กาย ฌาน และปัญญา.docx
เนื้อหาในไฟล์
กาย ฌาน และปัญญา พ่อครูว่า... เราก็มีหน้าที่แสดงธรรมะไปตลอดเวลา มีชีวิตเกิดมาชาตินี้อาตมาก็หันทิศทางมาทางนี้แล้วไม่ถอยไปทางไหน ตายเป็นตายมาทางนี้ ก็จะทำงานศาสนานี่แหละเพราะเป็นความยิ่งใหญ่ในความเป็นคน คนได้ธรรมะได้โลกุตรธรรมก็สบายแล้วเจริญประเสริฐสูงสุดแล้ว บรรลุธรรมเป็นอรหันต์แล้วก็ไม่มีอะไรเท่าเทียมหรอก ไปหาลาภยศสรรเสริญสุขอะไรอย่างนั้น มันไม่จบ ได้มากเท่าไหร่ก็ไม่มีจบ ไม่จบ แต่ธรรมะพระพุทธเจ้าเป็นอรหันต์แล้วจบ พระพุทธเจ้าตรัสว่าจบกิจ จบกิจของความเป็นมนุษย์เลย มนุษย์มีกิจอะไรแล้วแต่จะมีสารพัดกิจ ถ้าได้จิตเป็นอรหัตผลเป็นอรหันต์ มันจบกิจเลย กิจใดๆไม่มีปัญหาอะไรสบายมีชีวิตอยู่สบาย อยากให้ผู้ที่ยังไม่ได้เจอตรงนี้ อาตมาเจอ พูดแล้วในสิ่งที่จริงที่สุด จบกิจแล้วมันสบาย สบายอย่างที่เรียกว่าไม่ต้องไปเป็นพิษภัย ไม่ต้องเป็นตัวถ่วงอะไรของโลกเขาเลย มีแต่ช่วยเหลือโลกมนุษย์เขาให้ได้อย่างที่เราได้ อย่างที่เรามีเราเป็นให้ได้มาก ก็ทำงานเท่านี้แหละต่อไปจนกว่าจะตาย ตายแล้วจะปรินิพพานเป็นปริโยสานหรือจะทำต่อ สำหรับอาตมาก็มีความรู้ชัดเจนบอกได้เลยว่าอาตมายังไม่ตาย ยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน จะตายหมดลมหายใจในชาตินี้ก็จะเกิดมาต่ออีก ยังจะไม่ปรินิพพาน เป็น ปริโยสานพูดก็พูดเลยว่า แม้จะหมดสมัยพระสมณะโคดม 5,000 ปีนี้อาตมาก็จะเกิดมาต่ออีกจนกว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง เป็นปณิธานของอาตมาอย่างนั้นจริงๆ เป็นเรื่องที่ไม่มีใครจะมาพูดโพธิสัตวภูมิมากเท่าอาตมาในชาตินี้ เป็นความรู้ของโพธิสัตว์ ตั้งใจฟังจะได้รู้ เรื่องของความเป็นโพธิสัตว์ เพราะทาง เถรวาท โดยเฉพาะในเมืองไทยไปนับถือความคิดแบบอุจเฉททิฏฐิ จะโต่งไปทางอุจเฉททิฏฐิแล้ว เขาจะไม่มีความรู้ความเข้าใจในโพธิสัตวภูมิเลย อาตมาจึงจะต้องมาอธิบาย
อ่านต่อ
มาแสดงความจริงในความเป็นโพธิสัตว์ ซึ่งนัยยะของสภาวธรรมมันลึกซึ้งซับซ้อน มันเข้าใจได้ยากมากเลย อาตมาเกิดมาในยุคนี้ ความเสื่อมของศาสนาพุทธนั้นเกือบหมดแล้ว แม้แต่พยัญชนะต่างๆก็เข้าใจผิดเพี้ยนไปไกลมากเลย เช่น คำว่า ฌาน คำว่า สมาธิ มันไม่เหลือเลย สมาธิไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า ฌานก็ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้าแต่ผิดเพี้ยนไปไกลลิบเลย จากของพระพุทธเจ้า ฌาน ของพระพุทธเจ้านั้นไม่ต้องเสียเวลา ไม่ต้องเสียสถานที่ ไม่ต้องไปเสียอิริยาบถใดเลย ฌานของพระพุทธเจ้านั้นอยู่ในทุกอิริยาบถ อยู่ในทุกสถานที่ อยู่ในทุกเวลา แค่นี้ก็ต่างคนละฟากโลก
เริ่มต้นคำว่า กาย ก็เข้าใจกันผิด กาย เป็นตัวแรกของ สังโยชน์ ข้อที่ 1 คือ สักกายทิฏฐิ พระพุทธเจ้าให้อุปัชฌาย์สอนผู้ที่บวชใหม่ สอนให้รู้ว่ากายคืออะไร ให้แยกกายแยกจิตให้ชัด พลังงานที่เรียกว่าจิตวิญญาณเมื่อใดมันเป็นกาย องค์รวมสังขารมันมาประชุมอยู่ เมื่อใดมันไม่มีอะไรจึงไม่ใช่กาย เมื่อใดไม่อะไรอยู่ในจิตนี้ เช่นมันไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณ มันมีแต่สังขารมีแต่สัญญา อันนี้ไม่ใช่จิตแล้ว มันก็ไม่ใช่กายไม่มีกาย และความไม่มีกายคือลักษณะอาการอย่างไร จิตที่ไม่มีกาย อาการอย่างไร จิตที่มีกาย อาการอย่างไร เดี๋ยวนี้เขาไม่มีความรู้แล้ว เพราะฉะนั้น สักกายทิฏฐิ หรือที่พระอุปัชฌาย์สอนให้แยกกายแยกจิตได้ ไม่รู้แล้ว ก็แยกกายแยกจิตไม่ได้ หากแยกกายแยกจิตไม่ได้ ไม่มีทางนิพพาน เพราะจิตที่มีลักษณะทำให้จิตไม่มีกายได้ ก็เป็นจิตที่ไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณ นี่แหละเป็นจิตที่มีลักษณะอุเบกขา ลักษณะที่มีความรู้สึกหนึ่งเดียว รู้ความจริงตามความเป็นจริง กระทบอะไรก็มีเวทนา 1 เดียว ไม่มีเวทนา 2 พูดอย่างนี้เข้าใจไหม ปฏิบัติกับเวทนาของเราขณะกระทบสัมผัสไม่มีเวทนา 2 ถ้ามารมีก็เป็นผีมาหลอก ปฏิบัติให้เกิดปัญญา ปัญญาจะมีพลังทำให้มารผีหลบหน้าเลย แต่ถ้าปัญญายังไม่มีพลังพูดอย่างไรมันก็ยังมีอยู่ในตัวของคุณ เข้าใจไหม เคยเป็นเคยมีไหม ทำให้ไม่มีมารไม่มีผีได้ไหม ...ได้ ศาสนาพุทธสอนเรื่องนิพพาน ทำให้รู้นิพพาน ทำให้จิตทำฌานได้ จิตทำฌานได้ ฌานนี้คือปัญญา มีปัญญา ฌาน 1 2 3 4 พลังปัญญาไปถึงฌาน 4 เป็นพลังที่ทำให้จิตเป็นพลังฌานคือไฟหรือพลังอุณหธาตุ มีพลังมีฤทธิ์สลายกิเลสได้เลย เป็นอุเบกขา ซึ่งเป็นความจริงเลย ผู้ใดปฏิบัติถึงจริงมีจริงเป็นจริง ทำให้เกิดจิตเป็นฌานได้ก็จะเกิดมีปัญญาได้ เพราะฌานคือพลังปัญญา เป็นพลังงานทางจิต มันมีฤทธิ์เดชที่จะเผาผลาญหรือสู้กับกิเลส กิเลสมันสู้ไม่ได้ ฌานคือพลังงานวิเศษ หรือปัญญา “ฌานย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีปัญญา ปัญญาย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีฌาน” แต่ฌานเดี๋ยวนี้ไม่เป็น ฌานของพระพุทธเจ้าแล้ว กลายเป็นชานหมากชานอ้อยชานเรือนไปหมดแล้ว ไม่เป็นพลังงานอุณหธาตุแล้ว เพราะทำไม่ถูก ที่ทำไม่ถูกเพราะไปนั่งหลับตา มันไม่อยู่ในจรณะ 15 วิชชา 8 จรณะ 15 วิชชา 8 แยกกันไม่ได้ เพราะฌานคือจรณะ ส่วนปัญญาคือวิชชา 8 แยกกันไม่ได้ เป็น 2 สิ่ง ที่แยกกันไม่ได้ สภาวะ 1 เป็นภาคปฏิบัติ สภาวะ 1 เป็นภาคความรอบรู้เรียกว่า ปัญญา อย่างนี้เป็นต้น ผู้ใดรู้จักฌานจริงๆ ผู้นั้นมีสิทธิ์ถึงนิพพาน “ฌานและปัญญามีอยู่ในผู้ใด ผู้นั้นแลอยู่ใกล้นิพพาน” ไม่ช้าไม่นานก็นิพพาน อย่างพวกเราใกล้นิพพานแล้วก็นิพพานไปเยอะแล้ว นิพพานจากอบายมุข นิพพานจาก กาม จากรูป อรูป นิพพานจากอวิชชาก็เป็นอรหันต์ นี่ไล่ไปตามหลักวิชชา แล้วคุณจะรู้ว่าคุณถึงตรงไหน คุณก็ต้องรู้ตัว ปฏิบัติธรรมต้องมีปัญญา มีการเทียบวัด ตัดสิน ได้ก็ อ๋อ.. เราได้อันนี้แล้ว เราถึงตรงนี้แล้ว เราเป็นตรงนี้แล้ว จึงจะรู้ว่าเราจะจบ จบกิจเป็นอรหันต์แล้ว ถึงจะรู้ ถ้าไม่รู้ก็งมงาย งมๆคลำๆพูดไม่ได้ อาตมาประกาศตัวว่าเป็นอรหันต์ คนก็บอกว่ารู้ได้อย่างไรว่าตนเองเป็นอรหันต์ อ้าว.. ก็คุณพูดอย่างไร คนเป็นอรหันต์ก็ต้องรู้สิว่าตนเองเป็นพระอรหันต์ หากไม่รู้ว่าตนเองเป็นพระอรหันต์แล้วจะมาบอกว่าตัวเองเป็นพระอรหันต์ได้อย่างไร ก็บอกว่ารู้ได้ ไง ก็อาตมารู้ จิตมันเป็นอย่างไร กิเลสมันเป็นอย่างไร กิเลสมันมีหรือไม่มี แม้แต่เป็น อุปกิเลส มานะ ที่เหลือ เราก็ต้องรู้ว่าเราไม่มีถึงจะบอกว่าตัวเองเป็นอรหันต์ได้ เราเป็นอรหันต์เราก็บอกอย่างนี้ เขาก็บอกว่าอวดตัวอวดตน อ้าว.. ก็เราก็บอกไปตามจริง เขาฟังความจริงเป็นเรื่องไม่จริง อาตมาก็รู้ เพราะเขาเอง 1. ไม่มีความเชื่อถือ 2. ไม่มีภูมิพอจะรับได้ บอกไปอีกเขาก็จะมองว่าเป็นอคติว่า อวดตัวอวดตนทำไม อวด คือแสดง คือบอกกล่าวให้รู้ความจริง คำว่าการอวดมันเป็นอย่างไร การอวดมันเป็นกิเลส ก็มีกิเลสอยากอวดโอ่ อยากมีตัวมีตน อาตมาก็บอกว่าอาตมาไม่มีตัวตน ไม่มีความอยากอวดอยากโอ่ ว่าอาตมาโก้เก่ง ไม่มี มันเป็นจริงเท่านั้นเอง ใครจะว่าอาตมายิ่งใหญ่หรือเก่งหรือไม่เก่งไม่มีปัญหา แต่อาตมามีสิทธิ์พูดความจริงเท่านั้น เขาก็ฟังไม่เป็น พูดไปจนหมดทุกมุมเหลี่ยมทุกนัยยะ ทุกการกระทำต่ำสูงกว้างยาวอะไรพูดไปหมด เขาก็ยัง ก็น่าเห็นใจ คนที่เขาไม่ยอมรับนับถือ แต่เขาไปยอมรับนับถือคนที่อธิบายไม่ได้อย่างอาตมา มีแต่ตีขลุมว่าบรรลุอรหันต์กับการนั่งหลับตาไป มันจะได้เรื่องอย่างไรเอามาพูดก็ไม่ได้บอกได้แต่ว่า ปึ๋งปั๊ง จบ บอกวันเวลาสถานที่เรื่องราวอยู่แค่นั้น แต่ไม่ได้พูดธรรมะว่าอาการมันเป็นอย่างไร เออ.. เอาละ รายละเอียดสิ่งเหล่านี้พูดไปมันก็จะยาว 640709_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ปฏิบัติอย่างมีลำดับลำดาพาให้เป็นอรหันต์จริง