้น ระดับ 5 สาธยายได้มากกว่าระดับ 4 คนที่ยังไม่ใช่ระดับ 5 ก็ยังไม่มีภูมิพอจะฟังระดับ 6 ก็ต้องฟังผู้ที่สูงขึ้น ต่ำกว่าก็ต้องฟังผู้ที่สูงขึ้น ผู้ที่จะฟังระดับ 7 รู้เรื่องก็ยิ่งต่ำลงไปอีก ผู้ที่จะฟังระดับ 8 รู้เรื่องก็ยิ่งต่ำลงไปอีก เป็นธรรมดา มันเป็นเช่นนั้น สู่แดนธรรม... ใจผมตัดรอบที่ระดับ 4 ก็ยกให้เป็นสัตบุรุษได้แล้วครับ พ่อครูว่า... สัตตะ แปลว่า 7 จะเอาหลักแท้ๆเลยว่า ผู้ที่จะสาธยายได้อย่างชัดเจนมากพอ วิจิตรพิสดาร ก็ ระดับ 7 ขึ้นไป คือบุรุษที่เป็น สัตตะ คือระดับ 7 ขึ้นไป จะได้เป็นเรื่องจริง สรุปอีกเกิดมาเป็นคนแล้ว ถ้าไม่ได้ศึกษาโลกุตระธรรมจนบรรลุอรหันต์ คุณก็จะเวียนวน ไม่ได้รู้แม้แต่เป็นโสดาบัน ก็จะเวียนวนเป็นเทวนิยม ดีชั่ว ชั่วดี ไล่แย่งความสุข เกลียดความทุกข์ ถือว่าพระเจ้าเป็นเจ้าของสุข เป็นสุขนิยม เที่ยงแท้ อยากได้สุขก็ต้องคบกับพระเจ้า ซึ่งไม่ได้ เขาไม่ได้สุขหรอก เขาก็ได้ทุกข์นั่นแหละ เพราะสุขกับทุกข์เป็นอันเดียวกัน เขาจะวนอยู่ที่สุขทุกข์เพราะเขาไม่รู้จักสุขทุกข์ด้วย มีความวิปลาสอยู่อย่างนั้น ก็เห็นความทุกข์เป็นความสุข เห็นความไม่เที่ยงว่าเป็นความจริง เห็นความไม่ใช่อัตตาว่าเป็นอัตตายังวิปลาสอยู่อย่างนั้น
นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน เรื่องกามคนคู่ พ่อครูจะวินิจฉัยปัญหาอย่างไร สู่แดนธรรม... มาแวะพักฟังเรื่องง่ายๆครับ เด็กๆจะได้ฟังได้ง่ายด้วย _มีคนหนุ่มสาวของพวกเรา มีความเชื่อว่า เรื่องของกาม ศึกษาได้ด้วยการทดลองอยู่กินด้วยกันจึงจะหายสงสัยได้ จะมีวิธีอื่นที่ไม่ต้องลงทุนมากขนาดนี้ไหมครับ _สู่แดนธรรม... ผมอยากตอบครับว่า..วิชานี้ อ.แป้งก็ช่วยได้ คือ ความรู้ของอาจารย์แป้งก็มีความรู้อยู่อันหนึ่งว่า ธาตุใดเข้ากันได้ ธาตุใดเข้ากันไม่ได้ เหตุปัจจัยปรุงแต่งของชีวิตมีอะไรที่สามารถแกะรอยของชีวิตได้ ทั้งอดีตและอนาคต เพราะมันต้องปรุงแต่งด้วยธาตุปัจจัย ถ้ายังไม่หายสงสัยเรื่องนี้ ถ้าอดใจไม่ไหวจริงๆ เราอย่าไปเสี่ยงที่จะไปทดลองอยู่กินด้วยกันถ้ายังไม่รู้อนาคต ถ้ามันทนไม่ไหวจริงๆ มาปรึกษาอ.แป้ง ผมจะได้ดูว่าสองคนนี้อนาคตไปด้วยกันได้ไหม วิชาของผมไม่เอาไปทำทุจริต ที่ใครก็เคยดูถูกว่าโหราศาสตร์เป็นเรื่องหลอกลวง ผมศึกษาเรื่องนี้ด้วย ผมศึกษาเรื่องนี้ด้วยความบริสุทธิ์ ก็มันเป็นเรื่องของธาตุปรุงแต่ง เอามาคำนวณเวลาได้ ถ้าพวกคุณเข้ากันไม่ได้ก็ไม่ต้องไปเสี่ยงหรอก ถ้าเข้ากันได้ค่อยมาปรึกษาสมณะ พ่อครูว่า... อาตมามันตอบไม่ได้หรอก ในฐานะที่อาตมาเป็นสมณะแล้ว จะบอกให้เขาพรากจากกันก็ไม่ได้ ได้บอกให้เขาไปหาคู่ก็ไม่ได้ มันผิดไปหมด เพราะฉะนั้นจึงไม่ขอตอบใดๆ มันไม่ได้ มันไม่ดูดี พระพุทธเจ้าท่านใช้ศัพท์คำว่า ไม่พยากรณ์ ไม่ตัดสิน ไม่พูด มันเป็นเรื่องของวิบาก เป็นเรื่องของสัจธรรม โทษแต่วิบาก ถ้าเราไม่ตั้งใจที่จะตัดรอบ เลิกให้ได้ ละให้ได้ อดให้ได้ ทนให้ได้ มันก็จะมีวิบากเกี่ยวพันไปอีกนานนับชาติ พวกเราก็มาปฏิบัติธรรมหลายผู้หลายคน ที่พรากคู่ได้ พรากสำเร็จด้วยดี พรากสำเร็จด้วยเคืองกันบ้าง ไม่ดูดำดูดีกันบ้าง มันก็ต่างกันไปแล้วแต่วิบากของใครวิบากของมัน แต่พอมาถึงเวลาวาระที่มีภูมิธรรมถึงขั้นว่า โดยเฉพาะ เออ..เรา..เรื่องเพศคู่นี้ เราเบื่อจริงๆแล้ว พอพรากกันได้จริงๆแล้ว คุณก็ไม่วนเวียนกลับไปอีกเลย เรียกว่าเข็ดหลาบ ไม่เอา รู้แล้ว ก็จะมีจริงตามภูมิธรรมของแต่ละคน บางคนออกมาใหม่ๆก็เข็ดหลาบ แต่อยู่ไปอยู่ไปก็เวียนวน กามขึ้นมาใหม่ ก็ไปมีอีก เป็นไปอีก แม้จะอยู่ในหมู่เรา ศึกษาดีพอสมควรแล้วก็ยังมีวนเวียนไป เป็นธรรมดา ธรรมชาติของแต่ละวิบาก แต่ละผู้ แต่ละคน แต่ละฐาน ทุกอย่างมันลงตัวทุกอย่างมันเป็นเช่นนั้น ของมันตามเหตุตามปัจจัย เพราะฉะนั้นจึงอยู่ที่ใจของแต่ละคนเอง ตั้งใจ อดทน ต่อสู้ พยายามทำปัญญาให้แจ้งว่า พรากให้ได้ก่อน กว่าคุณจะเป็นผู้ที่ ไม่ต้องมีสิ่งนี้ สรุปง่ายๆ มันไม่ได้หรอก มันต้องมีวิบาก ก็พระพุทธเจ้าทั้งองค์ มีเมียไหม ก็ยังมีเมียอยู่จนได้ สมัยเป็นเจ้าชายสิทธัตถะอยู่ อาตมาก็ต้องมีคู่มาก่อน คู่รักตั้งสามคน อะไรอย่างนี้เป็นต้น แต่อาตมาโชคดีที่ไม่ได้แต่งงานสักคน ก็มา ก็มาอย่างไม่ได้เกิดข้อขัดแย้ง ไม่ได้เกิดทะเลาะวิวาท มาด้วยดีกันหมดทุกคน อาตมามานี่ รู้ว่าอาตมามาทางดี และผู้ที่จะเป็นคู่ของอาตมาก็ต้องเป็นคนที่เข้าใจดีว่า อาตมาก็มาทางนี้ มาทางสูง เขาก็ไม่มีมารบกวน ไม่มีมาตอแยให้อาตมาต้องลำบากอะไรเลย รู้จักหน้าที่ว่าต้องปล่อย อาตมาจริงๆ อย่างนี้เป็นต้น จะเห็นได้ว่า ไม่มีแฟนอาตมาหรือคู่รักเก่าของอาตมาจะมาจุ้นจ้านวุ่นวายอะไร มาแสดงตัวอะไร สิ่งเหล่านี้เป็นผลตามวิบากกรรมบารมีตามฐานะของแต่ละคู่แต่ละคนจริง พวกนี้เป็นเครื่องยืนยันว่า บารมีของผู้นั้นผู้นั้น เจริญสูงส่ง อย่างอาตมาก็มีสิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องชี้บ่งว่า อาตมานี้เป็นสัตบุรุษหรือเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 จริงๆ อะไรอย่างนี้ ผู้ที่มีปฏิภาณปัญญาจะเข้าใจได้ว่า ใช่นะ มีเหตุปัจจัยที่ยืนยันหลักฐานต่างๆนานา
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน อวิชชาสูตร ทำไมต้องคบสัตบุรุษให้บริบูรณ์ _พ่อครูว่า... แม้แต่แสดงธรรม อาตมาก็แสดงธรรมตามภูมิของอาตมา ซึ่ง ภูมิที่แสดงธรรมอย่างอาตมาหาง่ายไหม ขออภัยนะ คนที่หมั่นไส้อาตมา จะเห็นว่าอาตมาหลงตัว ถามพวกคุณอย่างจริงใจ ซื่อๆ ว่า ธรรมะที่อาตมาแสดง มันเป็นธรรมะอะไรแค่ไหนอย่างไร พวกคุณรู้ใช่ไหม ว่าเป็นธรรมะที่เป็นอริยสัจจะ เป็นโลกุตระ เป็นขั้นที่ว่า คนจะไม่ใช่จะมาสาธยายกันอย่างนี้ง่ายๆ จะรู้ ยิ่งผู้ใดที่รู้ตามที่อาตมาสาธยายแล้ว แล้วมาปฏิบัติได้มรรคได้ผลตาม ก็ยิ่งจะยืนยันยิ่งจะรู้ชัดใช่ไหม ว่า โอ้โห ผู้ที่ไม่รู้นี้เขาไม่รู้จริงๆ โทษเขาไม่ได้หรอก เขาไม่มีภูมิรู้ เขาไม่ยอมรับ ไปว่าเขาก็ไม่ได้เพราะเขามีภูมิเท่านั้น ไปลบหลู่เขาก็ไม่ได้เพราะน่าสงสารด้วยซ้ำไปว่าเขาก็ยังไม่รู้ ยังเป็นอย่างนั้นนะ ถ้าเราเมตตาสงสารเราก็ช่วยเขา อย่างอาตมา พยายามข่มหรือพยายามชี้ผิด สายที่ผิด โดยเฉพาะ สายที่เรียนปริยัติอาตมาไม่ค่อยพูดเพราะเขาโลกจินตา เขาเรียนมากรู้มากอย่างไรก็สรุปสิ่งที่จะรู้ได้ยากมาก เอาพวกหลับตา พวกที่ไม่ได้เรียนรู้อะไรมากนี่แหละจะเป็นผู้ที่ง่ายกว่า เพราะฉะนั้นอาตมาจึงได้ตอแยพวกสายศรัทธาหรือสายหลับตามากกว่า ยังพอได้ อาตมาถือ มหาบัวเป็นหลัก ที่มีอะไรบกพร่อง มีอะไรที่ผิด มาชี้ เพราะทุกวันนี้ลูกศิษย์มหาบัวก็มีเยอะเป็นผู้ใฝ่ธรรมก็ต้องช่วยกันช่วยเขา ก็จะมีให้เห็นว่ามันผิดอย่างไร ให้เห็นให้เข้าใจให้รู้ ตำหนิแล้วไม่ได้ตำหนิเปล่าๆ อ้างอิงหลักฐานต่างๆ มีเหตุมีผล มีหลักฐานเอาพระไตรปิฎกมาเปิดยืนยัน เ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive