22 ภาคผนวก ข ใจเพชร น 2153- 2268.pdf

โฟลเดอร์PDF Morkeaw
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์1.19 MB
วันที่แก้ไข16 มีนาคม 2559

เนื้อหาในไฟล์

2153 ภาคผนวก ข ผลสุขภาวะผู้ใช้การแพทย์วิถีพุทธ จากงานการวิจัยแพทย์วิถีพุทธต่าง ๆ ที"มีผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เปรียบเทียบก่อนและหลังการใช้การแพทย์วิถีพุทธ 2154 2155 การใช้การแพทย์วิถีพุทธในการดูแลสุขภาพของประชาชนที#ได้เรียนรู้หลักการปฏิบัติ การดูแลสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีพุทธ ปรากฎผลเปลี#ยนแปลงไปในทางที#ดีขึ/นร้อยละ 91.66 (ดังตารางที# 10 และ 11 ในบทที# 6) ซึ#งมีผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการที#เปลี#ยนแปลงเข้าหาปกติ มีตัวอย่างดังนี/ 1. โครงการสุขภาพองค์รวม ด้วยการแพทย์วิถีธรรม เพื"อเพิ"มคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังหญิง ภายใต้การดําเนินงานตามโครงการกําลังใจ ในพระดําริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้า พัชรกิติยาภา เรือนจําจังหวัดภูเก็ต เดือนเมษายน 2558 มูลนิธิแพทย์วิถีธรรมแห่งประเทศไทยได้รับเกียรติอย่างสูงจากสํานักกิจการในพระดําริ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ประสานความร่วมมือในการสนองพระดําริให้ การช่วยเหลือแก่กลุ่มผู้ด้อยโอกาสในมิติด้านสุขภาพแบบองค์รวม โดยเข้าร่วมดําเนินกิจกรรมสนับสนุนความรู้การแพทย์ทางเลือกวิถีธรรมไปสู่ผู้ต้องขังหญิง ภายใต้ชื#อ “โครงการสุขภาพ องค์รวม ด้วยการแพทย์วิถีธรรม เพื#อเพิ#มคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังหญิง ภายใต้การดําเนินงานตามโครงการกําลังใจ ในพระดําริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา” มีวัตถุประสงค์เพื#อ ให้โอกาสผู้ต้องขังหญิงได้เรียนรู้การดูแลสุขภาพด้วยหลักการแพทย์ทางเลือกวิถีธรรมเพื#อ การพึ#งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง สามารถนําไปปรับใช้ในการดูแลสุขภาพกาย สุขภาพจิต และได้รับการพัฒนาจิตวิญญาณ เพื#อคุณภาพชีวิตที#ดีขึ/น มีสุขภาพกายใจที#ดี มีจิตวิญญาณดีงามกลับ สู่ครอบครัว ชุมชน สังคม และไม่กลับมากระทําความผิดซํ/า เริ"มดําเนินการโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพด้

อ่านต่อ

วยการแพทย์วิถีธรรมเพื#อการพึ#งตน ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง วันที" 9 มีนาคม 2558 โดยกระบวนการเรียนรู้มีรูปแบบการเรียนรู้คือ การบรรยาย สาธิต แลกเปลี#ยนประสบการณ์ จากตัวแบบที#เป็นบุคคลจริง คือทีมวิทยากรจิตอาสาจากมูลนิธิแพทย์วิถีธรรมแห่งประเทศไทย ได้รับการสนับสนุนการตรวจประเมินสุขภาพจากโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต มีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ต้องขังหญิงทุกคนเข้าร่วมโครงการ วันที# 9 มีนาคม 2558 จํานวน 341 คน ข้อมูลจํานวนผู้ร่วมโครงการเปลี#ยนแปลงทุกวันเพราะแต่ละวัน มีเข้าออก และวันที# 10 เมษายน 2558 มีจํานวน 309 คน การประเมินผลโครงการโดยการศึกษาและเปรียบเทียบ “ผลของโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรมเพื#อการพึ#งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ต่อพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพและภาวะสุขภาพของผู้ต้องขังหญิง เรือนจําจังหวัดภูเก็ต” 2156 ผลของโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรมเพื"อการพึ"งตน ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงต่อพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพและภาวะสุขภาพของผู้ต้องขังหญิง เรือนจําจังหวัดภูเก็ต ใจเพชร กล้าจน* นิตยาภรณ์ สุระสาย** บทคัดย่อ การวิจัยครั/งนี/เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการมีวัตถุประสงค์เพื#อศึกษาและเปรียบเทียบผลของโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพด้วยการแพทย์ทางเลือกวิถีธรรมเพื#อการพึ#งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ต่อพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพและภาวะสุขภาพของผู้ต้องขังหญิงเรือนจําจังหวัดภูเก็ตระหว่างก่อนได้รับโปรแกรมและหลังได้รับโปรแกรม เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จํานวน 250 คน ระยะเวลาศึกษา 1 เดือน เครื#องมือที#ใช้ในการทดลองได้แก่โปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพด้วยการแพทย์ทางเลือกวิถีธรรมเพื#อการพึ#งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงบรรยาย สาธิต แลกเปลี#ยนประสบการณ์ จากตัวแบบที#เป็นบุคคลจริง เครื#องมือเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามข้อมูลเชิงคุณภาพ ใช้การบันทึกและการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ เชิงพรรณนา สถิติเชิงอนุมานด้วย Dependent Samples t–test ค่าสัมประสิทธิUสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน วิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณ และวิเคราะห์ข้อมูลคําถามปลายเปิด โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลด้วย FACTOR ANALYSIS โปรแกรม ATLAS.ti ผลการศึกษา พบว่าหลังได้รับโปรแกรม กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี#ยพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพในด้านกายบริหาร การปรับสมดุลร่างกายด้วยอาหารและสมุนไพร การเอาพิษออกจากร่างกาย ด้านจิตใจ สังคม และการพัฒนาจิตวิญญาณ ดีกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสําคัญ ทางสถิติที#ระดับ <.001 ภาวะสุขภาพ ได้แก่ ค่าดัชนีมวลกาย ระดับความดันโลหิตตัวบน ระดับความดันโลหิตตัวล่าง ระดับนํ/าตาลในเลือด ระดับโคเลสเตอรอลระดับไขมันชนิดไม่ดี (แอลดีแอล) และระดับไขมันชนิดดี (เอชดีแอล) มีค่าเฉลี#ยลดลงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสําคัญ ทางสถิติที#ระดับ <.05 ส่วนค่าระดับไตรกลีเซอไรด์ลดลงอย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ ความรู้เรื#องการสร้างเสริมสุขภาพ และการรับรู้ความสามารถตนเองในการปฏิบัติสร้างเสริมสุขภาพมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลางกับพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (r=.256 และ r=.502, p<.001) ปัจจัยที#ทํานายพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพได้แก่ การรับรู้ความสามารถตนเองด้านสังคม และการรับรู้ความสามารถตนเองในการปฏิบัติสร้างเสริมสุขภาพ 2157 สามารถร่วมทํานายได้ร้อยละ 36 ประสบการณ์และการเรียนรู้จากโปรแกรมทําให้กลุ่มตัวอย่าง เกิดการเปลี#ยนแปลงในทางที#ดีขึ/นทั/งทางด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ *นักศึกษาปริญญาเอก ยุทธศาสตร์การพัฒนาภูมิภาค สาขาวิชาสาธารณสุขชุมชน มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ **นักศึกษาปริญญาโท สาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสร้างเสริมสุขภาพ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี เนื<อหาบางส่วนของงานวิจัยฉบับนี< ในส่วนของผลการวิจัยที"เกี"ยวข้องกับการแพทย์ วิถีธรรม มีดังนี< ส่วนที" 7 ภาวะสุขภาพจากการตรวจสุขภาพ 7.1 ค่าดัชนีมวลกาย ก่อนเข้าโปรแกรมกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) อยู่ในระดับปกติ (18.5 - 24.9kg/m2) ร้อยละ 65.20 รองลงมาอยู่ในระดับเกินเกณฑ์มาตรฐาน (25.0 – 29.9 kg/m2) ร้อยละ 21.60 ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรมพบว่ากลุ่มตัวอย่างโดยรวมมีแนวโน้มค่าดัชนีมวลกาย (BMI) เปลี#ยนแปลงมาอยู่ในระดับที#ดีขึ/น ส่วนใหญ่มีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) อยู่ในระดับปกติ (18.5 - 24.9 kg/m2) ร้อยละ 68.00 รองลงมาอยู่ในระดับเกินเกณฑ์มาตรฐาน (25.0 – 29.9 kg/m2) ร้อยละ 20.40 (ตารางที# 6) เมื#อเปรียบเทียบค่าเฉลี#ยดัชนีมวลกายก่อนและหลังโปรแกรมพบว่ามีค่าดัชนีมวลกายไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (0.05) (ตารางที# 9) ตารางที# 6 จํานวนร้อยละ ของกลุ่มตัวอย่าง ก่อนและหลังเข้าโปรแกรม จําแนกตามระดับค่า ดัชนีมวลกาย BMI (n=250) ระดับค่าดัชนีมวลกายและเส้นรอบเอว ก่อนโปรแกรม หลังโปรแกรม จํานวน ร้อยละ จํานวน ร้อยละ ระดับค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ผอมระดับ 1 (17.00 - 18.49 kg/m2) 10 4.00 9 3.60 ผอมระดับ 2 (16.00 -16.99 kg/m2) 4 1.60 1 0.40 ผอมระดับ 3 (น้อยกว่า 16 kg/m2) 0 0 0 0 ปกติ (18.5 - 24.9kg/m2) 163 65.20 171 68.00 2158 ตารางที# 6 (ต่อ) จํานวนร้อยละ ของกลุ่มตัวอย่าง ก่อนและหลังเข้าโปรแกรม จําแนกตามระดับ ค่าดัชนีมวลกาย BMI (n=250) ระดับค่าดัชนีมวลกายและเส้นรอบเอว ก่อนโปรแกรม หลังโปรแกรม จํานวน ร้อยละ จํานวน ร้อยละ เกินเกณฑ์มาตรฐาน (25.0 – 29.9 kg/m2) 54 21.60 50 20.00 อ้วนระดับ 1 (30.0 – 34.9 kg/m2) 16 6.40 16 6.40 อ้วนระดับ 2 (35.0 – 39.9 kg/m2) 1 0.40 3 1.20 อ้วนระดับ 3 (มากกว่า 40.0 kg/m2) 2 0.80 0 0 7.2 ระดับความดันโลหิต และระดับนํ<าตาลในเลือด ก่อนเข้าโปรแกรมกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีระดับความดันโลหิตอยู่ในระดับปกติ (Normal : SBP<130 mmHg., DBP<80 mmHg.) ร้อยละ 78.00 รองลงมาอยู่ในระดับเกือบสูง (High-Normal : SBP 130-139 mmHg., DBP 85-89 mmHg.) ร้อยละ 14.80 หลังเข้าโปรแกรมพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีระดับความดันโลหิตอยู่ในระดับปกติ (Normal : SBP<130 mmHg., DBP<80 mmHg.) เพิ#มขึ/นเป็นร้อยละ 84.00 รองลงมาอยู่ในระดับเกือบสูง (High-Normal : SBP 130-139 mmHg., DBP 80-89 mmHg.) ร้อยละ 14.40 (ตารางที# 7) เมื#อเปรียบเทียบค่าเฉลี#ยระดับความดันโลหิต ก่อนและหลังโปรแกรมพบว่า ระดับความดันโลหิตตัวบน (Systolic Blood Pressure) มีค่าเฉลี#ยลดลงอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p < .001) ระดับความดันโลหิตตัวล่าง (Diastolic Blood Pressure) มีค่าเฉลี#ยลดลงอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p < .001) (ตารางที# 9) ก่อนเข้าโปรแกรมกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีระดับนํ/าตาลในเลือดอยู่ในระดับปกติ (น้อยกว่า 100 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์) ร้อยละ 94.00 รองลงมาระดับนํ/าตาลในเลือด อยู่ในระดับเสี#ยง (มากกว่าหรือเท่ากับ 100-125 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์) ร้อยละ 4.80 ภายหลังเข้าโปรแกรมพบว่า มีระดับนํ/าตาลในเลือดอยู่ในระดับปกติ (น้อยกว่า 100 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์) เพิ#มขึ/นเป็นร้อยละ 96.00 รองลงมาระดับนํ/าตาลในเลือดอยู่ในระดับเสี#ยง (มากกว่าหรือเท่ากับ 100-125 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์) ร้อยละ 3.20 (ตารางที# 8 หน้า 2139) เมื#อเปรียบเทียบค่าเฉลี#ยระดับนํ/าตาลในเลือด ก่อนและหลังโปรแกรมพบว่ามีค่าเฉลี#ยลดลงอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (0.008) (ตารางที# 9 หน้า 2140) 2159 ตารางที# 7 จํานวนร้อยละ ของกลุ่มตัวอย่าง ก่อนและหลังเข้าโปรแกรม จําแนกตามระดับค่าความดันโลหิต (n=250) ระดับความดันโลหิต (มม.ปรอท) ก่อนโปรแกรม หลังโปรแกรม จํานวน ร้อยละ จํานวน ร้อยละ ปกติ (Normal : SBP<130mmHg., DBP<80 mmHg.) 195 78.00 210 84.00 เกือบสูง (High-Normal: SBP 130-139mmHg., DBP 80-89mmHg.) 37 14.80 36 14.40 ความรุนแรงระดับ 1 (MildHT : SBP 140-159 mmHg., DBP 90-99 mmHg.) 15 6.00 4 1.60 ความรุนแรงระดับ 2 (Moderate HT : SBP 160-179 mmHg., DBP 100-109 mmHg.) 2 0.8 ความรุนแรงระดับ 3 (Severe HT : SBP ≥180 mmHg., DBP ≥110 mmHg.) 1 0.4 ตารางที# 8 จํานวนร้อยละ ของกลุ่มตัวอย่าง ก่อนและหลังเข้าโปรแกรม จําแนกตามระดับค่านํ/าตาลในเลือด (n=250) ระดับนํ/าตาลในเลือด (มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์) ก่อนโปรแกรม หลังโปรแกรม จํานวน ร้อยละ จํานวน ร้อยละ ปกติ (น้อยกว่า 100 ) 235 94.00 240 96.00 เสี#ยง (มากกว่าหรือเท่ากับ100-125) 12 4.80 8 3.20 ป่วย (มากกว่าหรือเท่ากับ126) 3 1.20 2 0.80 ค่าเฉลี#ยระดับนํ/าตาลในเลือด (มก.%) 85.94 57 263 84.27 20 183 ค่าตํ#าสุดระดับนํ/าตาลในเลือด (มก.%) ค่าสูงสุดระดับนํ/าตาลในเลือด (มก.%) 2160 ตารางที# 9 เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี#ยค่าดัชนีมวลกาย ค่าความดันโลหิต ค่านํ/าตาล ในเลือด ก่อนและหลังเข้าโปรแกรม (n=250) ภาวะสุขภาพ จากการตรวจสุขภาพ คะแนนและการแปลผล t p-value ก่อนโปรแกรม หลังโปรแกรม Mean S.D. Mean S.D. ค่าดัชนีมวลกาย 23.69 4.04 23.60 3.94 1.489 0.138 ค่าความดันโลหิตตัวบน (Systolic Blood Pressure) 113.53 15.22 108.85 13.93 5.384 <0.001 ค่าความดันโลหิตตัวล่าง (Diastolic Blood Pressure) 72.36 10.63 68.24 10.14 6.499 <0.001 ค่านํ/าตาลในเลือด 85.94 14.89 84.27 10.83 2.682 0.008 7.3 ระดับโคเลสเตอรอลระดับไตรกลีเซอไรด์ระดับไขมันดี (เอชดีแอล) ระดับไขมันไม่ดี (แอลดีแอล) ก่อนเข้าโปรแกรมกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีระดับโคเลสเตอรอลอยู่ในระดับผิดปกติ (มากกว่าหรือเท่ากับ 200 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์) ร้อยละ 51.20 และระดับโคเลสเตอรอลอยู่ในระดับปกติ (น้อยกว่า 200 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์) ร้อยละ 48.80 ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรมพบว่าส่วนใหญ่ มีระดับโคเลสเตอรอลอยู่ในระดับผิดปกติลดลง (มากกว่าหรือเท่ากับ 200 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์) คิดเป็นร้อยละ 41.60 และระดับโคเลสเตอรอล อยู่ในระดับปกติเพิ#มขึ/น (น้อยกว่า 200 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์) คิดเป็นร้อยละ 58.40 (ตารางที# 10 หน้า 2141-2142) เมื#อเปรียบเทียบค่าเฉลี#ยระดับโคเลสเตอรอลก่อนและหลังโปรแกรมพบว่ามีค่าเฉลี#ยลดลงอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p < .001) (ตารางที# 11 หน้า 2142) ก่อนเข้าโปรแกรมกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีระดับไตรกลีเซอไรด์อยู่ในระดับปกติ (น้อยกว่า 150 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์) คิดเป็นร้อยละ 78.40 และระดับไตรกลีเซอไรด์ อยู่ในระดับผิดปกติ (มากกว่าหรือเท่ากับ 150 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์) คิดเป็นร้อยละ 21.60 ภายหลังเข้า ร่วมโปรแกรมพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ยังมีระดับไตรกลีเซอไรด์ อยู่ในระดับปกติ (น้อยกว่า 150 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์) คิดเป็นร้อยละ 78.00 และระดับไตรกลีเซอไรด์อยู่ในระดับผิดปกติ (มากกว่าหรือเท่ากับ 150 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์) คิดเป็นร้อยละ 22.00 (ตารางที# 10 หน้า 2141-2142) เมื#อเปรียบเทียบค่าเฉลี#ยระดับไตรกลีเซอไรด์ก่อนและหลังโปรแกรมพบว่า มีค่าเฉลี#ยลดลงอย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ (ตารางที# 11 หน้า 2142) 2161 ก่อนเข้าโปรแกรมกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีระดับไขมันชนิดดี (เอชดีแอล) อยู่ในระดับปกติ (มากกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์) คิดเป็นร้อยละ 57.60 และอยู่ในระดับผิดปกติ (น้อยกว่าหรือเท่ากับ 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์) คิดเป็นร้อยละ 42.40 ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรมพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีระดับไขมันชนิดดี (เอชดีแอล) อยู่ในระดับผิดปกติเพิ#มขึ/น (น้อยกว่าหรือเท่ากับ 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์) คิดเป็นร้อยละ 50.00 และระดับไขมันชนิดดี (เอชดีแอล) อยู่ในระดับปกติ (มากกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์) คิดเป็นร้อยละ 50.00 (ตารางที# 10 หน้า 2161-2162) เมื#อเปรียบเทียบค่าเฉลี#ยระดับไขมันชนิดดี (เอชดีแอล) ก่อนและหลังโปรแกรมพบว่ามีค่าเฉลี#ยลดลงอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p < .001) (ตารางที# 11 หน้า 2162) ก่อนเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่มตัวอย่างมีจํานวนและร้อยละของระดับไขมันชนิดไม่ดี (แอลดีแอล) ระดับผิดปกติ (มากกว่าหรือเท่ากับ 130 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์) คิดเป็นร้อยละ 59.00 และอยู่ในระดับปกติ (น้อยกว่า 130 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์) คิดเป็นร้อยละ 41.00 ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรมพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีระดับไขมันชนิดไม่ดี (แอลดีแอล) ระดับผิดปกติ (มากกว่าหรือเท่ากับ 130 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์) ลดลงคิดเป็นร้อยละ 51.60 และระดับปกติ (น้อยกว่า 130 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์) เพิ#มขึ/นคิดเป็นร้อยละ 48.40 (ตารางที# 10 หน้า 2161-2162) เมื#อเปรียบเทียบค่าเฉลี#ยระดับไขมันชนิดไม่ดี (แอลดีแอล) ก่อนและหลังโปรแกรมพบว่ามีค่าเฉลี#ยลดลงอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p < .001) (ตารางที# 11 หน้า 2162) ตารางที# 10 จํานวน ร้อยละ ของกลุ่มตัวอย่าง ก่อนและหลังเข้าโปรแกรม จําแนกเกณฑ์ระดับโคเลสเตอรอล ระดับไตรกลีเซอไรด์ ระดับไขมันดี (เอชดีแอล) และระดับไขมันไม่ดี (แอลดีแอล) (n=250) ระดับไขมัน (มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์) ก่อนโปรแกรม หลังโปรแกรม จํานวน ร้อยละ จํานวน ร้อยละ ระดับโคเลสเตอรอล ปกติ (น้อยกว่า 200 ) 122 48.80 146 58.40 ผิดปกติ (มากกว่าหรือเท่ากับ 200 ) 128 51.20 104 41.60 ระดับไตรกลีเซอไรด์ ปกติ (น้อยกว่า 150 ) 196 78.40 195 78.00 ผิดปกติ (มากกว่าหรือเท่ากับ 150 ) 54 21.60 55 22.00 ระดับไขมันชนิดดี (เอชดีแอล) ปกติ (มากกว่า 50 ) 144 57.60 125 50.00 2162 ตารางที# 10 (ต่อ) จํานวน ร้อยละ ของกลุ่มตัวอย่าง ก่อนและหลังเข้าโปรแกรม จําแนกเกณฑ์ระดับโคเลสเตอรอล ระดับไตรกลีเซอไรด์ ระดับไขมันดี (เอชดีแอล) และระดับไขมันไม่ดี (แอลดีแอล) (n=250) ระดับไขมัน (มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์) ก่อนโปรแกรม หลังโปรแกรม จํานวน ร้อยละ จํานวน ร้อยละ ผิดปกติ (น้อยกว่าหรือเท่ากับ 50 ) 106 42.40 125 50.00 ระดับไขมันชนิดไม่ดี (แอลดีแอล) ปกติ (น้อยกว่า 130 ) 102 41.00 121 48.40 ผิดปกติ (มากกว่าหรือเท่ากับ 130 ) 148 59.00 129 51.60 ตารางที# 11 เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี#ยค่าโคเลสเตอรอล ค่าไตรกลีเซอไรด์ ค่าไขมันชนิดดี และค่าไขมันชนิดไม่ดี ก่อนและหลังเข้าโปรแกรม (n=250) ภาวะสุขภาพ จากการตรวจสุขภาพ (มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์) คะแนนและการแปลผล t p-value ก่อนโปรแกรม หลังโปรแกรม Mean S.D. Mean S.D. ค่าโคเลสเตอรอล 200.84 41.24 193.30 40.67 4.170 <0.001 ค่าไตรกลีเซอไรด์ 120.33 77.82 118.64 77.98 0.426 0.670 ค่าไขมันชนิดดี (เอชดีแอล) 55.38 14.17 51.66 12.53 6.078 <0.001 ค่าไขมันชนิดไม่ดี (แอลดีแอล) 139.45 33.99 132.37 32.84 4.800 <0.001 ส่วนที" 8 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลคําถามปลายเปิดของผู้ต้องขังหญิงที"ผ่านการอบรมแพทย์วิถีธรรม โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลด้วย FACTOR ANALYSIS โปรแกรม ATLAS.ti จากผู้ตอบแบบสอบถามปลายเปิด จํานวน 91 คน ผู้วิจัยได้ทําการวิเคราะห์ข้อมูล จากแบบสอบถามปลายเปิดตามรายละเอียด ดังนี/ 1. ความคิดเห็นเกี#ยวกับการสนับสนุนของโครงการกําลังใจ 2163 ตารางที# 12 ความคิดเห็นเกี#ยวกับการสนับสนุนของโครงการกําลังใจ การสนับสนุนโครงการกําลังใจ ความถี" ลําดับความสําคัญ มีกําลังใจ 7 1 ช่วยฟื/นฟูจิตใจ 2 2 อยากให้มีการจัดกิจกรรมอีก 2 2 สุขภาพกายดีขึ/น 2 2 มีพฤติกรรมที#ดีขึ/น 1 3 สนับสนุน 1 3 จากตารางที# 12 ผู้ตอบแบบสอบถาม แสดงความคิดเห็นสรุปได้ว่า ผู้ต้องขังหญิงมี ความคิดเห็นเกี#ยวกับการสนับสนุนของโครงการกําลังใจ พบว่า อันดับแรก ส่วนใหญ่มีกําลังใจเพิ#มมากขึ/น ซึ#งเรือนจําภูเก็ตแห่งนี/ ได้ถูกคัดเลือกให้เป็นเรือนจําที#สนองพระราชดํารัส ด้วยโครงการต่าง ๆ มากมาย เชื#อได้ว่าทั/งเจ้าหน้าที#และผู้ต้องขัง ทุกคนต่างก็มีกําลังใจเป็นอย่างมากในการที#จะปฏิบัติตามโครงการในพระราชดําริของพระองค์ ไม่รู้ว่าจะมีใครคิดเหมือนข้าพเจ้าหรือไม่ โชคดีแล้วที#ได้มาอยู่ในเรือนจําแห่งนี/เป็นบุญอันใหญ่หลวงที#มีโครงการกําลังใจในพระราชดําริ ของพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิตติยาภา มาให้พวกเราทุกคน ขอให้พระองค์ทรงพระเจริญ งดงามทั/งพระวรกายและ นํ/าพระทัย ขอให้โครงการอยู่คู่ประชาชนตลอดไป เพราะประชาชนทุกคนมีกําลังใจดีขึ/นเยอะ รู้สึกดีมาก ๆ ทําให้เรามีกําลังใจที#มีคนเห็นคุณค่าของเรา และคอยมาให้กําลังใจ ได้ทานผักสมุนไพร นานาชนิดและ มีกําลังใจต่อสู้ชีวิต นับเป็นโครงการที#ดีมาก ๆ ที#ทําให้นักโทษมีกําลังใจที#จะใช้ชีวิตอยู่ต่อไป และมีความหวังที#จะกลับไปใช้ชีวิตข้างนอกอย่างคนปกติ ไม่อ้างว้างเดียวดาย ทําให้รู้ว่า ยังมีองค์กร ของรัฐที#จะช่วยเหลือเรา ให้เราไม่กลับไปทําผิด เดินทางผิดอีก ทําให้เราทุกคนสู้ ไม่ท้อแท้ รู้สึกว่าชีวิตยังมีค่า ไม่ได้ว่าคิดว่าตัวเองด้อยกว่าคนอื#นเลย ชีวิตยังมีพรุ่งนี/เสมอ ทุกคนยังมีโอกาส ไม่มีใครที#ไม่เคยทําผิด ก่อนจะให้คนอื#นให้โอกาสเรา เราต้องให้โอกาสตัวเองก่อน เป็นโครงการชุบชีวิตนักโทษทุกคนให้มีชีวิตชีวา มีสีสัน มีความหวังมีกําลังใจและมีความสุข มีความสดใสในแววตา รองลงมา มี 3 ประเด็น คือ 1) ช่วยฟื/นฟูสภาพจิตใจ โครงการนี/ช่วยฟื/นฟูสภาพจิตใจ และร่างกายได้มากที#สุด ทําให้สุขภาพจิตดีขึ/น ทําให้รู้สึกอบอุ่น และเป็นสุขมาก ไม่อ้างว้างเดียวดาย 2) อยากให้มีการจัดกิจกรรมอีก ขอให้ท่านได้โปรดโครงการกําลังใจมาให้ ชาวเรือนจําทุกจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ต ทรงพระเจริญ อยากให้มีโครงการแบบนี/ตลอดไป 2164 3) สุขภาพกายดีขึ/น หลังจากการเข้าอบรมแพทย์วิถีธรรม สุขภาพร่างกายก็แข็งแรงขึ/น ถ้าเจ็บป่วยก็จะทุเลาเบากายลงได้โดยไม่ต้องสิ/นเปลืองมาก และสุดท้าย มี 2 ประเด็น คือมีพฤติกรรมที#ดีขึ/น พบว่าหลังจากการเข้าอบรมแพทย์วิถีธรรม ทําให้จากคนเลวกลายเป็นคนดีของสังคมได้ โดยส่วนมาก จากคนที#จิตใจไม่ดี ก็กลาย เป็นคนดีเลย และโครงการให้การสนับสนุนพวกเราดีอย่างมากมาย เห็นได้จากอุปกรณ์ทําครัว ที#ทําให้พวกเราได้ทํากับข้าวกินเอง ในห้องขังหญิง ทําให้เราได้เกิดมีครัวเล็ก ๆ ในที#แคบ ๆ แล้วเรา ก็ได้ทําอาหารในแบบฉบับของหมอเขียวทานกันเอง เป็นโครงการที#ให้ความสําคัญกับนักโทษ เข้าใจปัญหาของผู้ต้องขังหญิง ช่วยแก้ไขในคดีที#ไม่เป็นธรรม ทําให้ผู้ต้องขังมีความหวังมีจุดยืน ในชีวิต 2. ความคิดเห็นเกี"ยวกับการสนับสนุนดูแลของเรือนจํา ตารางที# 13 ความคิดเห็นเกี#ยวกับการสนับสนุนดูแลของเรือนจํา การสนับสนุนดูแลของเรือนจํา ความถี" ลําดับความสําคัญ การเอื/ออาทรของผู้ดูแล 7 1 การให้การสนับสนุน 5 2 การดูแลเอาใจใส่ 4 3 มีกฎระเบียบ 1 4 จากตารางที# 13 ผู้ตอบแบบสอบถาม แสดงความคิดเห็นสรุปได้ว่า ผู้ต้องขังหญิงมีความคิดเห็นเกี#ยวกับการสนับสนุนดูแลของเรือนจําของโครงการกําลังใจ พบว่า อันดับแรก ส่วนใหญ่ผู้ต้องขังได้รับความกรุณาเอื/ออาทรจากผู้บัญชาการเรือนจํา เป็นอย่างมาก ส่วนนายหญิงทุกท่าน ใจดีมากเลย โดยเฉพาะนายหญิงปุ่น ขวัญใจมหาชน ของผู้ต้องขัง ประทับใจในตัวนายหญิงปุ่น มีความรู้สึกว่านายหญิงมีความเข้าใจ มีความ เป็นกันเอง ท่านโอบอ้อมอารีมาก ช่วยเหลือผู้ต้องขังทุกอย่างทันทีที#สามารถช่วยได้ในขอบเขตของท่าน แม้จะถูกขนานนามว่าดุมาก ดุที#สุด แต่ก็พบความเชื#อในบางสถานการณ์ว่า ท่านจําเป็น ต้องทําเช่นนั/น ส่วนผู้คุมก็คุยดี และนายหญิงอื#น ๆ ก็น่ารัก นายหญิงปุ่นพูดคุยได้ทุกอย่าง นายหญิงเอาใจใส่ดูแลความเจ็บป่วย และไม่สบาย ทําให้สามารถนําเรื#องแพทย์วิถีธรรมมาคุยกับเพื#อนได้มากขึ/น ท่านสละเวลาให้กับโครงการนี/ เพื#อสุขภาพที#ดีของผู้ต้องขัง ต่อไปผู้ต้องขัง ก็จะไม่มีโรค จะได้แบ่งเบาภาระของเจ้าหน้าที#ในการดูแลเฝ้าไข้อีกด้วย 2165 รองลงมา คือ เรือนจําให้การสนับสนุนโครงการเป็นอย่างดี ทางเรือนจําให้เวลากับ พี#จิตอาสาและคุณหมอเขียวได้เข้ามาบรรยายให้ความรู้ ถ้าไม่มีเรือนจําภูเก็ต ก็คงไม่มีโอกาส เป็นผู้มีบุญมีส่วนร่วมตรงนี/ ทั/งผู้อํานวยการและนายหญิงก็ให้การสนับสนุน ซึ#งการสนับสนุนของเรือนจํา ดีมากในหลายด้าน ทําให้มีกําลังใจที#จะก้าวเดินต่อไปให้พ้นผ่านวันเวลา รู้สึกอบอุ่นมาก และทางเรือนจํายังได้ให้เวลากับพี#จิตอาสาและคุณหมอเขียว ได้เข้ามาบรรยายให้ความรู้ ทําให้มีกําลังใจที#จะก้าวเดินต่อไปให้พ้นผ่านวันเวลา รู้สึกอบอุ่นมาก อันดับสาม คือการดูแลเอาใจใส่ของทางเรือนจําที#ให้ความช่วยเหลือดี ที#นี#ดูแลผู้ต้องขัง ดีมาก ถึงแม้จะเป็นคนต่างถิ#นไม่ค่อยมีญาติมาเยี#ยม ท่านผู้บัญชาการเรือนจํา และเจ้าหน้าที#ทุกท่าน ให้การสนับสนุนทุกโครงการที#จะช่วยบรรเทาทุกข์ผู้ต้องขัง ทุกท่านดูแลใส่ใจดูแลนักโทษทุกคนเป็นอย่างดี ช่วยเหลือทุกเรื#องที#พวกเราร้องขอ ยามป่วยก็ส่งโรงพยาบาลเฝ้าดูแลจนหายดี มิใช่แต่เพียงดูแลแต่ภายนอกเท่านั/น โดยเฉพาะนายหญิงบางท่าน (หญิงปุ่น) ยังดูแลถึงสภาพจิตใจของผู้ต้องขังหญิงด้วย เฝ้าสังเกตดูแลพฤติกรรมอย่างละเอียด และหาทางรักษาจนอาการต่าง ๆ ดีขึ/น ไม่ว่าจะป่วยมาก ป่วยน้อย หรือปานกลาง ท่านก็รักษาได้ทุกอาการ จะคอยดูแลให้ได้ มีการฝึกโยคะ และทานอาหารมังสวิรัติอย่างดีที#สุด จะคอยตักเตือนให้ทําและทานอาหารอย่างสมํ#าเสมอ และช่วยจัดเวลาให้ได้เรียนรู้จากหมอเขียว และสุดท้าย ทางเรือนจํามีกฎระเบียบเพื#อเป็นการควบคุมคนจํานวนมาก ให้อยู่ภายใต้ กฎระเบียบ หรือคําสั#งข้อเดียวกันให้ได้ จึงเห็นว่าเป็นเรื#องธรรมดาที#ถูกต้องที#สุดแล้ว 3. ความคิดเห็นเกี"ยวกับการสนับสนุนของแพทย์วิถีธรรม ตารางที# 14 ความคิดเห็นเกี#ยวกับการสนับสนุนของแพทย์วิถีธรรม การสนับสนุนของแพทย์วิถีธรรม ความถี" ลําดับความสําคัญ ประหยัดค่าใช้จ่าย 32 1 ทําให้ใส่ใจสุขภาพมากขึ/น 9 2 เนื/อหาที#สอน 8 3 ชอบทีมงาน 8 3 พึ#งตนได้ 6 4 ทําแล้วเห็นผล 5 5 ศรัทธาตัวผู้สอน 4 6 2166 ตารางที# 14 ความคิดเห็นเกี#ยวกับการสนับสนุนของแพทย์วิถีธรรม การสนับสนุนของแพทย์วิถีธรรม ความถี" ลําดับความสําคัญ ผู้บรรยายอธิบายเข้าใจ 3 7 ศรัทธาในองค์ความรู้แพทย์ทางเลือก 2 8 วิธีการสอน 1 9 จากตารางที# 14 ผู้ตอบแบบสอบถาม แสดงความคิดเห็นสรุปได้ว่า ผู้ต้องขังหญิงมีความคิดเห็นเกี#ยวกับการสนับสนุนของแพทย์วิถีธรรมของโครงการกําลังใจ พบว่า อันดับแรก หลังจากเข้าอบรมโครงการการเรียนรู้ตามขั/นตอนแพทย์วิถีธรรม ทําให้รู้ว่าการใช้จ่ายอย่างพอเพียงนั/นไม่ยากเลย ถ้ารู้จักคิด จะทําให้ไม่เปลืองค่าใช้จ่าย จะประหยัดได้มาก เพราะได้ตัดบางสิ#งบางอย่างที#ไม่จําเป็นออกไปบ้าง ไม่ค่อยกินของจุกจิกเหมือนเมื#อก่อน เลิกกินเนื/อสัตว์ ถ้าเจ็บป่วยก็จะทุเลาเบากายลงได้โดยไม่ต้องสิ/นเปลืองมาก เช่น ลดกาแฟ ที#ทําให้หัวใจสั#น บีบหัวใจ จากวันละ 3 ซอง ตอนนี/เหลือ 1 ซอง ทําให้ระบบประสาททํางานดี จากที#เคยใช้นํ/าปลา ก็หันมาใช้เกลือแทน ไม่ต้องเสียเงินซื/อของกินที#ไม่มีประโยชน์ งดซื/อมาม่า เลิกใช้เงินฟุ่มเฟือย ทั/งเรื#องอาหารการ-กิน เครื#องแต่งตัว เครื#องสําอาง ค่าใช้จ่ายลดลงอย่างมาก ช่วยให้ทางบ้าน และญาติประหยั

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน