ชัยชนะของเทพดอกหญ้า.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
ชัยชนะของเทพดอกหญ้า ความมืดสีดำ เข้าครอบคลุมทุกพื้นที่ในยามค่ำ เสียงดนตรีและแสงไฟหลากสีสันส่องสว่างเล็ดลอดออกมาจากส่วนที่ลึกที่สุดของป่า "เทพเจ้าพลับพลึง" และ เหล่าเทวดาประจำพืชพันธุ์ต้นไม้ใหญ่น้อยกำลังจัดงานรื่นเริงสำหรับต้อนรับ การมาของฤดูฝน ทันใดนั้นปู่ทวดของทวดต้นโพธิ์ลุกขึ้นกล่าวให้ทุกคนตระหนักถึงภัยพิบัติจาก สิ่งมีชีวิตหนึ่งที่คอยรุกรานผืนป่า "เราควรเตรียมพร้อมไว้เสมอ...อย่างน้อยก็ดีกว่าจัดงานไร้สาระเช่นนี้" เทพทุกองค์เห็นดีด้วย งานรื่นเริงจึงเป็นอันจบลงแล้วต่างร่วมกันประชุมวางแผนป้องกันอย่างเคร่งเครียดแทน ห่าง จากแสงสีน้ำเงินของกองไฟออกไปไม่ไกลนัก เด็กน้อยที่มีรูปกายขาวเผือก และมีขนาดตัวเท่านิ้วก้อย นั่งอย่างเดียวดายบนยอดหญ้าคา เขาเป็นเทวดาประจำอยู่ในต้นดอกหญ้าซึ่งเทพทุกองค์เห็นว่าไม่มีคุณค่า และไม่คิดที่จะเชื้อเชิญเขาร่วมงานสังสรรค์ แน่นอนว่าแผนการป้องกันการรุกรานครั้งนี้ เขาเป็นเทวดาองค์เดียวเท่านั้นที่ไม่มีส่วนร่วม เช้า วันหนึ่ง สิ่งที่ทุกชีวิตวิตกและประหวั่นพรั่นพรึงก็เกิดขึ้นจริง ๆ สัตว์โลกที่ขึ้นชื่อว่าโหดร้ายและป่าเถื่อนที่สุดได้กล้ำกรายเข้ามาในเขตผืน ป่า ทันทีที่พวกนี้มาถึง ชีวิตที่เคยสงบสุขก็เป็นอันจบสิ้นลง พวกนี้เข้ามาฆ่าสัตว์น้อยใหญ่และทำลายบ้านของเทพยดาประจำพืชพันธุ์แทบหมด สิ้น สัตว์หายากมากมายถูกพรากจากครอบครัวและถูกขังไว้ในกรงสำหรับการซื้อขาย หลังเสร็จสิ้นจากการทำลายพวก "หายนะ" ดูค่อนข้างเหนื่อยอ่อนจากแดดร้อน จึงรีบเข้าไปอาศัยร่มเงาจาก "ลุงขนุน" อย่าง หน้าไม่อาย ประจวบเหมาะกับบริเวณนั้นมีธารน้ำใสพวกมันได้ดับกระหายคลายร้อนอย่างเต็มที่ ลมที่โชยพัดเย็นสบายทำให้พวกหายนะเผลอหลับไปไม่รู้ตัว ไม่รู้แม้กระทั่งว่ามีใครแอบซ่อนอยู่แถวนั้นบ้าง "แผน ก.ไ
อ่านต่อ
ก่ ปฏิบัติการ ! " เทวดาประจำต้นขนุนให้สัญญาณ ลูก ขนุนขนาดเขื่องห้าลูกหล่นใส่หัวคนทั้งห้าอย่างเหมาะเหม็ง พร้อมกับยางขนุนที่หยดใส่หน้าตา พวกหายนะรีบไปยังลำธาร เทวดาต้นพริกที่อยู่ทางต้นน้ำรีบบดพริกและปล่อยให้ไหลไปตามน้ำทันที ทำให้พวกหายนะที่ล้างหน้าอยู่ริมลำธารปวดแสบปวดร้อนมากกว่าเดิม โดยต้นหมามุ่ยไม่ลืมที่จะทำให้พวกหายนะคันคะเยดจนต้องรีบหนีออกจากป่า เสียง โห่ร้องแสดงชัยชนะสำทับกันเป็นทอด ๆ ตลอดแนวป่า ขณะที่ทุกคนกำลังยินดีอยู่นั้น เทวดาดอกหญ้าน้อยก็พยายามเปิดกรงปล่อยพวกสัตว์ให้เป็นอิสระ และจากไปโดยไม่มีใครทันสังเกต จริง ๆ แล้วเขาเองก็รู้สึกสงสารพวกหายนะอยู่บ้างเหมือนกัน และหวังว่าพวกเขาคงจะกลับตัวกลับใจ แต่นั่นกลับผิดถนัด เพราะถัดจากนั้นเพียง 2-3 วัน พวกหายนะก็ได้ก่อ "ความหายนะ" สมชื่อครั้งรุนแรงที่สุด .............................. "หนีเร็ว หนีเร็ว ไฟป่า" เสียงร้องของกระต่ายป่าเตือนภัย ทุกหย่อมหญ้าที่เคยเป็นสีเขียวขจี ขณะนี้ถูกแผดเผาไปด้วยความร้อน " หน้าฝนแท้ ๆ จะเกิดไฟป่าได้ยังไง...หรือว่ามีคนจุดมันขึ้น" ดอก หญ้าคิดอย่างมีสติ แม้เบื้องหน้า พวกสัตว์ทั้งหลายจะวิ่งหนีตายกันสับสนอลหม่าน ต้นไม้บางต้นถูกเผาจนเป็นตอตะโกทำให้เทวดาบางองค์ไม่มีที่อยู่อาศัย แท้ที่จริงแล้วต้นเพลิงนั้นไม่ได้มาจากไฟป่าอย่างที่พวกมันคิด หากแต่มันเป็นไฟที่เกิดจากการเผาเพื่อหวังทำลายความอุดมสมบูรณ์ของป่านี้ หัวหน้าของพวกหายนะ จะได้รับเงินก้อนใหญ่หากเขาเผาป่าทิ้งเพื่อให้เป็นพื้นที่โล่งเตียน แล้วขายที่ดินเพื่อสร้างเป็นบ้านจัดสรร ไฟ ป่าที่ร้อนแรงตวัดม้วนตัวกลายเป็นมังกรไฟยักษ์ เข้าโหมกลืนกินทุกสิ่งอย่างบ้าคลั่งพร้อมกับขยายตัวใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งมนุษย์อาจมองไม่เห็นเป็นรูปร่างของมังกร แต่บรรดาเทวดาอย่างดอกหญ้า จำได้ดีว่ามันคือสัตว์เลี้ยงของเจ้าชายพระเพลิงเทพเจ้าแห่งการมอดไหม้ทางรอด ทางเดียงคือต้องไปตาม "เมฆฝน" เพื่อน สนิทมาช่วยกันดับไฟ ไม่มีใครรู้ว่าเหตุใดเมฆฝนถึงหายหน้าหายตาไปไหนเสียนาน พอได้ข่าวอยู่บ้างว่าเมฆฝนถูกควันพิษจากรถยนต์ของพวกหายนะไล่ทำร้ายและข่ม ขู่ เพื่อให้มันช่วยปล่อยฝนที่เป็นกรด ระยะหลังรู้มาว่าเมฆบางกลุ่มได้ยอมรวมตัวกันกับพวกควันพิษแล้ว เทพดอกหญ้าคิดว่า บางทีเขาอาจต้องไปตามถึงถิ่นที่อาศัยของเมฆฝนซึ่งอยู่ไกลถึงปลายขอบฟ้า... เนื่อง จากเทวดาน้อยเป็นเทวดาซึ่งประจำอยู่ในดอกหญ้า เขาจึงมีคุณสมบัติพิเศษที่เทพองค์อื่น ๆ ไม่มี นั่นคือน้ำหนักของเขาที่เบาเหมือนเกสรของดอกหญ้า มันทำให้เขาลอยได้เพียงกระแสลมบางเบา "ลมจ๋า...ช่วยพาฉันไปพบเมฆฝนที" ดู เหมือนลมจะตอบรับ โดยส่งเสียงดังหวีดหวิวแผ่ว ๆ แล้วมันก็หอบเขาลอยสูงขึ้นไปในท้องฟ้าที่ขณะนี้ถูกปกคลุมด้วยควันไฟดำมืดจน เขาแทบสำลักควัน เขาได้ยินเสียงแตกปะทุของต้นไม้เมื่อโดนไฟเผา เขารู้ว่านั่นคือเสียงต้นไม้กำลังร้องไห้ด้วยความเจ็บปวดแข่งกันกับเสียง สรรพสัตว์ ที่ส่งเสียงกรีดร้องอย่างตระหนกอยู่เบื้องล่าง เขาไม่กล้าแม้แต่จะก้มลงไปมองภาพแห่งความเลวร้ายและชวนหดหู่นั้น เพราะกลัวน้ำตาของเขาจะมาปิดบังความเข้มแข็งจนหมดสิ้น ตอนนี้เขาคิดเพียงว่าเขามีภารกิจต้องช่วยสมาชิกและพี่น้องเทพยดาในป่าให้ เร็วที่สุด ลม ได้หอบพาเขามาส่งถึงที่ ๆ หนึ่งอย่างนุ่มนวล เบื้องหน้ามีบันไดไม้ที่สลักลายวิจิตรงดงาม เทวดาน้อยหยุดยืนที่ตีนบันได ซึ่งเป็นเขตลมสงบ แหงนมองจุดหมายที่อยู่ไกลลิบเบื้องบน ซึ่งแต่ละขั้นของบันไดมีความสุงเทียมหัว ก่อน ที่ จะตัดสินใจปีนป่ายด้วยความสามารถของตัวเองเพราะลมได้จากไปแล้ว เขาปีนขึ้นไปตามทางอันยาวเหยียดของบันไดทีละขั้น ๆ ด้วยกำลังที่มีอยู่ทั้งหมด ในที่สุดเมื่อปีนขึ้นมาได้ระดับหนึ่ง เขตของท้องฟ้าสีครามสิ้นสุดลง ท้องฟ้าที่มืดสงบและเยือกเย็นเข้ามาแทนที่ เทวดาน้อยปีนเข้ามบันไดขึ้นสุดท้ายมาได้ และนั่งพักอย่างเหนื่อยหอบ เขาพบว่ารอบตัวดูเวิ้งว้าง มีเพียงแสงจากดวงจันทร์กลมโต และหมู่ดาวหลายแสนดวงประดับประดาพร่างพราว เหมือนเพชรเม็ดงามในอากาศ ทัน ใดนั้นลมพายุก็โหมกระพืออย่างรุนแรงจนตัวแทบปลิว แต่ก็เกาะขั้นบันไดไว้ได้ทัน เบื้องหน้าของเทวดาาน้อย ปรากฏภาพก้อนเมฆดำขนาดมหึมาสองก้อน ที่เข้าประชิดหักหาญ ส่งเสียงคำรามอย่างบ้าคลั่ง และพุ่งชนกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ก้อนหนึ่งเขารู้จักดีว่าเป็นเจ้าเมฆฝนเกลอเก่า แต่อีกก้อนหนึ่งเขาไม่เคยพบเห็นมาก่อน มันมีกลิ่นตัวที่เหม็นมหากาฬ และแววตาที่มุ่งร้าย "เมฆฝน" เทวดาดอกหญ้าตะโกนสุดเสียง ซึ่งทำให้มันหันมาครู่หนึ่งขณะที่พยายามฟาดสายฟ้าเข้าใส่เมฆดำอีกก้อน "ตอนนี้เกิดไฟไหม้ป่า ทุกคนกำลังต้องการความช่วยเหลือจากนาย....." เมฆฝนจึงหันมาตอบทันควัน "ถ้าอย่างนั้นก็ช่วยจับไอ้ตัวควันพิษหัวดื้อ และเมฆดำใจง่ายพวกนี้ออกไปให้พ้น ๆ ฉันทีได้หรือเปล่า...." "นี่ไม่ใช่เวลามาพูดเล่นนะ...ตอนนี้ป่าทั้งป่ากำลังจะตาย นายต้องหาทางลงไปให้ได้" เมฆ ฝนฟังคำพูดที่จริงจังกว่าทุกครั้งของเพื่อน จึงตวัดตัวสุดแรงโฉบเอาตัวเทวดาน้อยมาไว้บนหลังและดิ่งตรงสู่ผืนป่าอย่างรวด เร็ว โดยมีควันพิษร้องโหยหวนและตามหลังมาติด ๆ ก้อนเมฆดำบางส่วน ปลิวเป็นสายบนท้องฟ้าเหมือนเครื่องบินไอพ่น เมื่อ ผ่านควันจาง ๆ ของเมฆหมอกมาได้ เบื้องล่างเทวดาน้อยสังเกตว่าป่ากลายเป็นสีดำเกือบครื่งหนึ่ง ซากปรักหักพังทอดตัวยาวเป็นเนื้อที่หลายร้อยไร่และ...ที่นั่น....มังกรไฟ ยักษ์ที่ขนาดใหญ่กว่าเดิม 5-6 เท่า เดินอยู่บนกองเถ้าถ่านอย่างลำพอง ลำตัวที่เป็นลูกไฟของมันลุกโชติช่วง พร้อมที่จะเคลื่อนที่สู่ป่าที่ลึกกว่าเดิม และนั่นหมายถึงอวสานของป่าที่เคยชุ่มชื้นแห่งนี้ "มีอะไรเคลื่อนไหวอยู่ตรงนั้นน่ะ" เทพดอกหญ้าอุทาน มัน คือลูกช้างเคราะห์ร้ายตัวหนึ่ง ซึ่งหนีไปเจอดงหนามล้อมเป็นทางตัน และอยู่ในวิถีทางที่มังกรไฟจะผ่านมาและคงแผดเผาลูกช้างให้ถึงแก่ความตายเป็น แน่ ขณะที่เมฆฝนลอยต่ำลงเพื่อจอดเลียบพื้น ควันพิษก็มาถึงพอดี มันกระชากเมฆฝนสุดแรงจนเทวดาน้อยกระเด็นหลุดลอยลงมาสู่พื้นดิน ที่ซึ่งเทพแห่งพืชพันธุ์องค์อื่น ๆ หลบภัยอยู่ ทุกองค์ตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว และมองดูลูกช้างที่พลัดหลงจากแม่อย่างสิ้นหวัง "ไม่เอาแล้ว....ที่นี่กลายเป็นนรกไปแล้ว....." เสียงจากเทวดาประจำดอกลำโพงพูดโพล่งขึ้น "เราต้องไปจากที่นี่อย่างเร็วที่สุด" เทพีมะขามแขกร้องเอะอะโวยวาย เทวดาน้อยได้ยินดังนั้นก็ฝ่าฝูงชนมายืนอยู่ตรงกลาง "ทำไมไม่มีใครพยายามช่วยสรรพสัตว์และต้นไม้ เพื่อน ๆ ของเราบ้างเลย ดูลูกช้างตัวนั้นสิ มันกำลังอยู่ในอันตราย" เทวดาน้อยพูดขึ้นด้วยเสียงอันดังที่สุดเพื่อเตือนสติเพื่อน ๆ "พวกท่านจะปล่อยให้บ้านของเราให้ต้นไม้ที่เราต้องรักษา ล้มตายเชียวหรือ" คำถามนี้ทำให้เทพทุกองค์ถึงกับอ้ำอื้งและมองหน้ากัน ไม่ทันแล้ว ! ตอน นี้ลูกช้างกำลังถูกล้อมด้วยเปลวเพลิง ขณะที่มังกรไฟมาหยุดอยู่หน้าเจ้าช้างที่กำลังตัวสั่น เพราะความกลัว เทวดาน้อยจึงรีบลอยตัวอย่างเร็วที่สุดออกมาจากกลุ่ม โดยมีเหล่าเทพองค์อื่น ๆ มองตามหลัง "มานี่ซิเจ้ามังกรไฟไร้น้ำยา" เขาพูดยั่วขณะลอยฉวัดเฉวียนตรงหน้าของมังกร มังกร ไฟโกรธและเริ่มเปลี่ยนทิศทาง มันมุ่งเข้ามาทำร้ายเทวดาน้อย แต่ก็จับไม่ถูกเสียที มันจึงยิ่งคลุ้มคลั่งกว่าเดิม แล้วเริ่มพ่นเปลวไฟออกจากปากเป็นลูกกระสุนเพลิง ขณะเดียวกันที่ควันพิษกลืนกลุ่มควันอันเกิดจากการเผาไหม้ของมังกรไฟ ทำให้ตัวมันขยายใหญ่ขึ้นกระจายตัวเข้าล้อมเมฆฝน และกัดกินเมฆฝนทีละน้อย ๆ จนเมฆฝนเป็นรูกว้างและมีขนาดเล็กลงเรื่อย ๆ "เหล่าเทพแห่งพืชพันธุ์ทั้งหลาย ข้าไม่สามารถให้ฝนได้หากไม่มีความชุ่มชื้นจากต้นไม้" เมฆฝนกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา "พวก ท่านมีทางเลือกสองทางคือหนึจากป่าแห่งนี้เพื่อเอาตัวรอด หรือไม่ท่านก็ต้องใช้อิทธิฤทธิ์แปลงเป็นต้นไม้เสียเองเพื่อให้ฝนตก ทุกอย่างแล้วแต่พวกท่านจะตัดสินใจ" เทพ ทุกองค์หันไปมองเทวดาประจำดอกหญ้าที่เคยพากันรังเกียจ ซึ่งขณะนี้กำลังต่อสู้กับมังกรไฟที่มีอำนาจมากกว่าเพียงเพื่อปกป้องลูกช้าง ไว้ ก่อนที่จะหันมาสบตากันอย่างมุ่งมั่น ปู่ ทวดของทวดต้นโพธิ์แตกราวออกจากขาฝังรากลึกสู่พื้นดินทันที และเทพแห่งพืชพันธุ์องค์อื่น ๆ ต่างพากันผลิดอกใบ แม้เทวดาดอกลำโพงเองก็ออกดอกสีขาวเต็มทั้งตัว เทวดาต้นคูนก็อวดช่อสีเหลืองของตัวบ้าง บรรดาต้นไม้น้อยใหญ่หลายพันต้นผลิใบสีเขียวสดใสและสง่างาม เหมือนพรมสีเขียวที่ปูกลางลานที่ดำเป็นตอตะโก ประกายแสงสีเขียวจากพลังแห่งความชุ่มชื้นกระจายไปทั่วบริเวณจนเกิดฟ้าแลบส่งผ่านเมฆฝนแปลบปลาบ ก่อนที่เมฆฝนจะแผ่กระจายไปทั่วทิศทาง และ ควันพิษกลับถูกกลืนกินจนสลายตัวไปเสียเอง.....มังกรไฟแหงนหน้ามองท้องฟ้ามืด ครึ้มอย่างตื่นตระหนก แล้วกางปีกเพลิงอันมโหฬาร เตรียมบินหนีสู่ท้องฟ้า แต่แล้วหยาดฝนหยดแรกก็ร่วงลงสู่พื้นดิน และสายฝนอันเย็นฉ่ำก็โปรยปรายลงมาไม่ขาดสายในที่สุดมังกรไฟก็กกลายเป็นเพียง กองไฟดวงเล็ก ๆ และมอดดับไป จาก เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เทพต่าง ๆ รักและกลมเกลียวกันมากขึ้น เทพทุกองค์เห็นคุณค่าและความกล้าหาญของเทพดอกหญ้าตัวเล็ก ๆ ค่ำคืนนี้ปู่ทวดของทวดต้นโพธิ์ได้ประกาศจัดงานเลี้ยงฉลองให้กับเทพดอกหญ้า หมู่เทพเต้นรำกันด้วยความสนุกสนาน บางองค์ก็เต้นตลกน่าขันทำเอาเทพดอกหญ้าหัวเราะกับเทพองค์อื่น ๆ อย่างสนุกสนาน คืนนี้เขามีความสุขที่สุดที่นอกจากเขาจะได้รับการยอมรับจากหมู่เทพแล้วเขา ยังไม่ต้องแอบนั่งยิ้ม และหัวเราะอย่างโดดเดี่ยวตามลำพัง ห่าง จากกองไฟสีน้ำเงิน ไกลออกไป ไม่มีใครรู้เลยว่า ในค่ำคืนอันเงียบงันจะมีงานเลี้ยงรื่นเริง ล้อมรอบกองไฟสีน้ำเงินอันอบอุ่นของพวกเทพต้นไม้ที่แอบซ่อนอยู่ในป่าลึก และ ณ ที่นั้นพวกเขาจะยังคงดำรงชีวิตอย่างมีความสุขตลอดไป...นานแสน