630318_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ การแยกแยะวิจัยรายละเอียดของเจตสิก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2563
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์25 KB
วันที่แก้ไข27 พฤษภาคม 2563

เนื้อหาในไฟล์

630318_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ การแยกแยะวิจัยรายละเอียดของเจตสิก https://www.boonniyom.net/47951.html

อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวน์โหลดเอกสารที่... https://docs.google.com/document/d/1KGsfE6P48lcXpBWbRz5QwGN9YB_pHruLC4mNFMZIINk/edit?usp=sharing

ดาวโหลดเสียงที่ https://drive.google.com/open?id=1KhW287bOGV6Ezsuw0KVT7AUEbBq1ZrX9

สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้วันพุธที่ 18 มีนาคม 2563 ที่บวรราชธานีอโศก ตอนนี้คนที่กำลังทุกข์เรื่อง Covid 19 คืนนี้ทหารก็จะทำความสะอาด Big cleaning ส่วนที่ราชธานีก็มีการเพิ่มมาตรการป้องกันเชื้อโรค การกินอาหารก็มีการล้างมือ การตักอาหารก็ใส่ mask กันไว้ แต่ว่าตอนรับประทานอาหารก็ต้องถอดแมส ที่ร้านค้าชาวอโศกร้านไหนที่ยังไม่ได้มาตรฐานต้องให้ปิดไปก่อน ส่วนร้านที่ได้มาตรฐานของพวกเราแล้วก็ให้เปิดได้ เราก็มีการตั้งคณะกรรมการป้องกัน Covid 19 ทุกวันนี้ระมัดระวังไว้ไม่ประมาท แต่ไม่ทำให้เกิดความวิตกจริตจนนอนไม่หลับ เราก็ทำตามใจของทุกคนเป็นไป แต่สุดท้ายเราก็มาฟังธรรมะที่สุดมากที่สุดใจเราก็ไม่ไปเพ่งโทษไม่แตกแยก คนที่เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ก็เอาใจทุกฝ่ายคนที่มีระดับในการรู้สึกเรื่องนี้ต่างกันไป แต่ก็ทำให้ชุมชนชาวอโศกสะอาดเพิ่มขึ้น และพ่อครูก็มาสอนให้พวกเราทำความสะอาดจิตใจให้บริสุทธิ์สะอาด

พ่อครูว่า…มีคนตั้งข้อสังเกตว่าการใช้ ดจมูกปากบางคนส่วนมากก็ผิด ถูกแล้วคือเขาปิดนี่เขาปิดจมูกเป็นหลัก แต่ว่าบางคนปิดแต่ปากไม่ปิดจมูกอันนี้ทำผิดวิธี เพื่อสุขภาพของพ่อครู แต่ก็ทำให้คนดูเข้าใจว่าที่นี่มีโรคร้ายหรือไม่ แล้วก็เสียดายอากาศหวานของที่นี่ อาตมาก็เคยวิจารณ์ไปนิดหนึ่งแล้วว่า โรคนี้ทำให้เกิด nervous ทำให้เกิดโรคประสาทไปทั่วโลกเป็น psychosis เป็นโรคทางจิตที่มีมากเกินไป 1.ม

อ่านต่อ

ันมี Social Media ที่มีการสื่อสารถึงกันหมดเลย ก็เลยยิ่งกว่ากระต่ายตื่นตูม 2.โรคกลัวตายมากหนัก โดยไม่เข้าใจในเรื่องการเกิดแก่เจ็บตาย ไม่มีมรณสัญญา ไม่ชัดเจนในมรณสัญญา ว่า การตายนี้เป็นธรรมดาของมนุษย์ เราไม่ประมาทนี้ดี แต่ก็อย่าไปตื่นตระหนกจนเกินการณ์เกินไปมากนัก เป็นแฟชั่นที่กลายเป็นไปทั่วโลก มันเป็นเหยื่อของพวกนายทุนตอนนี้ก็ไม่ต้องทำการขายอะไรมาก ขายหน้ากากนี่แหละมีการขี้โกงด้วยมีเรื่องของการเมืองด้วย แม้แต่เรื่องผ้าปิดปากนี่ก็เลยยุ่งกันใหญ่กลายเป็นเรื่องอิทัปจยตา เพราะเหตุนี้จึงเป็นอย่างนี้เพราะเหตุนี้จึงเป็นอย่างนี้ยุ่งไปหมด เราเป็นพวกมีปัญญามีความรู้มีความเข้าใจที่ชัดเจนเหนือกว่าสามัญของมนุษย์ธรรมดา ปัญญาเป็นอุตตริมนุสสธรรม เป็นธรรมะที่เป็นอุตตริมนุสสธรรมปัญญาอันไม่ใช่โลกียธรรมมันเป็นคุณวิเศษที่เป็นปัญญา แปลว่าความฉลาดแปลว่าความรู้และความฉลาด แต่ความรู้ความฉลาดนี้มันอยู่เหนือโลกอัญญา มีความรู้ชนิดใหม่เป็นความรู้โลกุตระที่ไม่ใช่ความรู้โลกียะ ประเด็นนี้ทำให้ศาสนาพุทธเสื่อมไป เพราะเข้าใจปัญญาผิดไปเป็นเฉโก ที่แปลว่าความเฉลียวฉลาดแบบโลกโลกีย์ แล้วก็ทำความเข้าใจผิดเพี้ยนเลยทำให้ศาสนาพุทธที่มีปัญญาถูกเข้าใจผิด ซึ่งศาสนาอื่นนั้นไม่มีปัญญา แต่เอาปัญญาไปใช้โก้ๆแทนเฉโก แต่เขาพอรู้ลึกๆว่าเฉโก มันสู้ปัญญาไม่ได้ ก็เลยใช้แต่ปัญญาเอาความรู้และร้าย ความรู้ชั่วๆทั่วไปเรียกว่าเป็นปัญญาหมด ปัญญาก็เลยอยู่ยอดอุตริมนุสธรรมก็ตกไปอยู่ใต้ถุนหมดเลยกลายเป็นนรกไปเลย นี่คือคนทำให้ความหมายของพยัญชนะมันผิดเพี้ยนไป ไม่ว่าจะเป็นคำว่าปัญญา หรือคำว่าสมาธิทำบุญก็แล้วแต่

SMS วันที่ 16 มี.ค. 2563 _อารี อารี : รู้ความจริงตามความเป็น ที่เราเป็นเราได้ ได้80 อีก20 เผื่อได้ ไม่อวดดี พ่อครูว่า…ทำความถ่อมตนรู้ตัวเองไว้ดีๆอย่าไปทำเป็นแบบไม่รู้ว่าเราเป็นอย่างไรอย่างนั้นจะเสีย

สื่อธรรมะพ่อครู(การตำหนิการชม) ตอน ผู้สูงกว่าควรตำหนิผู้ที่ต่ำกว่าเป็นสัจจะ _จักรพล พุทธพัฒนา : บางอาจารย์ก็สอนว่ากิเลสเกิดจากจิต..ให้ระเบิดจิตซะกิเลสจะได้ไม่มีที่เกิดครับ./ ท่านหลวงตามหาบัวยังไงท่านก็มรณะภาพไปแล้วคงมากล่าวแก้หรือมาสารภาพบาปหรือปรับปรุงตนไมได้แล้ว..ผมเกรงว่าลูกศิษย์ท่านที่ยังมีกิเลสความไม่ชอบอยู่จะคิดทำร้ายเอาครับ..ขอให้พ่อครูประมาณจุดนี้ให้รอบคอบด้วยครับ. พ่อครูว่า…กิเลสมันเกิดที่จิตไม่ใช่เกิดจากจิต จิตใจของใครโง่ก็เกิดกิเลส จิตใจใครฉลาดแล้วก็ไม่เกิดกิเลส ก็ขอบคุณที่เตือนอาตมาเรื่องนี้ อาตมาก็ประมาณทุกอย่าง แม้แต่เรื่องการประมาณตนอัตตัญญุตาว่าเราเป็นผู้ที่ได้ขนาดไหน อาตมารู้ว่าอาตมาก็พูดได้ขนาดนี้ คุณอย่ามาทำ มัน ไม่ใช่ ไม่ใช่การยก ต้นทุนไม่เท่ากับอาตมา คุณทำอย่างอาตมาไม่ได้หรอก แต่คนอื่นแทนอาตมาทำขนาดนี้เขาก็กลัวเพราะท่านก็ทำให้เขากลัวอยู่ในชีวิต อันนี้เขาก็ไม่กล้าเขาก็เลยมาเทียบกับอาตมา ในโลกนี้ถ้าไม่มีผู้ที่เหนือกว่าแล้วก็มาข่มคนที่ต่ำกว่า โลกนี้สิ่งที่ต่ำมันสูงอยู่ตลอดกาลมันไม่มีทางลดได้ เพราะฉะนั้นคนที่สูงจริงๆเข้าใจจริงๆว่าเราต้องข่มคนที่ ควรข่ม ยกคนที่ควรยก

_กัปตัน ฝุ่นฟุ้ง : ผมควรทำอย่างใดคับอยากมีครู อาจารย์ ฝึกจิต สมาธิ เพื่อตนเองคับ พ่อครูว่า…คำว่าสมาธิ คือ สมะ +อธิ สมะ แปลว่าผู้สงบ คนที่มีอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ผู้นั้นคือผู้ที่มีสมาธิ ก็แยกขยายไปนิดหน่อย จะให้จิตที่มีสมาธิจะต้องมีจรณะ 15 วิชชา 8 ทำให้เกิดความบรรลุจิตใจก็บรรลุเป็น สจิตปริโยทปนัง ทำจิตให้สะอาดผ่องแผ้วจากกิเลส จิตที่สะอาดก็จะตกผลึกเป็น ปริสุทธา แล้วมีการสั่งสมตกผลึกเป็นปริโยทาตา อุเบกขาองค์ 5 ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา มุทุภูตธาตุเร็วไวรู้เร็ว ทำจิตให้สะอาดก็เร็วไว มีปฏิภาณปัญญารู้ด้วย จิตมุทุภูตธาตุจึงทำกัมมัญญา ทำกรรมกา รงานได้เก่ง การงานที่เหมาะควร การงานที่มีคุณสมบัติสูงสุดด้วยภูมิปัญญา แล้วทำกรรมกิริยาออกมา แล้วจิตเก่งสุดยอดปภัสสรผ่องใสสะอาดตลอด ไม่เศร้าหมอง ไม่โศกไม่ซึม เป็นจิตสะอาดเรื่อยๆ นี่คือจิตสมาธิ ซึ่งไม่ได้เป็นง่ายๆ การไปหลับตาสมาธินั้นมันไม่ถูกวิธี ซึ่งสมาธิพุทธต้องสมบูรณ์ด้วยจรณะ 15 วิชชา 8 แล้วดับอาสวะได้เป็นปริสุทธา จึงมีจิตสะอาดสะสม จนเรียกว่าจิตตั้งมั่นแข็งแรง เป็นตัวเพชร ใสสะอาดสว่าง เรียกว่าจิตสมาธิ การจะได้สมาธิ จึงไม่ใช่ของตื้นๆ พูดกันเล่นๆว่าเป็นสมาธิอย่างนั้นมันเป็นเรื่องหลอก เป็นการสะกดจิตให้สงบเหมือนพวกฤาษีทำกัน ทำจิตให้สงบแบบสะกดจิตให้ได้นานๆมันเป็นการกดข่มมันไม่ใช่ ของพระพุทธเจ้านั้นลึกซึ้งละเอียดรอบสมบูรณ์แบบเหนือชั้นกว่าเยอะ ชัดเจนขึ้นนะคำว่าสมาธิ เชื่อไหมว่าอาตมาเป็นผู้ที่มีสมาธิแล้วเอามาสอนพวกเราให้มีสมาธิตามได้ ถ้าเชื่อก็ฝึกจิตสมาธิตามมาเรื่อยๆคุณจะได้หยุดฝุ่นฟุ้ง

_1945ชอบฟังธรรมเพื่อการหลุดพ้นของสันติอโศกมากชอบการสอนธรรมแนวใหม่ของหลวงพ่อโพธิรักษ์เพราะท่านสอนตรงหนักๆแรงๆเพื่อกำจัดกิเลสอย่างแท้จริง พ่อครูว่า…คุณคนนี้มองออกแล้วก็บอกว่าชอบอาตมา เข้าใจก็ดีแล้ว

_7230โยมแป้งเวลาพ่อพูดเรื่องเก่าให้รีบเบรกเสียเวลาฟังธรรม / พ่อครูควรแสดงธรรมสองชั่วโมงอายุจะยืนยาว พ่อครูว่า…คณะกรรมการฟังแล้วก็ช่วยพิจารณามีคนทวงคืนเวลาช่วยอาตมาแล้วโปรดพิจารณา

_Sarayut Bunyago ศรายุทธ บุญโก: กราบนมัสการพ่อครู ลูกชื่อแก้วเกื้อสุขจากหินผาฟ้าน้ำ ปฏิบัติบูชาการงานอยู่ที่ฐานครัว อยู่ที่หินผาพร้อมหลานชาย2คนค่ะ ชื่อหลานภูมิและหลานนอาร์ท(เพชรเพลิงธรรม)ได้2ปีแล้วค่ะ จะสู้และอดทนต่อไป เพื่อบรรลุสกิทาคามีค่ะ จะสู้ๆค่ะ พ่อครูว่า…เรียนรู้ให้ดีๆให้แม่นๆ ตอนเป็นโสดาบันจะขึ้นเป็นสกิทาคามีก็ต้องให้ชัดให้ดีให้ถูกให้ตรงประมาณ มันรู้ได้เข้าใจได้ไม่ใช่ว่าไม่ได้อะไรเลย ได้ก็ไม่รู้ไม่ได้ก็ไม่รู้อย่างนี้ก็ไม่เข้าท่า ไม่งั้นพระพุทธเจ้าท่านจะมาอธิบายอย่างนี้เป็นอย่างนี้มีระดับขั้น อธิบายไปทำไมมานั่งหลับตาไม่กระพริบเลยอ่านธรรมะให้เยอะแยะทำไม ผู้ที่เขาทิ้งธรรมะพระพุทธเจ้า ซึ่งพระพุทธเจ้าอธิบายรายละเอียดเยอะแยะ แต่เขาก็ตีทิ้งให้หมดเลยก็แล้วแต่ยึดถืออย่างไรว่ากันไป

_Jaiklan Navabooniyom :ใจกลั่น นาวาบุญนิยม... ปฐมอโศก 33 คนค่ะนั่งชมพร้อมกัน วันนี้ปฐมอโศกฟื้นฟูกินข้าวหาดบรรยากาศดีมากๆ พ่อครูว่า…ฟื้นฟูก็ดีจะได้ทำความสะอาดน้ำ เดี๋ยวนี้หาดทรายมันน้อยลงเอาทรายใส่ให้มากจะได้เป็นหาด

_ฟ้าใส แซ่หว่อง...ขอนอบน้อมกราบนมัสการ พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ผู้ไม่มีความเศร้าหมองเลย ลูกมีคำถามดังนี้ค่ะ พ่อครูว่า…พูดมาว่าอาตมาเป็นผู้ที่ไม่มีความเศร้าหมองเลย คุณคนนี้เก่งที่มองว่าอาตมาไม่มีความเศร้าหมองเลยอันนี้อาตมาไม่รู้ว่าความเศร้าหมองเป็นอย่างไร โดยเฉพาะความเครียดก็บอกว่ามีความเครียด อาตมาก็ไม่รู้ว่าความเครียดอาการมันเป็นอย่างไร เพราะว่าอาตมาไม่รู้จักความเครียด ก็มีแต่เรื่องสนุกเบิกบานสำราญใจไม่เห็นมีเรื่องเศร้าหมอง คนเขาทุกข์เขาวุ่นวายเขามีเรื่องราวอะไรต่ออะไรเราก็เห็นใจเขา ถ้าหากจะช่วยเขาก็ช่วยเท่าที่ทำได้ แต่คนเขาเป็น แต่เราไม่ได้เป็น อาตมาไม่มีความเศร้าหมอง อาตมาจึงมาระลึกรู้ว่าชาตินี้เกิดมา ตั้งชุมชนก็ชื่อว่าชุมชนชาวอโศก เป็นชาวที่ไม่มีความเศร้าหมอง มันเป็นอย่างนั้นก็จริงเป็นผู้ที่มีความเศร้าหมอง อาการเศร้าเราก็ต้องการรู้ว่ามันเป็นความไม่เบิกบานร่าเริงไม่ชุ่มชื่น อาตมาก็ว่าใจเรานั้นก็เป็นใจเราเต็มๆใจเราสะอาดสว่าง แต่ไปทำใจหม่นหมองเว้าๆแหว่งๆ น้อยๆทำใจน้อยน้อยใจ ก็ใจเราไปทำมันทำไม มันอร่อยหรือไง ทำใจน้อยนี้มันมาก ทำใจเศร้ามันมากทำใจโหดมันมากหรือ รู้แล้วก็ทำไปทำไม ก็ทำใจในใจให้ได้อย่างที่เข้าท่า ไม่ต้องทำอย่างไม่เข้าท่าอย่างที่ถามไป สรุปแล้วการปฏิบัติธรรมอยู่ที่การมนสิการการ ทำใจในใจตามที่เราเข้าใจไว้ดีแล้ว นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สมณะฟ้าไท

พ่อครูว่า…ตกลงไขความไม่เศร้าหมองแล้วนะ

สื่อธรรมะพ่อครู(อุปกิเลส) ตอน อัตตากับมานะต่างกันอย่างไร _คุณฟ้าใส ต่อ 1. หลายคนมักเข้าใจ ว่า อัตตา กับ มานะ เป็นอันเดียวกัน ศัพท์ทั้งสองคำในทางพุทธศาสนา ความหมายเป็นอย่างไร ขอคำอธิบายค่ะ พ่อครูว่า… คำว่า อัตตา เป็นคำรวม ของจิต จิตทั้งหมด แล้วยึดมั่นถือมั่นด้วยอวิชชาด้วยความไม่รู้ทั้งดุ้นทั้งแท่งไปหมด ส่วนมานะ เป็นการยึดถือส่วนย่อย มานะ คือความยึดดี ถือดี เป็นเชิงดีนะ มานะ แต่เป็นความยึดมั่นถือมั่นในความดีที่ตนเองมี หากเป็นอุปกิเลส16 ก็เกือบตัวสุดท้าย 13 มานะ 14 อติมานะ 15 มทะ 16 ปมาทะ มานะถือดี อติมานะยึดดีซ้อนเข้าไปอีก หนักเข้าไปอีก อย่างมหาบัวมีมานะ อติมานะ มาก ทำดีหาเงินทองเข้ากองคลังได้เยอะมากอย่างไม่มีใครเท่าเทียม แล้วก็หลงยึดความดีเป็นอติมาน ะยิ่งใหญ่มากผยองอีก เพราะฉะนั้น 2 ตัวนี้เข้าไปเต็มที่ อุปกิเลสทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนกระทั่งตัวนี้เลยครบเลย เสร็จแล้วก็เป็นผู้ที่มี มทะ เมาในมานะของตนเอง อติมานะของตนเอง จึงอยู่ด้วยความประมาท ทำความประมาทหลอก จริงๆโง่อวิชชานึกว่าตนเป็นอรหันต์ก็เลยหลอกคนว่าเป็นอรหันต์ แล้วตนเองก็หลงเชื่อ ตนเองเป็นคนในนรก แล้วก็บอกว่ามาลงนรกด้วยกันโดยหลงว่าเป็นสวรรค์ ก็เป็นเรื่องน่าสลดใจ ขออภัยอาตมาไม่ได้มาว่ามหาบัวอย่างผิดๆ มาถล่มทลายมหาบัว แต่ได้ออกมาเปิดเผยให้ลูกศิษย์มหาบัวเข้าใจ ต้องรู้จักประเด็นที่อาตมาทำ อาตมาอธิบายในประเด็นที่หมายถึงความชั่วไม่ได้ทำชั่วอย่างที่คุณคิด ไปข่มไปด่าไปว่า ไม่ใช่ อาตมาอธิบายเหตุผลความผิดที่คนเชื่อกัน เอามาเตือน เอามาให้ขยายความบอกอธิบายทุกอย่าง อ้างเหตุผลหลักฐานต่างๆนานา เอาธรรมะมายืนยันประกอบเพื่อให้รู้ว่ามันผิด ถ้าไม่อย่างนั้นคุณก็ไม่รู้ตัวไม่มีใครจะมาพูด แล้วก็มาห้ามอาตมาที่เป็นผู้ถูกต้องและคุณจะเป็นอย่างไร คุณก็จมไปในถ้ำจมลงสู่ความหลงหยั่งลงสู่ความหลง ก็ปิดบังไว้ ก็แล้วใครจะมาช่วย ไม่มีใครพูดก็ไม่มีใครเชื่อหรอกที่อาตมาพูดนี้ซึ่งมันไม่ง่าย ถ้าไม่มีความรู้พออย่างอาตมาพูดไม่ได้ ใครจะเชื่อใครจะเข้าใจได้แม้จะมีในตำราพระไตรปิฎกเขาก็ยังไม่สามารถเข้ามายืนยันได้เลย แต่ก่อนเขาเชื่อว่ามหาบัวเป็นอรหันต์ เขายังไม่รู้ก็ยังงงๆว่ามหาบัวเป็นอรหันต์ แล้วอรหันต์อะไรง่ายๆตื้นๆก็ยังกินหมากปากเปรอะอยู่เลย ติดสิ่งเสพติดง่ายๆอย่างนี้ไม่รู้ในสิ่งเสพติด แล้วอาตมาก็เคยพูดแล้วว่ามหาบัวนี้แย่มากที่ว่า รู้ทั้งรู้ว่าตัวเองรู้ว่า สิ่งนี้เป็นสิ่งเสพติดก็เคยคิดเลิกและก็พยายามเลิกแต่ก็เลิกไม่ได้ อันนี้ขอยืนยันว่าไม่ได้ไปใส่ไคล้ไม่ได้ไปใส่ความเป็นจริงของมหาบัว ว่าเขารู้ว่าเป็นสิ่งเสพติด แต่เขาก็หลอกซ้ำทั้งๆที่ตนเองก็รู้ว่าเป็นสิ่งเสพติด แต่กลบเกลื่อนว่าไม่ใช่สิ่งเสพติด นี่เข้าข่ายที่พระพุทธเจ้าบอกว่าคนที่โกหกในสิ่งที่รู้ว่าเป็นสิ่งไม่จริงคนนี้ไม่มีความชั่วใดที่เขาจะทำไม่ได้ สัมปชานมุสาวาท อาตมาพูดนี้เป็นหลักความจริงเป็นสัจธรรมไม่ใช่การถล่มทลายมหาบัว ก็จะไปถล่มทำไมเพราะว่ามหาบัวตายไปแล้วเราจะพูดซ้ำซากทำไม แต่พวกคุณลูกศิษย์สิ ควรฉุกใจฉุกคิดแล้วทำความเข้าใจให้ดีๆอาตมาจะไปด่าทำไม อาตมาไม่โง่ทำสิ่งไม่ดี ด่าไม่ดี ข่มไม่ดีแล้วอาตมาจะไปทำทำไม มหาบัวมีหมู่พวก แต่หมู่พวกเป็นพระป่า พระในเถื่อน แต่อาตมานี้บรรยาย แม้แต่ฆราวาสพวกเราก็เป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์อยู่ในเมือง แต่ของเขามันอยู่ในป่าไม่รู้จักหรอกแต่ของเรารู้จักโลก โลกวิทู และก็ช่วยโลกโลกานุกัมปา เพราะมีจิตที่เป็นโลกุตระ ตั้งแต่สายนั่งหลับตาอาจารย์เสาร์ อาจารย์มั่น เป็นเดียรถีย์ทั้งนั้น คนอุบลฯทั้งนั้น อาจารย์เสาร์เป็นอาจารย์ของอาจารย์มั่น อาจารย์มั่นเป็นอาจารย์ของมหาบัว เอาสิ่งที่จริงเหล่านี้ยืนยันสิ่งจริงปรากฏการณ์จริง อาตมาพูดแล้วยืนยัน แต่คนไม่ค่อยเข้าใจ อาตมาเอาธรรมะของพระพุทธเจ้ามาอธิบายให้คุณเข้าใจ คุณเข้าใจแล้วปฏิบัติตามได้มรรคผลแล้วก็เอามาดำเนินชีวิต มีชีวิตอยู่กับฐานที่ตัวเองพอใจยินดีที่จะเป็น แต่ก่อนนี้ทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นคุณหญิงคุณนาย ผู้ชายก็เป็นเจ้าสัว รมต.ไป แต่พวกคุณก็ไม่ใยดีไม่ไปแย่งกับเขา เอาชีวิตมาดำเนินชีวิตแบบนี้เลย ของเขาอธิบายแยกแยะไม่ได้หรอก ในพระอาริยะขั้นต่างๆ แม้แต่มหาบัวก็ไม่กล้าพูดว่าตัวเองเป็นอรหันต์นะ แค่ใช้พยัญชนะอรหันต์ก็ไม่กล้า กล้าพูดแต่อ้อมๆ ใช้สัญญลักษณ์ เพราะตัวเองไม่ชัดเจนในสภาวะและพยัญชนะอย่างอาตมา จริงๆแล้วอาตมาใส่พูดว่าศาสนาพุทธมันน่าสงสารมากตรงที่ว่าเป็นศาสนาเดา พระอรหันต์ต้องเป็นพระอรหันต์เราปฏิบัติธรรมะก็ได้แต่เดาไปมันไม่กล้ายืนยันเลยเป็นศาสนาเดา doubtful religion

2. ความรู้สึก นึก คิด (เวทนา สัญญา สังขาร) วิญญาณ เกิด พร้อมกัน และ ดับพร้อมกัน เร็วมาก และ เกิด กับทุกจิต แต่ปัญญาเกิดกับบางจิต ใช่ไหมคะ ? พ่อครูว่า…สัญญาคือคลังแห่งความกำหนดหมายที่รู้แล้วแล้วก็ใส่คงคลังไว้ เรียกว่าความจำ เป็นภาษาไทยในปัจจุบัน สังขาร คือการปรุงแต่ง เป็นอาการกิริยาของสิ่งที่ร่วมกันอยู่ เช่นพลังงานบวกลบ ปรุงแต่งเป็นชัง หรือรักก็เป็นเวทนา ถ้าสังขาร เป็นปฏิกิริยาร่วมปรุงแต่งเกิดเรื่องก็คือเวทนา วิญญาณก็คือองค์รวม รวมทั้งรูปด้วย วิญญาณไม่ได้หมายถึงไม่มีรูป แต่หากวิญญาณไม่มีรูปก็คือสัมภเวสี เหมือนภิกษุสาติ ไปบอกวิญญาณคือสิ่งล่องลอย พระพุทธเจ้าบอกว่าวิญญาณต้องมีที่ตั้งจึงเรียกว่า วิญญาณฐีติ ถ้าหากจับไม่ได้ หลัดๆ ในที่ตั้ง ก็ไม่ถือว่าเป็นวิญญาณแบบที่พระพุทธเจ้าให้ปฏิบัติการปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้าต้องปฏิบัติในขณะที่มีวิญญาณตั้งอยู่ที่เรียกว่าวิญญาณฐีติ 7 ถ้าปฏิบัติธรรมในขณะที่ไม่มีวิญญาณฐีติก็ถือว่าเป็นโมฆะ ถ้าปฏิบัติวิญญาณฐีติอยู่ก็จะถือว่าปฏิบัติได้แล้วก็จะรู้ว่ามันปรุงแต่งกันเป็นสัตว์ทั้ง 9 อย่างเรียกว่าสัตตาวาส 9 ก็จะรู้กายรู้สัญญาอาการอย่างไรเรียกว่าการอาการอย่างไรเรียกว่าสัญญา เมื่ออาการสัญญาชัดเจนกำหนดชัดเจนว่าสัญญาคืออย่างนี้ กายคืออย่างนี้ รู้ว่ากายคือสภาวะสอง รูปกับนาม กายไม่ใช่หนึ่งเดียว กายเป็นแต่รูปไม่ได้ กายเป็นแต่นามเป็นแต่ จิต มโน วิญญาณ ยังดีเสียกว่าถูกกว่าที่ว่ากายมีแต่รูปไม่มีนาม หากเข้าใจว่า กายคือ จิต มโน วิญญาณยังแก้ไขได้ หากคิดว่า กาย คือรูปอย่างเดียวก็แก้ไขไม่ได้ ซวย ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 16 ข้อ 230 ว่า ตถาคตเรียกกายว่าคือ จิต มโน วิญญาณ ท่านปยุต ท่านแปลลุยไปเลย ไม่ได้แปลว่า กายคือ จิต มโน วิญญาณ ในหนังสือพุทธรรม อาตมาเลยตั้งใจอ่านให้มากที่สุด

สื่อธรรมะพ่อครู(พระอภิธรรม) ตอน ความเร็วของการเกิดดับของเจตสิก _สู่แดนธรรม คุณฟ้าใสว่า เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มันเกิดขณะเดียว กัน น่าจะเข้าใจผิด พ่อครูช่วยแก้ไขด้วยครับ พ่อครูว่า...จริงๆแล้ว เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ใครไปบอกว่าเกิดพร้อมกันดับพร้อมกันเร็วมาก แสดงว่าคุณแยกแยะไม่ออก เวทนาเจตสิกก็อย่างหนึ่ง เวทนาคือความรู้สึก ส่วนสัญญานั้นเป็นอาการของจิตที่กําหนดหมาย รู้อย่างนั้นน่ะรู้อย่างนี้กำหนดอย่างนั้นอย่างนี้ มันเป็นตัวทำงานที่จะไปรู้ความรู้สึกอีกทีหนึ่งด้วยซ้ำ ทำสัญญาเป็นตัวกำหนดรู้ความรู้สึกส่วนสังขารนั้นเป็นตัวปรุงแต่งกัน เป็นธาตุจิตเจตสิกต่างๆ มันปรุงอยู่ตั้งแต่ 2 หน่วยเป็นต้นไปเป็น 3 หน่วย 4 หน่วย 5 หน่วยสิบหน่วยล้านหน่วยเป็นการปรุงแต่งเรียกว่าสังขาร วิญญาณเป็นคำรวมของทั้งรูป บอกนะว่าวิญญาณไม่มีรูปเป็นวิญญาณสัมภเวสี พระพุทธเจ้าไม่เอา ซึ่งเขาเข้าใจอย่างนั้นเยอะอย่างนี้ก็มีเยอะแบบนั้นในศาสนาพุทธวิญญาณไม่มีรูปวิญญาณไม่มีกาย พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ชัดๆว่า กายนี้เรียกว่าจิตมโนวิญญาณ แยกกันไม่ได้ มีพวกเรานี่แหละเรียน ที่อื่นเขาไม่รู้คำว่ากาย ขออภัยแม้แต่สมเด็จพุทธโฆษาจารย์อาตมาก็อ่านของท่าน ท่านก็ไม่ได้ชัดเจนว่ากายนี้คือสภาพของชนิดหนึ่งและต้องเน้นนามธรรมมากกว่ารูปด้วย ก็ไม่ได้สัมผัสสิ่งที่ท่านเขียนไว้ ว่าเข้าใจ อาตมาก็มั่นใจว่าท่านเข้าใจกายอย่างหนึ่งไม่ตรงกับอาตมา ท่านน่าจะเข้าใจว่ากายคือรูปภายนอกอย่างเดียว หากแยกกายออกเป็นแค่รูปอย่างเดียวปฏิบัติธรรมไปไม่รอดเลย กายนี้ต้องมีโผฏฐัพพะภายนอกแล้วต้องทำงานเป็น กายนี้จึงอยู่กับโลกกามภพ แล้วก็เรียนรู้กิเลสในกามภพเป็นเบื้องต้น เรียกว่ากามตัณหากามฉันทะให้หมด หมดกิเลสกามแล้วก็มีตาหูจมูกลิ้นกายเปิดอยู่ไม่ได้หลับ เหลือกิเลสภายในเรียกว่าอนาคามี สัมผัสแล้วกิเลสกามไม่มีแล้วไม่ได้ไปดับหลับตาตรงไหน ศาสนาพุทธมีกายตลอดแต่เวลาดับกิเลสกามได้กายนั้นก็ไม่มีกาม กายนี้เป็นสภาพสอง สภาพรูปนามข้างนอกกับข้างใน กิเลสกามหมดแล้วเป็นอนาคามีก็อยู่เหนือกาม มีกายอันเป็นเอกราชทั่วทั้งแผ่นดิน ยิ่งกว่าสวรรคาลัย ยิ่งกว่าอธิปไตยใดๆในโลกหล้า ถ้ามีคุณสมบัติเช่นนี้ก็มาทำงานประชาธิปไตยดีแม้แต่แค่ฐานพระโสดาบันก็จะเป็นนักประชาธิปไตยที่เป็นจริง แล้วก็ทำประชาธิปไตยได้ดีเพราะว่ามีอธิปไตยที่เหนือโลกไประดับหนึ่งแล้ว แล้วผู้ที่เป็นโสดาบันจริงๆก็จะมีความเป็น สัมโพธิปรายนะ โสดาบันเลยนิยตะเป็นต้นไป เข้ากระแสแล้ว อวินิปาตธรรมแล้ว เที่ยงเลย นิยตะจิตตั้งมั่น สัมโพธิปรายนะ ของจริงต้องไม่ตกต่ำ ถ้าตกต่ำก็ไม่ใช่ของจริงถ้าคุณรู้สึกว่าได้แล้วมันเสื่อมก็ไม่ใช่ของจริง มันเป็นของปลอมของปลอมก็จะมีเสื่อม ของแท้ก็จะไม่มีเสื่อมไปสู่ที่สูงที่สุด ในขันธ์ 5 รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นี่แหละรวมแล้วทั้งหมดของชีวิตทั้งชีวิตก็คือรูปนามขันธ์ 5 นี่แหละแล้วก็ต้องเรียนรู้ด้วยรูป 28 นาม 5 เวทนา สัญญา เจตนาผัสสะ มนสิการแต่ไปนั่งหลับตาแล้วไม่มีผัสสะ มนสิการก็ไม่มีการทำใจในใจก็ไม่เกิดเพราะจะไม่มีผัสสะเมื่อไม่มีผัสสะก็ไม่มีมโนสัญเจตนา เมื่อไม่มีมโนสัญเจตนาเป็นเจตนาไปในทางกามตัณหา เจตนาล้างกามตัณหา เหลือวิภวตัณหา กามโลกมีอยู่แต่เราเหนือกามโลกแล้ว ไม่ใช่กามโรคนะ อาตมาอธิบายโดยสภาวะ เอาพยัญชนะที่เขามี เป็น technical terms ก็เอามาอธิบายได้ อาตมาไม่ได้จบเปรียญ 9 ไม่ได้จบดร. ไม่ได้มีอลังการ คนไม่เชื่อถือ ไม่ได้แม้แต่นักธรรมจัตวาก็เลยเป็นอย่างนี้แต่ว่าอาตมาก็ยืนยันว่าอาตมามีความรู้ตั้งแต่ชาติเก่าก่อนรับมาจากพระพุทธเจ้ามาคนก็ฟังแล้วก็บอกว่าไม่มีใครรับรองมันก็เป็นจริงไม่มีใครรับรอง สู่แดนธรรมว่า...กรอ. กูรับรองเอง

พ่อครูว่า...ก็อย่าไปรวมกันมันต้องแยกกัน ทำความเข้าใจให้ได้ว่าเวทนาคืออะไรตั้งแต่รูป รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ รูปจะเกิดมาถ้าเป็นอุตุธาตุมันมีวิญญาณธาตุร่วมด้วย มีธาตุจิตร่วมด้วยมันก็เป็นดินน้ำไฟลม เพราะเริ่มมีชีวิตมีชีวะเข้ามันก็มีธาตุรู้ที่เข้าไปกำหนดเป็นสัญญาสังขารเป็นพืช เป็นพืชที่มันไม่มีชีวิตอยู่เมื่อตัดออกมาแล้ว เช่นน้ำเต้า แตง ส้มโอ พวกนี้เป็นพืชเป็นชีวะ อาตมาก็แยกแยะขยายให้ฟังแล้วว่าอุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยามเป็นอย่างไร พืชเป็นธาตุรู้ที่ไม่มีกรรมครองไม่มีบาปไม่มีบุญ ไม่มีการจองเวรจองกรรม ไม่มีการยึดมั่นถือมั่น ก็ยึดพอสมควรให้ตัวมันอยู่ได้ หากมันหาธาตุมาปรุงแต่งตัวเองไม่ได้ก็เสื่อมสลายไป หากเข้าใจว่าจิตใจของเราสามารถมนสิการ ทำจิตใจของเราให้เป็นอุตุธาตุได้ให้มีเวทนาเหมือนกับเป็นอุตุธาตุได้ ให้มีลักษณะเหมือนกับพีชธาตุได้ แล้วจิตเราก็เป็นจิตนิยามอยู่ดี แต่เราให้มันเป็นพีชะ เป็นอุตุ เมื่อเป็นอุตุได้ เมื่อเราจะไปสัมผัสกับอะไร เราก็ไม่เอามาเกี่ยวกับเรา มันก็เป็นอุตุธาตุของมันเป็นส่วนตัวของมันก็ไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับมันแล้ว เราก็รู้ ดิน น้ำ ไฟ ลมต่างๆ เพชรนิลจินดาธนบัตรเอามาใช้ได้โดยไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นหรือว่าเป็นพืชที่เราจะเอามาใช้ประโยชน์ ก็จะรู้จักของจริงทั้งหมดเลยในมหาจักรวาลในวัฏสงสารตั้งแต่เป็นธาตุดินน้ำไฟลมเป็นพืช โดยเราเป็นธาตุจิตที่เป็นจิตที่มีอุตตริมนุสสธรรม เป็นจิตชั้นสูงที่สามารถจะเข้าใจหมดแล้ว ก็ดูแลเอามาใช้ได้อย่างที่อยู่เหนือมันได้เลย อยู่เหนือสิ่งต่างๆทั้งวัตถุทั้งพืชทั้งสัตว์มนุษย์ เพราะฉะนั้นผู้ที่สามารถที่จะอยู่เหนือ แม้แต่ที่สุด มนุษย์ทั้งหลายเช่นพระพุทธเจ้าอยู่เหนือมนุษย์ได้ ท่านก็สามารถที่จะบริหารมนุษย์ได้เลย แต่ท่านก็ไม่ไปอวดดีที่จะไปบริหาร ท่านใดที่จะมาให้ท่านบริหารท่านก็ทำได้ดีมาก อาตมาก็เหมือนกันอาตมาบริหารได้ให้อาตมาบริหารประเทศก็ทำได้ แต่ว่าอาตมาไม่ทำเพราะมันยากมันเยอะก็บริหารแค่นี้ ใครสมัครเป็นสมาชิกให้อาตมาบริหารก็มา ยังดีมีคนอย่างพวกคุณมา

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สิกขมาตุกล้าข้ามฝัน…พ่อครูทวงคืนเวลามาหลายทีแล้ว เราจะทำเหมือนพระอานนท์ที่พระพุทธเจ้าทำนิมิตแล้ว ก็ไม่อาราธนา โควิด ทำให้ชาวอโศกพัฒนา

_จากลูกที่ยังไม่หายสงสัย...ที่พ่อครูเคยกล่าวไว้ว่า… จุดเล็กที่สุดของปัจจุบันนี่คือความไม่ยึดมั่นถือมั่น นั้น ลูกฟังแล้ว ก็ยังไม่เข้าใจความหมายทั้งหมดค่ะ ...อาจจะประมาณว่า ปัจจุบันจะเกิดได้ถ้าเรารู้จักปล่อยวาง แสดงว่าถ้าไม่ปล่อย ก็ไม่อยู่กับปัจจุบัน ...แสดงว่า คนทั่วไปที่ยังปล่อยวางไม่ได้ ปัจจุบันเค้าจะไม่ใช่จุดเล็ก แต่เป็นเส้นรึเปล่าคะ หรือว่า ปัจจุบัน จะสามารถเป็นจุดที่เล็กที่สุดได้ ถ้าคนเรียนรู้ที่จะปล่อยวางทันทีที่ถูกกระทบ ใช่หรือไม่คะ กราบนิมนต์พ่อครู ช่วยไขความกระจ่าง ข้อความที่ว่า จุดเล็กที่สุดของปัจจุบันนี่คือความไม่ยึดมั่นถือมั่น คืออย่างไรคะ ...กราบนมัสการค่ะ พ่อครูว่า.. อาตมาพูดของอาตมา อาตมาใช้ของอาตมา คุณคือคุณแล้วคุณจะเข้าใจอย่างอาตมาใช้อย่างอาตมามันยังไม่ได้หรอก คุณก็พูดถูกแล้ว คุณเข้าใจก็ยังไม่ได้แล้วจะมาใช้อาศัยอีกมันเป็นความเป็นไปไม่ได้เลย ก็เข้าใช่แล้ว… คุณเข้าใจแต่คุณก็ยังสับสนไม่เข้าใจ เริ่มเข้าใจ สภาวะที่เป็นอย่างที่พูดนั้น พูดอย่างหนึ่งสภาวะก็อย่างหนึ่ง คุณเข้าใจ แต่ก็ยังทำไม่ได้ก็เลยไม่แม่น หากทำได้ก็ไม่สงสัย ก็หัดทำปัจจุบันที่ตัวเอง พยายามที่จ ะไม่เอาจุดเล็ก เข้าใจความหมายของคำว่าปัจจุบันที่ได้ ปัจจุบันจะมีความต่างกับอีก 2 คำคือคำว่าอดีตกับคำว่าอนาคต ก็ต้องทำใจให้ได้ว่าสภาวะของอดีตกับสภาวะของอนาคตนั้นมันไม่ใช่ปัจจุบัน เพราะฉะนั้นปัจจุบันของคุณจะทำให้มันยาว ยาวะ ให้มันยาวมีความต่อเนื่องของปัจจุบันไป เช่นคุณสนใจลูกแตงโมคุณก็แตงโมแตงโมแตงโมแตงโมของคุณต่อไปอีกหลายวินาทีเป็นนาทีเป็นชั่วโมงก็แตงโมไม่ไปไหนอันนี้ก็ ยาวไปเรื่อยๆ หรือคุณจะไม่ให้มันยาวก็เป็นช่วงๆยามะ ช่วงหนึ่งสักสองวิ ห้าวิ แล้วไม่ต่อก็จบ แต่ถ้าต่อก็เป็น ยาวะ ถ้าไม่ต่อก็เป็นยามะ เท่านั้นเอง นี่เขาก็ไปเถียงกันในวินัย ภิกษุจะเอายาไว้กับตัวเองได้ไม่เกิน 7 วันก็เป็นยามะ แต่สิ่งที่เก็บได้เกิน 7 วันก็คือ ยาวะ จบอธิบายสภาวะพยัญชนะไว้ก่อน

สื่อธรรมะพ่อครู(สัมมาทิฎฐิ 10) ตอน จุดหมายปลายทางของชีวิตอยู่ตรงไหน จุดหมายปลายทางของชีวิตอยู่ตรงไหน? : Where is the destination of life? . มาเข้าสู่ค

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน