สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน อันตคาหิกทิฏฐิ โลก ชีพ สรีระ อัตตา _.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน อันตคาหิกทิฏฐิ โลก ชีพ สรีระ อัตตา _โลกก็อย่างหนึ่ง ชีพก็อย่างหนึ่ง ชีวะก็อย่างหนึ่ง ฯ พระพุทธเจ้า หมายจะสอนอะไรแก่คน ซึ่งคนเกิดมาก็น่าจะรู้ ชีพ ชีวะ สรีระ ก็เป็นอย่างที่เห็น พ่อครูว่า...เป็นอันตคาหิกทิฏฐิ 10 สิ่งเหล่านี้เป็นลักษณะของสภาวะธรรม เราจะเรียนรู้อัตตาต่างๆ เราจะเรียนรู้โลกต่างๆ แล้วเราก็จะเรียนรู้ ชีพ ชีวะ ต่างๆ เรียนรู้ชีพ ชีวะของอัตตา พระพุทธเจ้าให้เรียนรู้รูป 28 มันจะมีทั้งตัวสภาวะที่จะรู้ ตั้งแต่ภาวรูป 2 เราจะชัดเจน จะแก้ปัญหา อันตคาหิกทิฏฐิ วัตถุ 10 นี้ ได้ รู้จักสภาวะจริงสิ่งจริงของความเป็น ในอันตคาหิกทิฏฐิ 10 นี้ได้ (พระสูตรล.7 ข้อ 337) อันตคาหิกทิฏฐิมีวัตถุ 10 คือ 1. ความเห็นว่า โลกเที่ยง 2. ความเห็นว่า โลกไม่เที่ยง 3. ความเห็นว่า โลกมีที่สุด 4. ความเห็นว่า โลกไม่มีที่สุด 5. ความเห็นว่า ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น 6. ความเห็นว่า ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น 7. ความเห็นว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีก 8. ความเห็นว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่เกิดอีก 9. ความเห็นว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดอีกก็มี 10. ความเห็นว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ พ่อครูว่า...คำตอบสูงสุดคือคือข้อที่ 9 ข้อที่ 10 นั้นอาจจะเริ่มสับสนอีกได้ หรือผู้ที่รู้ดีแล้วก็ไม่สับสน อรหันต์จะรู้ชัด แม้อยู่ในร่างเป็นๆตายแล้วไม่เกิดอีก ทำกิเลสให้ตายอย่าง “นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง”คนนั้นก็รู้ อาการลิงคนิมิต ของอกุศลจิตนั้น เช่น เราเคยชอบส้มโอ เธอต้องรสนิยมชอบหรือไม่ชอบเดี๋ยวนี้ ส้มโอก็คือส้มโอ ส้มโอลูกนี้เจ้านี้เป็นรส
อ่านต่อ
อย่างนี้ ส้มโอลูกนี้รสอย่างนี้ รสอย่างนี้เรียกว่ารสดี เช่น ธรรมดาสามัญเขาต้องการรสหวาน รสเปรี้ยวเขาก็เอามะนาวดีกว่าไม่เอาหรอกส้มโอ เขาก็จะรู้จักสมมุติที่เขานิยมกัน ถ้าจะต้องกินก็กิน ถ้าไม่กินก็ไม่กิน จิตไม่มีอคติไม่มีความลำเอียง ว่าต้องกินแบบนั้นแบบนี้ เมื่อจิตกิเลสอกุศลตัวนั้นตายไปแล้ว หลังจากการตายนั้นแล้ว ไม่เกิดอีกแล้ว “นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง” อย่างนี้ก็เป็นผู้ที่รู้จิตเจตสิกจริงๆ หรือจะเอากายัสสเภทา คือร่างนี้ตาย ก็จะไม่เกิดอีกได้แบบอรหันต์ที่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน แต่ถ้าผู้ที่มิจฉาทิฐิ บอกว่าเป็นอรหันต์ตายแล้วต้องสูญทุกองค์ อย่างที่พวกเถรวาทเข้าใจ ไม่มีทางต่อโพธิสัตว์ ไม่มีทางฟื้นได้อีก ไม่มีทางที่จิตวิญญาณจะมาสู่ความเป็นพรหมสัตว์ต่ออีกไม่ได้ ก็ไม่เกิดอีก เป็นแบบเถรวาท เถรวาทเข้าใจแบบนี้เป็นบาป เข้าใจว่าอรหันต์ตายแล้วสูญ ตายลงไปเมื่อใดต้องหมดต้องสูญอรหันต์ต่ออีกไม่ได้ ต่อภพภูมิโพธิสัตว์อีกไม่ได้ นี่เป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นอุจเฉททิฏฐิ ถ้าหากพระอรหันต์ทุกองค์ ตายลงไปเมื่อใดแล้วต้องสูญ ต่อไม่ได้ ศาสนาพุทธก็ห้วน ไม่มีพระอรหันต์สืบต่อ ก็จะเหลือแต่พระอนาคามีที่ตายแล้วไม่สูญ ก็จะมาต่อ แต่พระอนาคามีนั้นมีกิเลสอยู่ในภพ ไม่รู้ข้างนอกสมบูรณ์แบบ อนาคามีอย่างเถรวาท ยังนั่งหลับตา เป็นแค่กายสักขี ก็ไม่สามารถสืบทอดศาสนาได้อธิบายไม่ออกเพราะไม่รู้ภายนอก รู้แต่ในภพของตนเอง ต่อศาสนาไม่ได้เลย ศาสนาจะห้วนลงอย่างมาก เป็นคนทำลายศาสนาพุทธ อย่างอนันตริยกรรม ฟังให้ดีเถรวาททั้งหลาย แต่ถ้าเป็นโพธิสัตว์แบบมหายาน โตงเตงก็ไม่มีจบอีก ตายแล้วก็ยังไปอยู่พุทธเกษตรมีพระอมิตาพุทธะ เหมือนกับธรรมกายที่ยำเส็ง เป็นทั้งเถรวาทและมหายาน เอามาหลอกคนได้เยอะเลย ปรุงแต่งความหลอกทุกมุม ยมกะภิกษุเกิดทิฏฐิอันชั่วช้า (ปาปกัง ทิฏฐิกตัง) ว่า พระขีณาสพเมื่อกายแตกตายไปแล้ว (กายัสสะ เภทา ปรัม มรณา) ย่อมขาดสูญ ย่อมพินาศ ย่อมไม่เกิดอีก ภายหลังพระสารีบุตรช่วยถอนทิฏฐิอันชั่วช้านั้นของยมกภิกษุ โดยแสดงให้เห็นถึง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ดับไป ถึงแล้วซึ่งการตั้งอยู่ไม่ได้แห่งขันธ์นั้น ฯลฯ (คือ กิเลสอุปาทานในขันธ์เท่านั้นที่ตายดับสูญไป หรือกิเลสตายขาดสนิท กิเลสเท่านั้น ที่ไม่เกิดขึ้นมาอีกเลย อย่าไปเหมาว่าร่างกายจะไม่เกิดอีก) (พตปฎ. เล่ม 17 ข้อ 198-204) มหายานตายแล้วเกิดตายแล้วเกิด มีปณิธานบางอย่าง เป็นพระอวโลกิเตศวรที่จะช่วยทุกคนให้เป็นอรหันต์ให้หมดในโลกก่อนแล้วตนเองจึงจะปรินิพพานเป็นปริโยสาน เป็นประเพณีอะไรเอาไว้จูงดึงคนเพื่อให้โต่งไปอีกทางหนึ่งเท่านั้น ชีพคือสภาวะที่ยังมีชีวะ ชีวะมีสองอย่าง จิตนิยามกับพีชนิยาม ผู้ที่เข้าใจ นิยามชีวิต 5 ก็จะรู้จัก ชีพก็เป็นชีพ สรีระก็เป็นสรีระ ถ้าชีพก็เป็นรูปนาม ถ้าสรีระก็เป็นมหาภูตรูปเท่านั้น เพราะฉะนั้นจึงสำคัญมาก อยู่ในช่วงระหว่าง หนึ่งใช้คำว่ากาย คือรูปนามในการศึกษาจึงต้องแยกรูปนาม แยกกายให้ออก เพราะจะมีตั้งแต่ไม่ใช่กายอยู่นอกตัว จนถึงกายที่ติดอยู่กับตัว ถ้าข้อ 5 เห็นว่า ความเห็นว่า ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น สรีระ ความจริง สรีระมีในชีวะ แต่เป็นอื่นก็ได้แยกชีพกับสรีระได้ อย่างผลไม้นี่ ตัดจากขั้วแล้ว ไม่มีชีพ เป็นสรีระแล้ว เล็บของเรา อยู่กับตัวเราเป็นชีวะ แล้วชีวะระดับพีชะอยู่ตรงไหน ก็อย่างเล็บที่ยาวออกมาไม่มีวิญญาณ ไม่มีเวทนา ตัดออกได้ไม่เจ็บ ผมขนเล็บฟันหนังส่วนไม่มีประสาท แต่เอาอาหารเลี้ยงให้มีชีวิตต่อได้ แต่ไม่รู้สึกอะไรหรอก เราเรียนรู้ พีชนิยาม จิตนิยามก็เรียนรู้ ชีพก็อันหนึ่ง สรีระก็อันหนึ่ง
ความเห็นว่าโลกมันไม่เที่ยง มีก็ได้ ไม่มีก็ได้ มันไม่เที่ยง และ ความเห็นว่าโลกเที่ยง ต่างกันที่ว่า โลกมันก็จะทยอยไปเป็นอนาคตที่ยาวไปไม่มีจบ เรียกว่าโลกไม่มีที่สิ้นสุด ส่วนโลกเที่ยงคือเอาที่ปัจจุบัน มันเที่ยง คนนี้มิจฉาทิฏฐิหนักมากเลย ทั้งที่มันไม่เที่ยง ใครที่เห็นว่าทุกปัจจุบันไม่มีอะไรเที่ยง แม้ปัจจุบันนี้ก็ไม่เที่ยง ที่สูงที่สุด คนที่เห็นว่าปัจจุบันนี้เที่ยง มันผ่านเศษเสี้ยวของวินาทีไปปั๊บ มันก็ไม่เที่ยงแล้ว อะไรก็เปลี่ยนแปลงได้ ยิ่งผ่านไปนาน สรีระของคุณวินาทีนี้กับวินาทีต่อไปมันไม่เที่ยงแล้ว แม้แต่จิตของคุณ ปัจจุบันนี้วินาทีนี้ กับวินาทีต่อไปมันก็ไม่เที่ยง เพราะฉะนั้นความไม่เที่ยงกับความเที่ยงนี้ หากไปยึดว่าเที่ยงนี้มันไม่มีอะไรเที่ยงหรอก ของพระพุทธเจ้าถึงมีไตรลักษณ์ว่า ไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของศาสนาพุทธเป็นอย่างนี้ คนที่ยึดถือว่าเที่ยงปัจจุบันนี้เที่ยงอะไรๆก็เที่ยง ก็ไม่ต้องพูดกันเลยคนนี้ ไม่ต้องแก้ไขอะไรทั้งนั้น แก้ไขอะไรก็ไม่ได้ ค่อยๆเรียนรู้ไปแล้วจะเรียงลำดับตัวเอง
610410_ตอบปัญหางานปลุกเสกฯ ครั้งที่ 42 บวร ราชธานีอโศก ตอน 1