650629 ตอบปัญหาผ่ามิจฉาทิฏฐิในชาวพุทธเมืองไทย พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2565
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์28 KB
วันที่แก้ไข15 สิงหาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

650629 ตอบปัญหาผ่ามิจฉาทิฏฐิในชาวพุทธเมืองไทย พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ https://www.boonniyom.net/52162.html ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/12ZU7arp9O6FOza-G2ds0tlGPuWctQo7U2_TQB73U0Ls/edit?usp=sharing

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1_0PeosNMLgOFfCeo7DfE4WBlnD4f0oDm/view?usp=sharing

และดูวิดีโอได้ที่ https://fb.watch/dXX5TXNbgn/ และ https://youtu.be/yGdK2_t4PJY

สมณะฟ้าไท... วันนี้วันพุธที่ 29 มิถุนายน 2565 ที่บวรราชธานีอโศก ตอนนี้บ้านราชฯก็เตรียมต้อนรับปีใหม่ 2566 ก็ต้องเปลี่ยนแปลงปรับปรุงแก้ไขพัฒนาเพื่อจะต้อนรับพี่น้องที่มาจากต่างถิ่น หมู่สมณะก็มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ประชุมอปริหานิยธรรม ก็ใช้เวลาประชุม 1 ชั่วโมง อีก 1 ชั่วโมงทำ 5 ส. บางแห่งพอรู้ว่าเราจะไปก็ทำก่อน เราก็เลยเปลี่ยนไปทำที่ อาคารอาชีวะแทน บางแห่งได้ข่าวก็เลยจะนิมนต์สมณะไป เรายินดีรับกิจนิมนต์ ที่ทำงาน บ้านใครที่ทำรกๆ ได้ออกกำลังกายด้วย แต่หากจะไป เจ้าของฐานงานก็ควรอยู่ด้วย เพราะว่าอันไหนหยิบได้ไม่ได้ อันไหนเอาออกได้หรือไม่ได้ ก็ต้องบอกกัน สถานการณ์โควิด ที่บ้านราชฯก็กลับมาระบาดอีกรอบ เด็กที่เคยติดแล้วก็กลับเป็นซ้ำอีกได้ แสดงว่าเกี่ยวกับภูมิต้านทานของคนที่ลดลงเชื้อก็กลับมาใหม่ได้ เลยต้องทำการปฏิวัติการกินการอยู่ เช่น การกินน้ำแข็งก็ควรจะงด ไอศครีมก็ควรงด พ่อครูว่า... อาตมาทุกวันนี้กินน้ำแข็งไม่ได้ ไอศครีมก็กินไม่ได้ เพราะมันเย็นฟัน ไม่ไหว กินน้ำเย็นก็กินไม่ได้ สมณะฟ้าไท... ทำให้ภูมิต้านทานลดลงด้วยครับ เด็กเราตอนนี้จะแจกวิตามินซีทุกวันให้กินเพื่อสร้างภูมิต้านทาน พ่อครูว่า... SMS วันที่ 27 มิ.ย. 2565

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ชมคนที่ควรชม ตำหนิคนที่

อ่านต่อ

ควรตำหนิ _*Took Aswin (ตุ๊ก อัศวิน)* : ช่วงรายการตุ้มตะลุ่มตุ้มม้ง ที่พ่อครูสอบถามถึงพันธุ์ทุเรียนที่อยู่ตรงหน้าพ่อครูนั้น คือ ทุเรียนภูเขาไฟอันเลื่องชื่อ ของ จ.ศรีสะเกษ เอกลักษณ์ คือ กรอบนอก-นุ่มใน(เนื้อลาวา) พ่อครูว่า... นี่ วิธีการโปรโมท อะไรจะให้นิยมก็ให้โปรโมทไป คนเราควรจะแถมอะไรสิ่งที่ควรเติม คนที่มีความดีเราก็ชม เหมือนกับที่เขาเหยาะน้ำปลา น้ำตาล พริกให้ คนเขารู้สึกดีหน่อย ไม่งั้นก็ไปลงแต่คนชั่ว ใส่ให้คนชั่วแหลกเลย คนดีมันก็น่าจะปรุงแต่งบ้าง คนไทย มีนิสัยไม่ยกคนดีไม่ค่อยชมคนดี ไม่เหมือนเมืองนอก คนไทยชมก็ชมไม่จริงใจ ไม่เต็มที่เหมือนเมืองนอก เมืองนอกเขาชมคนดี เขาชมจริงๆ ถล่มคนชั่วเขาก็ถล่มคนชั่ว สอนแบบพระพุทธเจ้า นิคฺคเณฺห นิคฺคหารหํ ปคฺคเณฺห ปคฺคหารหํ ควรข่มคนที่ควรข่ม ยกย่องคนที่ควรยกย่อง คนที่ควรตำหนิก็ตำหนิเข้าไป คนที่ควรชมก็ชมเข้าไป อันนี้เราชมคนดีไม่ค่อยมาก แต่ตำหนิได้มาก เขาก็หาว่าได้แต่ตำหนิคนอื่น เราก็ไม่รู้จะทำไง ก็ทำไปตามที่พอทำได้ เอาใจยากคนเรานี่

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ผี เทวดา เปรต อสุรกาย โอปปาติกะ ที่เป็นทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ _*วิเชษฐ จันทรศรี * : ผมเข้าใจเรื่องจิตวิญญาณแตกต่างจากบุคคลทั่วไป หลังจากได้ฟังการบรรยายธรรมเรื่องจิตวิญญาณ, ผี เทวดา เปรต อสุรกาย โอปปาติกะ จากพ่อครู เป็นสิ่งที่หาฟังจากอาจาร์ยท่านอื่นไม่ค่อยได้ การเผยแผ่ธรรมของพระพุทธเจ้าในยุคมารครองเมือง มันยากเย็นแค่ไหน ผมรู้สึกสงสารและเห็นใจพ่อท่านมากๆ ถ้าไม่มีความอดทนและความปรารถนาดีที่จะช่วยให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ คงเดินบนเส้นทางนี้ไม่ได้ พ่อครูว่า...จริง อาตมามีอินทรีย์ มี ทมะ ขันติ มีความอดทน มีความตั้งหน้าสู้ สู้จริงๆเพราะอาตมาเข้าใจยุคสมัย ว่า ยุคสมัยนี้เป็นยุคสมัยพุทธศาสนาเสื่อม คนเสื่อม พระพุทธศาสนาไม่ได้เสื่อม แต่คนชาวพุทธ เสื่อมจากพุทธศาสนาโดยเฉพาะโลกุตระ ส่วนเรื่องที่ผิดๆนี้มันตรงกันข้ามกัน เรื่องผิดๆนี้เขาปรุงแต่งความผิดๆ โอ้โห อินเดียยังสู้ไม่ได้ มิจฉาทิฏฐิของอินเดียยังสู้มิจฉาทิฏฐิของคนไทยไม่ได้ มิจฉาทิฏฐิของคนไทยมีต้มยำทำแกงธรรมะ ไปเอาสารพัด ผีสาง เทวดา มาร พรหม สิ่งที่มันไม่รู้ว่าอยู่ในนรกขุมไหน เปรต อสุรกาย เทวดาก็ใส่เป็นเทวดาเลอะเทอะ ผีเน่าๆเต็มไปหมด มันสุดแสนจะเลอะเทอะ เละเทะ สมณะฟ้าไท...มีนิทรรศการผีทั่วโลก ผีเมืองไทยเยอะที่สุด พ่อครูว่า... อันนี้เป็นเรื่องจริง พวกชาวต่างประเทศเขาไม่เห็นจะมีผีมากเท่าคนไทยเมืองไทย หลงเทวดาก็หลงจัด หลงเพ้อพก ลมๆแล้งๆ กว่าเขา หลงผีก็เยอะกว่าเขา แล้วเสียเวลาเซ่นไหว้อะไรต่ออะไร เห็นแล้วน่าสงสาร ความเป็น ถ้าจะเรียกโดยพยัญชนะ ความเป็นผี เป็นเทวดา เป็นเปรต เป็นอสุรกาย ก็คือโอปปาติกะ คือจิตวิญญาณ ความเป็นผี เทวดา เปรต อสุรกาย ก็คือจิตวิญญาณ แล้วในตัวคนนี่มันมีจิตวิญญาณ ก็ตัวคนนั่นแหละเป็นในปัจจุบันนี้ให้เห็นๆเลย ต่อให้ผีออกจากร่างค่อยไปเป็นผี ออกจากร่างค่อยไปเป็นเทวดา ออกจากร่างแล้วค่อยไปเป็นเปรต ออกจากร่างแล้วค่อยไปเป็นอสูรกาย มันก็อันเดียวกับที่มันมีอยู่ในตัวคุณตอนนี้ แล้วขณะที่มีอยู่ในตัวคุณ จิตวิญญาณหรือโอปปาติกะของคุณ มันเป็นผีอยู่ขณะนี้จริง เพราะมันเป็นปัจจุบันธรรมอยู่ในร่างกายเรานี้ เพราะฉะนั้นจะทำลายต้องทำลายตอนนี้ ตายไปแล้ว มันไม่มีเหตุปัจจัย ไม่มีตาหูจมูกลิ้นกาย ไม่มีภายนอก เพราะฉะนั้น การที่จะปฏิบัติธรรมเพื่อให้หลุดพ้นได้ เกิดกิเลสที่เป็นของจริง ของจริง คือปัจจุบันที่มีร่างกาย มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อยู่ด้วยกันเรียกว่า กาย มีคู่ทั้งภายนอกและภายใน พอสัมผัสอะไรหรือไม่สัมผัสก็ตาม แต่ถ้าคุณลืมตา มีสัมผัสทั้งนั้น สัมผัสแล้วคุณก็เกิดกิเลส กิเลสนั้นเป็นกิเลสปัจจุบัน คุณก็เรียนรู้จับกิเลสปัจจุบันนี้ ฆ่าหรือว่า ทำให้เกิดปัญญา เข้าไปทำลายหรือจัดการ พลังงานปัญญา พลังงานฌาน มันจะเข้าไปจัดการกับกิเลสที่เป็นตัวจริงๆสดๆ หลัดๆ แต่ไอ้ตัวดองๆไว้ที่มันตายแล้วหรือตอนหลับตา ไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายได้สัมผัสจริง มันเป็นผี เทวดา หรืออสุรกาย เปรต มันเป็นผีดอง เทวดาดอง อสุรกายดอง เปรตดอง จะดองเค็มดองเปรี้ยว ดองน้ำซาวข้าวก็ตาม มันเป็นของไม่สด มันเป็นของไม่เป็นปัจจุบันธรรม มันไม่เป็นของจริง ปัจจุบันจึงเป็นสิ่งที่จริง เลยจากปัจจุบันไปนิดนึงก็ไม่ใช่แล้ว ยังไม่ถึงปัจจุบันก็ไม่ใช่ของจริง เลยปัจจุบันไปก็ไม่ใช่ของจริง จำความนี้ให้ถนัด เพราะฉะนั้นใครหนีจากปัจจุบัน แม้เศษเสี้ยวหนึ่งของวินาทีมันก็ไม่ใช่ของจริงแล้ว ยังไม่ถึงปัจจุบันเลยนี่ ห่างไปอีกตั้งหลายวินาที หรือ เศษร้อยของวินาที ยังไม่ถึงปัจจุบันมันก็ยังไม่ใช่ความจริง เพราะฉะนั้นผู้ที่ไม่อยู่ปัจจุบันที่มีตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส อย่างเป็น ปัจจุบันธรรม เป็นทิฏฐกาละ หรือเป็นปัจจุบัน Suddenly หรือสัมปติ ขณะนี้บัดนี้เลย เป็นพวกที่เพ้อพกอยู่กับของที่ไม่สด ไม่ใหม่ ไม่จริง ไม่แท้ ของเน่า ของดอง ของเก็บ ของกัก ของไม่ใช่ตัวทันที ไม่ใช่ตัวปัจจุบัน ไม่ใช่ตัวที่เต็มๆ ตัวสดๆ เพราะฉะนั้นยิ่งไปนั่งหลับตาเลยแล้วก็ไปปฏิบัติธรรม อาตมาพูดไปจนตายแหละเรื่องนี้ เพราะเขายังไม่สะดุ้งสะเทือน ถ้าลดลงไปมากหรือหมดเลย อาตมาหยุดพูด แต่นี่มันยังมีเหลือหลายยังมีมาก มันจึงต้องขย่ม ต้องขย่ม ต้องขย้ำ ต้องขยี้ จนเขยกก็ต้องเขยกวะ เพราะฉะนั้นเรื่องที่คุณเข้าใจได้ว่า ผี เทวดา เปรต อสุรกาย มันเป็นความจริงอย่างไร เป็นความจริงที่จริงที่สุด ว่า มันเป็นอยู่ที่ปัจจุบันนี้ คุณจะสมมุติว่าเป็นสวรรค์ มันก็เป็นสวรรค์อยู่ในขณะนี้ คุณจะสมมติว่าเป็นนรก ไม่ใช่สมมติหรอกแต่มันเกิดอาการปัจจุบันของสวรรค์ของนรก คุณหมดอวิชชาแล้วไม่มีสวรรค์ไม่มีนรก มีแต่นิพพาน มีแต่ส่วนใหญ่ มีแต่อนัตตา ไม่มีพระอรหันต์ ไม่มีสวรรค์ ไม่มีนรก เพราะฉะนั้นสวรรค์ 6 ชั้น หรือนรก ไม่รู้กี่ร้อยชั้นก็ตาม พระอรหันต์ไม่มีนรกแน่ สวรรค์ก็ไม่มี สวรรค์ชั้นจตุมหาราชเป็นสวรรค์ชั้นที่เลวที่สุด ทางรูปธรรม ทางหยาบ เห็นชัดๆเลยมีเขี้ยว มีดาบ มีหอก มีอะไรมาไล่ฟันไล่แทงไล่ทำร้ายทำลายเขา เหมือนชาวต่างประเทศที่ไปทำร้ายทำลายประเทศอื่นใดนั่นแหละ แล้วก็ล่าอำนาจ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข สวรรค์วิมานโดยที่ตัวเองไม่สามารถรู้ ไม่สามารถมีปัญญาในเรื่องของทางสัจธรรมโลกุตรธรรม เพราะฉะนั้นเขาก็ยังเป็นอย่างนั้น เป็นท้าวจตุมหาราชกัน จะล่าไปหมดทั้ง 4 ทิศ จตุก็คือ 4 จะยิ่งใหญ่ทั้ง 4 ทิศ ในโลกนี้มันมี 4 ทิศ จะยิ่งใหญ่ให้หมดแล้วก็แย่งชิงอวดศักดา เป็นใหญ่เป็นโตเบ่งข่มคนนั้นคนนี้ จะเป็นอย่างนั้นอยู่ เพราะไม่มีหรอกโลกุตรธรรม เพราะฉะนั้นประเทศที่ไม่ทะเลาะวิวาท ไม่ไปรบราฆ่าฟันกับใครแล้ว เช่น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เขาก็เคยทำมาแต่โบราณจนกระทั่งเขารู้แล้วก็หยุด สวิตเซอร์แลนด์ เลยกลายเป็นประเทศที่คนไว้ใจที่สุดในโลก คนไว้ใจที่สุด สวิตเซอร์แลนด์ มันมี อจินไตย ว่าสวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่สร้างนาฬิกา นาฬิกาเป็นเครื่องบอกความตรงของกาละ นาฬิกาที่ราคาเรือนเป็นล้านๆ มาจากสวิตหมด สวิตมีอาชีพทำนาฬิกาเป็นหลักมานาน เพราะฉะนั้นผู้ที่จะสามารถรู้จักโลกุตรธรรม รู้จักจิต เจตสิก รูป นิพพาน แล้วเข้าใจความจริงของจิต รู้อาการโลภ โกรธ หลง จะต้องทำตน หรือว่า ประชากรสมาชิกของตน ให้เป็นอยู่อย่างไร อย่างอาตมา เกิดมาในชาตินี้ก็เกิดมาทำงานสอน สอนอยู่ในประเทศไทย โดยอาตมาประกาศศาสนาของพระพุทธเจ้า เอาของพระพุทธเจ้ามาประกาศ เอามาอธิบาย จนพวกคุณมาได้ฟัง มารับรู้ เข้าใจ จนกระทั่งได้มรรคผล แล้วจึงมา อาตมาไม่ได้พูดเล่นนะ พวกคุณมานี่เป็นผู้ที่ได้มรรคผล ทางด้านเถรสมาคมหรือพวกมิจฉาชีพจะไม่ฟังพวกเราเท่าไหร่ คนจะมีมรรคผลนั้นไม่ใช่ธรรมดา โพธิรักษ์พูดจ้อยๆอย่างนี้ ไม่ไปนั่งสมาธิหลับตา ไม่ไปทำสะกดจิต เขาก็บอกว่าเป็นพวกนอกรีต เถรสมาคมก็เลยจะฆ่าอโศกให้ตาย ก็เลยยังทำงานอยู่ ตอนนี้เถรสมาคมก็ทำอะไรเราไม่ได้ ผิดกฏหมายด้วย เพราะเราเลิกแล้วต่อกันเรายอมแพ้คุณจะเอาชนะ แล้วก็ต่างคนต่างอยู่นะ เราก็ยอมแพ้ก็แพ้ ไม่ให้เรียกพระ ก็ไม่เป็นไร มาเรียกว่าเป็นสมณะ เราก็ยอมทุกอย่างแล้วตามกฎหมายคุณก็มาละลาบละล้วงอะไรเราไม่ได้เลย เราก็อธิบายธรรมะมาตั้งแต่วันเวลาโน้น อาตมาก็สอนมาตั้งแต่บัดนั้นมา หลัง 2538 อาตมาก็หมด หมดจากเป็นผู้ที่ติดคุกแล้วรอลงอาญา 2 ปี ประมาณ 2538 ครบ ตั้งแต่บัดนั้นมาก็อิสรเสรี แล้วก็ได้อธิบายธรรมะอย่างดีเลยทีนี้ เอาพระไตรปิฎกมายืนยันอ้างอิง อธิบายพระไตรปิฎกไปสนุก แล้วมันก็ลึกละเอียดดีด้วยในพระไตรปิฏก ก็ค่อยๆว่ากันไป พวกเราชาวอโศกนี่แหละเป็นพวกที่เข้าใจเรื่องโอปปาติกะ เรื่องจิตวิญญาณที่เป็นผีเป็นเทวดา เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นพรหม ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านตรัสถึงเรื่องของจิต เป็นเทวดาหรือเป็นเทพ 3 อย่าง ใครจำได้บ้าง 1. สมมุติเทพ (คนที่มีสภาวะจิตเสพโลกียสุขได้สมใจ). . 2. อุปปัตติเทพ (คนที่มีสภาวะจิตเกิดความเป็นอาริยะ) . 3. วิสุทธิเทพ (คนที่มีสภาวะจิตบริสุทธิ์ขั้นอรหัตตผล) (พตปฎ. เล่ม 30 ข้อ 654) วิสุทธิเทพก็คือพรหม เป็นผู้บริสุทธิ์ยิ่ง วิญญาณสะอาดบริสุทธิ์หมดแล้วเป็นพระอรหันต์ ทางโลกุตระก็เป็นพระอรหันต์ ทางโลกียก็หลงว่าเป็นพรหม 16 ชั้น แล้วไปแถมอรูปพรหมอีก 4 ชั้น เป็นวิมาน เป็นภพ เป็นชาติ เพราะฉะนั้นพวกโลกีย์ พวกเทวนิยม พวกที่ยังไม่รู้เรื่อง เขาก็ยังมีอยู่ มีพรหม ส่วนของศาสนาพุทธแล้ว ไม่มีพรหม 16 ชั้นแล้ว แต่มี เป็นเลย เป็นพรหม เป็นพระอรหันต์แท้ มีจิตวิญญาณ เป็นอากาสานัญจายตนะ กับ วิญญานัญจายตนะ กับ อากิญจัญญายตนะ เต็มครบ เป็นอรูปพรหม นี่คืออรูปพรหมแท้ๆ บริสุทธิ์บริบูรณ์ที่สุด มี 3 รู้จักอากาศ รู้จักวิญญาณ รู้จักความไม่มี นิดนึงน้อยหนึ่งก็ไม่มี อากิญจัญญายตนะ รู้จิตวิญญาณของตัวเอง รู้โอปปาติกะของตัวเอง ว่าอ๋อ!.. จิตวิญญาณเราอยู่กับอากาศ วิญญาณคือ วิญญาณที่เราอาศัย ซึ่งอาศัยโดยไม่ได้ยึดถือเป็นตัวเป็นตนแล้ว อยู่กับอากาศ เพราะวิญญาณของเราไม่มีกิเลส สิ้นอาสวะกิเลสแล้ว ก็รู้ความจริงตามความเป็นจริงว่า จิตนิยามของคุณยังมี ยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสานไป เพราะฉะนั้นจิตวิญญาณของคุณก็จะมี เมื่อจิตวิญญาณเป็นพระพรหม เป็นพระอรหันต์ที่สะอาดบริสุทธิ์จากกิเลสแล้ว โดยไม่มีเวียนกลับอีกเลย จิตวิญญาณนี้พระพุทธเจ้าพิสูจน์แล้ว ไม่มีเวียนกลับ ตั้งแต่เป็นอนาคามีก็ไม่เวียนกลับอีกแล้ว อนาคตะ อนาคตไม่มี อดีตมันผ่านไปแล้วก็หายไป ไม่ได้ติดในอดีตและอนาคตก็ไม่มีแล้ว จึงมีแต่ปัจจุบันเท่านั้น ทุกปัจจุบัน อนาคตะ อนาคตไม่มี อดีตก็ผ่านไปแล้ว แต่ก่อนอดีตที่จิตเรามีกิเลส เมื่อจิตเราหมดกิเลสสิ้นอาสวะไม่กลับกำเริบอีกแล้ว จากนั้น จะเป็นอรหันต์ ตั้งแต่วันที่เป็นอรหันต์ต่อไป จิตอดีตก็มีแต่จิตวิสุทธิเทพ หรือเป็นพระพรหมทั้งนั้น อนาคตก็ไม่มีเลย เพราะฉะนั้นถ้าตายเป็นปริโยสานก็หายวับไปเลย ถ้าพระอรหันต์รูปนั้น ตายแบบทำจิตให้ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ตายปุ๊บสลายปั๊บ ไม่มีอะไรเศษของเวลาเลย ตั้งจิตตายอย่าง นิพพาน3 สุญญตนิพพาน อนิมิตนิพพาน อัปนิหิตตนิพพาน วับหายเลย ถึงวันหนึ่งอาตมาก็ต้องทำ ตอนนี้ตั้งจิตเป็นโพธิสัตว์ ยังจะไม่ยอมหยุด ตายแล้วยังจะกลับมาเกิดอีก มี ปนิหิตัง เกิด เกิดมาตอนนี้เป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ตอนนี้กำลังจะไต่ขึ้นเป็นโพธิสัตว์ระดับ 8 อาตมาพูดความจริงสู่ฟัง คนไม่รู้จักธรรมะก็หาว่าอาตมาเอาอะไรมาพูด แล้วบอกว่าพูดเอง

_*อิศยาภรณ์ ตั้งพัฒนพงษ์ * : พ่อท่านใจกล้ามากค่ะไม่กลัวใครเกียจชังกล้าเปิดเผยความจริงให้ทุกคนรู้ความจริง เคารพพ่อท่านด้วยใจจริงค่ะ พ่อครูว่า... ถูกต้องแล้ว คุณชมเชยถูกมาก ไม่กล้าไม่ได้นะ อย่างนี้อาตมามีจิต อาสโภ แกล้วกล้าอย่างนี้จริงๆ ทำได้

_*เดชา อำพร* : แสดงว่า"สารีบุตร"ตอนกระโดดข้ามคูนั้น.. ยังไม่ได้เรียนเรื่อง"เสขิยวัตร".. แต่ถ้าได้เรียนแล้วย่อมมีสติมากพอที่จะไม่กระโดดข้ามคูให้เป็น"โลกวัชชะ"ครับ... พ่อครูว่า... เก่งๆๆ คุณเดชา อัมพร สอนพระสารีบุตรด้วย น่าสงสารนะคุณเดชา แต่ดีนะ ก็ขอบคุณที่พยายามจับผิด แต่ถ้าคุณจับแต่ผิดไม่จับถูกด้วย คุณจะวนเวียนอยู่ในโลกของการจับผิด หรือมีแต่เจอแต่ความผิดของอาตมา คุณจะไม่เจอความถูกต้องของอาตมาได้เลย ทั้งๆที่อาตมาไม่มีความผิดด้วย แต่คุณก็หาพยายามหาความผิดของอาตมามาจับ เพราะคุณเป็นผู้ยังไม่รู้ คุณก็เห็นความถูกเป็นความผิด แล้วคุณก็ว่าไปของคุณ ก็ไปเท่าไหร่ก็ได้เพราะคุณไปในโลกของความผิดหมดแล้ว มันไม่เจอความถูกเลย คนถูกมาพูดเรื่องความถูก คุณก็ไม่เอาเลย แล้วคุณจะได้อะไร ฟังความนี้ออกไหมคุณเดชา ถ้าฟังออกคุณก็คงจะเปลี่ยนแปลงจิตใจบ้าง ก็คงจะได้ประโยชน์

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน พ่อครูแตกฉานในธรรม แต่คนมิจฉาทิฏฐินั้นธรรมแตก _*ไชยวัฒน์ สุริยะภักดิ์ * : อ่านแค่หนังสือก็คิดว่าตัวเองรู้ คิดเองเออเองจินตนาการเองทั้งนั้น เอาความคิดตัวเองทั้งนั้นมาพูด คนที่นั้งฟังก็เชื่อง่ายเกิน ถ้านั่งหลับตาผิด พระพุทธเจ้าท่านก็ทำผิด ดิ อ่านแค่หนังสือไม่เคยปฏิบัติยังกล้าพูด อ่านหนังสือแล้วบรรลุรู้แจ้งคงสำเร็จกันทุกคนละท่าน แบบนี้แถวบ้านเรียกว่าพวกธรรมแตก พ่อครูว่า... อาตมาเอาความจริงของตัวเองมาพูดจริง ไม่ได้เอาความจริงของเถรสมาคมมาพูดเลย หรือแม้แต่ปราชญ์เอกของยุคนี้อาตมาก็ไม่ได้เอาความจริงของท่านมาพูด อาตมาเอาความจริงของอาตมามาพูด จริงอีก อาตมาอ่านหนังสือพระไตรปิฎกนิดเดียวตัวเดียว 2 ตัว หรืออ่านไปพารากราฟ หนึ่ง ก็รู้ขึ้นมาเองเลย ของเก่ามันขึ้นมาทันที เพราะว่าอันนี้มันทวน มีบัญญัติเข้ามาให้อาตมา โอ้โห! รู้เองเลย เอามาพูดอยู่นี่เยอะแยะเลย แล้วเป็นความรู้ที่ถูกต้องของพระพุทธเจ้าด้วย ขอยืนยัน คุณไชยวัฒน์ จริงๆ คุณช่างรู้จังเลย บอกว่าคนที่นั่งฟังก็เชื่อง่ายเกิน แสดงว่าเขาฉลาด เขามีปัญญา คนมีปัญญามาฟังอาตมาก็เลยรู้สึกว่าใช่เลย คนที่ยังโง่อยู่ฟังแล้วฟังอีกก็ไม่เข้าใจกูไม่เชื่อ ฟังไม่เข้าใจกูไม่เชื่อ ก็คุณอยากโง่อยู่ทำไม ก็จริง ฟังดีๆนะคุณไชยวัฒน์อาตมาไม่ได้ว่าคุณ แต่พูดความจริงของคุณ ไม่ได้ตีไข่ใส่ไคล้ ไม่ได้พูดออกนอกความเป็นจริง เขาฟังแล้วมีปัญญาก็เลยเชื่อ ไม่เหมือนคุณฟังเท่าไหร่ก็ไม่เข้าใจ น่าสงสาร ส่วนของคุณระวังดีๆ ระวังคุณจะธรรมแตก ส่วนอาตมานั้นแตกฉานมานานแล้ว ระวังคุณจะธรรมแตก อาตมานั้นแตกเหมือนกัน แต่แตกฉาน จริงๆ ที่บอกว่า อาตมาทำแล้ว ผิดไปจากพระพุทธเจ้า ที่เขาว่า พระพุทธเจ้านั่งหลับตา นั่นถูก ก็เพราะนั่งหลับตานั่นแหละ พระพุทธเจ้าถึงได้รู้ชัดรู้จริงว่า อ้อ.. เรามานั่งหลับตานั้นผิดท่านจึงรู้ชัดรู้จริง ท่านจึงตรัสรู้ แล้วก็รู้ว่า อ้อ.. ธรรมะพระพุทธเจ้านี้ ไม่ต้องนั่งหลับตา เพราะฉะนั้นออกมาป่า ตั้งแต่ท่านบวชเข้าป่าก็มีแต่พวกนั่งหลับตา นั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรงดำรงสติคงมั่น ทำอานาปานสติก็นั่งเหลือแต่ลมหายใจระรวยระรินเข้าออก อยู่อย่างนี้เป็นกาย ตาเป็นกาย หูเป็นกาย จมูกเป็นกาย ลิ้นเป็นกาย ไม่รู้จักเลยจะขาดรอนๆ เหลือแต่ลมหายใจ เป็นกาย ระรวยระริน แล้วดีไม่ดี อวิชชา ดับลมข้างนอก เข้าไปดูแต่ข้างใน ไม่รับรู้ข้างนอกเลย ไปเลย เดียรถีย์กินหัวไปเลย ออกนอกรีตนอกทางกันไปหมด พระพุทธเจ้าต้องมากอบกู้เพราะเขาเป็นเดียรถีย์ออกป่ากันหมด จึงได้ยากมาก ถ้าหากอาตมาเกิดตอนนั้น ดึงเข้าเมืองดึงเข้าลืมตานั้นไม่ได้ แต่นี่อาตมาเกิดมาในยุคนี้ ที่จริงก็ผ่านมาหลายยุคแล้ว ที่ออกมาสืบทอดศาสนาพระพุทธเจ้าสมณโคดมนี้ก็ตาม เพราะฉะนั้นมาถึงยุคกึ่งพุทธกาลนี้ มันมีพุทธอยู่แล้วมาตั้งแต่ 2,500 กว่าปี ไม่ต้องพูดมากแต่ถล่มขย้ำขยี้ เต็มที่เลย อาตมาไม่รอไม่ยั้งมือเลย แล้วบอกว่า อ่านตัวหนังสือไม่เคยปฏิบัติ ไม่อ่านหนังสือ อาตมาก็รู้ตัวเองแล้ว ก่อนอาตมาจะมาบวช มาแสดงธรรม ตอนบวชมา คุณมาได้เห็นอาตมาตอนบวช แต่อาตมาตอนเป็นฆราวาสนั้นนั่งหลับตามาเท่าไหร่แล้วจนรู้ว่ามันผิด เพราะอาตมาปฏิบัติธรรมมาก่อนตั้งแต่เป็นฆราวาสก่อนจะมาบวช อาตมาจึงรู้ตัวว่าทำผิดมาแล้ว นั่งหลับตอนนั้นอาตมานั่งหลับตา โอ้โห! แม้แต่เป็นฆราวาส แต่ก่อนหลงทางไปเล่นไสยศาสตร์อยู่ 8 ปี มาปฏิบัติธรรมอีก 2 ปีประมาณนั้น ก็ไม่เอาแล้วเลิกเลย พออีก 2 ปีก็ตัดขาดจากทางโลก หยุด ทิ้ง ตัดขาดเลยไม่ได้เคยย้อนกลับไปหาทางโลกอีกเลย ก็มาทำงานทางนี้หมด เพราะฉะนั้นอาตมาดีที่ว่าได้อ่านธรรมะจากพระไตรปิฎกของพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นอ่านแม้นิดหน่อย ก็กล้าพูดเลย ยิ่งยืนยันให้อาตมา เลยบอกว่าอาตมาไม่ปฏิบัติ นั่นคุณพูดโดยไม่รู้จักประวัติอาตมา ไม่รู้หลัง ก่อนมาถึงวันนี้ Background ของอาตมา ถ้าจะย้อนกลับไปก่อนจะมาถึงวันนี้ คุณไชยวัฒน์ไม่รู้จักอาตมาเลย คุณก็พูดไปดุ่ยๆ ของคุณ อาตมามาทบทวนธรรมะของพระพุทธเจ้าอยู่ 2 ปี ก็รู้สึกเบื่อหน่ายทางโลก ปฏิบัติเลอะๆเทอะๆ อยู่ 8 ปี แล้วปฏิบัติจริงอยู่ 2 ปี ทำงานโทรทัศน์มาแล้ว จนกระทั่งสุดท้ายก็มาปฏิบัติก่อนจะออกจากโทรทัศน์ ทำงานโทรทัศน์อยู่ 12 ปี ซึ่ง 2 ปีสุดท้ายอาตมาเริ่มปฏิบัติธรรมอยู่ รู้กันทั้งหมดแหละ อยู่ที่นั่นก็รู้หมดว่า อาตมาปฏิบัติธรรม เป็นเพื่อนก็รู้จักกัน อาตมาก็เปลี่ยนแปลงจากที่เคยเป็นคนโลกๆ มาเป็นคนใหม่ เห็นชัด มีกายสักขีชัดเจน ใครเห็นใครก็รู้ จนที่สุดก็ตัดขาด เลิกจากทางโน้นมาทางนี้หมด ที่ว่า อ่านหนังสือแล้วรู้แจ้งคงสำเร็จหมดทุกคน.. ใช่ ถ้าใครอ่านหนังสือแล้วบรรลุแจ้ง ไม่ต้องคงสำเร็จหรอก แต่สำเร็จจริงๆ แต่ถ้าอ่านหนังสือแล้วโง่ต่อ ฟุ้งซ่านต่อ เพ้อเจ้อต่อ ก็ไม่สำเร็จ แต่อ่านหนังสือแล้ว บรรลุแจ้งก็สำเร็จสิ ฟังให้ดีนะอาตมาพูดความจริง อาศัยพยัญชนะของคุณ ดาบนั้นคืนสนอง ย้อนศรไปเสียบคุณ เป็นกิริยา อาการที่อาตมากำลังทำอยู่กับคุณ ใช่ พวกคุณต้องเป็นอย่างนั้นธรรมะแตกฉาน อาตมายิ่งอ่านแล้วยิ่งแตกฉาน นี่พูดความจริงสู่ฟัง อาตมาไม่เคยพูดคำไม่จริง อาตมาพูดคำใดเป็นความจริงทั้งนั้น อาตมาแตกฉาน ยิ่งอ่านยิ่งแตกฉานนจริง อาตมาอ่านพระไตรปิฎก อ่านซักบรรทัด อ่านหลายบรรทัด อ่านพารากราฟหนึ่ง อ่านหน้าหนึ่ง บทหนึ่ง ได้เรื่องมาอธิบายขยายความของพระพุทธเจ้ามา สนุกจริงๆ เพราะฉะนั้น คุณพูดมาก็ถูกทั้งนั้น แต่คุณนึกว่า อาตมาผิด มันเป็นความนึกคิดของคุณ มันเป็นความเข้าใจของคุณ ที่คุณมองอาตมาไปในแง่ว่ามันผิด แต่ที่อาตมาทำอยู่นี้อาตมามีแต่ถูกกับถูก ไม่มีผิดเลย แต่คุณมองไม่ออก ก็ตั้งใจศึกษาเพื่อที่จะรู้ความถูก อย่าไปหลงมัวเมาวนเวียนอยู่ในความผิดเลย คุณไชยวัฒน์ ถ้าคุณไชยวัฒน์นี้เปิดจิต ปรโตโฆษะ ฟังแล้วอ๋อ! รู้ว่าโพธิรักษ์สัมมาทิฏฐินะ ถ้าคุณเปิดจิต ปรโตโฆษะ ฟังเสียงอาตมา แล้วคุณก็ฟังจะรู้ว่าคนนี้สัมมาทิฏฐินะ คุณพร้อมเลย ทั้ง ปรโตโฆษะ สัมมาทิฏฐิได้ทันที แล้วคุณก็จะ โยนิโสมนสิการเป็น ปฏิบัติจิตเป็น แต่นี้คุณยังปฏิบัติจิตไม่เป็น แม้ตัวหนังสือ คุณก็ยังสับสน ไม่ถูกไม่ผิด มันยิ่งกว่าถูกผิดนะ แต่คุณอ่านหนังสือนั้นคุณยังไม่ถูกไม่ผิด ที่จริงคุณยึดความไม่ถูกไม่ผิดมาเป็นความผิดหมด นี่ การพูดของอาตมาเป็นโวหารให้ฟังให้ดีๆ อาตมาไม่สงสัยในสภาวะ อาตมาใช้พยัญชนะวนสลับไป สลับมา ให้คุณฟัง ไม่พูดอย่างที่สำนวนคนอื่นพูด พูดอย่างสำนวนอาตมาหมุนรอบเชิงซ้อน เพราะเอาดำมาพูดก่อนขาว เอาขาวมาพูดก่อนดำ โลกเขานิยมพูดดำก่อนขาว หรือขาวก่อนดำ อาตมากลับจากเขา ฟังแล้วจะสะดุด จะเห็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นตั้งใจฟังให้ดีๆ ยินดีต้อนรับ ลงทะเบียนแฟนคลับก็แล้วกันนะ เป็นแฟนคลับอาตมาหน่อย FC กันหน่อย อาตมาไม่ได้ทำเหมือนกับ โทรทัศน์ช่อง Top News เขา เขามี Topfan

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน หากใครสอนผิดจากที่พระพุทธเจ้าสอนคนนั้นก็คือเดียรถีย์ _*Sure Com (ชัวร์คอมพ์)* : จดจำแล้วมาแสดงตีความบิดเบือนในพระธรรมคำสอนพระพุทธเจ้าในทางผิดแล้วเสนอตนเหนือคำสอนพระพุทธเจ้าเป็นลัทธิหนึ่งคือนักบวชนอกรีต นักบวชนอกรีตคือเดียรถีย์ พระพุทธเจ้ากล่าวใว้แล้วนี้นักบวชนี้แหละคือเดียรถีไม่ใด้สังกัดสงฆ์สาวกพระพุทธเจ้าแต่อย่างใด กล้ากล่าวถึงหลวงปู่มั่นว่าผิด นี้แหละพวกเดียรถีชัดๆ อย่าหลงตัวตนเลยโพธิรัก พ่อครูว่า... คุณก็มองอย่างของคุณ อาตมามองแล้วก็กล้ากล่าวถึงหลวงปู่มั่นผิด ก็ขอย้ำยืนยันว่าหลวงปู่มั่นผิด ๆ แล้วคุณจะเห็นว่าอาตมาเป็นเดียรถีย์ ก็เพราะคุณเป็นพวกผิดเหมือนหลวงปู่มั่น คุณก็มาเรียกอาตมาตรงกันข้ามว่าเป็น เดียรถีย์ เพราะฉะนั้นถ้าคุณเป็นผู้ถูก อาตมาเป็นเดียรถีย์ ถ้าหากอาตมาพูดถูก ใครหว่าเป็น เดียรถีย์ ถ้าหากอาตมาเป็นผู้ถูกจริงๆ ใครหว่าจะเป็น เดียรถีย์ จริงๆใครหนอ การที่จะรู้สัจธรรม จะสัมมาทิฏฐิจริงนั้นไม่ใช่ของเล่นๆ ไม่ใช่ของง่ายๆ อย่างนี้ คุณ เข้าใจ กาย สัมมาทิฏฐิ หรือยังในสังโยชน์ข้อที่ 1 ต้องทำความรู้เรื่องกาย ให้สัมมาทิฏฐิ ถ้าสังโยชน์ข้อที่ 1 ทำความรู้เรื่องกายไม่สัมมาทิฏฐิก็ติดกระดุมเม็ดแรกผิด คุณก็บานเป็นปากกรวยไปหานรกอเวจี ใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆเลย คำว่า กาย ใน สังโยชน์ข้อที่ 1 ก็ตามคำว่า กาย ที่จะต้องพิจารณาแยกกาย แยกจิต ในมูลกรรมฐาน 5 ก็ตาม คุณต้องรู้ ต้องเข้าใจดีๆ เรียนดีๆ โดยเฉพาะ ธรรมนิยาม 5 ในมูลกรรมฐาน 5 มูลกรรมฐาน 5 คืออะไร คือเรื่องที่ จะต้องสอนก่อนเป็นต้นเป็นมูลเป็นรากเค้า ให้แก่ผู้ที่จะเรียนรู้มาบวช อุปสัมปทา เป็นผู้มาเข้ารีตศาสนาพุทธ ทางโลกทางเถรสมาคม เขาถือว่า อุปสัมปทา หรืออุปสัมบัน จะต้องผ่านพิธีบวช แต่อาตมาเอาคนทุกคนที่มีภูมิธรรม สามารถที่จะมีสัมมาทิฏฐิ โดยเฉพาะ พ้นสักกายทิฏฐิ และพ้นจากความไม่รู้ของ มูลกรรมฐาน 5 หรือเข้าใจ ธรรมนิยาม 5

อธิบาย ธรรมนิยาม 5 อย่างชัดขึ้นไปอีก นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน หลวงปู่มั่นสอนผิดจากสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนอย่างไร _สมณะฟ้าไท... เราได้ฟังธรรมะพ่อครู เห็นเลยว่าเขาว่ามา แต่พ่อครูเอาคำที่เขาว่ามาใช้ประโยชน์ เหมือนเขาปาขี้มา ก็เอามาใช้ทำปุ๋ยให้เจริญงอกงาม อย่างเรื่องของหลวงปู่มั่น ถ้าพ่อครูไม่พูดไม่มีใครกล้าพูดอย่างนี้หรอก เพราะทางยูเนสโกเขารับรองหลวงปู่มั่น พ่อครูว่า... เพราะอาตมาไม่กลัวโลก ไม่กลัวองค์กร UNESCO โลกุตระไม่กลัว สมณะฟ้าไท... บารมีถึง ถ้าไปหลงอันนั้น ว่าเป็นพระอรหันต์ ไปครอบงำคนอื่นหมดเขาก็ไปไม่ได้ พ่อครูจึงต้องเคลียร์พื้นที่ก่อนแล้วพวกเราจะได้ไปได้สะดวก พ่อครูว่า... องค์กรโลก เขามีกรรมการ มีคณะ ผู้รู้ที่บริหารอยู่นั้นเป็นชาวตะวันตก เป็นชาวคริสต์ เป็นศาสนาอื่น มีพุทธอยู่น้อยหรือไม่มีพุทธเลย ในองค์กร เพราะฉะนั้นเขาจะสามารถมารู้ความจริงว่า พุทธศาสนาเป็นอย่างไรไม่ได้ เขาก็ไปตามโลกๆ ทั้งๆที่ศาสนาพุทธคนนั้นเสื่อมไปจากศาสนาพุทธ แม้แต่อาจารย์มั่นก็เสื่อมจากศาสนาพุทธเป็นเดียรถีย์ไปแล้ว อาตมาพูดอย่างใจเย็น พูดอย่างไม่ได้สะทกสะท้านอะไร เพราะอาตมาไม่ได้พูดอะไรผิด อาตมาจึงไม่สะทกสะท้าน น

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน