ความสุขที่ยิ่งใหญ่ยั่งยืนเกิดจากวิชชาจรณะ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข5 กรกฎาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

ความสุขที่ยิ่งใหญ่ยั่งยืนเกิดจากวิชชาจรณะ _คุณฟ้าเจือศีล : ดิฉันคิดออกแล้วค่ะ อานาปานสติ เป็นใน มากกว่าสติปัฏฐาน 4 เพราะอานาปานสติ มีทวารที่สัมผัสเพียงหนึ่งเดียว แล้วเป็นการสัมผัสที่เบาบางกว่าอีก 5 ทวาร ส่วนสติปัฏฐาน 4 สัมผัสนอกครบทุกทวาร เข้าใจแบบนี้ถูกมั้ยคะ พ่อครูว่า... ก็ถูกแล้ว เพราะฉะนั้นพวกงมงายอยู่ที่ประตูเดียวเบาบาง เมื่อไหร่จะได้เนื้อเต็มๆคุณก็ได้แต่นิดหน่อยเท่านั้น แล้วนิดๆแถมเป็นแบบโลกียะแบบเดียรถีย์ทีแบบสมถะด้วย ไม่ได้แบบตื่นๆไม่ได้แบบรู้กว้างกับคนอื่นเขาเลย อยู่กับคุณเพียงคนเดียว คุณก็อยู่ในระบบ อุทกดาบส อาฬารดาบส นั่นแหละไม่เป็นอื่นเลยเป็นแบบ เดียรถีย์ มันก็จะนานงมงายไปอีกนาน พระพุทธเจ้าก็เลยอุทานว่า ฉิบหายแล้วหนอ จะเป็นอย่างนั้น สะดุ้งไหมนี่พวกหลับตา ให้ลืมตามาเถอะฟังดีๆแล้วเริ่มต้นช้าๆ อย่าไปนึกว่าตัวเองสูงแล้ว มาเริ่มต้นใหม่ๆให้ถูกต้องตั้งแต่ศีลข้อ 1 2 3 ให้เข้าใจถูกต้องให้ดี

ความสุขที่ยิ่งใหญ่และยั่งยืน (ปีใหม่ มกราคม 2551)

ขอ.. ให้พิศพินาศหล้า โลมสมัย ความสุข.. โลกีย์ไฟ ยุคนี้ ที่ยิ่งใหญ่.. คือ ภัย โลกียสุข และยั่งยืน.. อยู่ชี้ ทุกข์ให้ทนเห็น

จง.. เป็นคนอย่าไร้ บุญใจ มี.. แต่ชีวิตไป ไป่รู้ แด่.. ชาติกษัตริย์ไย บ่ตระหนัก ใดฤา มวลมนุษย์ชาติ.. ทู้ ทู่ชี้สุขหลง

ความสุข.. พงศ์หนึ่งนั้น โลกียรส ที่.. ปุถุชนติดหมด ทั่วถ้วน ยิ่งใหญ่.. จะละลด ยากสุด สุดเฮย และยั่งยืน.. หลอกล้วน จึ่งต้องศึกษา

คือ.. หาทางจรณะสร้าง ภูมิธรรม โลกุตรสุข .. สำ เร็จรู้ ปรมังสุขัง.. นำ มนุษย์สู่ สันติแล ยิ่งใหญ่ยั่งยืน.. ผู้ สุขได้ยืนยัน “สไมย์ จำปาแพง” มกราคม 2551 พ่อครูว่า... ความสุขมันเป็นโลกีย์เป็นไฟร้อนในยุคนี้ จะเอาแต่สุขๆๆๆโดยไม่เรี

อ่านต่อ

ยนรู้อริยสัจ อริยสัจคือผู้ฉลาดให้มาเรียนรู้ทุกข์ อย่าไปยุ่งกับสุข จัดการเหตุแห่งทุกข์ได้ เมื่อความทุกข์หมดความสุขก็หมดไปด้วย เพราะสุขกับทุกข์เป็นตัวเดียวกัน นี่เป็นสิ่งที่อาตมาเอามาไขในโลกนี้ ถ้าไม่มีทุกข์พระพุทธเจ้ามาไขก็จะไม่มีความจริงอันนี้ บุญไม่ทำงานอย่างอื่นนอกจากกำจัดกิเลสที่ใจเท่านั้น บุญคือการกำจัดกิเลสชัดเจนตัวปลายของฌาน คำว่าบุญจึงเป็นลักษณะของการสัมทัพว่าใช่แล้วกิเลสตายล่ะ กิเลสหมดล่ะ กิเลสไม่เกิดอีกแล้ว บุญมีที่เดียวหมดแล้วก็จบ บุญทำเสร็จแล้วเสร็จเลย เป็นเพชฌฆาตมือสุดท้าย ฌาน 1 2 3 4 ส่วนบุญนั้นจะเรียกว่าเป็นเพชฌฆาตมือที่ 5 ก็ได้ ฌานที่ 4 เอาให้ตาย แต่ฌานที่ 5 บุญคือซ้ำไม่ให้มีทางฟื้น ให้เป็น นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สู่แดนธรรม... บทกวีนี้พ่อครูจั่วหัวข้อไว้ ขอความสุขที่ยิ่งใหญ่และยั่งยืนจงมีแด่มวลมนุษยชาติ ก็ต้องอธิบายต่อว่า สุข ไม่ใช่แบบบำเรอกิเลส

พ่อครูว่า... มาดูคำอธิบายกวีของคุณ จริงจังตามพ่อ

สิ่งที่หาได้ยากยิ่งนักในโลกนี้... ใน ๑๐๐ คน จักมีคนกล้าสัก ๑ คน ใน ๑,๐๐๐ คน จักมีนักปราชญ์สัก ๑ คน ใน ๑๐๐,๐๐๐ คน จักมีคนพูดจริงสัก ๑ คน ส่วนคนทำดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนนั้น ไม่รู้จักมีหรือไม่ ?

สิ่งที่คนไทยควรภาคภูมิใจยิ่งนัก นั่นคือเรามี พระมหากษัตริย์ที่ทรงมีบุญญาบารมียากที่ใครจะ เท่าเทียมได้ ความสุขของของพระองค์คือการได้ทรงงานเพื่อพสกนิกร แม้จะทรงพระประชวร ในพระราชหฤทัยกลับห่วงเรื่องพายุเข้ามาทำ ความเสียหายให้กับราษฎรมากกว่าการผ่าตัดครั้ง ล่าสุด..เวลาตามเสด็จฯ พระองค์จะรับสั่งและ สอนพวกเราอยู่เสมอว่า ทำงานต้องสนุก ถ้าไม่ สนุกต้องไม่ทำ เพราะฉะนั้น จะเห็นว่าทรงสนุกมากเลย มีปัญหาท้าทาย คิดว่าทำให้ทรงมีพระพลานามัย และกำลังใจ มีประโยคทองที่เรียบง่ายแต่ยิ่งใหญ่ เป็นแสงสว่างนำทางชีวิตของดร. สุเมธ นั่นก็คือ... “ขอขอบใจนะ ที่จะมาช่วยฉันทำงาน แต่ขอบอกไว้ก่อนนะ ทำงานกับฉัน ฉันไม่มีอะไรจะให้นะ แต่จะมีความสุขที่จะมีร่วมกันในการทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น” (เจาะใจ ดร.สุเมธ มติชน ๕ ธันวา )

“จิตที่คิดจะให้ ย่อมสบายกว่าจิตที่คิดจะเอา”(พุทธทาสภิกขุ) “ผู้มีความสุขที่สุด คือผู้ที่รู้ว่าตัวเองเป็นผู้ให้อย่างจริงที่สุด” (สมณะโพธิรักษ์) บทเรียนจากนักการเมืองไทยสอนให้เรารู้ว่าต่อให้ได้อำนาจล้นฟ้า ได้เงินตราล้นแผ่นดิน แต่สุขแบบกระจอกๆ ที่ยังไม่ทันได้กินน้ำเหล่านี้ ต่อให้เฉลียวฉลาดสักปานใด ก็ไม่สามารถยื้อสุขแบบกระจอกๆ ที่ไปเที่ยวล่าลาภ ล่ายศ ล่าโลกียสุขทั้งหลายเอาไว้ได้

พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ อรรถาธิบายเนื้อหา นัยปกฉบับนี้ว่า

“ขอความสุขที่ยิ่งใหญ่และยั่งยืน จงมีแต่มวลมนุษยชาติ” นี่เป็นคำอวยพรปีใหม่ของหนังสือเราคิดอะไรฉบับปีใหม่ปีนี้ ปีพ.ศ. ๒๕๕๑ “ความสุขที่ยิ่งใหญ่” คือความสุขที่ไม่ใช่สุขโลกีย์ ไม่ใช่สุขที่บำเรอกิเลส อยากได้อะไรได้สมใจแล้วก็สุข เหตุสุขนั่นแหละเป็นตัวหลอกจึงเรียกว่าสุข ขัลลิกะ คือ สุขหลอกๆ พระพุทธเจ้าเรียนรู้ตัวหลอกนี้แล้วก็ฆ่าเหตุ ที่มันไปหลงตัวหลอกนี้จนดับหมด ไม่มีสุขทุกข์ อทุกขมสุข หรืออุเบกขา การหมดสุขหมดทุกข์...อุเบกขาหรือ อทุกขมสุข นี่แหละ คือ สุขโลกุตระ หรือ ปรมัง สุขัง สุขที่หมดสุขโลกีย์นี่แหละคือ ปรมัง สุขัง ซึ่งไม่ใช่สุขของปุถุชนสามัญทั่วไปในโลกทั้งโลกเขาเป็น เป็นสุขที่วิเศษที่พระพุทธเจ้าท่านค้นพบเป็นสุขที่ยิ่งใหญ่และยั่งยืน สุขโลกีย์ไม่ยั่งยืน เพราะว่าสุขโลกีย์นั้นไม่เที่ยง นอกจากไม่เที่ยงแล้วเป็นตัวของทุกข์ เพราะฉะนั้น สุขโลกีย์นั้นคือทุกข์ สุขโลกีย์กับทุกข์นี้เป็นของคู่กัน เพราะฉะนั้นตับเหตุแห่งทุกข์ สุขก็หมดตาม ทุกข์ก็หมดตาม อันนี้เป็นความลึกซึ้งที่คนชนิดที่เรียกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงค้นพบ เมื่อตรัสรู้เรื่องนี้แล้วทรงเอามาประกาศเป็นสุขที่ยิ่งใหญ่และยั่งยืน เพราะความสุขอันนี้ตับเหตุแห่งทุกข์ได้แล้วมันสุขนิรันตร์เลย มันสุขส่วนเดียว สุขโดยไม่มีอะไรไปแปรเปลี่ยน สุขโดยไม่ขึ้นไม่ลงไม่ลดไม่เพิ่ม หรือสุขแล้วกลับไปทุกข์อีก จึงเรียกว่าสุขที่ยั่งยืน ส่วนสุขของโลกียะนั้นไม่ยั่งยืนเปลี่ยนแปลงไม่เท่าเดิม นอกจากไม่เท่าเดิมแล้วยังกลับกลอกอีกต่างหาก(เบื่อ ๆ อยาก ๆ) ถ้าไม่เป็น “โลกุตระ” อย่างพระพุทธเจ้า อาจจะกดข่มอาจจะกดข่มได้อดทนได้ แต่สุดท้ายไม่สูญสนิทจริง หมุนเวียนกลับคืนได้ กำเริบได้ นี่เป็นความสุขของโลกีย์ไม่ยั่งยืน แต่โลกุตระสุขนั้นยั่งยืน เป็นสุขสุดยอด

พ่อครูว่า...ก็บอกกันได้อย่างนี้ พูดกันได้บอกกันได้อย่างนี้ ส่วนจะทำได้หรือไม่ได้มันต้องศึกษาฝึกฝนปฏิบัติจนเกิดจนเป็นในจิตใจตนเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ และจะปฏิบัติได้ต้องปฏิบัติตามหลักเดียว จรณะ 15 วิชชา 8 ผู้ที่เป็นศาสนิกชนของพุทธต้องศึกษาให้ดีต้องมารู้ปฏิบัติอันนี้ ในวิชชาจรณะไม่มีอย่างอื่น ซึ่งเป็นพุทธคุณแท้ๆหนึ่งเดียว พุทธคุณของพระพุทธเจ้ามี 9 อย่าง ซึ่งทั้ง 8 อย่างนั้นเป็นเครื่องตกแต่งทั้งนั้นไม่ใช่เนื้อ เนื้อแท้คือจรณะ 15 วิชชา 8 ที่คนต้องมาศึกษาเอาตั้งแต่ได้เล็กน้อยจนกระทั่งเต็ม ส่วนคุณจะได้ชื่อว่าเป็น ภะคะวะโต จรณะ 15 วิชา 8 นั้นไว้ศึกษาตั้งแต่พระโสดาบันจนถึงเป็นพระพุทธเจ้าเลย ศึกษาได้เป็นโสดาบัน เหลื่อมไปเป็น สกิทาคามี อนาคามี มันจะมีเหลื่อมกันไปเรื่อยๆ จนจบอรหันต์ถือเป็นกรอบสุดท้ายขั้นต้นของความตรัสรู้ของมนุษย์ มนุษย์บรรลุอรหันต์แล้วจะมีอุเบกขาเป็นเครื่องอาศัย สบาย อุเบกขาที่มีคุณสมบัติ 5 แม้คุณจะมีเบื้องต้นเป็นความสะอาดบริสุทธิ์แล้วก็กระทบกับอะไรอีกคุณก็รู้จักรับ อรหันต์จะรู้จักแบ่งรับมีสัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 แบ่งรับเอาที่พอเหมาะ ไม่ตะกละตะกราม ไม่เอาเกินตัว ไม่อ้าขาผวาปีก ไม่ฟุ้งซ่านเกินไป อาตมาพูดอย่างนี้ 1. ผู้ที่ฟุ้งซ่านเกินไป ไม่ตีกรอบให้เหมาะสมกับตัวเองหรือให้น้อยไว้ มีแต่อยากอวดอยากโอ่ อยากให้ได้มีมากๆนั้นอันนี้มันเกินตัว ไม่มีสำเร็จได้ง่ายๆ ส่วนผู้ที่มีน้อยมักน้อยเอาแต่น้อยๆก็ให้มันก้าวหน้าหน่อย ถ้าหากไม่คืบหน้าก็ช้าเหมือนกัน แต่คนนี้ไม่มีวิบากมาก เพราะว่าตัวเองไม่ไปหาเรื่อง แต่พวกฟุ้งซ่าน พวกรู้อะไรมาก จะมีวิบากเยอะ และไม่ต้องบ่น ตัวเองทำเองแหละสมน้ำหน้า ทำไมเรามีแต่คนว่า คนว่าเพราะคุณเที่ยวไปแส่อะไรเรื่อย ต้องปฏิบัติที่ตนเป็นตัวหลักเอาของตนอย่างนี้เป็นต้น นี่ก็บอกไปในหมู่เราก็มีคนอย่างนี้ แต่ไม่มากเท่าไหร่ พวกเราส่วนใหญ่รู้ความพอเหมาะ แต่มีพวกเราบางคนที่ไปเที่ยวแต่หาเรื่องเขาอยู่นั่นไม่รู้จักจบ ให้รู้จักบ้าง เจียนเข้าหาสภาวะตัวเองให้มากขึ้นให้พอเหมาะสม คำว่า จรณะ นี่มีคำๆหนึ่งคือสมบัติ สมบัติ คู่กับคำว่า วิบัติ วิบัติคือ จัดการทำลายให้หายไป สมบัติคือ สภาพที่สะสม ที่จริงศาสนาไม่ให้สะสมสมบัติ ลึกซึ้งเข้าไปสู่สมบัติ คุณสมบัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ก็คือนิพพาน เราได้ ไม่สะสม ไม่ยึดถือนิพพานว่าเป็นเราเป็นของเรา แต่ได้นิพพานแล้วก็อาศัย เสร็จแล้วจะต้องตายจาก หรือคนอื่นก็มีได้ ไม่ใช่สมบัติส่วนตัว นิพพาน ใครทำก็ได้ของเขา สัจจะมีหนึ่งเดียว ผู้ทำนิพพานได้ก็ไม่เถียงไม่แย้งกัน ถ้าจะแย้งกันก็แย้งในสมมุติ ผู้ที่ได้ปรมัตถ์เป็นนิพพานเป็นอรหันต์แล้วจบ เป็นเรื่องของจิต เจตสิก รูป นิพพาน จิตมันเป็นนิพพาน จิตเจตสิกรูป ที่เป็นลักษณะนิพพานแล้ว พระอรหันต์จะมีเองเป็นจริงเองของตัวเองเป็นปัจจัตตังเวทิตัพโพและเป็นปัจเจก แล้วเป็น สยังอภิญญา จนถึง อภิภู ก็ยิ่งใหญ่ของตนสูงขึ้นจนเป็น สยัมภู สุดท้าย พระโสดาบันก็จะแบ่งละเอียดไปอีกก็ได้ สกิทาคามี อนาคามีอรหันต์ โพธิสัตว์ ทุกระดับ พยัญชนะใช้แทนกันได้ไปเรื่อยๆ 640705_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ความสุขที่ยิ่งใหญ่ยั่งยืนเกิดจากวิชชาจรณะ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน