610808_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก ศีลทำให้เกิดสมาธิ-ปัญญา-วิมุติตามลำดับ.docx
เนื้อหาในไฟล์
610808_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก ศีลทำให้เกิดสมาธิ-ปัญญา-วิมุติตามลำดับ อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/1dU0sjg2y8swn8yj7D3TQcjf2mv1UwzDE7XfDrphCEOQ/edit?usp=sharing ดาวโหลดเสียงที่.. https://drive.google.com/open?id=1vsf_AN2_JId4Aw1aR7fxpIVwrZxT0sVt
สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน พ่อครูถูกฟ้องคดีฝ่าฝืนพรบ.ความมั่นคง สมณะเดินดินว่า...วันนี้เป็นวันพุธที่ 8 สิงหาคม 2561 ที่บวรสันติอโศก วันนี้มาในสถานที่ใหม่ ที่นี่สันติอโศกดูเหมือนจะเงียบสงบกว่าที่อื่น พ่อครูเดินทางมาครั้งนี้ มาทำกิจสำคัญหลายด้านด้วยกัน โดยกำหนดนัดหมายพรุ่งนี้ต้องไปฟังคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ พ่อครูยังมีวิบากเกิดจากตอนชุมนุม ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติความมั่นคง แต่ปรากฏว่ามีทนายแจ้งว่าศาลขอเลื่อนนัดไปในวันที่ 6 ธันวาคม พ่อครูว่า...ที่เลื่อนนี่มีเหตุผล 1. เขาคงมีคดีมาก เขาก็จะบอกไม่ทัน ก็เลยขอเลื่อนออกไป อีกอย่างหนึ่งก็คือ มันคงยากมาก ต้องหาข้อมูลต้องหาหลักฐานหาอะไรมาประกอบอีกเยอะยังตัดสินไม่ได้ ยากมากเลยคดีนี้ก็เลยขอเลื่อน ทำยังไม่สำเร็จ สมณะเดินดินว่า...มันเรื่องยาวนานตอนไปขึ้นสืบจำกันไม่ได้เลยว่า วันอะไร เดือนอะไร ปีอะไร ต้องไปเปิดคอมพิวเตอร์ดู เปิดแล้วก็ให้พ่อครูดูว่า เริ่มชุมนุมวันนี้อะไรอย่างนี้ นั่งรอสักพักหนึ่ง พอถึงเวลาซักถามอีกพ่อครูก็จำไม่ได้หมด มันยาวนานจนจำไม่ได้ว่าอะไรเป็นอะไร อัยการพยายามแย้งว่า เวทีที่ตั้งอยู่นี้เป็นเวทีถาวรหรือไม่ พวกเราก็บอกว่าไม่ใช่ถาวรย้ายไปย้ายมาได้ แล้วส้วมนี้เป็นการกีดขวางทางจราจรใหม่ พ่อครูว่า...สุดกว่ามโนสาเร่ เป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยกว่ามโนสาเร่ด้วยซ้ำไป ที่ไม่ควรฟ้อง แต่เขาก็หยิบขึ้นมา ไม่มีงานจะทำแล้วหรือยังไง ตั้งแต่ปี 54
อ่านต่อ
เรื่องประเด็นที่เราทำงานคือ ไปไล่รัฐบาลที่ไม่ควรจะบริหารต่อไป เราก็เลยเข้าไปทำหน้าที่ประชาชน ไม่เห็นด้วยที่จะให้รัฐบาลนี้บริหารต่อไป เราก็ทำด้วยความสงบเรียบร้อย ด้วยเหตุด้วยผล สาธยายความรู้ความจริงหลักการ พูดถึงความจริงที่เกิดผลเสีย ให้แจ้งชัด ทำอย่างสงบไม่มีอาวุธเรียบร้อยทุกอย่างไม่ผิดกฎหมายใดๆเลย ถ้าจะผิดก็ผิดกฎหมายจราจรเท่านั้น ที่ไปยึดพื้นที่เขา จราจรติดขัดบ้าง แต่เขาก็สัญจรยังได้อยู่ แต่ผลมันก็เป็นผลดีต่อประเทศอย่างยิ่งใหญ่ต่อสังคม เรื่องของการเมืองสังคม เราก็เป็นผู้ทำหน้าที่พลเมืองที่ถูกต้องที่ดีที่สุด ทำกันอย่างยาวนานเป็นปี เป็นการทำงานการเมืองของประชาชนที่งดงามที่สุดเท่าที่อาตมามีความรู้และมั่นใจในตัวเองว่าเป็นตัวอย่างให้แก่ประเทศไม่รู้กี่ประเทศ ดูได้เป็นตัวอย่างว่าคนเขาใช้ความสงบความเรียบร้อยใช้ความรู้เช่น ความสุภาพครบครันทั้งหมดมาใช้ โดยเฉพาะความอดทนอยู่กันเป็นปีข้ามปี เป็นเรื่องสวยงามมาก ผลสำเร็จของประชาชนที่ประท้วง จนเสร็จหมดเลย 4 รัฐบาลต่อเนื่องกันมา 4 รัฐบาล จำได้ว่าออกไปตั้งแต่พ.ศ 2549 จนสิ้นสุดในปี 2557 จึงมีการปฏิวัติ ซึ่งเป็นผลสำเร็จของการปฏิวัติโดยประชาชนที่สำเร็จผล สำเร็จด้วยความสงบ ผู้บริหารหมดฤทธิ์หมดอำนาจแล้วก็เลยต้องมีผู้รักษาการ เสร็จแล้วก็ไปเจรจาอะไรต่างๆนานา พลเอกประยุทธ์ก็เป็นตัวแทนของประชาชน ในฐานะเป็นผู้รักษาความมั่นคงของประเทศ ก็ไป แล้วก็ให้ไปเจรจา แต่เจรจาไม่รู้เรื่องกัน ก็เป็นการปฏิวัติของประชาชน ทำอย่างสวยงามที่สุด ทุกคนที่มาร่วมกัน ช่วยกันประท้วง ขับไล่รัฐบาล กองทัพธรรมก็ไปร่วมกับประชาชนพันธมิตร จนกระทั่งได้ผลสำเร็จ เป็นพฤติกรรมการเมืองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสวยงามที่สุด ชัดเจนเลย รัฐบาลตั้งหลายรัฐบาล รัฐบาลเขาเชื่อมต่ออำนาจไปอีกหลายรัฐบาลเอานอมินีขึ้นมา จนพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมา เราก็ไปช่วยกันประท้วงอีกก็สำเร็จ นักรัฐศาสตร์การเมืองต้องบันทึกเรื่องนี้ให้ดี ทำจริงเป็นเรื่องจริงของโลกไม่ใช่เรื่องเล่น และทำได้สำเร็จเรียบร้อยสูงสุด จบ อาตมาเป็นตัวปฏิกิริยาเข้าไปร่วมด้วย ที่พูดนี้ไม่ได้ทวงบุญคุณ ก็ต้องขออภัย มันเป็นการศึกษาเป็นการเรียนรู้เท่านั้น เพื่อให้ฉุกคิดว่าอะไรคืออะไร ที่มันเกิดเรื่องต้องตายกันบ้างทำร้ายกันบ้าง มันก็เป็นธรรมชาติของการเมือง เพราะเราไปไล่พวกนี้พวกนี้ก็ต้องมาขวาง ไม่ใช่พวกเรานะ อย่าเข้าใจผิดว่าพวกเราทำให้เกิดการฆ่าฟันเกิดการยิงกัน อันนั้นมันเป็นผลจริงของความจริงว่าพวกนี้ กากเศษสุดท้ายที่เขาแสดงออก สุดท้ายก็เรียบร้อยจบไป นี่ก็ทบทวนความรู้การเมืองของประเทศชาติสังคม สมณะเดินดินว่า...แต่อย่างไรก็ดีก็ยังไม่หมดวิบากทีเดียว ก็มีแกนนำจะต้องไปชดใช้อยู่บ้าง ก็มีนักกฏหมายออกมาช่วยบ้าง ประชาชนออกไปทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ เพื่อไปขับไล่รัฐบาลที่ทำผิดกฎหมาย กฎหมายต้องคุ้มครองประชาชน ศาลตัดสินว่ารัฐบาลนี้เป็นการทำลายประชาธิปไตย ประชาชนก็ไปประท้วงกฎหมายน่าจะคุ้มครองประชาชนมากกว่า วิบากพ่อครูคงไม่มาก คดีนี้ ก็ตัดสินถ้าจะลงโทษก็เพียงรอลงอาญา
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน คนจิตเป็นสมาธิเป็นอย่างไร วันพรุ่งนี้ก็จะมีรายการสำมะปี๋ซี่วิต ปกติจัดที่ราชธานีอโศกบรรยากาศคึกคักดี มาจัดที่เมืองสงบสงบๆอย่างสันติอโศก จะมีแฟนนานุแฟนมามากหรือเปล่า พ่อครูตั้งใจว่าจะให้เป็นบรรยากาศที่เป็นกันเอง การฟังธรรมแบบของแห้งกับของสดต่างกันของสด จะได้เห็นความเป็นสมาธิของพ่อครู พ่อครูว่า...คนมีสมาธิจะมีกายปาคุญญตา และมีกายกัมมัญญตา มีมุทุตา จิตที่เป็นตัวคล่องที่สุด ความคล่องของเวทนา สัญญา สังขาร หมู่พลังงานทางจิตคือหมู่mmเวทนา ทางสัญญา ทางสังขารทำงานคล่องแคล่วว่องไว เป็นคนมีสมาธิดีมาก จึงเกิดความคล่องแคล่วว่องไวได้ สมาธิของพระพุทธเจ้าเป็นสมาธิของโลกุตระ ซึ่งเกิดจากการปฏิบัติมาจากองค์ประกอบ 7 คือจากสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ โดยสัมมาวายามะ สัมมาสติเป็นองค์ประกอบครบ ใช้องค์ประกอบอันนี้ประพฤติก็จะเกิดจิตที่เป็นสัมมาสมาธิ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ยากมากเลย ไม่ง่ายเลยที่คนจะเข้าใจ แค่สัมมาทิฏฐิตัวประธานตัวเดียวต้องเข้าใจให้ได้ถึง 10 ประเด็น ทินนัง ยิฏฐัง หุตัง กัมมานัง อยัง โลโก ปโร โลโก แล้วก็มาตา ปิตา สัตตา โอปปาติกา สมณพราหมณา ต้องมีสัมมาทิฏฐิทั้ง 10 ข้อนี้ก่อนจึงจะเกิดผลเป็นสัมมาสมาธิได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องตื้นไม่ใช่เรื่องง่ายมีสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนขององค์ธรรมต่างๆ เยอะเลย ไม่ใช่เรื่องตื้นเขินเป็นเรื่องลึกซึ้งมาก อาตมาก็ยังอธิบายยังไม่เก่งก็ค่อยๆ อธิบายไป สมณะเดินดินว่า...เป็นเพียงให้เห็นว่าพ่อครูอยู่ มีสภาวะให้เราเห็นทำให้เราดู แต่ถ้าพ่อครูไม่อยู่ พวกเราจะไปหาแห้งๆ กัน แต่หาแห้งก็ไม่แน่ใจว่าจะไปหาแห้งอะไร เราจะเห็นได้ว่าถ้าพ่อครูยังมีชีวิตอยู่ ฟังธรรมจากพ่อครูสดๆ ก็มีน้ำหนักกว่าฟังธรรมจากของแห้งๆ ถ้าพ่อครูไม่ได้อยู่กับเราเลย เราฟังธรรมน้ำหนักที่เราจะได้ประโยชน์ก็ยิ่งจะน้อยลงไปอีก ความตั้งใจของเราความศรัทธาของเรา พ่อครูอยู่เราไม่ได้เห็นแต่ภาษาปริยัติอย่างเดียว เราเห็นอากัปเห็นกิริยา อุเบกขา 5 ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุภูเตเห็นอย่างไร ความแคล่วคล่องว่องไว ไม่เชื่องช้าอืดอาดเป็นอย่างไร พ่อครูว่า..ขอยืนยันว่าอาตมาเป็นคนมีสมาธิที่ดีมากเลย เป็นสมาธิของพุทธไม่ได้ไปนั่งหลับหูหลับตาขอยืนยันว่าสมาธิของพระพุทธเจ้านั้นแปลว่าความตั้งมั่นของจิต ความตั้งมั่นของจิตอันนั้นก็เป็นจิตที่มี อเนญชาภิสังขารที่ยิ่งใหญ่ โดยมีแกนฐานจิต เป็นปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา เป็นแกนฐานจิต อยู่ในฐานฌานที่ 4 นอกนั้นก็เป็น Dynamic ซึ่งเป็นตัวพลังงานร่วมในธรรมะสอง คล่องแคล่ว มุทุภูตธาตุ ธาตุตัวหลักเลยก็คือ มุทุภูตธาตุเป็นตัวแกนสุดท้ายของจิต เป็นสมาธิ ที่อาตมาอธิบายไปเนี่ย เท่าที่มีภูมิปัญญาที่จะอธิบายความจริงของสภาวะ ยังไม่ครบนะ ถ้าพระมหากัจจายนะยังอยู่ พระมหากัจจายนะจะกลับมาช่วยอาตมา ขยายจะลึกซึ้งจบรอบด้านพิสดารได้กว่านี้เยอะเลย
พ่อครูว่า..ก่อนอื่นก็ SMS 610707-8 _0890015xxx รายการ"สำมะปี๋ซีวิต" ชื่อเป็นภาษาอีสาน ผมมีความเห็นว่าน่าจะเปิดโอกาสให้ใช้ภาษาถิ่นของแต่ละคนถามตอบกันเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศและเพื่อการเรียนรู้ร่วมกันด้วย จะได้เป็นกันเอง และที่สำคัญอยากฟังพ่อท่านเทศน์เป็นภาษาอีสานบ้าง และจะดูสอดคล้องกับชื่อรายการ"สำมะปี๋"อย่างมากเลยครับ _บุญชัย ตั้งสำราญจิต /ฟังท่านมานาน เริ่มจะฟังทันแล้วครับท่าน น้อมจิตคารวะครับ _โอธิ กราบพ่อท่านมาด้วยความเคารพค่ะ โลกเรานี้เข้าสู่ยุคอะไร สมาธิที่สอนกันนั้น ใช่ที่ ว่าก้อนหินทับหญ้าชั่วขณะ พอออกจากที่นั่งหญ้าขึ้นงามอีกของแท้จากสันติอโศกเหตุใดไม่มาเรียนรู้เป็นผลดีสู่สันติสุขถึงสังคมองค์พ่อของแผ่นดินทรงเมตตาสอนเตือน ทำดีทำยาก แต่ต้อง ทำ เราก้าวตามรอยพ่อ กราบมาด้วยความเคารพพ่อท่านค่ะ
สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน ผล 7 อย่างของการทำการเมืองแบบอโศก _3867ควันหลงอุทกวิปโยคที่เคยชินอยู่กับน้ำท่วมอดีตทุกปี!พ่อค้าแม่ขายที่น้ำท่วมจะแปรตลาดบกเป็นตลาดน้ำ !แปรทางเดินรถเป็นทางเดินเรือ!แปรร้านก๋วยเตี๋ยวข้าวผัดขนมหวานลงเรือเร่ซื้อ ขายถูกกินอิ่มบนแพยางรถทุกปีที่น้ำบ่เชี่ยว!ท่วมนาน แรมเดือน! พ่อครูว่า..สำหรับราชธานีอโศกพึ่งพาตัวเองได้ไหมเวลาน้ำท่วม ทางราชการเขาก็ส่งเครื่องช่วยเหลือมา เราก็เลยเอาไปแจกคนอื่นต่อ ทางราชการก็เลยบอกว่าไม่ต้องเอาไปช่วยเขา เอาน้ำมันไปให้เขาแทน ส่วนเครื่องยังชีพไม่ต้องเอาไปให้เขา เขาเอาตัวรอดได้ ถ้าหากดินไม่มีเขาก็ทำแพปลูกผักได้ น้ำท่วมมาก็เอาพืชผักจากแพมารับประทาน ที่สำคัญคือมีอยู่มีกิน เพราะว่าพี่น้องจากที่ต่างๆส่งอาหารไปให้กินเต็มไปหมด พวกเราพยายามพัฒนาประชาชนให้เป็นผู้พัฒนา มีเมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม มีสาธารณโภคี มีอะไรก็เอาเข้ากองกลาง ไม่ใช่เอาเป็นตัวกูของกู ไม่ใช่ มีมากก็ไปเผื่อแผ่แจกจ่ายกัน เราพิสูจน์แล้วดีที่สุดทำได้แล้วด้วย ชาวอโศกทำได้แล้วด้วย การบริหารบ้านเมือง เราทำได้ผลดี ก็เลยเอามานำเสนอทางการ ไม่ใช่ของชาวอโศกแต่เป็นของพระพุทธเจ้า พัฒนาตัวเองเป็นคนอย่างนี้ได้ ด้วยคนกลุ่มหนึ่งที่อาตมาได้ใช้ทฤษฎีของพระพุทธเจ้าเอามาให้ศึกษา เรื่องกอบกู้เศรษฐกิจก็เรียบร้อย กอบกู้ทางการเมืองทางสังคมก็เรียบร้อย ทุกวันนี้ถือว่าชาวอโศกไม่เป็นภาระสังคม นี่เป็นผลสำเร็จแล้ว เศรษฐกิจที่ลงตัวสมบูรณ์เป็นอย่างนี้เหรอเป็นอย่างไร อยู่ในภาวะที่ไม่ได้แย่งชิงกัน แต่มีความขยันเต็มที่ ขยันอย่างที่เรียกว่าแต่ก่อนขยันเอาไปบำเรอตน แต่พวกนี้ขยันสร้างสรรและกินน้อยแต่พอดี ไม่ถูกโลกหลอกไป ต้องไปแบ่งให้ดนตรีการ แบ่งให้เสื้อผ้าแฟชั่น ไม่ พวกนี้ ใช้สิ่งที่พอมีเป็นปัจจัยชีวิต เสื้อผ้าหน้าแพร อาหารเครื่องนุ่งห่มที่อยู่อาศัยยารักษาโรค ก็อยู่กันอย่างประโยชน์สูงประหยัดสุดได้ เป็นเศรษฐกิจสูงสุดแล้ว แล้วอยู่กันยังไง บริหารกันอย่างไร บริหารกันอย่างสำเร็จเป็น อิสระเสรีภาพ เป็นผลสำเร็จ เป็นภราดรภาพ เป็นสันติภาพ เป็นสมรรถภาพ เป็นบูรณภาพ เป็นสุนทรียภาพ เป็นสุญภาพ นี่คือผลของการเมืองนะ 7 หลัก นี่ผลของรัฐศาสตร์สมบูรณ์แบบ ทั้งเศรษฐศาสตร์ทั้งรัฐศาสตร์นี่คือสังคมศาสตร์มนุษย์ชาติอย่างสมบูรณ์เรียบร้อย อาตมาก็มาทำหน้าที่ช่วยประชาชนประเทศชาติได้อย่างสำเร็จ ผู้ที่มาเป็นชาวอโศก อยู่ไปอาตมาก็อธิบายธรรมะลึกซึ้งของพระพุทธเจ้า ส่วนพฤติกรรมของชาวอโศกนั้นมาเป็นผู้หมดตัวแล้วสบายแล้ว ไม่มีความลำบาก ทุกคนช่วยกันบริหาร ซ้อนๆๆ อาตมาบริหารโดยไม่ได้บริหารแล้ว คนรับช่วงไปบ้าง.. หนักหนาไหม(ถามท่านองค์นี้) สมณะเดินดินว่า...ไม่หนักเพราะมีหมู่กลุ่มช่วยกัน พ่อครูว่า...บริหารโดยไม่ต้องบริหาร ไม่ต้องวุ่นวายไม่ต้องจำจี้จ้ำไช ต้องพิพากษาต้องฟ้องร้อง ไม่เลย รวมแล้วมันก็ลงตัว อาตมาอยากให้เขามาศึกษาเรื่องของมนุษยชาติ เรื่องของพระพุทธเจ้าพาทำเป็นเรื่องของมนุษยชาติเป็นเรื่องของสังคม ไม่มีอื่นเลย เราทำสำเร็จแล้ว
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ฌาน บุญ และสมาธิ มาเข้าสู่ประเด็นที่จะอธิบาย เรื่องของสมาธิ เข้าใจไม่ได้ง่ายๆ เอาตั้งแต่บัญญัติก่อน คำว่าสมาธิหมายถึงอะไร สมาธิมันจะปนๆอยู่กับคำว่าฌาน ปฏิบัติฌานปฏิบัติสมาธิ ปฏิบัติอย่างไร ทั่วไปนั้นปฏิบัติการปฏิบัติสมาธิเขาจะพากันนั่งหลับตา ทั้งการทำฌานและสมาธิ วิธีที่จะปฏิบัติคือหลับตาและสะกดจิตเข้าไป สะกดจิตเข้าไปแล้วทำให้จิตนิ่ง แล้วบอกว่าทำฌานทำสมาธิ ดีไม่ดีบอกว่าทำสมาธิแล้วจะเกิดฌาน ที่จริงต้องทำฌาน แล้วฌานมีผลเป็นบุญ ก็ชำระกิเลสเสร็จ ฌานคือการปรุงแต่งพลังงานของจิตให้เกิดเป็นอุณหธาตุ เรียกว่าโดยบัญญัติว่าเป็นอุณหธาตุที่มีพลังงานสูง ที่จะเผา ฌาปนะ แปลว่าการเผา เราเรียกฌาปนกิจ กิจการเผา เผาอะไร? เป็นพลังงานที่เรียกชื่อด้วยศัพท์ว่าไฟ ไปเผาไฟราคะ เผาไฟโทสะ เผาไฟโมหะซึ่งเป็นพลังงานกิเลส พลังงานฌานจะไปเผา ใครปรุงแต่งพลังงานขึ้นมาได้ เป็นอภิสังขาร พลังงานนี้ก็เผากิเลสได้ เมื่อได้พลังงานขึ้นมาก็เป็น ฌาน เป็นอุณหธาตุ ก็เข้าไปทำหน้าที่ทำลายไฟราคะโทสะโมหะ ได้ผลขึ้นมาก็เกิดเป็นบุญ บุญคือการกำจัดกิเลส รายละเอียดของฌานกับบุญต่างกันอยู่นิดนึง เมื่อกิเลสลดลงจิตก็สะอาดขึ้น เมื่อจิตสะอาดขึ้นก็ตกผลึกเป็นจิตสะอาด เป็น ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา นี่คือจิตที่ได้ถูกชำระกิเลสออก ก็จะเป็นจิตที่ปริสุทธา บริสุทธิ์ ปริโยทาตา คือทำต่อ อาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง ทำต่อซ้ำที่มันได้ผลนี่แหละ ยิ่งทำความเจริญของมุทุธาตุ ธาตุจิตมุทุก็ยิ่งเร็วยิ่งไวทั้งธาตุตัวศรัทธาและปัญญา จะมีธรรมะ 2 Static และ Dynamic เป็นกายเป็นคู่ ธรรมะ 2 ก็จะยิ่งแววไวแคล่วคล่องดัดได้ปรับได้ เร็วไวๆ ยิ่งเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นกัมมัญญา มีประสิทธิภาพสูงสุดก็ไปทำงาน กัมมัญญา กรรมการงานซึ่งจะมีอัญญาซึ่งเป็นธาตุรู้ของศาสนาพุทธ ธาตุปัญญา กัมมัญญา ก็ยิ่งเป็นการงานที่ดีที่เหมาะที่ควร ที่เจริญไปได้เรื่อยๆ ทำเสร็จแล้วจิตก็ยิ่งรวมเป็นผลสูงขึ้นเป็นอเนญชาภิสังขารสูงขึ้น เรียกว่าปภัสสรา ยิ่งเจริญผ่องแผ้วผุดผ่องงดงามสดใส เจริญสูงขึ้น ในความเป็นสมาธิของพุทธจึงไม่มีตรงไหนที่จะมานั่งแช่แข็งจิตเลย มีแต่จิตใช้อุณหธาตุตลอด แล้วเจริญขึ้น เป็นสภาวะจิตที่ตื่น เป็นพุทธะตลอดสาย ชาคริยาตลอดสาย พุทธตลอดสาย ไม่มีช่วงไหนที่บอกว่าไปนั่งหลับตา ไปทำให้ตกตะกอนนอนแช่แข็ง ไม่มี มีแต่ตกผลึกของตัวสะอาดบริสุทธ์ ตัวปริสุทธาตกผลึกขึ้นไปเป็นความตั้งมั่นเป็นสมาธิ สมาธิแปลว่าจิตตั้งมั่น อธิบายฌานจนถึงบุญถึงสมาธิ สามบัญญัติที่บอกสภาวธรรม อธิบายการสร้างพลังงานจิตให้เป็นฌาน ฌาณก็ไปทำหน้าที่เผาราคะ โทสะ โมหะ พอเผาได้ก็เป็นผลสำเร็จเป็นบุญ เผาเสร็จก็เป็นิจตสะอาดเป็นอุเบกขา ก็ตกผลึกเป็นอเนญชาภิสังขารขึ้นเรื่อยๆ ไปจนสุดเลยไม่มีที่จบ ยิ่งเจริญ จิตยิ่งเป็นสมาธิ
อาตมาทำงาน อาตมาประพฤติธรรมของพระพุทธเจ้า ยิ่งทำงานยิ่งมีอุเบกขา 5 เจริญขึ้นๆ อาตมาถึงบอกว่าอาตมามีสมาธิดี เพราะฉะนั้นสมาธิของอาตมาถึงแคล่วคล่องว่องไวด้วย นัจจะคีตะวาทิตะ พูดเร็ว ไว อย่างโน้นอย่างนี้ อายุตั้งเกือบ 85 แล้วก็ยังดีอยู่ คอยดูตอนอายุ 100 จะดีอย่างนี้ไหม ไม่ใช่ว่า ช้าลงๆๆ อาตมาคงไม่เป็นอย่างนั้น ติดตามไปอย่าเพิ่งรีบตาย อีกแค่ 15 ปี เศษๆ ก็จะถึง 100 ตอนนั้นก็ดูสิ โพธิรักษ์อายุถึงร้อยจะเป็นอย่างไร อาตมาตั้งเป้าไว้ 151 ปี เพื่อพิสูจน์ความจริงหลายๆอย่าง ที่อาตมาทำงานศาสนามา ศาสนาสอนให้ใช้ความรู้ที่ให้นี่เป็นความรู้ที่ทำให้ตัวเองเจริญ เมื่อตัวเองเจริญตามทิศทางศาสนาพระพุทธเจ้าพาเป็น แล้วก็จะมารวมกัน เมื่อหลายคนมารวมกันก็จะเกิดพฤติกรรมสังคม คนที่ทำกายกรรมวจีกรรมมโนกรรมที่ดีมารวมกันก็เกิดพฤติกรรมสังคมที่ดี ก็จะชี้บ่งว่า นี่เกิดจากความรู้ทฤษฎีของพระพุทธเจ้าจึงเป็นสังคมแบบนี้ นี่คือสังคมพุทธ สังคมพระพุทธเจ้า ที่มีความรู้ของพระพุทธเจ้า เอามาปฏิบัติจนเกิดพฤติกรรมกายกรรมวจีกรรมมโนกรรม เพื่อให้คนเรียนรู้ปฏิบัติคุณสมบัติที่ได้ พระพุทธเจ้าท่านสรุปคุณสมบัติที่เจริญก็มี 7 ตัว 1.สาราณียะ 2.ปิยกรณะ 3.คุรุกรณะ 4.สังคหะ 5.อวิวาทะ 6.สามัคคคียะ 7.เอกีภาวะ อโศกมีตัวอย่างลักษณะของประธานสิ่งทั้งปวงคือจิตของแต่ละคน มีลักษณะ สาราณียะ รำลึกถึงกัน ปิยกรณะรักกัน คุรุกรณะเคารพกัน สังคหะช่วยเหลือเกื้อกูลกัน อวิวาทะไม่ทะเลาะวิวาท สามัคคียะพร้อมเพรียงกัน ไม่มีตีกันหัวร้างข้างแตกตาย ก็อาจมีนิดๆหน่อยๆ ในฐานะที่ทำใจไม่ไหวแล้ว ก็แล้วแต่ แต่ก็ไม่เห็นเกิดเท่าไหร่ นานๆทีมีที ทำงานมาเกือบจะ 40 ปีก็ยังไม่มีเรื่องที่ต้องชำระความหนักมาในเชิงโทสะ อยู่กันอย่างพร้อมเพรียง เอกีภาวะ มีความเป็นปึกแผ่น ชาวอโศกเป็นปึกแผ่น แน่น เหมือนกับพระพุทธเจ้าตรัส กับวัสสการพราหมณ์ ว่า ตราบใดที่เขายังมีอปริหานิยธรรมจะไม่มีใครตีแตก อะไรจะมาล้มล้างเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ได้อย่างนี้แล้ว พวกคุณจะเปลี่ยนแปลงไหม มีตัวอย่างสำนักต่างๆคุณจะเปลี่ยนแปลงไปเป็นแบบนั้นไหม ให้เป็นศาสนาโน้นศาสนานี้ อโศกจะไม่เปลี่ยนแปลง อวินิปาตธรรม ไม่แปรเปลี่ยนไปจากนี้ อสังหิรัง ใครก็ตีไม่แตก อสังกุปปัง ไม่กลับกำเริบอีก ไม่กลับกำเริบนี้ จะไม่กลับกำเริบ ตั้งแต่ฐานโสดาบัน ฐานโสดาบัน ก.) ส่วนที่สิ้นไปจากจิต . . 1. ขีณนิรยะ (สิ้นจากนรก, ปิดนรก ดับความเร่าร้อนได้) . 2. ขีณปิตติวิสยะ (สิ้นจากวิสัยความอยากอย่างเปรต) 3. ขีณติรัจฉานโยนิ (สิ้นจากความโง่ ที่ขวางเจริญ) 4. ขีณาปายทุคติวินิปาตะ (สิ้นจากอบาย ทุคติ วินิบาต) ข.) ส่วนที่เกิดทางจิต (โอปปาติกโยนิ) 5 . โสตาปันนะ (เข้าสู่กระแสโลกใหม่คือโลกุตระ) . . 6. อวินิปาตธัมโม (ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา) 7. นิยตะ (เที่ยงแท้แน่นอนสู่มรรคผลที่สูงขึ้น) 8. สัมโพธิปรายนะ (มุ่งตรัสรู้ในภายหน้า) (พตปฎ. เล่ม 19 ข้อ 1475) เราจักเป็นผู้ไม่ถอยหลัง จักเป็นผู้มีพรหมจรรย์เป็นที่ไปในเบื้องหน้าฯ อนิวตฺติ ภวิสฺสามิ พฺรหฺมจริยปรายโนติ ฯ (ล.12 ข.478) นี่คือคุณสมบัติของจิตที่เจริญจริงๆอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัส สู่แดนธรรมเขาจะช่วย insert ตัวอักษรได้อย่างดี บางทีรู้ล่วงหน้าเลยว่าอาตมาจะพูดอะไร
สมาธิของพระพุทธเจ้าไม่มีการเกิดด้วยวิธีการหลับตา ฌานจะเกิดสมาธิ ฌานจะแคล่วคล่องว่องไวและมีอุณหธาตุ เป็นธาตุร้อนไม่ใช่ธาตุเย็น แต่เขาไปทำฌานแบบนั่งสมาธิมันทำให้เกิดความเย็น ไม่ใช่ยิ่งคล่องแคล่วยิ่งเป็นอุณหธาตุที่มีประสิทธิภาพในการทำลายสิ่งที่เป็นอกุศลสิ่งที่เป็นโทษ สิ่งที่เป็นกลิ กลิคือโทษ ภาาาที่ยืดก็คือ กาลี กายกลิ พจนานุกรม ก็แปลว่า สิ่งชั่วช้าที่อยู่ในกาย กลิ คือสิ่งชั่วช้าที่อยู่ในกาย ทีนี้ ความคิดของคน องค์รวมความคิด Concept ของคนไทย เมื่อบอกกาย Concept ของคำว่ากายก็หมายถึงเอา ร่างข้างนอกอย่างเดียว เขาก็เลยไปแปลว่า กายกลิ คือโทษทางกาย กายมันมีโทษ ก็ไปแปลกันง่ายๆ อย่างนั้น ความจริงกายกลิคือกิเลสในรูปนาม กายคือรูปนามคือธรรมะสอง ตัวกลิคือ ตัวที่เป็นโทษที่อยู่ในกายอยู่ในรูปนามนี้เรียกว่า กายกลิ นี่คือตัวที่เราจะเรียนรู้ เรียนรู้ตรงนี้แหละในองค์ประชุมกาย หัวใจของศาสนาพุทธคือ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 เรียนรู้ เทวธัมมมให้เป็นเอกธัมมา เป็นจิตที่เป็นหนึ่งเป็นพิเศษเรียกว่า เอกัคคตา เป็นจิตที่พิเศษที่เป็นหนึ่งดำเนินไปได้ จิตที่ยังเป็นสองอยู่ ก็คือจิตที่ ยังไม่ได้ปฏิบัติ จิตยังไม่สำเร็จ คำว่าสองคือ เทวฺ ลัทธิที่ไม่มีความรู้ที่จะทำ 2 ให้เป็นหนึ่งจึงเรียกว่าเทวนิยม เขาก็แปล เทวะ นี้ว่า เทวดา ความเป็นเทวะ ถือว่าเป็นเทวดา เป็นจิตวิญญาณที่เป็นตัวตนชนิดหนึ่ง ตามเทวนิยม เขาว่า เทวะ เป็นตัวเป็นตนเป็นพลังงานชนิดหนึ่ง สุดท้ายตัวตนนี้ คือจิตวิญญาณนี้ ในลัทธิเทวนิยมจะอยู่นิรันดร แล้วเทวะนี้เก่งมากใหญ่มาก ใหญ่จน 1.นิรันดร 2.สร้างทุกสิ่งได้ เทวะเลยกลายเป็นพลังงานที่ไม่ทำลายอะไรเลย มองแง่ดีอย่างเดียวเลย ยกให้เป็นปรมาตมันหรือปรมอัตตาตัวตนใหญ่สุด เรียกว่า ปรมาตมัน เป็นพลังงานพระเจ้า เป็นพลังงานที่ไม่รู้จักหรอก เขาไม่เห็นไม่รู้จัก อยู่ในห้วงความคิดจินตนาการเท่านั้น ไม่มีใครเคยเห็น ไม่มีใครเคยสัมผัสและไม่มีตัวตนด้วย พระเจ้าคือนิรมาณกาย พลังงานปรมาตมันคือนิรมาณกาย ไม่มีตัวตน แต่ผู้ที่ร่วมยอมรับนับถือพระเจ้าร่วมกัน ต่างก็บริโภคประโยชน์ที่คิดว่าควรจะได้ จากพระเจ้าอันไม่มีตัวตนนี้ ต่างคนต่างคิดว่ามี เรียกว่าสัมโภคกาย คือ การบริโภคร่วมกัน กับกายนี้ นิรมาณกาย กายที่ไม่มี สมมุติอยู่เอง ไม่มีใครเห็น อทิสมานกาย เป็นกายที่ไม่เห็น ผู้รู้ท่านอธิบายไว้หมดแล้ว แต่นี่อธิบายกาย 3 นี้ ตามความเห็นของผู้ที่มิจฉาทิฐิไปเละเลย อาตมา ดูแล้วก็น่าสงสาร เพราะว่าเป็นเรื่องยากเป็นเรื่องอจินไตยเป็นเรื่องลึกซึ้ง สุดลับ รหัสสะ แปลว่าความลับความลึก ต้องเดาเอา กลายเป็นศาสนาที่ลึกลับ ศาสนาที่ไม่กระจ่าง ศาสนาพระพุทธเจ้าจึงไม่เอาแบบนั้น ศาสนาของท่านเป็นศาสนา สัจฉิ แจ้ง ใส สว่าง สัจฉิกตา เป็นศาสนาที่รู้เห็นชัดแจ้งจริงจัง ซึ่งเกิดความรู้ความเห็นที่มี 5 องค์ธรรม จักษุ ปัญญา ญาณ วิชชา อาโลก จักษุคือ เป็นความรู้ที่ต้องรู้อย่างมีดวงตา ไม่ใช่หลับตา นิพพานของพระพุทธเจ้าก็นิพพานแบบลืมตา เรียกว่าจักขุมาปรินิพพุโพติ เป็นนิพพานที่มีตาลืมไม่ใช่ไปนั่งดับนิโรธหลับตาแบบนั้น ไม่มีศาสนาพุทธไม่มีแบบนั้นเลย ที่ต้องพูดมากเพราะคุณหลงผิดไปนั่งหลับตาไปนิพพาน ถ้าปฏิบัติจะต้องนั่งหลับตาเป็นสมาธิเป็นฌานแล้วจึงจะเกิดปัญญา แล้วจึงเกิดมรรคผล เชื่อกันอย่างนี้เลย อาตมาว่า เชื่อผิด เป็นความผิดที่ใครเป็นคนเริ่มต้นไม่รู้ ตกนรกป่านนี้ไม่รู้อยู่ในขุมไหนลึกมาก ก็เป็นเรื่องทำลายศาสนาลึกมา ยังไม่ขึ้นมาหรอกคนเริ่มต้นเอาความผิดนั้นมาช่วยกัน และคนที่จะช่วยกันทำให้ผิดก็ทยอยไปอยู่ด้วยกันตามหัวหน้า ทำให้ศาสนาพุทธผิดเพี้ยน เป็นเรื่องหนักหนาสาหัส อาตมาก็เอามาพูดอธิบายให้กลับคืน
สรุปอีกช่วงว่า สมาธิของพุทธไม่ใช่จิตที่เกิดจากการหลับตา สมาธิเป็นผล ฌานเป็นมรรค ฌานก็ทำพลังงานมรรคให้มันเกิดฌาน ฌานกำจัด อุณหธาตุ ที่กำจัดไฟราคะโทสะโมหะได้ก็เกิดบุญทันที กำจัดทันที กำจัดได้จิตใจก็ตกผลึกสะอาด ปริสุทธา ปริโยธาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสราขึ้นเรื่อยๆ จิตเจริญขึ้นเป็นอุเบกขาจึงเป็นฐานของจิตนิพพานที่เป็นเนกขัมมะ ไม่ใช่อุเบกขาเคหสิตะ (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย)
สมณะเดินดินว่า...ตอนเรียนอยู่มหาวิทยาลัย รู้สึกว่าจิตใจตัวเองฟุ้งซ่านควบคุมได้ยาก ก็เลยหาวิธีแต่ก็คุมไม่ได้ แม้จะไปนั่งสมาธิหลับตาก็คุมไม่ได้ แต่ไปเจอ หนังสือของเป้าเกงเต็ง ว่าให้กินเจ ก็เลยลองกินเจ แต่ก็ทำให้เห็นผลว่า แค่เรากินเจ ความสงบของจิตใจที่เราเคยฟุ้งซ่านก็ควบคุมได้ มีความปกติเกิดขึ้น ไม่ต้องไปนั่งหลับตา กดข่ม แต่พอเรามีศีลแต่ละข้อที่สะอาดขึ้น จิตเราก็สงบตั้งมั่น
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ศีลอันเป็นไปเพื่อสมาธิ พ่อครูว่า...ในมหาปรินิพพานสูตร บอกไว้ชัดเลยว่า ศีลอันพระอาริยะใคร่แล้ว อันไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไท อันวิญญูชนสรรเสริญแล้ว อันตัณหาและทิฏฐิไม่ลูบคลำแล้ว เป็นไปเพื่อสมาธิ ศีลนี้เป็นตัวกำหนดสมาธิ สมาธิที่ไม่มีศีลกำหนดเป็นสมาธิที่สะเปะสปะ เป็นสมาธิที่ไม่มีหลักการไม่มี ต้น กลาง ปลาย สมาธิของพระพุทธเจ้าจะต้องมี ศีล สมาธิ แล้วก็มีปัญญา เข้าร่วมกัน รู้จักศีล สมาธิ เกิดอธิศีลเกิดอธิจิตขึ้นจนกระทั่งเป็นสมาธิ ปัญญาก็อธิตามที่มันจะเกิดสมาธิแล้วเป็นอธิมุติหรืออธิโมกข์ คือจิตมันถูกขจัดกิเลสไปเรื่อยๆ ก็เกิดกระบวนการ Process ของจิต ที่จะเกิดการจัดการทำงาน เป็นสังขารสังเคราะห์อยู่ในนี้เสร็จได้ผลได้ประโยชน์ขึ้นมา การแยกศีลออกจากสมาธิไป หรือแยกศีลออกจากอธิจิตไป สมาธินั้นจึงไม่ใช่สมาธิของพุทธเลย พระพุทธเจ้าถึงตรัสว่าศีลอันพระอาริยะใคร่แล้ว เริ่มต้นคนจะเป็นอาริยะ คุณจะเป็นผู้ที่ฉลาดแบบอาริยะนั้นไม่ใช่แค่ฉลาดปุถุชน อาตมาใช้คำว่าอาริยะ เพราะคำว่า พระอริยะนั้นเป็นการไปนอกรีต อรหันต์แบบเดียรถีย์ อรหันต์เก๊ อาตมาถึงไม่อยากจะใช้ภาษาแบบนั้นด้วย จึงใช้คำว่า อาริยะ คนก็มาท้วงว่าอาตมาดัดจริตเอาคำที่ไม่มีใครใช้มา อาตมาก็ว่ามีใช้ในคำว่า พระศรีอาริยเมตไตรย ก็ขอใช้คำนี้ดีกว่าเพราะว่าคำนี้เป็นอนาคต ปัจจุบันและอดีตของคุณเสียหมดแล้ว คำว่าอริยะนี้เสียไปหมดแล้ว อาตมาขอเอาอนาคตมาใช้เลย พวกคุณปู้ยี่ปู้ยำอริยะเสียหมดแล้วมันเป็นสภาวะที่อธิบายกันจนตัวสภาวะอริยะนี่ คุณก็เ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive