ข้อบังคับพรรคเพื่อฟ้าดิน พศ2553.pdf
เนื้อหาในไฟล์
หน้า ๗๑ เล่ม ๑๒๘ ตอนพิเศษ ๑๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ มกราคม ๒๕๕๔ ประกาศนายทะเบียนพรรคการเมือง เรื่อง ตอบรับการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคเพื่อฟ้าดิน ตามที่นายทะเบียนพรรคการเมืองได้มีประกาศนายทะเบียนพรรคการเมือง เรื่อง ตอบรับ การเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคเพื่อฟ้าดิน ลงวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๑ นั้น บัดนี้ หัวหน้าพรรคเพื่อฟ้าดินได้แจ้งการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคเพื่อฟ้าดินต่อนายทะเบียน พรรคการเมือง กรณี ที่ประชุมใหญ่สามัญพรรคเพื่อฟ้าดิน ครั้งที่ ๒/๒๕๕๓ เมื่อวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ มีมติให้ยกเลิกข้อบังคับพรรคเพื่อฟ้าดิน พ.ศ. ๒๕๕๑ และให้ใช้ข้อบังคับพรรคเพื่อฟ้าดิน พ.ศ. ๒๕๕๓ แทน ดังนี้ ข้อบังคับพรรคเพื่อฟ้าดิน พ.ศ. ๒๕๕๓ โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อฟ้าดินในคราวประชุม ครั้งที่ ๓/๒๕๕๓ เมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๓ และได้รับอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่สามัญพรรคเพื่อฟ้าดิน ครั้งที่ ๒/๒๕๕๓ เมื่อวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ให้ยกเลิกข้อบังคับพรรคเพื่อฟ้าดิน พ.ศ. ๒๕๕๑ และให้ใช้ข้อบังคับพรรคเพื่อฟ้าดิน พ.ศ. ๒๕๕๓ หมวดที่ ๑ บททั่วไป ข้อ ๑ ข้อบังคับนี้เรียกว่า “ข้อบังคับพรรคเพื่อฟ้าดิน พ.ศ. ๒๕๕๓” ข้อ ๒ ให้ใช้ข้อบังคับพรรคนี้ตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้งการตอบรับการเปลี่ยนแปลงจากนายทะเบียนพรรคการเมือง ข้อ ๓ ให้ยกเลิกข้อบังคับพรรคเพื่อฟ้าดิน พ.ศ. ๒๕๕๑ ข้อ ๔ พรรคการเมืองที่ใช้ข้อบังคับนี้ให้เรียกว่า “พรรคเพื่อฟ้าดิน” ใช้ตัวอักษรย่อว่า “พฟด.” เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า “FOR HEAVEN AND EARTH PARTY” ใช้อักษรย่อ “FHAE” มีคําขวัญว่า “เศรษฐกิจพึ่งตน ชุมชนเข้มแข็ง ประชามีธรรม ประเทศเป็นไท” ข้อ ๕ ภาพเครื่องหมายพรรคเพื่อฟ้าดิน ใช้ดังนี้ หน้า ๗๒ เล่ม ๑๒๘ ตอนพิเศษ ๑๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ มกราคม ๒๕๕๔ ข้อ ๖ ภาพเครื่องหมายของพ
อ่านต่อ
รรคเพื่อฟ้าดิน ประกอบด้วย - วงกลมมีลูกโลกมีพื้นที่สีฟ้าอยู่ตรงกลาง หมายถึง การอยู่ร่วมกันของนานาอารยประเทศ - รูปเฟืองสีแดงรองรับครึ่งวงกลมส่วนล่าง หมายถึง ภาคอุตสาหกรรม ทั้งขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ เป็นกลไกสําคัญของประเทศ - สัญลักษณ์รวงข้าวสีทองโอบแนววงกลมส่วนบน หมายถึง ความเจริญรุ่งเรืองของกสิกร ที่เป็นแกนสําคัญของประเทศ โดยมีความสัมพันธ์ระหว่างภาคกสิกรรมกับภาคอุตสาหกรรม เป็นแกนนําของประเทศ - เลขเก้าสีน้ําเงินอยู่เหนือลูกโลก หมายถึง ความเป็นมงคลของชนชาวไทยที่มีความเจริญ แสดงถึงความก้าวหน้า การพัฒนาทั้งภาคกสิกรรม และภาคอุตสาหกรรม - ชื่อพรรคภาษาไทยและภาษาอังกฤษ อยู่ท่ามกลางระหว่างลูกโลก รูปเฟือง และรวงข้าว ในครึ่งวงกลมส่วนล่าง หมายถึง การส่งเสริมอุดมการณ์ของมวลมนุษยชาติให้มีอิสรเสรีภาพ ภราดรภาพ สันติภาพ สมรรถภาพ และบูรณภาพ ข้อ ๗ ตรายางพรรคเพื่อฟ้าดินมีขนาดและลักษณะดังภาพข้างล่างนี้ ข้อ ๘ ที่ตั้งสํานักงานใหญ่พรรคเพื่อฟ้าดิน ตั้งอยู่เลขที่ ๖๕/๔๕ ซอยนวมินทร์ ๔๔ ถนนนวมินทร์ แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร รหัสไปรษณีย์ ๑๐๒๔๐ ข้อ ๙ สาขาพรรคเพื่อฟ้าดินให้มีจํานวน ที่ตั้ง และขอบเขตพื้นที่ดูแลรับผิดชอบตามที่ระบุไว้ ตามเอกสารภาคผนวกแนบท้ายข้อบังคับพรรค หมวด ๒ สมาชิกพรรค ส่วนที่ ๑ สมาชิกภาพ ข้อ ๑๐ สมาชิกพรรคมีประเภทเดียว คือ สมาชิกสามัญ ต้องเสียค่าบํารุงพรรคในอัตรา และกําหนดระยะเวลาตามมติของคณะกรรมการบริหารพรรค หน้า ๗๓ เล่ม ๑๒๘ ตอนพิเศษ ๑๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ มกราคม ๒๕๕๔ ข้อ ๑๑ บุคคลผู้มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ มีสิทธิสมัครเข้าเป็นสมาชิกของพรรค (๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด หรือมีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติและได้สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี (๒) มีอายุไม่ต่ํากว่าสิบแปดปีบริบูรณ์ในวันที่ยื่นใบสมัครเข้าเป็นสมาชิก (๓) ไม่เป็นบุคคลวิกลจริต จิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ (๔) ไม่เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช (๕) ไม่ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาล หรือโดยคําสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย (๖) ไม่อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหรือถูกลบชื่อออกจากทะเบียนสมาชิก (๗) ไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองอื่นในวันที่ยื่นใบสมัครเข้าเป็นสมาชิก ข้อ ๑๒ สมาชิกผู้มีสิทธิเป็นกรรมการบริหารพรรค กรรมการสาขาพรรค ผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรค ที่ปรึกษาพรรค กรรมาธิการของพรรค กรรมการรัฐสภาของพรรค หรือเจ้าหน้าที่พรรค ทุกระดับ ต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ (๑) มีคุณธรรมตามหลักศีลธรรมพื้นฐาน ไร้อบายมุข มีความซื่อสัตย์ มีสมรรถภาพ มีความรู้ความสามารถ ไม่ตกเป็นทาสโลกธรรม ปลอดภารกิจส่วนตัว อุทิศตนทํางานรับใช้ประชาชน ได้อย่างอิสระ (๒) เสียสละและพากเพียรปฏิบัติตนตามอุดมคติของพรรค จนปรากฏผลตามความมุ่งหมาย ของพรรค (๓) สามารถชี้แจงอุดมคติ นโยบาย และข้อบังคับของพรรคให้ประชาชนเข้าใจได้ (๔) มีคุณสมบัติอื่น ๆ เช่น ด้านวิชาการหรือประสบการณ์ที่เป็นผลสําเร็จ และมีความพร้อมต่อการปฏิบัติงาน ข้อ ๑๓ การสมัครเป็นสมาชิกพรรค ให้ผู้สมัครยื่นใบสมัครตามแบบพิมพ์ของพรรคพร้อมเอกสารประกอบต่อนายทะเบียนสมาชิกพรรค ให้นายทะเบียนสมาชิกพรรคพิจารณาเสนอต่อคณะกรรมการบริหารพรรค เมื่อได้รับอนุมัติให้เป็นสมาชิกแล้วให้พรรคออกบัตรประจําตัวสมาชิกให้ไว้เป็นหลักฐาน ทั้งนี้เอกสารประกอบใบสมัครสมาชิกพรรคให้เป็นไปตามที่นายทะเบียนพรรคการเมืองกําหนด เมื่อนายทะเบียนสมาชิกพรรคพิจารณาและอนุมัติให้รับบุคคลใดเข้าเป็นสมาชิกพรรคแล้ว ให้นายทะเบียนสมาชิกพรรคแจ้งรายชื่อสมาชิกใหม่ให้คณะกรรมการบริหารพรรคทราบในการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคคราวถัดไป ข้อ ๑๔ การคัดค้านผู้สมัครเป็นสมาชิกต้องทําเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมด้วยคําชี้แจงเหตุผลในการคัดค้านและมีสมาชิกรับรองไม่น้อยกว่าสามคน คําคัดค้านให้ยื่นต่อนายทะเบียนสมาชิกพรรค และให้เปิดเผยได้เฉพาะผู้ที่มีหน้าที่พิจารณาและเกี่ยวข้อง การออกเสียงลงคะแนนของคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อรับหรือไม่รับผู้ถูกคัดค้านเป็นสมาชิกให้ออกเสียงโดยลงคะแนนลับ การออกเสียงลงคะแนนของคณะอนุกรรมการพิจารณาคําคัดค้านให้ออกเสียงโดยวิธีลงคะแนนลับ หน้า ๗๔ เล่ม ๑๒๘ ตอนพิเศษ ๑๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ มกราคม ๒๕๕๔ ข้อ ๑๕ ถ้าคณะกรรมการบริหารพรรคมีมติไม่รับผู้ใดเป็นสมาชิก โดยจะมีคําคัดค้านหรือไม่ ก็ตามให้มีหนังสือแจ้งให้ผู้นั้นทราบโดยเร็ว คําวินิจฉัยของคณะกรรมการบริหารพรรคให้ถือว่าเป็นที่สุด ถ้าคณะอนุกรรมการตามข้อ ๑๔ มีมติไม่รับผู้ใดเป็นสมาชิก ให้มีหนังสือแจ้งให้ผู้นั้นทราบโดยเร็ว คําวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการดังกล่าวให้ถือว่าเป็นที่สุด ข้อ ๑๖ สมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลงเมื่อ (๑) ตาย (๒) ลาออก (๓) ขาดคุณสมบัติการเป็นสมาชิกพรรค หรือมีลักษณะต้องห้ามตามข้อบังคับพรรคข้อ ๑๑ (๔) คณะกรรมการบริหารพรรคตามข้อ ๓๐ มีมติให้ลบชื่อออกจากทะเบียนสมาชิก (๕) พรรคการเมืองสิ้นสภาพ เลิก หรือยุบไป ข้อ ๑๗ การสิ้นสุดของสมาชิกภาพตามข้อ ๑๖ (๔) ถ้าสมาชิกผู้นั้นดํารงตําแหน่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มติของพรรคต้องเป็นมติของที่ประชุมร่วมของคณะกรรมการบริหารพรรค และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่สังกัดพรรค โดยมติดังกล่าวต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ ของจํานวนกรรมการบริหารพรรครวมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคทั้งหมด และการลงมติ ให้ลงคะแนนลับ แต่ถ้าสมาชิกผู้นั้นได้อุทธรณ์ต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พรรคมีมติคัดค้าน ว่ามติดังกล่าวมีลักษณะตามมาตรา ๖๕ วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญ และหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่ามติดังกล่าวมิได้มีลักษณะตามมาตรา ๖๕ วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญ ให้ถือว่าสมาชิกภาพสิ้นสุดลงนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามติดังกล่าวมีลักษณะตามมาตรา ๖๕ วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญ สมาชิกผู้นั้นอาจเข้าเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองอื่นได้ภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัย การอุทธรณ์ของสมาชิกต่อศาลรัฐธรรมนูญตามวรรคสอง ให้เป็นไปตามวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ให้หัวหน้าพรรคส่งรายงานหรือเอกสารเกี่ยวกับการมีมติตามวรรคหนึ่งไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายทะเบียนพรรคการเมืองภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่พรรคการเมืองมีมติ ข้อ ๑๘ การสิ้นสุดสมาชิกภาพของสมาชิกที่ดํารงตําแหน่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรณียุบพรรคและไม่อาจเข้าเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองอื่นได้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่พรรคการเมือง ยุบไป ให้ถือว่าสมาชิกผู้นั้นสิ้นสุดสมาชิกภาพนับแต่วันถัดจากวันที่ครบหกสิบวันนั้น ข้อ ๑๙ การลาออกจากสมาชิกพรรคให้ยื่นใบลาออกต่อนายทะเบียนสมาชิกพรรคและมีผล เมื่อนายทะเบียนสมาชิกพรรคได้รับหนังสือแล้ว หน้า ๗๕ เล่ม ๑๒๘ ตอนพิเศษ ๑๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ มกราคม ๒๕๕๔ ส่วนที่ ๒ สิทธิและหน้าที่ของสมาชิกพรรค ข้อ ๒๐ สมาชิกพรรคมีสิทธิดังต่อไปนี้ (๑) เสนอข้อคิดเห็นอันเป็นประโยชน์ต่อพรรค (๒) ได้รับการคัดเลือกจากพรรคให้เป็นตัวแทนของพรรคในการเลือกตั้งทั้งปวง (๓) ได้รับเลือกตั้งหรือแต่งตั้งเป็นผู้ปฏิบัติงาน คณะทํางาน หรือกรรมการสาขาพรรค กรรมการ หรืออนุกรรมการในคณะต่าง ๆ หรือกรรมการบริหารพรรค ตลอดจนที่ปรึกษาพรรค (๔) ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เมื่อเห็นว่ามติหรือข้อบังคับพรรคในเรื่องใดจะขัดต่อสถานะและการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญ หรือแย้งกับหลักการพื้นฐานแห่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขได้ โดยมีสัดส่วนดังต่อไปนี้ (ก) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสังกัดพรรค ไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจํานวนสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรของพรรค หรือ (ข) กรรมการบริหารพรรคไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจํานวนกรรมการบริหารพรรค หรือ (ค) สมาชิกของพรรคจํานวนไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยคน (๕) สิทธิอื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการบริหารจะพิจารณาเป็นกรณีไป ข้อ ๒๑ สมาชิกพรรคมีหน้าที่ดังต่อไปนี้ (๑) ร่วมรับผิดชอบต่อเสถียรภาพของพรรค และให้ความร่วมมือในกิจกรรมของพรรค (๒) สนับสนุนสมาชิกพรรค ผู้ที่พรรคได้พิจารณาส่งลงสมัครรับเลือกตั้งในทุกระดับและให้ความร่วมมือในการดําเนินงานของพรรค (๓) ยึดมั่นและปฏิบัติตามกฎระเบียบและข้อบังคับของพรรคโดยเคร่งครัด ส่วนที่ ๓ ความรับผิดชอบของพรรคต่อสมาชิกพรรค ข้อ ๒๒ ความรับผิดชอบของพรรคต่อสมาชิกพรรค มีดังนี้ (๑) ส่งเสริมสถานภาพของสมาชิกพรรคให้มีสมรรถภาพต่อการดํารงชีวิตของตนเอง และครอบครัว (๒) ดําเนินงานทางการเมืองอย่างจริงจัง เพื่อให้พรรคมีบทบาททางการเมืองและการบริหารประเทศตามอุดมการณ์และนโยบายของพรรค (๓) เสริมสร้าง เพิ่มคุณภาพชีวิตให้แก่สมาชิกพรรคด้วยการให้ความรู้ในวิชาชีพต่าง ๆ ตามสมควร หน้า ๗๖ เล่ม ๑๒๘ ตอนพิเศษ ๑๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ มกราคม ๒๕๕๔ (๔) รับเรื่องราวร้องทุกข์และให้ความช่วยเหลือแก่สมาชิกพรรค ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ตามครรลองแห่งกฎหมายและข้อบังคับพรรค (๕) ส่งเสริมและจัดการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตสมาชิกพรรค ส่วนที่ ๔ การพัฒนาความรู้ทางการเมืองของสมาชิกพรรคและประชาชนทั่วไป ข้อ ๒๓ เพื่อเป็นการส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจทางการเมืองแก่สมาชิกพรรคและประชาชนอันจะส่งผลให้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในระบบรัฐสภาเป็นที่ศรัทธาและเชื่อมั่นต่อปวงชนชาวไทย พรรคจึงได้กําหนดแนวทางการพัฒนาความรู้ทางการเมือง ของสมาชิกพรรคและประชาชนทั่วไปดังต่อไปนี้ (๑) จัดเตรียมบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ มีความเชี่ยวชาญในแต่ละสาขาวิชาชีพ เพื่อฝึกอบรมให้แก่สมาชิกพรรคและประชาชนทั่วไป (๒) รวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมเพื่อปลุกจิตสํานึกสมาชิกพรรคและประชาชน โดยให้เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองมากยิ่งขึ้น (๓) ส่งเสริมและสนับสนุนการรวมตัวกันเป็นชุมชนท้องถิ่น เพื่อรับความรู้เกี่ยวกับสิทธิ และการจัดการดูแลรักษาทรัพยากรของท้องถิ่น ตลอดจนปลูกฝังอุดมการณ์และสิทธิทางการเมืองที่พึงมี (๔) ส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มสาขาวิชาชีพ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจทางการเมืองร่วมกับบุคลากรของพรรคโดยสม่ําเสมอ (๕) เผยแพร่ความรู้ทางการเมืองหรือการดําเนินกิจกรรมทางการเมืองโดยผ่านสื่อมวลชน (๖) ส่งเสริมให้สมาชิกและประชาชนมีโอกาสได้เข้าฟังการอภิปราย หรือการบรรยายทางการเมือง ส่วนที่ ๕ วินัยและจรรยาบรรณของสมาชิกพรรคและกรรมการของพรรคทุกระดับ ข้อ ๒๔ เพื่อให้สมาชิกพรรคและกรรมการของพรรคทุกระดับร่วมกันพัฒนาพรรคให้มีคุณภาพเป็นที่ศรัทธาและไว้วางใจของประชาชน จึงกําหนดวินัยไว้ดังต่อไปนี้ (๑) ต้องยึดมั่นในอุดมการณ์ นโยบาย ข้อบังคับพรรค ระเบียบ ประกาศ คําสั่ง และมติ ของพรรคอย่างจริงจัง (๒) ไม่ใช้สถานภาพสมาชิกพรรค กรรมการสาขาพรรค หรือกรรมการบริหารพรรค แสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนหรือบุคคลอื่นโดยมิชอบด้วยกฎหมายหรือครรลองคลองธรรม (๓) ไม่โจมตีหรือวิพากษ์วิจารณ์สมาชิกพรรคด้วยกัน หรือองค์กรของพรรคต่อบุคคลภายนอกในทางที่เสียหาย หน้า ๗๗ เล่ม ๑๒๘ ตอนพิเศษ ๑๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ มกราคม ๒๕๕๔ (๔) ไม่ปกปิดความผิดของตนหรือของสมาชิกพรรคที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อชื่อเสียง ของพรรค ทั้งนี้ต้องรีบแจ้งให้พรรคทราบทันที (๕) ไม่ฝ่าฝืนกฎหมายของรัฐ หรือประพฤติผิดศีลธรรมอันเป็นที่ครหาของสังคม (๖) ไม่พึงนํามติลับของพรรคไปเปิดเผยต่อบุคคลอื่น แม้จะไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย ต่อพรรคก็ตาม (๗) ในการดําเนินงานรัฐสภา สมาชิกสามารถปฏิบัติตามมติของพรรคหรือตามที่กฎหมาย ได้กําหนดไว้ ข้อ ๒๕ เพื่อเป็นการสร้างเสริมและจรรโลงระบบพรรคการเมืองและงานการเมือง ให้มีคุณธรรม สมาชิกพรรคและกรรมการของพรรคทุกระดับพึงยึดถือและปฏิบัติตามจรรยาบรรณทาง การเมืองดังต่อไปนี้ (๑) มีความสํานึก เทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ (๒) ประพฤติและดํารงชีพอยู่ในกรอบแห่งกฎหมายและคุณธรรม (๓) รักษาอุดมการณ์ นโยบาย และข้อบังคับพรรคอย่างเคร่งครัด (๔) รับผิดชอบต่องานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากพรรคอย่างจริงใจ (๕) ปรับปรุงตัวเองเพื่อก่อให้เกิดความสามัคคีและประสิทธิภาพของพรรค (๖) ปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดีของบ้านเมือง ส่วนที่ ๖ การลงโทษสมาชิกพรรค ข้อ ๒๖ การกล่าวหาสมาชิกพรรคคนใดว่าได้กระทํา หรือละเว้นการกระทําอันควรแก่การลงโทษ ให้กรรมการบริหารพรรคคนใดคนหนึ่งหรือสมาชิกพรรคไม่น้อยกว่ายี่สิบคนทําเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อถึงหัวหน้าพรรคก็ได้ ข้อ ๒๗ เมื่อได้รับการกล่าวหาเป็นหนังสือของสมาชิกพรรคตามข้อ ๒๖ แล้ว ให้หัวหน้าพรรคเสนอต่อคณะกรรมการบริหารพรรค โดยคณะกรรมการบริหารพรรคอาจทําการพิจารณาสอบสวนในทันทีหรือมอบหมายให้สมาชิกคนใดคนหนึ่งหรือหลายคนสอบสวนข้อกล่าวหานั้น ข้อ ๒๘ ในการสอบสวนข้อกล่าวหาสมาชิกพรรค ต้องให้โอกาสแก่ผู้ถูกกล่าวหาแก้ข้อกล่าวหาตลอดจนแสดงพยานหลักฐานฝ่ายตน ถ้าสอบสวนแล้วเห็นว่าไม่มีมูลให้คณะกรรมการบริหารพรรคมีมติยกข้อกล่าวหานั้น แต่ถ้าสอบสวนแล้วเห็นว่ามีมูลให้คณะกรรมการบริหารพรรคมีมติชี้ขาดและให้ลงโทษ ตามข้อ ๒๙ ข้อ ๒๙ เมื่อชี้ขาดแล้วให้หัวหน้าพรรคมีอํานาจสั่งลงโทษอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ภายในสามสิบวัน หน้า ๗๘ เล่ม ๑๒๘ ตอนพิเศษ ๑๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ มกราคม ๒๕๕๔ (๑) ตักเตือนด้วยวาจาหรือเป็นลายลักษณ์อักษร (๒) ภาคทัณฑ์ (๓) ตัดสิทธิบางประการ (๔) ลบชื่อออกจากทะเบียน ข้อ ๓๐ การลงโทษสมาชิกผู้ถูกกล่าวหาซึ่งไม่ใช่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยการลบชื่อออกจากทะเบียน ให้คณะกรรมการบริหารพรรคพิจารณาวินิจฉัยสั่งการ คําสั่งให้ลบชื่อออกจากทะเบียนพรรคจะมีได้ต่อเมื่อคณะกรรมการบริหารพรรควินิจฉัยว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทําให้พรรคเสียหายหรือ อาจเสียหายอย่างร้ายแรงทําให้เกิดการแตกความสามัคคีในพรรค หรือผู้ถูกกล่าวหาได้ฝ่าฝืนข้อบังคับพรรค หรือกระทําผิดวินัย หรือจรรยาบรรณของพรรค หรือฝ่าฝืนมติ หรือคําสั่งของคณะกรรมการบริหารพรรคเป็นสําคัญ คําสั่งดังกล่าวจะต้องเป็นมติของคณะกรรมการบริหารพรรคด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนกรรมการบริหารพรรคทั้งหมด และคําสั่งของคณะกรรมการบริหารพรรคตามข้อนี้ให้ถือ เป็นที่สุด หมวด ๓ คณะกรรมการบริหารพรรคและคณะกรรมการสาขาพรรค ส่วนที่ ๑ คณะกรรมการบริหารพรรค ข้อ ๓๑ ให้คณะกรรมการบริหารพรรคเป็นองค์กรหลักในการบริหารพรรค โดยเลือกตั้งจากสมาชิกพรรคผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิดซึ่งมีอายุไม่ต่ํากว่ายี่สิบปีบริบูรณ์ และไม่มีลักษณะต้องห้าม ตามรัฐธรรมนูญในที่ประชุมใหญ่โดยวิธีลงคะแนนลับและมีจํานวนไม่น้อยกว่าเก้าคนแต่ไม่เกินสี่สิบห้าคน ประกอบด้วย (๑) หัวหน้าพรรค (๒) รองหัวหน้าพรรค (๓) เลขาธิการพรรค (๔) รองเลขาธิการพรรค (๕) เหรัญญิกพรรค (๖) โฆษกพรรค (๗) นายทะเบียนสมาชิกพรรค (๘) กรรมการบริหารอื่น ๆ ข้อ ๓๒ ในการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรค ให้ดําเนินการโดยที่ประชุมใหญ่ตามลําดับดังนี้ หน้า ๗๙ เล่ม ๑๒๘ ตอนพิเศษ ๑๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ มกราคม ๒๕๕๔ (๑) ให้ที่ประชุมกําหนดจํานวนของคณะกรรมการบริหารพรรคตามข้อ ๓๑ วรรคหนึ่ง (๒) เลือกตั้งหัวหน้าพรรคหนึ่งคน ในการเสนอชื่อผู้เป็นหัวหน้าพรรคต่อที่ประชุมต้องมีผู้รับรองไม่น้อยกว่าสิบคน (๓) ให้สมาชิกที่เข้าร่วมประชุมเสนอชื่อสมาชิกเพื่อให้ที่ประชุมเลือกเป็นกรรมการบริหาร พรรคจนครบจํานวนตามที่กําหนดไว้ตาม (๑) (๔) ให้หัวหน้าพรรคที่ได้รับเลือกตั้งใหม่ เสนอชื่อบุคคลที่ได้รับเลือกตั้งเป็นกรรมการบริหารพรรคให้ดํารงตําแหน่งต่าง ๆ เพื่อให้ที่ประชุมของพรรคเห็นชอบโดยเสียงข้างมาก (๕) ในการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรค ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการบริหาร พรรคไม่จําเป็นต้องอยู่ในที่ประชุมก็ได้ แต่ผู้เสนอชื่อกับผู้รับรองและผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งต้องอยู่ในที่ประชุม ข้อ ๓๓ ให้คณะกรรมการบริหารพรรคอยู่ในตําแหน่งคราวละสี่ปี และอาจได้รับเลือกตั้ง ให้ดํารงตําแหน่งอีกได้ ข้อ ๓๔ คณะกรรมการบริหารพรรคมีอํานาจและหน้าที่ดังนี้ (๑) ดําเนินกิจการของพรรคให้เป็นไปตามนโยบายพรรค ข้อบังคับพรรค และมติของที่ประชุมใหญ่พรรค (๒) ออกกฎ ระเบียบ และจัดตั้งหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อปฏิบัติงานให้เป็นไปตามนโยบายพรรคและข้อบังคับพรรค (๓) กําหนดวิธีการคัดเลือกสมาชิกพรรค เพื่อส่งเข้าสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกสภาท้องถิ่น ตลอดจนการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง (๔) พิจารณาจัดสรรเงิน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในส่วนของพรรคและผู้สมัครรับเลือกตั้งในนามพรรค โดยไม่เกินวงเงินที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกําหนด (๕) ควบคุมไม่ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งในนามของพรรค ใช้จ่ายเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกินกว่าวงเงินที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกําหนดในการเลือกตั้ง แต่ละครั้ง (๖) ดําเนินการและปฏิบัติการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (๗) ให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งหรือถอดถอนคณะกรรมการฝ่ายต่าง ๆ ของพรรค คณะผู้บริหารพรรค คณะที่ปรึกษาพรรค คณะกรรมาธิการต่าง ๆ ของพรรค คณะกรรมการรัฐสภา ของพรรค คณะกรรมการประสานงาน และคณะอนุกรรมการต่าง ๆ ของพรรค (๘) อนุมัติ ยุบ และเลิกศูนย์ประสานงานพรรคและองค์กรเสริมสร้างพรรค (๙) อํานวยการต่าง ๆ และกระทําการหรือสั่งการใด ๆ เพื่อให้การดําเนินงานของพรรคเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และเพื่อส่งเสริมความเจริญก้าวหน้าของพรรค (๑๐) กําหนดให้มีการประชุมใหญ่พรรคอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง และรายงานกิจการด้านต่าง ๆ ต่อที่ประชุมใหญ่พรรค (๑๑) จัดหาทุนและทรัพย์สินต่าง ๆ ตลอดจนบริหารการเงินและทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดของพรรคและสาขาพรรค หน้า ๘๐ เล่ม ๑๒๘ ตอนพิเศษ ๑๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ มกราคม ๒๕๕๔ (๑๒) พิจารณารับบุคคลเข้าเป็นสมาชิกพรรคและพิจารณาลงโทษสมาชิกพรรค (๑๓) แต่งตั้งและถอดถอนผู้ปฏิบัติงานของพรรคในกิจการต่าง ๆ ของพรรคและคณะทํางานเฉพาะกิจ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค (๑๔) จัดตั้งแผนกต่าง ๆ ของพรรคเพื่อดําเนินการตามนโยบายของพรรคและให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ (๑๕) แต่งตั้งหรือถอดถอนผู้อํานวยการพรรค รองผู้อํานวยการพรรค และผู้ช่วยผู้อํานวยการสํานักงานใหญ่พรรค หรือตําแหน่งอื่นตามที่เห็นสมควร (๑๖) กําหนดอํานาจหน้าที่ให้กรรมการบริหารพรรค และผู้ปฏิบัติงานของพรรค (๑๗) อํานาจหน้าที่อื่นที่คณะกรรมการบริหารพรรคเห็นสมควรซึ่งไม่ขัดต่อกฎหมาย กฎ ระเบียบ และข้อบังคับพรรค ข้อ ๓๕ กรรมการบริหารพรรคแต่ละตําแหน่งมีอํานาจหน้าที่ดังนี้ (๑) หัวหน้าพรรค (ก) เป็นผู้แทนของพรรคตามกฎหมายและเป็นผู้รับผิดชอบในกิจการทั้งปวงของพรรค (ข) เป็นประธานของคณะกรรมการบริหารพรรค เรียกประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค และเป็นประธานการประชุม (ค) เรียกประชุมใหญ่ของพรรค โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารพรรค และเป็นประธานของที่ประชุม ตลอดจนดําเนินการประชุม (ง) เรียกประชุมร่วมระหว่างคณะกรรมการบริหารพรรคกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ของพรรคและเป็นประธานของที่ประชุม ตลอดจนเป็นผู้ดําเนินการประชุมดังกล่าว (จ) เป็นผู้ลงนามประกาศ กฎ ระเบียบ มติ และคําสั่งของพรรค (ฉ) มีสิทธิยับยั้งมติคณะกรรมการบริหารพรรค คณะกรรมาธิการพรรคหรือ คณะกรรมการอื่น ๆ เพื่อขอให้มีการทบทวนมติในกรณีที่มีความจําเป็น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินสามวัน ซึ่งหากพ้นกําหนดดังกล่าวให้ถือว่ามติของที่ประชุมนั้นมีผลใช้บังคับ (ช) ในกรณีที่มีความจําเป็นในการดําเนินการทางการเมือง ให้มีอํานาจปฏิบัติการในนาม ของพรรคได้ โดยความเห็นชอบของกรรมการบริหารพรรคไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนคณะกรรมการ บริหารพรรคเท่าที่มีอยู่ในขณะนั้น และให้ถือว่าการดําเนินการนั้นเป็นมติพรรค (ซ) อํานาจอื่น ๆ ตามที่กําหนดไว้ในกฎหมายและข้อบังคับพรรค ในกรณีหัวหน้าพรรคไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ให้ผู้ที่มีตําแหน่งรองลงมาลําดับต้นทําหน้าที่แทน (๒) รองหัวหน้าพรรค มีอํานาจหน้าที่ความรับผิดชอบตามที่หัวหน้าพรรคหรือคณะกรรมการ บริหารพรรคมอบหมาย (๓) เลขาธิการพรรค มีอํานาจหน้าที่รับผิดชอบ หน้า ๘๑ เล่ม ๑๒๘ ตอนพิเศษ ๑๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ มกราคม ๒๕๕๔ (ก) ตรวจสอบและกํากับดูแลกิจการทั้งปวงของพรรค ตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคมอบหมาย และให้รับผิดชอบโดยตรงจากหัวหน้าพรรคในกิจการที่หัวหน้าพรรคมอบหมายให้ปฏิบัติ (ข) เสนอรายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค ที่ประชุมร่วมคณะกรรมการบริหารพรรค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค และที่ประชุมใหญ่พรรค (ค) เป็นเลขานุการของที่ประชุมคณะกรรมการบริการพรรค ที่ประชุมร่วมคณะกรรมการบริหารพรรค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และที่ประชุมใหญ่พรรค (ง) กํากับดูแลการบริหารงานของสํานักงานใหญ่พรรค (๔) รองเลขาธิการพรรค มีอํานาจหน้าที่รับผิดชอบตามที่เลขาธิการพรรคหรือคณะกรรมการ บริหารพรรคมอบหมาย (๕) เหรัญญิกพรรค มีอํานาจหน้าที่รับผิดชอบในการควบคุมรายรับ-รายจ่าย บัญชีทรัพย์สิน หนี้สินและงบการเงินของพรรคตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคกําหนด (๖) โฆษกพรรค มีอํานาจหน้าที่รับผิดชอบ (ก) แถลงมติที่ประชุมและกิจการต่าง ๆ ของพรรค (ข) ประชาสัมพันธ์งานของพรรค ตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคมอบหมาย (๗) นายทะเบียนสมาชิกพรรค มีอํานาจหน้าที่รับผิดชอบทะเบียนสมาชิกพรรค (๘) กรรมการอื่นมีอํานาจหน้าที่รับผิดชอบตามที่หัวหน้าพรรค หรือคณะกรรมการบริหารพรรคมอบหมาย ข้อ ๓๖ ให้หัวหน้าพรรคหรือผู้ที่หัวหน้าพรรคมอบหมายเป็นผู้เรียกประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค การประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคต้องมีกรรมการบริหารพรรคมาประชุมไม่น้อยกว่า กึ่งหนึ่งของจํานวนคณะกรรมการบริหารพรรคที่มีอยู่จึงจะถือว่าครบองค์ประชุม การลงมติของคณะกรรมการบริหารพรรคให้ถือเสียงข้างมากของที่ประชุมโดยประธานงดออกเสียง หากคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานออกเสียงชี้ขาด ข้อ ๓๗ กรรมการบริหารพรรคพ้นจากตําแหน่งเมื่อ (๑) ตาย (๒) ลาออก (๓) ขาดจากสมาชิกภาพ (๔) ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาล หรือโดยคําสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย (๕) ไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อทางราชการ (๖) ขาดการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคสามครั้งติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันควร (๗) โดยมติที่ประชุมใหญ่พรรค ด้วยคะแนนเสียงสามในสี่ขององค์ประชุม เมื่อตําแหน่งกรรมการบริหารพรรคตามข้อ ๓๑ (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) หรือ (๗) ว่างลง ให้คณะกรรมการบริหารพรรคแต่งตั้งกรรมการบริหารพรรคคนใดคนหนึ่งที่เหมาะสม เข้าทําหน้าที่แทน หน้า ๘๒ เล่ม ๑๒๘ ตอนพิเศษ ๑๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ มกราคม ๒๕๕๔ จนกว่าจะมีการเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคใหม่แทนตําแหน่งที่ว่างและให้อยู่ในตําแหน่งเท่าวาระที่เหลือ แต่ถ้าตําแหน่งหัวหน้าพรรคว่างลงให้ที่ประชุมใหญ่พรรคเลือกตั้งใหม่ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ตําแหน่งว่างและให้อยู่ในตําแหน่งเท่าวาระที่เหลือ ข้อ ๓๘ คณะกรรมการบริหารพรรคพ้นจากตําแหน่งทั้งค
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive