611019_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ พุทธคุณ 9 เป็นจริงได้ไหมในยุคนี้.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2561
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์29 KB
วันที่แก้ไข21 พฤศจิกายน 2561

เนื้อหาในไฟล์

611019_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ พุทธคุณ 9 เป็นจริงได้ไหมในยุคนี้ อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/1lwxGJinPaxMk7oHNl75FycD-iz_BQlbiS15y3sU37ZQ/edit?usp=sharing ดาวโหลดเสียงที่.. https://drive.google.com/open?id=1RKcYSll30JYdTBSS6DD1-fG9KqKW5XK4

สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้วันศุกร์ที่ 19 ตุลาคม 2561 ที่บวรราชธานีอโศก เราเพิ่งพ้นจากเทศกาลกินเจมา ตอนนี้เตรียมงานมหาปวารณาที่ชุมชนราชธานีอโศก เตรียมงานตลาดเท่าทุนอีก ตอนนี้จะมีค่ายสัมมาอาริยมรรค เพื่อชีวิตที่ดีกว่า ค่ายสัมมาอาริยมรรค เพื่อชีวิตที่ดีกว่าเก่า “ปฏิบัติบูชา กล้าบำเพ็ญเพียร” ครั้งที่ 33 ณ หมู่บ้านชุมชนราชธานีอโศก ศุกร์ที่ 19 - อาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม 2561 รับสมัครผู้สนใจเข้าค่าย ฟรี! (จะอยู่กี่นาทีได้) สมัครได้ที่ อุทยานบุญนิยม อ.เมือง จ.อุบลราชธานี หรือ โทรฯ คุณชญาดา 087-4437865

##### สมัครonline ได้ที่ inbox เฟซบุ๊ก กองทัพธรรมFP หรือสื่อธรรมะพ่อครู

พบกับกิจกรรมตามมรรคมีองค์ 8 พบกับหมู่มิตรดี สหายดี สังคมส่ิงแวดล้อมดีที่จะพาคุณสู่ "ทางเอกทางเดียว ไม่มีทางอื่น"(เอเสวมัคโค นัตถัญโญ) อันจะพาไปสู่ความบริสุทธิ์จนถึงสัมมาวิมุติ

ดูจากข่าววิเคราะห์การเมือง พ่อครูว่า ออกกฎหมายรัดกุมอย่างไรคนมันฉลาดขี้โกงจะฉลาดกว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญอีก ประชาธิปไตยจะต้องเป็นอย่างที่พ่อครูว่าจริงๆ เพราะว่าแต่ละคนมาเพื่อเอาชนะกันเพื่อโกงกิน แล้วประชาชนจะเป็นอย่างไร พวกนี้เข้ามาก็มีแต่จะมาดูดเลือดดูดทรัพย์สินดูดทรัพยากรของชาติให้แก่ตัวเอง คนที่มาสมัคร สส.ก็หน้าเดิมซ้ำๆ แต่ถ้าทำการเชิญตั้งน่าจะดีกว่าเลือกตั้ง คนที่จะมาเป็นผู้แทนควรจะต้องเสียสละเพื่อประชาชนจนเห็นเป็นประจักษ์ไม่ใช่ว่ามาทำเอาก

อ่านต่อ

ันตอนเลือกตั้งเป็นการหาเสียง แต่จะต้องเสียสละมาตลอดจนประชาชนเห็นว่าควรจะเป็นตัวแทนของเขา ถ้าบ้านราชฯมีคนมาอยู่เป็นพันคน ก็น่าจะช่วยประเทศชาติได้ เราจะต้องเติบโตมากยิ่งขึ้น ทางที่ดีพวกเราควรอยู่อายุยืนยาวไปกันกับพ่อครูด้วยกัน พยายามพากเพียรทำตัวเองให้ดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ และอย่าเพิ่งรีบตาย พ่อครูใช้โศลกว่า ยาวให้เป็น เย็นเรื่อยไป ไขความจริงออกมาให้มากๆหมดๆ พ่อครูว่า… SMS 17 ตุลาคม 2561 (สัมมะปี๋ ซี๋วิต)

_รักเอื้อ หลักเขต · กราบนมัสการพ่อครู..ผู้ให้ความพ้นทุกข์

สื่อธรรมะพ่อครู(บวร) ตอน ข้างในอโศกเป็นยังไง _สุนงค์ อิทธิไพบูลย์ · กราบพ่อท่าน ดิฉันก็โดนเพื่อนถามว่า ข้างในอโศกเป็นยังไง เขาสอนกันอย่างไร สวดมนต์แบบไหน ทำไมพี่ถึงอยากไป คือเข้าใจอยู่ในใจตัวเอง แต่อธิบายไม่ถูกค่ะ เลยบอกไปว่า มีโอกาสไปดูซี.! เราเป็นญาติธรรมกับชาวอโศกนะ พ่อครูว่า...อโศกเป็นอย่างไร เป็นคนจนสุขสำราญเบิกบานใจ เป็นคนมีวรรณะ 9 เอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาอธิบายทำให้คนได้เข้าใจ ปฏิบัติตามได้ จนกระทั่งเป็นสังคม มีพฤติกรรมสังคมอยู่กับโลกเขา เรานี้เป็นหมู่ชนเป็นมนุษย์ ที่มีชีวิตอยู่ในยุคนี้ แล้วประพฤติปฏิบัติมีทฤษฎีของพระพุทธเจ้าปฏิบัติได้ผลสำเร็จ ด้านรัฐศาสตร์ก็สบาย ด้านเศรษฐศาสตร์ก็สบาย ด้านสังคมศาสตร์ก็สบาย พวกเรานี้ครบหมดแล้ว อาตมาก็ว่า ประเทศไทย ผู้บริหารน่าจะเข้าใจน่าจะมองออก เขาก็จบดอกเตอร์กันมาหลายดอกเตอร์ด้วย หลายปริญญาด้วยแต่ละคนก็น่าจะเข้าใจได้ แต่ทำไม เขาไม่รับซับซาบหรือไม่นำไปใช้ เพื่อสืบสานทำต่อไป อาตมาก็ว่าอโศกอาภัพนะ พูดโดยโวหาร แต่จริงๆแล้วเราไม่อาภัพอัปภาค เราไม่ได้เป็นคนตกต่ำไม่ได้เป็นคนด้อยไม่ได้เป็นคนขาดแคลนเป็นคนที่เกิดมามีชีวิตแล้ว อาตมาว่า ลึกๆพวกเราจะมีปัญญาเข้าใจ เราไม่มีลาภยศมากมาย โลกียธรรม เราไม่มีสรรเสริญเยินยอ ดีไม่ดีโดนว่าโดนดูถูกดูแคลนด้วยซ้ำ นินทาว่าร้ายด้วยซ้ำ แต่เราก็เข้าใจเขา เราก็อยู่สบายดี สิ่งเหล่านี้เป็นโลกุตรธรรม นี่คือสิ่งที่ยืนยัน ที่บ่งบอกว่าเราอยู่เหนือโลกธรรมเป็นโลกุตระ เป็นเรื่องพิสูจน์ยืนยันได้เป็นของจริงอาตมาไม่ได้ทำได้คนเดียว แม้แต่ฆราวาสอย่างพวกเราก็ทำได้ดีเป็นกลุ่มเป็นก้อนหนาแน่นแข็งแรง เป็นปึกแผ่น ที่บอกว่าให้อยู่นานๆก็จะดูซิว่าพวกเราจะโรยรา จะหนีหายจนกระทั่งเหลืออาตมาคนเดียวกับท่านฟ้าไท นอกนั้นหมดหรือเปล่า? หรือมีเท่านี้หนักเข้าก็ทยอยตายจากไปหมด คนใหม่ก็ไม่มีมาใช่ไหม ไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น เราไม่คาดเดาอนาคต ข้างในอโศกเป็นอย่างไรก็มาดูเขาสอนกันอย่างไรสวดมนต์กันแบบไหน อาตมาภาคภูมิใจชาวอโศกสวดมนต์ไม่ต้องอาบัติ แต่ทางเถรสมาคมนั้นสวดมนต์ต้องอาบัติหมด อาบัติคือหนึ่งไม่เป็นสรภัญญะ เพราะว่าลากเสียงยาว ภาษานั้นมันมี รัสสระ ทีฆสระ เช่น นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต ก็จบในตัว แต่เมื่อลากเสียง นามัวตัสสสสะ ใส่ทำนองแถมลากเสียงยาวด้วย อาบัติตลอดเลย ไปท่องพร้อมกันสองรูป เอาธรรมบทของพระพุทธเจ้ามาท่องต่อหน้าอุปสัมบันผู้ที่ไม่ใช่นักบวชข้างนอก อาบัติปาจิตตีย์ทุกอาบัติ มีมากจะสวดกันเป็นล้านคนก็อาบัติตลอด ไม่รู้จะพูดอย่างไรให้รู้เรื่อง นี่ก็พูดตรงตามหลักธรรมพระพุทธเจ้าไม่ได้ใส่ความเลยนะ และอาตมาว่า ศาสนาพุทธทุกวันนี้หากไม่มีสวดมนต์ก็อยู่ไม่ได้ พระเจ้าต่างๆอยู่ได้ด้วยการสวดมนต์ ถ้าไม่มีสวดมนต์ก็ ไร้ ลาภ ยศ สรรเสริญ หรือการยอมรับนับถือ อาตมาก็เห็นว่ามันผิดไปหมด อาตมากล่าวนี้เป็นรายละเอียด 1. สวดมนต์ไม่เป็นสรภัญญะ 2. ลากเสียงอันยาว 3. ใส่ทำนอง 4. เอาธรรมบทของพระพุทธเจ้ามาสวดพร้อมกันตั้งแต่ 2 องค์ต่อหน้าฆราวาส 5 เอามาสวดหากินกันทุกวิถีทาง ตั้งแต่เป็นฆราวาสจนถึงรัฐพิธี ศาสนาพุทธก็เลยมีแต่การสวดมนต์เป็นเครื่องอาศัย ถ้าไม่มีการสวดมนต์แล้วพระเจ้าไม่รู้จะทำอะไร ถ้าไม่มีสวดมนต์ก็ไม่รู้จะทำอะไรเพราะเขาประเคนอาหารแล้วก็ให้เงินด้วย จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ไปบิณฑบาตเสร็จ เมื่อเขาใส่บาตรเสร็จก็ท่องยะถาสัพพีให้เลย คนไม่สวดก็เลยกลายเป็นผิดไปเลย เราเองก็สวดแบบไม่ใส่ทำนอง สวดสรภัญญะ เช่นสวดพาหุงฯมหากาฯเป็นต้น ก็สวดไม่ผิดสรภัญญะ สำเนียงอาจไม่เหมือนแขกแต่ก็เป็นสำเนียงไทย ทำไมพี่ถึงอยากไปก็ต้องไปถามเขาดู

_สรายุทธ บุญญโก · วิธีสื่อสารของมนุษย์ก็มี ตัวเลข กับ อักขระ พ่อครูอธิบายเป็นสภาวะได้มาก

_หินไท ชาวหินฟ้า · คุณอู๊ตนี้ยากมากที่จะเข้าใจ ว่าตัวเองไม่ควรออกมาแสดงความคิดเห็น พ่อครูเตือนหลายครั้งแต่ไม่รู้ตัว ใครอยู่ใกล้ช่วยที พ่อครูว่า…อาตมาว่า อย่านึกว่าได้แต้มนะที่แสดงออกมา

_วันชัย สหมโนธรรม · ครับผม คือฟังแล้วไม่มีเนื้อหามีแต่น้ำวนเสียเวลาของพ่อท่านครับ ขออภัยครับ

_กิตติ ธรรมสโรช · เป็นธรรมดา ที่ต้องสาธยายธรรมยาว ๆ ก็ต้องให้ละเอียดบ้าง ส่วนญาติธรรมที่ตั้งคำถาม ก็วกไปวนมาโชว์ภูมิรู้ให้คนทั้งหลายรับรู้กันไปในตัว

_คอยไท ไมตรีวงษ์ · ขอถามพ่อครู ผมทานอาหารมื้อเย็นมื้อเดียว เพราะตอนเช้าต้องไปทำงานขับรถขึ้นทางด่วน รถจะติดทุกวัน แล้วก็ขับรถตรวจงานตามที่ต่างๆทั้งวัน เย็นถึงกลับมากินข้าวที่บ้านมื้อเดียว ผมทำผิดไหมคับ เพราะที่ไม่กินข้าวเช้าเพราะกลัวไม่มีห้องน้ำเข้าระหว่างทาง และไม่อยากเสียเวลาแวะกินข้าว จึงทานมื้อเย็นให้อิ่มแล้วเช้าทำงานเลย แบบเติมน้ำมันรถเต็มถังแล้วเช้าสตารทรถลุยงานเลย ไม่ต้องหาแวะเติมน้ำมันต่อคิวให้วุ่นวายตอนเช้า เจริญธรรมคับ พ่อครูว่า…ใครบอกว่าคุณผิดล่ะ คุณจะกินมื้อเดียวต่อวันหรือ 3 วันต่อมื้อก็ไม่ผิด หรือแม้แต่บางคนกินทุกอย่างที่ขวางหน้าก็ไม่ได้ผิดอะไรเป็นส่วนตัวของเขา คุณเองไม่ได้ทำผิดหรอก

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน ชาวอโศกมีพระอาริยะหรือไม่ _เขาบอกว่าชาวอโศกมีพระอริยะที่เป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ใช่ไหมครับ พ่อครูว่า...อาตมาขอยืนยันไม่ได้พูดเพ้อเจ้อพูดพล่อย เพราะกรรมเป็นอันทำ พูดก็เป็นกรรม บาป ไม่ใช่ไม่บาป ที่อาตมาพูด ขอยืนยันว่าเป็นความจริงแต่ในสังคมคนไม่รู้ความ ไปยึดถือเอาสิ่งที่เก๊ สิ่งไม่ถูกต้องเป็นสิ่งที่ถูกไปยึดถือเอาอรหันต์เก๊ อาริยะเก๊ อาตมาขอยืนยันว่ามีอาริยะจริงในชาวอโศก อาริยะไม่ได้มีในเถรสมาคม พระเถระสมาคมทั้งยวงมิจฉาทิฐิ พระบ้านเองก็หลงผิดว่าต้องเป็นพระป่าถึงจะปฏิบัติแน่กว่า เพราะเขานั่งสมาธิหลับตา และเขาก็ออกปลีกเดี่ยวไม่ยุ่งเกี่ยวกับลาภ ยศ สรรเสริญ โลกจะสุขอย่างนี้ เขาเข้าใจว่าเป็นโลกุตระ ซึ่งศาสนาพุทธนั้นไม่ได้หนีไปจากลาภ ยศ สรรเสริญ สุขที่มีอยู่ โลกเขามีกันอย่างไรก็อยู่กับที่เขามีลาภ ยศ สรรเสริญ สุข แต่ต้องปฏิบัติตนตามลำดับศีล ศีลข้อที่ 1 2 3 4 ไป แล้วก็ลดกิเลสไป คุณก็จะอยู่เหนือโลก อยู่เหนือโลกียะที่เขามีกันได้ เพราะจิตใจของคุณยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ เป็นวัสสวัตตี วัสสวัตตีโก เป็นผู้มีอำนาจจิตอยู่เหนือโลกียะได้ พวกเราไม่ได้หนีโลก ก็อยู่กับโลกเขา ได้โดยไม่ยากได้โดยไม่ลำบาก ซึ่งฌานทั้ง 4 อาตมาพาทำ ประสบผลสำเร็จพวกเราปฏิบัติธรรมได้ตามคำสอนพระพุทธเจ้ามีวรรณะ 9 พ้นมิจฉาอาชีวะ 5 กุหนา ขี้โกง ไม่มี ลปนา หลอกลวงไม่มี เนมิตกตา ก็เป็นไปตามลำดับแล้วก็มีชีวิตอยู่เป็นผู้ที่หลุดพ้น และไม่มอบตนในทางที่ผิด สุดท้ายทำงานฟรี พ้นการใช้ลาภแลกลาภ เป็นการพ้นมิจฉาชีพ 5 อย่างบริบูรณ์ นอกนั้นพ้นจากมิจฉากัมมันตะ 3 ก็ทำได้ พ้นจากมิจฉา 4 ของวาจา วาจาเราอาจจะมีบกพร่องบ้างบางที หลายคนก็เข้าข่ายเพ้อเจ้อ ไม่ขยายความแล้วว่าเพ้อเจ้อคืออย่างไร บางคนก็อาจไม่มีส่อเสียดหรือกระทบบ้าง จะปดก็ไม่ รู้สังวรอยู่ โดยเฉพาะสังกัปปะ 3 ก็รู้วิธีปฏิบัติออกจากกามออกจากพยาบาท เป็นต้น หรือออกจากวิหิงสา การปฏิบัติสังกัปปะ 7 เป็นการเรียนรู้จิตใจของเรามันมี ตักกะ วิตักกะ เราก็รู้จักอ่านจิตจับเวทนาที่มันมีตัณหาตามปฏิจจสมุปบาท เราก็อ่านกิเลสตัณหาได้ มีวิธีทำให้มันจางคลายได้ จึงประสบผลสำเร็จ เป็นการปฏิบัติถูกต้องตามธรรมวินัยของพุทธเจ้าอย่างแท้จริง ชาวอโศกทำให้ศาสนาพุทธมีเนื้อหาสาระของโลกุตรธรรมขึ้นมาได้อย่างจริงๆสำเร็จผล เป็นหมวดเป็นหมู่ มีพฤติกรรมสังคมอยู่อย่างดี แต่คนยังไม่เข้าใจ อาตมาพูดสัจธรรมที่ถูกต้อง คนที่ไม่รู้ก็ฟังไม่เข้าใจ คนที่พอรู้มีปัญญาก็จะพอรู้ อาตมาเคยได้ยิน ผู้รู้ทางเถรสมาคมพูดว่า อันนี้ได้ยินมานะไม่ได้ยืนยันว่าใครที่ไหน เพราะอาตมาเห็นว่า คนยังมีดวงตา เขาพูดว่า เดี๋ยวนี้พุทธศาสนาก็มีอยู่แต่ในอโศกเท่านั้นแหละ คนพูดนี้ไม่รู้ว่าเป็นใครเมื่อไหร่แต่ได้ยินผ่านหูมา ใครสามารถรู้ได้หรือมีคลิปตัวอย่างได้ก็ยิ่งดี เขาบอกว่าศาสนาพุทธเดี๋ยวนี้มีแต่ของอโศกเท่านั้นที่เป็นแบบพระพุทธเจ้า อาจจะไม่เป็นคำต่อคำ แต่เนื้อหาความหมายอย่างนี้ อย่างนี้เป็นต้น อาตมาว่าอาตมาไม่สงสัย เขาพูดถูก อาตมาไม่ได้หลงตัวเองแต่อาตมาว่าจริง อาตมายืนยันตัวเองว่าอาตมาเป็นผู้มาสืบสานพุทธศาสนาเป็นโพธิสัตว์ ในยุคนี้จะมี 2 องค์ก็พูดไปหมดแล้ว องค์หนึ่งเป็นสายเจโตองค์หนึ่งเป็นสายปัญญา อาตมาเป็นสายปัญญา อีกองค์หนึ่งสายเจโต ท่านก็ทำหน้าที่ของท่านจนครบสมบูรณ์แบบแล้ว จนหมดอายุขัยไปแล้ว อาตมาก็มาทำต่อ ก็ขอยืนยันว่าที่เขามีพยากรณ์ไว้เรื่องธรรมิกราช 2 องค์ มาสืบสานพุทธศาสนาเอาไว้ได้ ไม่ได้เป็นเรื่องเพ้อเจ้อ หรือมุขขึ้นมา เป็นเรื่องจริง อาตมาขอยืนยัน ผู้ที่สามารถเข้าใจได้อย่างพวกคุณแล้วมาเชื่อถือ ได้ประโยชน์กันไหม ได้ ในชีวิตนี้คุณเองยังเคยหาลาภ เคยแย่งยศกันไหม? เคยแย่งสรรเสริญไหม เคยแย่งสุขด้วยรูป รส กลิ่นเสียง สัมผัสกันไหม ก็หลงกันมา มาทุกวันนี้เข้าใจ ลดได้มากพอสมควร ...กล้าหาญมาก ตอบได้ว่าลดได้มากเสียด้วย อยากจะทำให้ได้หมดไหม..กลัวจะตอบว่า หมดก็เป็นอรหันต์สิ อาจมีคนคะนองว่า เป็นอรหันต์ได้ จะถือว่าคะนองหรือมั่นใจตัวเองก็ได้ อ่านจิตตัวเอง เข้าใจธรรมะแล้วปฏิบัติธรรมะได้จริง สม.รินฟ้า.. ส.เดินดิน ส.ฟ้าไท พ่อครูว่า..พวกเราปฏิบัติโลกุตรธรรมได้จริง แต่โดยคนข้างนอกแล้วเขามีจิตใจริษยาด้วยไม่อยากให้ใครได้ดี มักขะ ปลาสะ มีอุปกิเลสอยู่ โดยไม่รู้ตัวมันก็ไม่อยากจะรับมา เพราะรับแล้วมันข่มเขา โดยเฉพาะมหาเถรสมาคมถ้ายอมรับอโศกก็เท่ากับข่มเขา เขาก็อยู่ไม่ได้ อาตมาก็เข้าใจเขา แม้ว่าทุกวันนี้เขาไม่มีอะไรจะออกมา ก็ขอบคุณเขาอย่างยิ่งแล้ว เขาไม่โต้ตอบไม่ย้อนแย้งอะไรมาก็ดีแล้ว เราก็ใส่เขาน่าดู อันนี้เป็นธรรมฤทธิ์ เท่านี้อาตมาก็ว่ายิ่งใหญ่แล้วนะ มันเป็นเรื่องดีแล้ว อาตมาก็ยังดูคะนองอยู่พูดกระทบอยู่บ่อย ก็ต้องขออภัย พูดแรงด้วย แต่เขาก็เงียบ มาถึงวันนี้ อาตมาสำนึกเยอะ ว่าเราไม่ค่อยยั้งทุบเขาได้ตีเขาได้ รู้สึกอย่างนี้จริงๆ ก็อาตมาก็ต้องทำหน้าที่เพราะอาตมา เป็นคนที่มีหน้าที่นี้จริงๆ ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ไม่มีปัญหาอะไร ส่วนพวกคุณมาเชื่อก็ตัวคุณเองใครบังคับคุณมาเชื่อ 1. บังคับ 2. ปอกลอก 3. จ้าง อาตมาได้ทำสักอย่างหนึ่งไหม ก็ไม่ได้ทำ ประเล้าประโลมหว่านล้อมให้เชื่อมีไหม มีแต่ผ่าเปรี้ยงๆ อาตมาทำตามสัจจะ ก็ทำต่อ

มาอ่าน เตวิชชสูตรกันต่อ…อาตมาอธิบายอย่างมีธรรมรสนะ 13. เตวิชชสูตร

[365] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปในโกศลชนบทพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ 500 รูป เสด็จถึงพราหมณคามของชาวโกศลชื่อว่ามนสากตะ ได้ยินว่า ในเวลานั้นพระผู้มีพระภาคประทับ ณ อัมพวันใกล้ฝั่งแม่น้ำอจิรวดี ทิศเหนือแห่งมนสากตคาม เขตพราหมณคามชื่อว่ามนสากตะ. พ่อครูว่า..อ่านตอนนี้ก็รู้สึกว่ามีบรรยากาศยิ่งใหญ่น้ำภิกษุ 500 รูปแล้วออกไปเผยแพร่ ได้มรรคผลได้บุคคล เมื่อเทียบกับเราแล้วยังกับฟ้ากับเหว เราเองดีไม่ดียังถูกด่าว่า แต่ก็ไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอกยังมีพวกเรารับฟังรับได้ อาตมาว่าทุกวันนี้อาตมาอธิบาย 6 โมงเย็นก็มานั่งกันพอได้นะ จริงๆขนาดนี้อาตมาพอใจแล้ว ที่อื่นเขาอธิบายธรรมะประเล้าประโลม คนมากกว่านี้ด้วย แต่อาตมาอธิบายธรรมะอันเข้มข้นพวกคุณก็นั่งฟังก็ได้ ไม่ค่อยเห็น โงกง่วงนะ ธรรมะสายอื่นๆเขานั่งโงกง่วงมากนะ เดี๋ยวนี้พวกเราไม่ค่อยมี ไม่ต้องเอาอะไรมาก สิกขมาตุกล้าข้ามฝัน หลับจังแต่ก่อนนี้ อาตมาก็ว่าจะไปรอดไหมนี่ มาถึงทุกวันนี้แม้แต่ฆราวาสก็ตั้งใจฟัง อาตมาแสดงธรรมะอันลึกซึ้งที่เป็นโลกุตระ คำว่าพราหมณ์มหาศาล สมัยนี้คือพระมหาศาล วาเสฏฐะและภารทวาชมาณพเข้าเฝ้า [366] สมัยนั้น พราหมณ์มหาศาลผู้มีชื่อเสียงอาศัยอยู่ในมนสากตคามมากด้วยกันคือ วังกีพราหมณ์ ตารุกขพราหมณ์ โปกขรสาติพราหมณ์ ชาณุโสณีพราหมณ์ โตเทยยพราหมณ์และพราหมณ์มหาศาลผู้มีชื่อเสียงอื่นๆอีก. ครั้งนั้น วาเสฏฐมาณพกับภารทวาชมาณพเดินเที่ยวเล่นตามกันไป ได้พูดกันขึ้นถึงเรื่องทางและมิใช่ทาง วาเสฏฐมาณพพูดอย่างนี้ว่า ทางที่ท่านโปกขรสาติพราหมณ์บอกไว้นี้เท่านั้น เป็นมรรคาตรง เป็นทางตรง เป็นทางนำออก นำผู้ดำเนินไปตามทางนั้นให้เป็นสหายแห่งพรหมได้. (สมัยนี้ก็คือทางที่พาไปนิพพาน) ฝ่ายภารทวาชมาณพพูดอย่างนี้ว่า ทางที่ท่านตารุกขพราหมณ์บอกไว้นี้เท่านั้น เป็นมรรคาตรง เป็นทางตรง เป็นทางนำออก นำผู้ดำเนินไปตามทางนั้นให้เป็นสหายแห่งพรหมได้. วาเสฏฐมาณพไม่อาจให้ภารทวาชมาณพยินยอมได้ ฝ่ายภารทวาชมาณพก็ไม่อาจให้วาเสฏฐมาณพยินยอมได้. ยุคนั้นพระพุทธเจ้าประกาศศาสนา ส่วนใหญ่ยอมรับพระพุทธเจ้ามีบางสำนักที่ไม่ยอมรับยังถือดี มีบางสำนักบอกว่าท่านเป็นเจ้าสำนักใหญ่พระพุทธเจ้าควรจะมาหาท่านต่างหากมีอย่างนี้ด้วย

สื่อธรรมะพ่อครู(พระอภิธรรม) ตอน อธิบายพุทธคุณ 9 มาอธิบาย พุทธคุณ 9 กัน 1. เป็นพระอรหันต์ผู้ไกลจากกิเลส เขาแปลเอาความหมาย พยัญชนะแปลว่า อรหะผู้ไม่ลึกลับ รหะ รโห หรือ รหัสส แปลว่าความลึกลับ อรหะแปลว่าไม่ลึกลับแล้วเป็นผู้ไม่ลึกลับแล้ว ไม่ลึกลับอะไร ไม่ลึกลับในธรรมะ ไม่ลึกลับในสัจธรรมทั้งหลาย ไม่ลึกลับในโลกียะ ไม่ลึกลับในโลกุตระ เป็นผู้แทงทะลุธรรมทั้งหมดแล้วจึงเรียกว่า อรหังหรืออรหันต์ คือผู้ไกลจากกิเลส นอกจากไม่ลึกลับแล้วยังทำกิเลสของตัวเองออกไปจากตัวเองหมดได้ด้วย เรียกว่าอรหันต์ เรียกเต็มๆ ว่าอรหันต์ อรหันต์ก็คือ อรหะสนธิกับคำว่าอันตะ อันตะ แปลว่าไม่สิ้นสุด หรือที่สิ้นสุดก็ตาม สูงสุดแล้วอันตะ บางทีก็แปลว่าสูงสุด อันตะ บางทีก็ว่าไม่มีที่สิ้นสุด อันตะ ได้ทั้งสองอย่าง เพราะมันไม่มีคำอะไรอีกแล้ว สูงสุดมันก็สุดแล้วไม่มีที่สุด จะต่อไปอีกจะต่อไปไหนก็แล้วแต่สิ มันสุด สุดไปไหน สุดไปหาที่สุด สุดๆๆ ศูนย์กับอินฟินิตี้สุดแล้วก็เรียกว่าอรหันต์ เรียกเต็มๆ ไม่เรียก อรหันต์ก็เรียกอรหะ อรหัง อรโห อะไรอย่างนี้ เป็นผู้ไม่ลึกลับ

ขออภัยที่ต้องยกตัวอย่างตัวเองอาตมาไม่ลึกลับ อาตมากำลังสรุปธรรมะของโลก ธรรมะของโลกนะไม่ใช่ธรรมะของพุทธเท่านั้น ว่าธรรมะของโลกนั้นอยู่ที่ เทวะ หรือ เทฺวเป็นบาลี อ่านว่า เด-วะ เทวะแปลว่า 2 ในโลกนี้มีเรื่องเทวะเท่านั้นเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ใครแทงทะลุเทวะแล้วเป็นอรหัง ไม่ลึกลับแทงทะลุเทวะแล้วหมดลึกลับ 2. สัมมาสัมพุทโธ แปลว่าตรัสรู้ถูกต้องโดยพระองค์เอง สัมมาสัมพุทธโธหมายความว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้เองโดยชอบ ไม่ได้รับคำเล่าคำสอนไม่ได้รับความรู้มาจากใคร ท่านอุบัติมามาปางนี้เป็นพระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ของท่านเอง ท่านเอาคำสอนที่ท่านรู้จบแล้วมาประกาศเป็นของท่านเอง แต่แน่นอน ก่อนที่ท่านจะมาเป็นพระพุทธเจ้า ท่านก็รับจากพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ เป็นพระโพธิสัตว์ จนกระทั่งท่านประกาศตนว่าท่านเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว เท่ากับพระพุทธเจ้าทุกพระองค์แล้ว มีความรู้ทุกอย่างเท่ากับสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นท่านเป็นเจ้าของธรรมะเรียกว่าธรรมะสามี ท่านมาประกาศยุคนี้ ท่านก็ประกาศว่าเราเป็นพระพุทธเจ้า เราเป็นเจ้าของธรรมะเพราะว่าธรรมะของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ก็เหมือนกันกับของท่าน ท่านเป็นพระพุทธเจ้าเท่ากันหมดอันหนึ่งอันเดียวกัน ศาสนาพุทธมีเท่านี้ มีเท่าที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ที่ตรัสรู้ครบแล้ว เรียกว่าสัมมาสัมพุทโธ เป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ ไม่มีบอกจากใครไม่ได้รับคำสอนมาจากใคร ตอนนี้เป็นเจ้าของแล้ว ครบแล้วบริบูรณ์แล้วเท่ากับพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ เป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง มาประกาศว่าท่านเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง หมายความว่าพระพุทธเจ้าแต่ละองค์แต่ละองค์ท่านก็เป็นองค์หนึ่ง องค์ใดองค์หนึ่งในพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เท่ากันหมดทุกองค์ ประกาศมากี่ยุคกี่สมัยก็แล้วแต่ พระพุทธเจ้ามีจำนวนมากเท่ากับเมล็ดกรวดทรายในมหานที สรุปมาเรียกท่านว่าเป็นเจ้าของธรรมะ สัมมาสัมพุทโธ นี่อาตมาอธิบายพุทธคุณ 9 สู่ฟังอย่างพิสดาร ไม่มีใครเขาแปลไว้อย่างนี้หรอก แปลอย่างพิสดาร 3. วิชชาจรณสัมปันโน เป็นผู้เข้าถึง สัมปัมปันโนสัมปันนะ หรือเป็นผู้บรรลุ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ คือวิชชา 8 จรณะ 15 เป็นผู้รู้จักวิชชา 8 จรณะ 15 เป็นผู้เข้าถึงเป็นผู้บรรลุเป็นผู้มีธรรมนั้น ไม่ใช่เอาแต่คำพูด พระพุทธเจ้าเป็นเจ้าของหมดเลย อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 อาตมาก็มีจรณะ 15 อาตมาก็มีวิชชา 8 ประกาศเหมือนกัน แต่อาตมาก็มีตามฐานะของอาตมา มีวิชชา 8 จรณะ 15 เท่าที่อาตมามี เต็มเหมือนกันแต่เต็มตามบารมีของอาตมา ไม่ได้เต็มพิสดารมากเท่ากับพระพุทธเจ้าหรอก คนละฐานะ แต่ก็เป็นความเต็มที่อธิบายสู่ผู้อื่นได้มากกว่าผู้อื่นอยู่ 4. สุคโต คตะแปลว่าดำเนินไปหรือไป สุ แปลว่าดี คือเสด็จไปดีแล้ว คนธรรมดาสุขโตก็เรียกว่าไป ดำเนินไป เดินไป ก้าวไป ดีแล้ว สำนวนลึกซึ้ง หมายความว่าคนนี้จะเดินทางของชีวิตไปอีกในทุกๆก้าวข้างหน้า ทุกๆก้าวของกรรม ของพฤติกรรมคนๆนี้มีแต่ดี ๆๆๆ เรียกว่าไปดีแล้ว ไม่มีการสะดุด ไม่มีบกพร่องไปด้วยชั่วด้วยเลว ไม่มี มีแต่ดี ๆๆ เสด็จไปตลอด อาตมาอธิบายให้ฟังเป็นภาษาง่ายๆ เป็นสภาวธรรมที่มันเป็นจริงตามคำที่ว่านี้ ซึ่งอาตมาพอมีความรู้ก็อธิบายสิ่งเหล่านี้ง่ายๆ ชัดๆ นี่คือสุคโตเสด็จไปดีแล้วพระพุทธเจ้า อาตมาก็มีสุคโตของอาตมา ไม่ต้องใช้ราชาศัพท์ก็หมายความว่าอาตมาดำเนินไปดีแล้ว เดินไปดีแล้ว ก้าวหน้าไปพัฒนา มีกรรมการกระทำไปดีแล้ว 5. โลกวิทู ทรงรู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง โลกมีอะไรบ้าง โลกียะคือโลก โลกุตระก็คือโลก โลกอยังโลโก โลกนี้ โลกหน้า ปโรโลโก คือโลก อย่างนี้เป็นต้น โลกคือความวน ผู้ยังไม่ดับโลก ยังไม่นิโรธโลก ยังไม่ดับสูญ ยังมีอยู่ก็คือผู้ยังมี ยังวนอยู่ แม้จะเป็นโพธิสัตว์อย่างอาตมา อาตมาก็ยังอยู่ในโลก ยังวนอยู่ในโลก ยังมีการเกิด ยังไม่ได้แยกธาตุสูญไปไม่เกิดอีก คนที่จะไม่เกิดอีกมีอยู่ 2 สภาพ หนึ่งคนที่ไม่เกิดอีก แต่ยังเกิดชาติหน้าชาติโน้นชาตินี้อะไรอีกอยู่ ยังวนไปเรื่อยๆ อีกอย่างหนึ่งก็คือผู้ที่เป็นอรหันต์ไปเป็นโพธิสัตว์จะไม่เกิดอีก ตายแล้วสูญเลย แยกธาตุไปเลยเป็นอุตุนิยาม ธาตุที่เป็นธาตุจิตนิยามของผู้ที่ปรินิพพานเป็นปริโยสานได้แล้ว ก็เป็นคนแยกธาตุตัวเองที่เป็นธรรมะ 2 แยกจากกันไม่เข้ามาจับตัว ไม่เข้ามาสังขาร ไม่เข้ามาปรุงแต่งเป็นตัวตนอีกเลย เหมือนนักวิทยาศาสตร์แยกธาตุออกซิเจนกับไฮโดรเจนออกมาเป็นแก๊ส ธาตุน้ำก็หายไป นั่นคืออัตภาพ อัตภาพของธาตุน้ำหายไป ของอุตุนิยาม เพราะมีผู้สามารถแยกออกซิเจนกับไฮโดรเจนแตกตัวกันไม่จับตัวกันอีก ฉันเดียวกัน อันนั้นอุตุนิยาม อันนี้เป็นจิตนิยาม แยกไม่มีชีวะของจิตนิยามอีกแล้ว แยกไปเป็นอุตุนิยามเลย แม้แต่เป็นแค่พีชะนิยามก็ไม่ค้างอยู่

พวกที่ไม่เข้าใจพีชนิยามไม่เข้าใจจิตนิยาม นั่งหลับตาสะกดจิต แล้วตัวเองก็ไปเป็นชีวะอยู่ในอนุสัย คนพวกนี้ตายแล้วไม่เน่า เพราะยังมีเชื้อชีวะอยู่ที่ก้นบึ้ง เป็นคนยึดมั่นถือมั่นได้เก่งมาก พอนั่งหลับตาสะกดจิตแล้วตายแล้วไม่เน่า แล้วคนก็ไปกราบเคารพ กราบเคารพคนยึดมั่นถือมั่น ไม่ใช่คนเก่งอะไรในทางศาสนาพุทธ แต่เป็นคนเก่งทางอวิชชาที่เข้าใจผิดในศาสนาพุทธ ตายแล้วก็ไม่รู้จักตาย เหมือนกับคนที่เป็นมนุษย์พืชอยู่ในห้อง ICU ถ้าให้อาหารอยู่ก็อยู่ไปได้อีกนานเท่านาน เพราะยังยึดอย่างนั้นอยู่ ไม่ยอมตาย แต่คนที่ยึดมั่นถือมั่น ไม่มีใครเขาให้ ตายแล้วไม่เน่า ตายแล้วไม่มีใครให้อาหาร มันเหมือนวิทยาศาสตร์สมัยใหม่แต่มันก็จะแห้งลงๆเพราะตกตะกอนเชื้อชีวะเพราะยังยึดมั่นถือมั่นอยู่ มันก็เลยค่อยๆทยอยเลี้ยงขันธ์ไปตามค่อยๆดึงเอามาใช้ อธิบายตามสภาวะก็คือ คนนี้ไม่รู้จักธาตุจิตนิยาม ไม่รู้จักธาตุพีชนิยาม แม้ธาตุจิตของตัวเองนั้นหยุดแล้วเลิกแล้ว พลังงานจิตของตนเองจะปรุงแต่งถึงขั้นจิตนิยามไม่ได้แล้ว หมายความว่าตา หู จมูก ลิ้น กายนี่ คุณจะมีพลังงานมาร่วมรับรู้ตื่นเป็นอะไรกับคนอื่นข้างนอกไม่ได้แล้ว เหลือแต่เป็นพลังงานภายในของจิตเท่านั้น อนุสัยของจิตยังเป็นชีวะอยู่ในจิตเท่านั้น เพราะฉะนั้นก็ยังมีความเป็นชีวะเหลืออยู่ค้างอยู่ ผู้ที่เข้าใจชัดแล้วไม่เอาลัทธินั่งหลับตาแล้วก็สะกดจิตตัวเอง นั่งตายแล้วก็ไม่เน่า ยกย่องกันจริงเลย คือไม่ได้อยู่ในศาสนาพุทธ ไม่รู้จักปล่อยไม่รู้จักวางรู้จักตายรู้จักเป็น ตายแล้วก็หมดแล้วธาตุวิญญาณธาตุจิต เหลือพีชะก็ทิ้งไปสิร่างพีชะ มันก็สลายเน่าเพราะไม่มีการเข้าไปสังเคราะห์สังขารปรุงร่วมกับธาตุนั้น มันก็สลายเน่าทันทีเน่าไว แต่นี่ไปยึดอยู่ไม่ยอมตายไม่ยอมออก คุณก็ยังสงวนความเป็นชีวะของคุณเอาไว้อยู่ ก็เลยตกเป็นธาตุพีชะในระดับชีวะอยู่ แย่กว่าคนธรรมดาโง่ปฏิบัติผิดทาง นี่คือความไม่เข้าใจของศาสนาพุทธ พุทธมหายานมีพวกอาจารย์สำนักใหญ่ๆ นั่งตายแล้วก็ไม่เน่า แล้วก็ปิดทองเอาไว้ เดี๋ยวนี้ก็ยังมี โดยสัจจะของธรรมะแล้ว ศาสนาพุทธเป็นศาสนาปล่อยวาง รู้จักขนาด รู้จักอุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม ถ้ายึดมั่นถือมั่นอยู่อย่างนี้ยังไม่รู้ เป็นคนไม่เข้าใจศาสนาพุทธ กลับไปนับถือบูชาคนที่อวิชชา ไม่เข้าใจศาสนาพุทธเลย ไม่รู้เรื่องพวกนี้ นี่คือความสับสน เป็นความอวิชชา เป็นความกลับไปกลับมา สับสน ไม่รู้เรื่อง ว่าพุทธคืออะไร แค่ไหน? ไม่เข้าใจ ไปนับถือสิ่งที่ไปยึดมั่นถือมั่น พระพุทธเจ้าให้นับถือสิ่งที่ปล่อยวางละวาง อ้าวไปยึดมั่นถือมั่น ยึดได้ถึงขนาดไม่เน่า มันเกินธรรมชาติมันเกินความเป็นจริงด้วย เกินธรรมชาติไปในทางยึดมั่นถือมั่นนะ ไม่ใช่ว่าเกินธรรมชาติไปในทางเหนือธรรมชาติอย่างโลกุตระ มันคนละเรื่องกันเลย มันโง่ดักดานหนักเข้าไปอีก นี่ฟังดีๆ อาตมาอธิบายธรรมะให้ชัดเจน ขยายความที่มันหลงผิด สับสน ยึดมั่นถือมั่นในทางที่ผิดมาถือเป็นถูก เหมือนกับทุกวันนี้เอาง่ายๆ มานั่งหลับตาปฏิบัติสมาธิ แค่สัมมัปปธาน 4 ก็ผิดแล้ว สัมมัปปธาน 4 มีตั้งแต่สังวรอินทรีย์ทั้ง 6 คุณไม่ได้สังวรอินทรีย์ 6 คุณไปนั่งหลับตา มันก็ไม่เป็นตามสัมมัปปธาน 4 แล้วไม่มีโลกุตระข้อสำคัญ ในมูลสูตรทั้ง 10 พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า 1. จะปฏิบัติก็มีเค้าเงื่อนของ 4 อย่างนี้เป็นเงื่อนเค้า 1. คุณต้องยินดีในศาสนาพุทธ คุณไม่ยินดี คุณมาเหลาะๆแหละๆ อย่ามาทำเล่นเลยไม่มีทางที

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน