คนกับการเมือง โดยสมณะโพธิรักษ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
คนกับการเมือง
เกิดเป็นคนต้องทำงานการเมือง ผู้ไม่ทำงานการเมืองคือ ผู้มีชีวิตเหมือนสัตว์เดรัจฉานทั่วไป เพราะมันเป็นสัตว์เดรัจฉาน มันไม่มีปัญญาจะเจริญได้พอที่จะรู้ว่า ความคิดที่สูงกว่านี้ คืออะไร ส่วนผู้เกิดมาเป็นคนหรือเรียกให้เพราะๆว่ามนุษย์นั้น มีทางศึกษาเรียนรู้ และจะสามารถมีปัญญารู้ได้ว่า เกิดเป็นคนต้องทำงานการเมือง การศึกษาก็ดี การบริหารปกครองบ้านเมืองก็ดี ที่ไม่ทำให้ประชาชนสนใจการเมือง มิหนำซ้ำกลับทำให้การเมืองน่าเบื่อหน่าย ทำให้การเมืองน่าชิงชังเสียอีก สังคมบ้านเมืองนั้น ก็เลวร้าย ทุกข์ทรมานแน่ๆ การศึกษา ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาทางโลก หรือทางธรรม ถ้าสอนไม่ให้เข้าใจ ไม่ให้มีจิตใจสนใจการเมือง ไม่ให้เห็นว่าการเมืองเป็นเรื่องสำคัญของทั้งชีวิตเราและทั้งสังคมที่เราอยู่ร่วมไปตลอดตาย ไม่ว่า สังคมใด ประเทศใดจะปกครองด้วยระบอบใดๆก็ตามทุกระบอบจะต้องมีปัญญาชัดเจนว่า การเมืองคือเรื่องสำคัญของคนทุกคน ที่ชีวิตของเราต้องรับรู้ ต้องช่วย ต้องร่วมมืออย่างสำคัญตลอดชีวิตตราบตาย การเมือง คือ การทำเพื่อบ้านเพื่อเมือง เพื่อประชาชนที่อยู่ร่วมกัน เป็นงานเสียสละ ช่วยผู้อื่น ไม่ใช่งานเพื่อตน เพื่อแสวงหาลาภยศสรรเสริญสุขให้แก่ตน แต่เป็นการเสียสละช่วยบ้านเมืองแท้ๆจริงๆ ดังนั้น คำว่า การเมือง คือ งานทำเพื่อบ้านเมืองนี้ จึงไม่ใช่งานแม้แต่การกระทำเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่เป็นลาภ,ยศ,สักการะสรรเสริญ มาให้แก่ตน ให้แก่พรรคพวกจริงๆ ส่วนผู้ไม่สนใจการเมืองเลย สนใจแต่จะอาศัยประชาชนบ้านเมืองทำมาหากิน เพื่อหาเงินทองยศศักดิ์ สักการะสรรเสริญสุขให้ตนอยู่เท่านั้น หรือยิ่งได้ลาภยศสรรเสริญสุขก็ยิ่งโลภโกรธหลงสูงขึ้นมากขึ้นๆ คนผู้นี้ก็มีชีวิตหลงโลกีย์ยิ่งขึ้นๆ ชีวิตก็มีแต่ตกต่ำกว่าเดรัจฉาน ลงไปๆๆๆๆ เพราะชีว
อ่านต่อ
ิตจะมีแต่บำเรอกิเลสให้หนาให้อ้วน จะมีแต่เพิ่มกิเลสใส่ตนให้แก่ชีวิต ไปจนตาย เป็นคนไม่มีประโยชน์ตน มีแต่โทษคือ มีแต่ได้กิเลสไปเรื่อยจนตาย จึงไม่มีประโยชน์ต่อประชาชนบ้านเมืองเลย ซ้ำมิหนำเป็นโทษแก่สังคมบ้านเมืองด้วย เพราะแย่งเอาส่วนที่ควรแจกจ่ายเจือจานคนอื่นไปครอบครองเป็นของตน จนล้นจนเกินขึ้นไม่รู้จักพอ นั่นคือ คนส่วนใหญ่ในโลกที่เป็นกันอย่างนี้แหละ ที่เป็นกันส่วนมากเต็มโลก ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นคนอีกชนิดหนึ่ง คือ คนเห็นแก่ตัวเช่นกัน แต่ไม่ทำร้ายสังคม ทว่าก็เป็นคนเห็นแก่ตัวอยู่ดี ดีไม่ดี หลงผิดเรียกตัวเองว่านักปฏิบัติธรรมด้วยซ้ำ แต่ที่จริงไม่เห็นแก่ใครจริงๆ เอาแต่เรื่องตัวเอง อยู่แต่กับตัวเอง จะสัมพันธ์กับคนอื่นบ้างก็เฉพาะที่เขายังมีประโยชน์ที่ตนต้องอาศัยหรือคนที่ตนหลงรักหลงชอบอยู่เท่านั้น ซึ่งคนชนิดนี้ จะเห็นแต่แก่ตน และแก่พวกส่วนน้อยที่ตนอาศัยประโยชน์และที่ตนยังหลงชอบหลงรักอยู่ หรือเห็นแต่แก่ครอบครัวตนเอง หมู่กลุ่มตนเองกลุ่มหนึ่ง คือ มีความเห็นแก่ตนแก่พวกของตนเท่านั้น แม้จะไม่รบกวนคนอื่น ไม่ไปยุ่งคนอื่นก็เถอะ ก็คือเห็นแก่ตัวอยู่ คนชนิดนี้ อีกแบบ ไม่เอาสังคม จะนิยมการหนีออกไปจากสังคม หรือแม้มีสังคมอยู่ก็ไม่สนใจ ไม่อยากเกี่ยวข้อง จะชอบเอาแต่อยู่กับตัวเอง แสวงสุขเสพให้ตนเอง หรืออยู่เงียบๆ ฟุ้งซ่านอยู่คนเดียว หรือพยายามหยุดคิด อยู่นิ่งๆเงียบๆ ที่หนักกว่านี้ ก็หนีเข้าป่า-เขา-ถ้ำ ขุดรูอยู่ไปเลย ไม่เกี่ยวกับใคร คนชนิดนี้จะไม่ชอบใช้ชีวิตอยู่กับสังคมส่วนรวม จะปลีกแยกไปอยู่แต่ส่วนตัว มีแต่โลกส่วนตัว อย่างดีก็มีพวกของตัวบ้างเท่านั้น จึงมีแก่พวกของตัวเท่านั้น จึงชื่อว่า มีตัวกูของกู อยู่แท้ๆ ซึ่งคนดังว่านี้ ส่วนมากจะนึกว่าตนเป็นนักพรตนักบวช นักบำเพ็ญเพื่อหลุดพ้น ดีไม่ดีหลงว่าจะไปให้ถึงนิพพานเอาด้วย ก็ขอยืนยันว่า คนที่มีทิฏฐิเช่นนี้ จะไม่มีสิทธิ์หมดสิ้นตัวกูของกู จะหมดสิ้นกิเลสอาสวะ จนเป็นผู้หมดตัวกูของกู(อัตตา,อาตมัน) เป็นที่สุดทางปรมัตถ์ไม่ได้เด็ดขาด เพราะไม่รู้จักแม้แต่ตระกูลแห่งความเป็นสัตว์ที่ชื่อว่ามนุษย์ อันคือคนผู้มีจิตสูง เพราะเขายังมีจิตต่ำอยู่ ต่ำกว่ามาตรฐานสัตว์ที่ชื่อว่ามนุษย์ ดังนั้น จึงเป็นคนพัฒนาไม่ถูกต้อง หลงผิดทาง พัฒนาตนเองแบบหนีจากการเมือง หรือเรื่องของบ้านของเมือง ของสังคมมนุษย์ ไปหาความเป็นสัตว์ที่ไม่ใช่สัตว์เมือง เแต่เป็นสัตว์ป่า จึงเห็นความเป็นการเมือง ไม่ใช่เรื่องที่ตนเองจะต้องสนใจ ส่วนพวกที่อยู่ในเมือง อาศัยประชาชนบ้านเมืองหากิน แต่ปฏิเสธการเมือง เพราะ เข้าใจการเมืองผิด โดยเข้าใจการเมืองว่า เป็นงานไม่ได้เรื่อง งานไม่น่านิยม หรืองานไม่สำคัญ งานของคนที่เป็นอีกอาชีพหนึ่งต่างหาก ที่คนทำงานการเมืองก็เป็นงานหากินของคนส่วนนั้น คนละอาชีพเท่านั้น หรือผู้ที่ไม่ยินดีสนใจการเมืองเลย เพราะเห็นนักการเมืองเลว ทำเสียหายเลวร้าย จึง ไม่ชอบการเมือง ปฏิเสธการเมือง แต่ไม่ช่วยกำจัดนักการเมืองชั่ว คนเช่นนี้ก็มีไม่น้อย ซึ่งเรื่องนี้ เป็นเรื่องมีส่วนจริง เพราะนักการเมืองปฏิบัติตน ทำงานการเมืองผิด ทำการเมืองชั่วจริงๆ คำว่าการเมืองจึงตกต่ำ และทุกวันนี้ตกต่ำเอามากๆ เพราะนักการเมืองไม่ลดกิเลส นักการเมืองเต็มไปด้วยกิเลส และกิเลสหนาแรงจัดจ้านอีก ด้วย คำว่าการเมืองจึงเสียหายเลวร้ายหมด ทั้งๆที่งานการเมืองนั้น คืองานสำคัญของความเป็นคน ของความเป็นสังคมมนุษย์ในโลก คนหรือมนุษย์คือ สัตว์โขลงใหญ่ สัตว์สังคม ไม่ใช่สัตว์ปลีกเดี่ยว ไม่ใช่สัตว์ป่า แต่เป็นสัตว์เมือง(human being) เป็นสัตว์ผู้มีปัญญาถึงขั้นอาริยะ จึงเป็นสัตว์ที่รวมกันอยู่เป็นมวลเป็นหมู่ใหญ่ เป็นรัฐเป็นประเทศ พัฒนาบ้านพัฒนาเมืองได้เกินสัตว์เดรัจฉาน ดังที่เกิดที่มีอยู่จริงในโลก ปรากฏให้เห็นแจ้งเป็นจริงในทุกวันนี้ ดังนั้น คนใช้ความรู้เพื่อค้นหาความจริง ว่า เป็นความจริงของโลกมนุษย์ ความรู้ที่คนใช้กัน เพื่อค้นหาความจริงที่คนอาศัยในโลกมี ๓ ศาสตร์ใหญ่ๆ ได้แก่ (๑) ความรู้แบบ Philosophy ปรัชญา (๒) ความรู้แบบ Epistemology ญาณวิทยา (๓) ความรู้แบบ Phenomenology ปรากฏการณ์วิทยา เพราะฉะนั้น ไม่ว่า งานส่วนตัวของความเป็นมนุษย์ หรืองานบ้านเมืองที่เรียกว่า การเมือง อันเป็นงานของมวลมนุษยชาติทั้งโขลง ทั้งชาติทั้งประเทศ ทั้งโลก ก็ต้อง ค้นหาความรู้ที่เป็นความจริงทั้งนั้น เพียงแต่ว่าจะศึกษาหาความจริงกันแบบไหน เท่านั้นเอง เรากำลังพูดถึงการเมือง ก็ลองหาความจริงกันตามศาสตร์ ๓ ศาสตร์นี้กันดูเถิด
การเมืองในความหมายของ ๓ ศาสตร์ (๑) Philosophy ปรัชญา = วิชาว่าด้วยหลักแห่งความรู้, หลักปรัชญา, ชีวทรรศน์, หลักขั้นมูลฐาน, จริยศาสตร์, ท่าทีของปรัชญาเมธี, การมองโลกในแง่ดี, ความละเอียด สุขุมในเหตุผล, ปราชญ์ระดับโลกีย์(Philosopher), ธรรมะ ระดับโลกีย์, วิทยาศาสตร์ธรรมชาติโลกีย์, สงบแบบโลกีย์ [คนที่เข้าไม่ถึงสัจจะขั้นปรมัตถ์ จะสรุปว่า พุทธเป็นแค่ปรัชญา...ไม่ใช่ศาสนา] (๒) Epistemology ญาณวิทยา = ปรัชญาเกี่ยวกับการกำเนิดธรรมชาติ วิธีการ และขอบเขตของความรู้มนุษย์, ปรัชญาสาขาหนึ่งว่าด้วย กำเนิดลักษณะ และความถูกต้องแห่งความรู้ ตลอดจนวิธีหาความรู้ [ญาณศาสตร์ = ตำราพยากรณ์,วิชาพยากรณ์อย่างหนึ่งโดยอ้างว่าใช้ญาณ ; prophecy,divination,a treatise on prophecy,the science of fortune-telling] (๓) Phenomenology ปรากฏการณ์วิทยา = ศาสตร์ที่มีปรากฏการณ์สัมผัสได้จริง Phenomenon = ปรากฏการณ์, ข้อเท็จจริง, สิ่งที่แสดงออกมาให้เห็น, สิ่งที่ประทับใจ, คนที่ยอดเยี่ยม, บุคคลที่ประทับใจ, ประหลาด, แม้แต่หมายถึง อาเพศ Phenomena = พหูพจน์ของ Phenomenon Phenomenal = พิเศษ, เด่น, ยอดเยี่ยม, มหัศจรรย์, เป็นปรากฏการณ์, ซึ่งรับรู้โดยการสัมผัสจริง
พุทธคือประชาธิปไตยแท้
ก่อนอื่น เรามานิยามความหมายของประชาธิปไตยกันให้ชัดเจนกันก่อน นิยามเบื้องต้น เป็นนิยามองค์รวม ที่ชัดเจนและยอมรับกันมากที่สุดนั้น เป็นของท่าน ประธานาธิบดีอับบราฮัม ลินคอล์น(Abraham Lincoln) นั่นก็คือ ประชาธิปไตย เป็นของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน ขยายความออกไปอีก ก็คือ อำนาจ หรืออธิปไตย เป็นของประชาชน อำนาจ หรืออธิปไตย โดยประชาชน อำนาจ หรืออธิปไตย เพื่อประชาชน ของ มีความหมายอย่างไร ก็คือ ประชาชน เป็นเจ้าของ โดย มีความหมายอย่างไร ก็คือ ประชาชน เป็นผู้ทำให้แก่ประชาชนเอง เพื่อ มีความหมายอย่างไร ก็คือ ประชาชน เป็นผู้ได้ เป็นผู้รับ ผู้ได้หรือผู้รับ ก็คือ ผล และผู้เป็นเจ้าของ ก็คือ ผล แล้วผู้ที่ได้หรือผู้เป็นเจ้าของ มันจึงคือผลเดียวกัน ใช่มั้ย? ดังนั้นการเป็นเจ้าของ กับการเป็นผู้ได้หรือผู้รับ คือ กรรมหรือผลเดียวกัน ส่วนการเป็นผู้ทำให้ คือ ประธานหรือเหตุ อาจต่างกัน หรืออันเดียวกัน ก็ได้
สรุปขั้นต้นนี้ โดยใคร คือ เหตุ ซึ่งอาจจะเป็นใคร เป็นเราหรือผู้อื่นก็ได้ ของใครกับเพื่อใคร คือ ผล ซึ่งที่หมายสำคัญ ต้องอันเดียวกัน ใช่มั้ย? อำนาจหรืออธิปไตยก็เพื่อทำให้เกิดผล และผลที่หมายของความเป็นประชาธิปไตย คือ ประโยชน์ประชาชน คือ ความสุขสงบอบอุ่นอุดมสมบูรณ์สบายของประชาชน เป็นจุดหมายที่แท้สำคัญที่สุดของงานการเมือง ใช่มั้ย? ถ้าเช่นนั้น อำนาจอันเป็นเหตุ ไม่ว่า จะเป็นของใคร แต่ถ้า..ประโยชน์ได้แก่ประชาชน ความสุขสงบอบอุ่นอุดมสมบูรณ์สบายได้แก่ประชาชน จะถือว่า นั่นคือ ผลที่หมายของความเป็นประชาธิปไตย มั้ย? ถือว่าสำเร็จหรือจบงานการเมือง ได้มั้ย? ดังนั้น.... ถ้า เผด็จการ คนเดียวมีอำนาจ แต่ทำเพื่อประชาชน โดยคนเดียวมีอำนาจนี่แหละ ทำอย่างสุจริตซื่อสัตย์จริง มีความรู้ความสามารถด้วย ไม่เห็นแก่ตัว เสียสละเต็มที่ อย่างตั้งใจจริงตามฐานะบารมี ประชาชนได้รับประโยชน์เต็มๆ ถ้าเผด็จการอย่างนี้ล่ะ ถือว่าเป็น การเมืองที่ดีมั้ย? จะตรงภาษาบัญญัติที่ว่า ประชาธิปไตย ที่แปลว่า อำนาจของประชาชนเป็นผู้ทำ แต่นี่เขาคนเดียวเป็นผู้เผด็จการนี่แหละทำ เขาเป็นประชาชนมั้ย? ตรงภาษาคือ โดยประชาชน มั้ย? แม้เขาผู้เดียว เขาก็ทำเพื่อประชาชน หรือประโยชน์เป็นของประชาชนแน่ๆ เต็มที่ ไม่ได้เพื่อตัวเองแท้ๆ ประชาชนเป็นผู้ได้ประโยชน์ตามเนื้อแท้ของการเมืองตรงเป๊ะเลย ดังนั้น ความเป็นหัวใจของการเมือง จึงอยู่ที่..ทำอย่างสุจริตซื่อสัตย์จริง มีความรู้ความสามารถด้วย ไม่เห็นแก่ตัว เสียสละเต็มที่ อย่างตั้งใจจริง ตามฐานะบารมี ประชาชนเป็นผู้ได้รับประโยชน์เต็มๆ ทุกระบอบ ใช่มั้ย? ถ้า คอมมูนิสต์ หมู่เดียวพรรคเดียวมีอำนาจ แต่ก็ทำเพื่อประชาชน โดย หมู่เดียวพรรคเดียวมีอำนาจนี่แหละ แต่ทำเพื่อประชาชนจริงๆ ทำอย่างสุจริตซื่อสัตย์จริง มีความรู้ความสามารถด้วย ไม่เห็นแก่พรรคของตัว เสียสละเต็มที่ อย่างตั้งใจจริงตามฐานะบารมี ประชาชนได้รับประโยชน์เต็มๆ ถ้าคอมมูนิสต์อย่างนี้ล่ะ ถือว่าเป็นการเมืองที่ดีมั้ย? ซึ่งไม่ตรงภาษาบัญญัติที่ว่า ประชาธิปไตย แต่ก็เป็นอำนาจของมวลประชาชนหมู่หนึ่งเป็นผู้ทำ ก็โดยประชาชนตรงภาษา ใช่มั้ย? แค่เป็นประชาชนหมู่เดียว แต่ก็เพื่อหรือประโยชน์เป็นของประชาชนแน่ๆ ประชาชนเป็นผู้ได้ประโยชน์ตรงหัวใจตามเนื้อแท้ของการเมืองอยู่แท้ๆ ส่วน ประชาธิปไตย จะให้ประชาชนทุกคนหรือเป็นจำนวนมากที่สุด มีอำนาจ ไปทำเพื่อประชาชน อย่างสุจริตซื่อสัตย์จริง มีความรู้ความสามารถด้วย ได้อย่างไร? แค่ไหน? ก็ต้องทำให้ได้ โดยหาวิธี ที่ดีที่สุดตามที่สามารถจะทำได้ จึงเกิดประชาธิปไตย กันอยู่ในทุกวันนี้ ที่มีวิธีต่างๆกันหลากหลายอยู่ในโลก สรุป ชนิดที่ ๑ ใครก็ตาม คนเดียวมีอำนาจ ทำ ที่เรียกว่าเผด็จการ ชนิดที่ ๒ หมู่ใดก็ตาม หมู่เดียวพรรคเดียวมีอำนาจ ทำ ที่เรียกว่าคอมมูนิสต์ ถ้าทำเพื่อประชาชน เป็นของประชาชน มีประโยชน์ต่อประชาชนอย่างจริงใจ ซื่อสัตย์บริสุทธิ์เต็มกำลัง แม้จะไม่เก่งกาจ วิเศษก็เถอะ หรือชนิดที่ ๓ จะเป็นมวลประชาชนก็ตาม ประชาชนส่วนมากให้มากที่สุดทำ ที่เรียกว่าประชาธิปไตยตรงๆก็เถอะ ถ้าทำเพื่อประชาชน เป็นของประชาชน อย่างจริงใจ บริสุทธิ์ใจ และสามารถทำได้จริงๆ อย่างนี้แหละ ซึ่งเป็นงานการเมืองที่แท้จริงแน่ๆ ใช่มั้ย? เพียงแต่คุณจะรับว่า งานนี้คือประชาธิปไตยหรือเปล่า? เท่านั้น งานนี้แท้ๆ ก็คือแรงหรืออำนาจประชาชนแท้ๆนะ ที่ทำให้เกิดประโยชน์ ชนิดที่ ๑ คนเดียวมีอำนาจ ทำ ก็ตาม ชนิดที่ ๒ หมู่เดียวพรรคเดียวมีอำนาจ ทำ ก็ตาม ก็คือ โดยประชาชนลักษณะต่างๆ ทั้งนั้น ใช่มั้ย? [คล้ายๆกับประชาธิปไตยวิธีต่างๆ หลากหลายวิธี ที่ต่างทำกันอยู่ในโลกประชาธิปไตยในโลกปัจจุบันนี้ ซึ่งจุดสำคัญประโยชน์แก่ประชาชน เช่นกัน] ซึ่งทั้ง ๒ ชนิดนี้ ต่างก็ทำเพื่อประชาชน เป็นของประชาชน อย่างจริงใจ บริสุทธิ์ใจ และสามารถทำได้จริงๆ อย่างนี้แหละ ซึ่งเป็นงานการเมืองที่แท้จริงแน่ๆ เพียงแต่..ไม่ใช่มวลประชาชนส่วนมากที่มากที่สุดตามที่ยึดกัน แค่นั้นเอง ถามว่า อย่างนี้ คืออำนาจเป็นของประชาชน คือประชาธิปไตย มั้ย? อาตมาว่า เป็นอำนาจหรืออธิปไตยของประชาชนแท้ๆ ไม่ผิดเลย เพราะผู้ทำงานนี้ เพื่อประชาชนอย่างซื่อสัตย์บริสุทธิ์จริง ผู้ทำงานนั้น คือ ประชาชน..มั้ย? ถ้า..ใช่ ก็..โดยประชาชนแท้ๆ ใช่มั้ย? และผล ก็ประโยชน์เพื่อประชาชน ทำโดยประชาชนอยู่แล้ว แม้จะจำนวนน้อยอยู่ แต่ก็คือประโยชน์เพื่อประชาชน ของประชาชนทั้งหลายอยู่ดี ใช่มั้ย? ถ้ายึดแคบๆอยู่แค่ว่า ประชาธิปไตย คือ อำนาจของประชาชนส่วนมากทำ ต้องส่วนมากเท่านั้นด้วย จึงจะเรียกว่า ประชาธิปไตย ถึงจะใช่อำนาจเป็นของประชาชน ไม่ว่าคนเดียวทำ ก็โดยประชาชน เหมือนกันนี่? หรือคนหมู่น้อยหมู่เดียวทำ ก็โดยประชาชน เหมือนกันไม่ใช่เหรอ? และทั้ง ๒ ชนิด ต่างก็..เพื่อประชาชน ของประชาชน มีประโยชน์ต่อประชาชนอย่างจริงใจ ซื่อสัตย์บริสุทธิ์เต็มกำลัง แม้จะไม่เก่งกาจวิเศษก็เถอะ แต่เขาก็ประชาชน ใช้อำนาจที่เป็นประชาชนเท่าที่เขามี ซึ่งมีประโยชน์ ต่อประชาชนอย่างจริงใจ ซื่อสัตย์บริสุทธิ์เต็มกำลัง ไม่ได้โกง ไม่ได้ทุจริตเลย ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง หรือเพื่อหมู่พวกของตนเอง อย่างนี้คือ สารสัจจะ ของการเมือง อย่างถูกต้องที่สุดในความเป็นจริงของโลก เพียงแต่ว่า จะนับว่า นี่คือ สารสัจจะของความเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ เท่านั้น วิจัยออกมาอย่างนี้แล้ว ก็ได้ความว่า ต้องการมวลประชาชนให้มาร่วมมือกัน ให้มากที่สุด คือ ความหมายของนิยามคำว่า ระบอบประชาธิปไตย ส่วนอะไรอื่นจะทุจริตเอาประโยชน์อันควรเป็นของประชาชน จะโกงทรัพย์สินของประเทศ จะโกงวิธีเลือกตั้ง จะบังคับ จะสร้างเล่ห์ สร้างวิธีทุจริต ฯลฯ จะเลว จะชั่วอย่างไร ปานใด ด้วยวิธีเลวร้ายขนาดไหนก็ตามที่ประชาชนจำต้องจำนน ถ้าสามารถแสดงมวลประชาชนมาลงคะแนนให้ตนให้พรรคพวกของตนมากที่สุดได้สำเร็จ นี่แหละ คือประชาธิปไตย เท่านี้เองหรือความเป็นประชาธิปไตย จุดต่าง ของความเป็นประชาธิปไตยตามนัยสำคัญที่สาธยายมานี้ ในเมืองไทยกำลังเห็นแค่มวลประชาชนมาลงคะแนนให้ตนให้พรรคพวกของตนมากที่สุด เท่านั้นคือ ความเป็นประชาธิปไตย ดังนั้น ผู้อยากให้ประชาชนยอมรับว่าตนมีความเป็นประชาธิปไตยอย่างว่านั้น จึงต่างก็มีความพยายามทำให้เกิดตามนั้นเท่านั้น ว่า ทำอย่างไร? จะแสดงต่อสังคมอย่างชัดๆโต้งๆออกมายืนยันกับคนทั้งหลายทั้งที่ไม่รู้เรื่องและรู้เรื่องว่า นี่ไง...คนจำนวนมาก เลือกเราคนเดียว หรือเลือกพรรคของเราแล้ว ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยแล้ว!! แม้จะโกงสารพัดโกง จะซื้อสารพัดซื้อ จะบังคับสารพัดวิธีบังคับ จะใช้เล่ห์กลเชิงฉลาดให้ลึกลับซับซ้อน จะหลอกลวงพรางได้เท่าใดก็ทำให้ถึงที่สุด จะทำไม่ซื่อสัตย์ไม่จริงใจ เลวร้ายอย่างไรก็ตาม ขอให้ที่สุดมีตัวเลขออกมายืนยันโต้งๆให้ได้ว่า ได้คะแนนรวมมากที่สุดมาแสดง แล้วก็นับว่า นี่คือ ประชาธิปไตย ประเทศไทยขณะนี้ มีความรู้เรื่องประชาธิปไตย เท่านี้เท่านั้นหรือ? ทุกคนจึงจำนน ยอมศิโรราบ ต่ออำนาจอธิปไตยแบบนี้กันอย่างไม่มีทางสู้แล้ว อย่าให้ความเป็นประชาธิปไตยของไทย มีสารสัจจะแค่นั้นเลย
ทีนี้ จะขอพูดถึงความเป็นการเมืองของศาสนาพุทธและความเป็นอธิปไตย ของพุทธ ว่า มีอย่างไร? จะเข้าท่าตามที่รัฐศาสตร์เรียนกันมามากน้อยแค่ไหน? ลองฟังดู พระพุทธเจ้าท่านสร้างการเมือง และสร้างความเป็นประชาธิปไตยได้แท้แต่จะ ตรงตามหลักรัฐศาสตร์ที่เรียนกันอยู่ในปัจจุบันนี้มั้ย? แค่ไหน? เป็นอย่างไร? ก็ฟังดูซิ จะ นับว่าเป็นการเมืองหรือไม่? พระพุทธเจ้าสร้างประชาธิปไตย คือ เริ่มแรกท่านสร้างคนก่อนอื่น ให้มีคน เป็นอาริยชน เป็นโสดาบัน-สกิทาคามี-อนาคามี-อรหันต์ ให้ได้ก่อน อาริยบุคคลที่ว่านี้ ต้องเป็นอาริยบุคคลแท้จริงอย่างสัมมาทิฏฐิ ไม่ใช่แค่ อารยบุคคล(วัตถุนิยม) หรือแค่อริยบุคคล(จิตนิยม) ตามที่เป็นกันอยู่ส่วนใหญ่ในปัจจุบันนี้ คนเป็นอาริยบุคคล ๔ดังกล่าวนั้น เป็นได้ทั้งที่เป็นฆราวาส และสมณะภิกษุ ซึ่งต้องมีเพียงพอ จึงจะทำงานประชาธิปไตยอย่างได้ผล ต้องให้คน ที่ได้ปฏิบัติพุทธธรรมจนกระทั่งใจบรรลุธรรมเป็นอาริยะแท้จริงให้ได้เสียก่อน จึงจะได้ประชาธิปไตย ซึ่งเป็นการเมืองที่โลกปัจจุบันนี้ต้องการ จะมีประชาธิปไตยแท้ คำตอบ จึงอยู่ที่คน การแก้ปัญหาบ้านเมืองจะให้เป็นประชาธิปไตยจึงอยู่ที่คนเป็นหลักเอก ต้องแก้ที่คน เพราะกฏเกณฑ์หรือกฎหมายนั้นเป็นรอง ไม่ใช่กฏเกณฑ์หรือกฎหมายเป็นเอก อย่าดันทุรังเลย มัวแก้กันที่กฏเกณฑ์ หรือกฎหมายผิดทาง ไม่สำเร็จ ถ้าพยายามแก้ ด้วยการแก้กฎหมายหลักเกณฑ์เป็นเอก แก้ได้ แต่ได้ชั่วคราว เพราะคนทุกวันนี้ฉลาดที่สุดจริงๆที่จะละเมิดกฎ คนมันเลี่ยงกฎหมายได้ทุกประตู โกงกฎหมายได้ทุกข้อ ขอยืนยัน ตราบใดที่คนไม่เป็นอาริยบุคคลที่แท้จริง ยังเป็นทาสโลกธรรม คนที่ยังมีกิเลสจะเกรงและกลัว..เงินและอำนาจ สามารถทำชั่วได้จริง ดังตัวอย่างที่เห็นๆกันอยู่ในโลกเต็มโลกขณะนี้ มองไม่ออก เห็นไม่ได้หรือ?? ในยุคพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงสร้างประชาธิปไตย โดยที่โลกสมัยนั้นยังไม่มีใครรู้จักประชาธิปไตยกันหรอกในโลกยุคนั้น และยังไม่เป็นที่แพร่หลายแน่นอน ว่า ความเป็นประชาธิปไตยนี้ สำคัญยิ่งยอดอย่างไรแค่ไหน ในสังคมสมัยมนุษย์ แต่พระพุทธเจ้าทรงทำประชาธิปไตยขึ้นมาในสังคมมนุษย์ได้สำเร็จตั้งแต่ยุคนั้น ซึ่งยังไม่มีคำว่าประชาธิปไตยเลย แม้ของพระพุทธเจ้าก็มีแต่คำว่าอัตตาธิปไตย-โลกาธิปไตย-ธรรมาธิปไตย เริ่มไปตามลำดับ...ฟังดูนะ ว่า ประชาธิปไตยของพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นอย่างไร? ประเด็นแรก พระพุทธเจ้าทรงสร้างคนให้เป็นอาริยะจาก ๕ คนแรก คือ ปัญจวัคคีย์ แล้วก็มาพบอ้ายหนุ่มยสะ ก็สร้างยสะกับเพื่อนอีก เพิ่มมา ๕๕ คน รวมกับปัญจวัคคีย์ ๕ รูป เป็น ๖๐ คนแรก ที่มีใจเป็นอาริยะสัมบูรณ์ ถึงขั้นอรหันต์ ท่านก็ส่งทั้ง ๖๐ รูปออกไปสู่สังคม ให้ไปทำงานการเมือง โดยตรัสว่า พวกเธอจงไป โดยใช้ภาษาในตอนนั้นว่า ไปสู่ นิคม ซึ่งก็คือ ในเมือง ไปสู่กรุงทั้งนั้น ไม่ใช่ไปสู่ป่า ไม่ใช่แม้แต่ชนบท ให้ไปทั้ง ๖๐ รูปไม่แบ่งไปชนบท ไม่มีที่ให้ไปสู่ป่าเลย เข้าสู่เมือง เข้าสู่นิคมทั้ง ๖๐ เพราะในเมือง ในกรุงเป็นที่ที่ผู้คนหรือประชาชนหนาแน่นมากมาย ในภาษาตอนนั้นก็คือ พหุชน ซึ่งก็คือ ประชาชนทั้งหลาย ประชาชนส่วนมาก อันหมายถึง นิยามสำคัญของคำว่าประชาธิปไตยนั่นเอง ก็ตรงตามนิยามสำคัญของอับบราฮัม ลินคอล์น ที่กล่าวมาแล้วแต่ต้น เพื่อปวงประชาชนทั้งหลายให้ได้รับประโยชน์ ภาษาบาลีก็ว่า พหุชนหิตายะ เพื่อปวงประชาชนทั้งหลายให้ได้รับความสุข ภาษาบาลีก็ว่า พหุชนสุขายะ เพื่อช่วยโลกให้ได้รับประโยชน์ได้รับความสุข ภาษาบาลีก็ว่า โลกานุกัมปายะ นี่คือ คำพูดชุดแรกของพุทธที่ประกาศความเป็นประชาธิปไตยในโลก โดยประชาชนคนของโลก ซึ่งเป็นพระอรหันต์แท้จริง ๖๐ รูป เป็นผู้ไป ทำงานการเมืองแบบพุทธ อันเป็นประชาธิปไตยที่งดงามสดสวย จริงแท้ บริสุทธิ์ที่สุด ที่โลกควรจะมีประชาธิปไตยเช่นนี้กัน ตั้งแต่ยุคนั้นซึ่งทั่วโลกเป็นยุคทาส คนไม่มีอิสระสัมบูรณ์ ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์(absolute mornarchy)กันอยู่ทั้งนั้น และแน่นอนที่สุดว่า ท่านทั้ง ๖๐ คนแรกนี้ ไม่ได้ทำงานนี้ เพื่อประโยชน์ตน เพื่อประโยชน์ของพรรคพวก เพราะท่านไม่มีประโยชน์ตนแล้วเด็ดขาด ประโยชน์ตนที่เป็นอุดมคติของชาวพุทธนั้น คือ การลดละหน่ายคลายกิเลส ประโยชน์ที่ดีวิเศษของชาวพุทธที่เป็นอาริยะแท้จริง ไม่ใช่ลาภ,ยศ,สรรเสริญ,โลกียสุข หมดสิ้นกิเลสาสวะ ก็เป็นผู้หมดประโยชน์ตน จบกิจ ไม่ต้องทำอีกตลอดไป ท่านทั้ง ๖๐ รูปนี้ท่านเป็นอรหันต์ ท่านหมดกิเลสแล้วสัมบูรณ์ ไม่มีกิเลสาสวะ ใดๆแล้ว ท่านทำงานอยู่กับลาภยศสรรเสริญสุขของโลก มีคนให้ลาภให้ยศให้สรรเสริญให้ โลกียสุข แต่ท่านไม่เสพไม่ติด ไม่สะสมแล้ว จึงชื่อว่า อรหันต์ จึงไม่มีความเห็นแก่ตน ไม่ทำอะไรเพื่อตนแน่นอน ทำเพื่อประชาชนแท้จริงยิ่ง บริสุทธิ์ยิ่ง ดังนั้น ที่ท่านไปทำงานให้แก่ประชาชนแบบพุทธ นี้ จึงเป็นการทำงาน การเมืองแท้ๆชัดๆ เพราะงานการเมืองคือ ประโยชน์เพื่อประชาชน ของประชาชน ไม่ได้ทำ มาให้แก่ตน แก่ญาติของตน แก่พรรคพวกตน โดยท่านทั้ง ๖๐ เป็นผู้ทำ และท่านก็เป็นประชาชนของโลก ที่หมดความยึดถือในลาภยศสรรเสริญโลกียสุขแล้ว สูงสุด แม้แต่ความเป็นตัวตน-ของตัวของตน-หมู่พวกของตน-ประเทศของตน ท่านก็ไม่มีแล้วจริง จึงเป็นอาริยะระดับสูงสุด ที่เป็นคนทำงานให้สังคม เป็นงานการเมือง เพราะทำประโยชน์ให้บ้านให้เมือง อย่างบริสุทธิ์ที่สุดแน่นอน เป็นงานเพื่อบ้านเพื่อเมือง ไม่ใช่เพื่อตน-เพื่อญาติ-เพื่อพรรคพวกแล้วจริง ชีวิตของอรหันต์ทั้ง ๖๐ รูปนี้ ท่านมีชีวิตให้ประชาชนเลี้ยงไว้ ด้วยอาหารบิณฑบาต ฉันแล้วอิ่มก็คว่ำบาตร อาหารเหลือไม่สะสม ไม่สะสมสมบัติอย่างฆราวาสแล้ว วันพรุ่งก็ไปบิณฑบาตได้มาฉันใหม่ ถ้าไม่ได้ก็อด ชีวิตท่านเนื่องด้วยประชาชน ชีวิตท่านให้ประชาชนเลี้ยงไว้ บาลีว่า ปรปฏิพัทธา เม ชีวิกา ท่านจึงเป็นคนของประชาชน หรือเป็นส่วนหนึ่ง ของประชาชน ที่ประชาชนเลี้ยงดูไว้ให้ทำงานให้ ก็เหมือนกับนักการเมืองที่รับเงินเดือนซึ่งเป็นของประชาชน ก็ต้องทำงานให้ ท่านทำงานให้ ก็คือ โดยประชาชน และทำชนิดที่ไม่เอาอะไรตอบแทนจากประชาชน ก็คือ เพื่อประชาชนแท้ๆ ...ประชาชนเป็นผู้ได้จริงๆเต็มๆ เพราะ ไม่มีคอรัปชั่น แม้คอมมิชชั่นก็ไม่มี ก็เป็นของประชาชนบริบูรณ์ทีเดียว ท่านจึงเป็นประชาชนผู้ทำงานให้แก่ประชาชนโดยตรงโดยแท้ แต่ท่านไม่ได้เอาอะไรตอบแทน มีแค่ให้ประชาชนเลี้ยงไว้ ดังกล่าวแล้ว ไม่มีลาภแลกลาภใดๆแล้ว พ้นมิจฉาชีพขั้นที่ ๕ (ลาเภน ลาภัง นิชิคิงสนตา) ตามหลักธรรมของพุทธ นอกจากมีรายรับคือบิณฑบาตเลี้ยงชีพ ซึ่งประชาชนเขาจะเชื่อถือนับถือเขาก็ใส่ให้ ถ้าเขาไม่เชื่อถือไม่นับถือประชาชนก็มีสิทธิ์ที่จะไม่ใส่บาตรให้ เป็นการประท้วง คือมีสิทธิ์ คว่ำบาตรท่านได้ การประท้วงนี้ก็คือ ให้ประชาชนมีสิทธิ์ใช้สิทธิ์ เป็นประชาธิปไตยแท้ๆชัดๆ ทั้งๆที่ท่านก็แค่ประชาชนใส่บาตรเลี้ยงท่านไว้เท่านั้น เช่นเดียวกันกับ ประชาชนสามารถประท้วงหรือคว่ำบาตรนักการเมืองในระบบประชาธิปไตย ประชาชนรักษาผลประโยชน์ของประชาชน หรือถูกประชาชนควบคุมคน ของตน ไม่ผิดเพี้ยนกันแต่ประการใด นี่คือ ประชาธิปไตยของพระพุทธเจ้าที่ให้สิทธิ์แก่ประชาชน มาแต่ยุคของพระองค์ ที่เป็นยุคทาส ยุคที่คนยังไม่มีสิทธิมนุษยชน แต่พระพุทธองค์ให้อธิปไตยแก่ประชาชนแบบนี้ได้แล้ว เป็นประชาธิปไตยแล้ว งานนี้จึงเป็นการเมืองโดยแท้โดยตรง เพราะเป็นงานที่ทำเพื่อประชาชน ซึ่งท่านทำเพื่อประชาชนได้จริงยิ่ง ให้ทั้งประโยชน์ให้ทั้งสิทธิอำนาจแก่ประชาชน เป็นประชาธิปไตยที่เกิดจริงตั้งแต่ยุคทาส ยุคที่ยังไม่มีใครสามารถปลดแอกประชาชน งานการเมือง คือ งานที่ทำเพื่อบ้านเพื่อเมือง ไม่ใช่งานเพื่อตนเอง เพื่อ ญาติตนเอง หรือเพื่อพรรคพวกตนเอง ไม่ว่าประโยชน์ หรือสิทธิอำนาจ ท่านทำเพื่อบ้านเพื่อเมือง จึงชื่อว่า การเมือง เพื่อประชาชนในบ้านในเมืองจริงๆ เพราะท่านได้ลดความเห็นแก่ตัวมาแล้ว จนกิเลสหมดสิ้นเกลี้ยง ท่านจึงทำเพื่อประชาชนอย่างบริสุทธิ์สะอาดใจจริงๆ ท่านเป็นอรหันต์ เป็นผู้บรรลุธรรมของพุทธจริง ท่านทำตนให้ดีมาก่อน คำสอนพุทธเจ้ามีว่า จงทำคุณอันสมควรก่อน แล้วสอนผู้อื่น จักไม่มัวหมอง ท่านทำจน มีผลแล้วจึงมาทำงานเพื่อประชาชน อย่างซื่อสัตย์สุจริต เสียสละที่เป็นจริง ไม่มีกิเลสเป็นเหตุให้ก่อทุจริตแฝงปนแม้นิดแม้น้อย ฐานะของท่านจึงเป็นนักการเมือง ระดับอุดมคติที่เป็นความจริงของพฤติมนุษย์ ทำกับสังคมมนุษย์ ชนิดมีพลัง ๔ คือ ปัญญาพละ-วิริยพละ-อนวัชชพละ-สังคหพละ ตามธรรม ดังนี้เองคือ โดยประชาชน เพื่อประชาชน ของประชาชน สัมบูรณ์ ประโยชน์..ประชาชนเป็นผู้ได้ ก็คือ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive