สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน ทักขิเณยบุคคล 7 วิโมกข์ 8 อนุสัยอาสวะ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน ทักขิเณยบุคคล 7 วิโมกข์ 8 อนุสัยอาสวะ พ่อครูว่า...วันนี้อธิบายทักขิเณยบุคคล 7 ไปตามลำดับบ้างดีไหม 1. สัทธานุสารี ผู้แล่นตามไปด้วยศรัทธา คือ ผู้ปฏิบัติเพื่อบรรลุโสดาปัตติผล มีสัทธินทรีย์แก่กล้า อบรมอริยมรรคโดยมีศรัทธาเป็นตัวนำ (ท่านผู้นี้ถ้าบรรลุผลแล้วจะกลาย เป็นสัทธาวิมุติ) 2. ธัมมานุสารี ผู้แล่นไปตามธรรม คือ ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อบรรลุโสดาปัตติผล ที่มีปัญญินทรีย์แก่กล้า อบรมอริยมรรคโดยมีปัญญาเป็นตัวนำ (ท่านผู้นี้ถ้าบรรลุผลแล้วจะกลายเป็น ทิฏฐิปัตตะ) พระพุทธเจ้าไม่ใช้คำว่าปัญญานุสารี แต่ใช้คำว่าธัมมานุสารี อันนี้ในธรรมะมันยังเป็นธรรมะ 2 มันจะค่อยๆได้ไปตามลำดับ ธรรมะนี้รวมไว้หมดท่านจึงบอกว่า เริ่มแรกไม่เอาคำว่าปัญญานุสารี ท่านเอาคำว่าธัมมานุสารี บางทีบางคนนึกว่าเป็นปัญญา แต่ตัวเองแท้จริงกลายเป็นเจโตทีหลังก็ได้ นึกว่าตัวเองเป็นสายปัญญา นี่อย่างพวกเรา เราเป็นปัญญาหรือเจโตกันแน่ ศรัทธาหรือปัญญากันแน่ มันไม่ง่าย เพราะฉะนั้นศรัทธานี้แน่นอนอยู่แล้ว แต่ว่าปัญญานี้ มันเข้าใจไม่ง่ายที่จะได้ปัญญา จึงเรียกว่าธัมมานุสารี เมื่อมาติดตามแล้วสามารถที่จะเรียนไปได้ตามลำดับ อันที่ 3 คนจะได้ก่อนได้เร็วคือศรัทธาจะได้สัทธาวิมุต วิมุติมันก็เป็นโลกีย์วิมุติก็ได้ โลกุตระวิมุติก็ได้ วิมุติ ที่ใหม่ สมาธิหรือสัมมาทิฏฐิก็ได้ ก็ต้องค่อยๆปฏิบัติธรรมไป สัทธาวิมุติ จะได้ก่อนก็ไม่ว่ากันส่วนปัญญานั้นจะเรียกตัวที่ได้เริ่มต้นว่าเป็น ทิฏฐิปปัตตะ 3. สัทธาวิมุติ ผู้หลุดพ้นด้วยศรัทธา คือ ท่านที่เข้าใจอริยสัจถูกต้องแล้ว และอาสวะบางส่วนก็สิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญาแต่มีศรัทธาเป็นตัวนำหน้า หมายเอาพระผู้บรรลุโสดาปัตติผลแล้วขึ้นไป จนถึงเป็นผู้ปฏิบัติเพื่ออรหัตที่มีสัทธินทรีย์แก่
อ่านต่อ
กล้าในการปฏิบัติ . 4. ทิฏฐิปปัตตะ ผู้บรรลุสัมมาทิฏฐิ คือ ท่านที่เข้าใจอริยสัจถูกต้องแล้ว และอาสวะบางส่วนก็สิ้นไป เพราะ เห็นด้วยปัญญา หมายเอาพระผู้บรรลุโสดาปัตติผลขึ้นไป จนถึงเป็นผู้ปฏิบัติเพื่ออรหัต ที่มีปัญญาและปัญญินทรีย์แก่กล้าในการปฏิบัติจนเกิดปัญญาพละ ทิฏฐินี้จะเรียกว่าความเชื่อหรือลัทธิก็ได้ ก็ให้ปฏิบัติให้เกิด ปัตตะ หรือการเข้าถึง การบรรลุ จากปัตตะมาเป็นปันนะ ก็ปฏิบัติให้เข้าถึงผล ปัตตะนี้เข้าถึงผล คุณมีทิฏฐิ เริ่มต้นมีความรู้แบบนี้จะสัมมาหรือมิจฉาไม่รู้ ถ้าคุณสามารถบรรลุขึ้นมาเรื่อย เป็นปัตตะ เป็นการบรรลุผลที่พยายามที่จะศึกษาสัมมาทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิ ซึ่งจะต้องเรียนสัมมาทิฏฐิตามหลักธรรมพระพุทธเจ้า สัมมาทิฏฐิ 10 เป็นต้น ในการปฏิบัติทานกับศีล อันหนึ่ง เป็นการแสดงออกกับคนอื่นอีกอันหนึ่งเป็นการแสดงออกกับตัวเอง แล้วก็อ่านจิตทั้งคู่ ฝึกฝนจนกระทั่ง ทิฏฐิปปัตตะหรือสัทธาวิมุติ สัทธาวิมุติ จะได้ผลก่อนเป็นกายสักขี เป็นรูปธรรมเหมือนกับเป็นอรหันต์เลยตามที่เข้าใจ โดยที่มีทิฐิไม่ได้เป็น ปัตตะแท้ ด้วยเข้าใจว่าเราบรรลุมีกายสักขี คนไม่รู้ด้วยก็จะเห็นว่าคนนี้ใช่ องค์นี้เป็นอรหันต์ อย่างอรหันต์เก๊ต่างๆ ที่เป็นสายหลับตาหรือลืมตาที่เป็นสมถะก็ตาม 5. กายสักขี ผู้เป็นพยานด้วยนามกาย หรือผู้ประจักษ์กับตัวคือ ท่านที่ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย อาสวะบางส่วนก็สิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา หมายเอาพระอาริยบุคคลผู้บรรลุโสดาปัตติผลแล้วขึ้นไป จนถึงเป็นผู้ยังปฏิบัติเพื่ออรหัต ที่มีสมาธินทรีย์แก่กล้าในการปฏิบัติ อย่างสายมหาบัว ก็จะเกิดองค์ประชุมเป็นรูปนามแต่ไม่มีปัญญา รูปกายนี้ชัดว่าคนนี้เป็นอรหันต์เป็นหลักฐาน คนเข้าใจที่ไม่สัมมาทิฏฐิก็อาจเข้าใจอย่างนั้นได้ จึงจะต้องปฏิบัติไปตามที่พระพุทธเจ้าให้เริ่มต้นเรียนรู้วิโมกข์ 8 ต้องเรียนรู้รูปนาม ต้องเรียนรู้โลกภายนอกก่อน พหิทา แล้วค่อยๆเรียนรู้ลึกเข้าไปหาในใจเป็น อัชฌัตตัง พหิทาก่อนแล้วค่อยเป็นอัชฌัตตัง คำว่า พหิทา เป็น พหูพจน์ ส่วนอัชฌัตตัง เข้าไปหาตัวไหนมันไม่ใช่พหูพจน์ทีเดียวแต่มีส่วนเลื่อนชั้นไปหาข้างในลึกสุดจนถึงขั้นอรูป เข้าไปหารูปก่อนแล้วไปหาอรูป วิโมกข์ 8 ไม่ใช่เรื่องเดา เขาเดากัน หากศึกษาวิโมกข์ 8 ไม่ชัดเจนก็เลอะเทอะ
1. ผู้มีรูป ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย (รูปี รูปานิ ปัสสติ) คำว่าเห็นรูปทั้งหลายคือมากกว่าหนึ่งตั้งแต่สองเป็นต้นไป คนไม่มีรูปแล้วจะไปเห็นอะไร คุณนั่งเฉยๆแล้วหลับตาก็ไม่มีรูป รูปนี้ ขอยืนยันก่อนอื่น เบื้องต้นคือรูปที่ตาคุณเห็นภายนอกตาไปกระทบ เสียงไปกระทบหูก็เรียกว่ารูป กลิ่นไปกระทบจมูกก็เรียกว่ารูป รสกระทบลิ้นก็ดีกว่ารูป กายสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็งเสียดสีก็เรียกว่ารูปข้างนอก คือโผฏฐัพพะ 5 คือรูป ส่วนอรูปอยู่ภายใน กามรูปอยู่ภายนอกก่อน แล้วค่อยเรียนรู้ภายใน หากภายนอกเราอยู่เหนือแล้วก็จะไม่เป็นพิษภัยกับใครไม่ถูกกับสิ่งภายนอกแล้วเหลือแต่ภายในที่เป็นกิเลสของเรา ผู้มีรูปแล้วต้องเห็นรูปรู้รูปเข้าใจรูป เป็นข้อแรก รูปี รูปานิ ปัสสติ
2. ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปภายใน (10/66) ย่อมเห็น รูปทั้งหลายในภายนอก (อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทธา รูปานิ ปัสสติ) (พ่อครูแปลว่ามีสัญญาใส่ใจในอรูป) อัชฌัตตังคือภายใน อรูปสัญญี พหิทา คำสามคำนี้ ท่านผู้ที่ไม่เข้าใจก็ไปแปลเอา อรูปไปใส่อสัญญี มันก็เสียหมด อสัญญี แปลว่าผู้ไม่กำหนดรู้ ผู้มีความสำคัญมั่นหมายเป็นผู้ไม่กำหนดรู้ในรูปภายใน ท่านไปแปลปนกันเลย เอา อ ไปเกี่ยวข้องกับสัญญี คือ ผู้ไม่มีสัญญาก็เลยแปลว่า พวกไม่มีความสำคัญมั่นหมาย ในรูป ท่านเอา อ ไปเกี่ยวกับสัญญี ก็เลยกลายเป็นผู้ไม่มีสัญญาไปกำหนดรู้อะไรเลย กลายเป็นคนบอดใบ้หนวกหมดเลย ถ้าอย่างนี้แล้วก็เลิกเลยไม่ต้องอธิบายต่อถ้าไปแปลความอย่างนี้ จริงๆมันไม่ใช่ อรูปสัญญี คือ ผู้ที่ได้กำหนดรู้ตั้งแต่แรกตั้งแต่ รูปี รูปานิปัสสติ ต้งแต่ภายนอก พหิทารูปานิ แล้วลดรูปภายนอก ความติดยึดในกามภพภายนอกให้ได้ก่อน เมื่อได้แล้วก็ค่อยเลื่อนเข้ามาข้างในข้างในก็เป็นแค่รูป จากกามภพก็มาเป็นรูปภพ อรูปภพก่อน อัชฌัตตังก็ละไว้ในฐานที่เข้าใจว่าต้องเป็นรูปภพก่อนแล้วค่อยมาเป็นอรูปภพ สรุปแล้ว กามภพ กามรูปก่อนเอาให้หมด แล้วค่อยมาทำภายในขั้น รูป ก่อน หมดกิเลสรูปภพก็มาทำกิเลส อรูปภพต่อ อย่าเอาอสัญญาไปใส่ อสัญญีสัตว์นั้นอย่างหนึ่ง อรูปสัญญีไม่ใช่อสัญญีรูป อสัญญีรูปก็ซวยเลย
อสัญญี เป็นอายตนะ 2 สุดท้าย อสัญญีสัตว์กับเนวสัญญานาสัญญายตนะสัตว์ คนที่ปฏิบัติผิดด้วยดับสัญญามาเรื่อยๆก็จะเป็นอสัญญีสัตว์ แต่ว่าผู้ที่เป็นพุทธปฏิบัติอย่างลืมตามาเรื่อยๆตั้งแต่รูปฌานอรูปฌาน อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ สัญญาเวทยิตนิโรธ อสัญญีคือพวกไม่กำหนดรู้เลยเป็นพวกศรัทธาเจโตพวกดับไม่กำหนดรู้จนทะลุ ถ้าไม่ใช่อย่างนั้นจะไล่มาตามลำดับเลย ในอรูปฌาน 4 เนวะ คือกึ่งรู้กึ่งไม่รู้ คือใกล้จะหมดแล้ว แต่ถ้าจิตใจตัวเองไม่ได้ใกล้จะหมดเลยแต่คิดว่าตัวเองจะหมดคนนี้ก็ซวยเลย จึงจะต้องมาเรียนรู้เป็นลำดับๆไป เป็นลำดับอันน่าอัศจรรย์ จนผู้ที่เป็นเนวสัญญานาสัญญายตนะ พ้นอันนี้สุดก็เป็นสุดยอดแล้ว เป็นสัญญาเวทยิตนิโรธเป็นผู้ที่มีสัญญากำหนดรู้สมบูรณ์แบบกำหนดรู้รอบในเวทยิตังนิโรธังโหติ มีความดับที่มีเวทนา เคล้าเคลียอารมณ์ ตรวจสอบภายนอกภายในทั้งละเอียดและหยาบ จนหมดครบไม่เหลือเลย สัญญา กำหนดรู้เวทนาเกลี้ยงภายนอกข้างนอกข้างในทั้งละเอียดทั้งกลางทั้งหยาบจนไม่เหลือเลยสัญญาเวทยิตตังนิโรธังโหติ เรียนรู้เวทนา 108 ทะลุปรุโปร่งตามลำดับ ปฏิบัติตามนั้นได้ครบ สุดท้ายเป็นขั้นอดีตปัจจุบันอนาคต ทำ 36 ปัจจุบันให้ได้เป็นฐานอดีต แม้จะมาในอนาคตอีกเท่าไหร่ฐานของอดีตกับฐานของปัจจุบันเป็น 2 ฐานกับหนึ่งที่เป็นอนาคตจะมา อนาคตก็สู้ไม่ได้ เป็นธาตุรู้ที่เป็น Dynamic และ Static ตัวฐานตั้งและตัวเครื่องหมุนรู้หมดในประธานเป็นผู้ที่เป็นเจ้าของรู้หมด เป็นผู้จัดการใหญ่ เมื่อมาถึงเป็นทิฏฐิปปัตตะ กับสัทธาวิมุติ สัทธาวิมุตยังไม่แน่เพราะเป็นสายเจโต แต่ทิฏฐิปปัตตะ ถูกต้องกว่ามีความเป็นปัญญามากกว่า ชัดก็ยังไม่ชัดเพราะพวกศรัทธาเจโตก็เข้าถึงกายสักขี คือ ถ้าเป็นกายสักขีของสายปัญญาก็จะชัดเจนเพราะมีทั้งรูปและนาม จากกายสักขีมาเป็น ปัญญาวิมุติพระพุทธเจ้าก็ตัดรอบให้เป็นอรหันต์ หมดอาสวะทั้งหมด กายสักขีนี้อาสวะบางอย่างถูกบ้างไม่ถูกบ้าง อาจจะไปฟลุ๊ค ตัวใดตัวหนึ่งดับแต่คนยังไม่มีปัญญามั่นๆ ไม่ถูกฝาทุกตัวชัดเจนยังคลุมเครือ เพราะฉะนั้นท่านถึงกำชับว่าต้องปฏิบัติสัมผัสกาย ด้วย วิโมกข์ 8 ต้องมีภายนอกและภายในเป็นลำดับตาหูจมูกลิ้นกาย ครบๆ แล้วก็จะมีสภาวธรรมที่ทำให้คนบรรลุได้ครบมันจะได้ไม่ตกหล่นวนไปวนมา นึกว่าได้แล้วแต่ก็ยังตกหล่นเป็นเศษเล็กเศษน้อยไม่ใช่ต้องได้ไปตามลำดับได้อย่างเป็นสัดส่วน เป็น cyclic order เป็นลำดับไม่ต้องมาเก็บตกหล่นที่หลังอีกมันเสียเวลา ตกหล่นมากก็เป็น วิตักกจริต มันมากก็เลยต้องกลับมาเก็บอีก แต่อย่าท้อ เข้าคบหาสัตบุรุษจึงพยายามปฏิบัติตามฐานะเป็นลำดับให้ได้
ผู้มีกายสักขีอยู่ในระดับคู่กับปัญญาวิมุติ มีอาสวะบางอย่างดับได้ เอาให้ชัด มีสัมผัสเป็นปัจจัย ต่างๆนานา แท้ๆไปเรื่อยๆจนคุณสามารถสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย กายสักขี นี้ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ต้องเรียนรู้วิโมกข์ 8 ไปตามลำดับโดยเฉพาะ 3 ข้อ รูป กับอรูป กับตัวเรา เป็นขั้นๆ ตั้งแต่กามภพ รูปภพ อรูปภพ แล้วจึงจะได้เป็นลำดับอย่างน่าอัศจรรย์ ส่วนผู้ที่เป็นปัญญาแท้ เมื่อดับอาสวะได้สิ้นก็เป็นปัญญาวิมุต อาสวะนี้หยาบกว่าอนุสัย ในสังโยชน์ 10 ดับอาสวะสิ้น เพราะเหลือเศษอนุสัยของอรหันต์เป็นอจินไตย อาศัย นิสัย วิสัย อนุสัย สย คือตัวเรา อาศัย คือเป็นตัวที่สั่งสม เป็นนิ นิสัย สั่งสมเก่งจนเป็น วิสัย คุณก็ทบทวนวิสัยนี้ที่เก่งที่ได้ ที่ได้อาศัยก็อาศัย จึงได้อาศัยนิสัย วิสัย มารวมที่อาศัยแล้วก็ทำงานไปสั่งสมเป็น สยะ แล้ว คุณก็ควบคุม สยะ ตัวเองมิได้เรียกว่า อนุสัย ตัวที่อยู่ลึกเข้าไปอยู่ในก้นบึ้งของจิตสะสมไว้อยู่ ที่จริงไม่ได้สะสมแต่มันตกตะกอนเป็นฐาน ในฐาน status ของเรา มันก็อยู่ตรงนั้น มันเป็นฐานตั้งที่เป็นสมบัติของเรา แต่เราไม่ยึดถือเป็นเรา เราอาศัยมันทำงาน เพราะฉะนั้นพระอรหันต์ก็จะมีทั้งอาศัยและอนุสัย นิสัยกับวิสัยเป็นตัวปฏิบัติเพิ่มกำลังบารมีขึ้นสู่อนุสัย นิสัย เป็นระดับหนึ่งเมื่อถึง วิสัยนั้นลึกกว่า เพราะฉะนั้นใน สยะ 4 อาศัย นิสัย วิสัย อนุสัย อนุสัย อาตมาไม่เคยเห็นใครมาอธิบายขยายความ แม้แต่ อาศัย นิสัย วิสัย อนุสัย ก็ไม่เห็นมีใครอธิบายขยายความแต่พวกเราฟังอ่านออกและมีสภาวะไหม สามเส้านี้ อย่างนี้เป็นต้น นี่คือซ้อนในบุคคล7 อาสวะกับอนุสัย ผู้ที่จบ อุภโตภาควิมุติ จบทั้งอาสวะ อนุสัย หมดเลย เป็นอุภโตภาควิมุติสุดยอดแล้ว เป็นพระอรหันต์เต็มรูปยิ่งใหญ่เป็นพระโพธิสัตว์ คือพระอรหันต์ที่สมบูรณ์แบบขึ้นเรื่อยๆ
มาเริ่มต้นตั้งแต่ สัทธานุสารี ธัมมานุสารี สัทธาวิมุติ ทิฏฐิปปัตตะข้ามไปหาเป็นปัญญาวิมุติเป็นอรหันต์เลย แต่สายศรัทธาจะเป็นกายสักขี เสียเวลาต้องไปสัมผัสวิโมกข์ 8 อะไรอีก ทวนกัน ก็เป็นจริงตามสกุลศรัทธาเจโต กับสกุลของปัญญา ปัญญานั้นแววไว พอลึกละเอียดก็จะสั้นเข้าเร็วขึ้น แต่ในระดับแรกนั้นสายเจโต จะบรรลุเร็วกว่าสายปัญญาในระดับหนึ่ง แต่ถ้าเผื่อว่า ทำถูกต้องตามลำดับ ปัญญาวิมุตินี้จะเร็วกว่าสัทธาวิมุติ เมื่อไปถึงขั้น กายสักขี กับขั้น ปัญญาวิมุติ คู่ปลาย สองตัวสุดท้าย เป็นอุภโตภาควิมุติ สายศรัทธาจะไปสู่อสัญญีสัตว์ แม้แต่เนวสัญญานาสัญญายตนะก็เป็นสายปัญญา สายอสัญญีสัตว์จะเป็นสายศรัทธามานั่งดับสัญญาอยู่นั่นแหละ แต่ผู้ที่เป็นปัญญาแล้วจะเหลือเศษเป็นเนวสัญญานาสัญญายตนะเหลือเศษสุดท้าย อากาสานัญจายตนะ วิญญานัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ อากาสานัญจายตนะแปลว่าสภาพว่างวิญญานัญจายตนะแปลว่าธาตุรู้ ทำงานจนกระทั่งเหลือสุดท้ายตั้งแต่หยาบถึงละเอียด จนกระทั่งนิดหนึ่งน้อยหนึ่งก็ไม่มีอากิญจัญญายตนะ นิดนึงน้อยหนึ่งก็ไม่มีแล้ว พระพุทธเจ้าก็ไม่ให้ประมาทว่าจริงหรือเปล่า ให้ตรวจดูใหม่สัมผัสดูอีก สัมผัสได้เก่งขึ้น อันนี้ สัมผัสเคยแรงกว่าที่เคยมี ก็แวบมาแฮะ ยังมีอยู่ หรือคุณจะต้องสัมผัสกับที่แรงขึ้น คุณก็เก่งขึ้น มันยิ่งแรงขึ้นหนักขึ้นตัวใหญ่ขึ้นคุณก็ยิ่งก้าวหน้าขึ้นเพราะว่าคุณชนะได้ นั่นแหละคุณจะต้องมีอย่างประมาทไม่ได้ จนกว่าคุณจะบอกว่าแรงกว่านี้ไม่มีอีกแล้วหนักกว่านี้ไม่มีอีกแล้วเจอมานักต่อนักแล้ว มันเจอหนักเจอสิ่งที่แรงกว่า เมื่อเจอหนักแล้วมันจะง่ายเข้า หนักๆนี้หยาบก็ง่าย แต่ยากละเอียดนี่ ไปแพ้ละเอียด หยาบนี่ มันคนชั้นต่ำ แน่ะ ปัญญามันขึ้นไปอย่างนั้นความฉลาดมันเลยยาก นั่นชั้นต่ำ แต่คุณไม่รู้ตัวหรอกว่ามันชั้นต่ำ ขึ้นไปหลงตัวละเอียด หลงมาก ไอ้ละเอียดนี่เลยกลายเป็นหยาบของคุณ พูดอย่างนี้เหมือนสิริมหามายา กลับไปกลับมา เดี๋ยวหยาบเดี๋ยวละเอียด เดี๋ยวละเอียดเดี๋ยวหยาบ ไม่สับสนนะ อาตมาว่า อธิบายยังไม่เก่งแต่พวกคุณเข้าใจได้ ช่วยอาตมาได้เยอะ เมื่อเป็นผู้ที่ จิตจริงๆ จากทิฏฐิปปัตตะ มาเป็น ปัญญาวิมุติจะเข้าใจอาสวะเข้าใจกิเลสในระดับอาสวะ แล้วแจกอาสวะ 4 ก็จะเข้าใจด้วยลำดับของอาสวะ ซึ่งจะไม่เหมือนกับอนุสัย อนุสัยกับอาสวะ 3 ตัวแรกเหมือนกัน สักกายยะ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส เมื่อมีตัวนี้เป็นต้นทุนแล้ว อาสวะก็มาไล่เรียงต่อมาสิ อาสวะ 4 ตั้งแต่ 1. กามาสวะ 2. ภวาสวะ 3. ทิฏฐาสวะ 4. อวิชชาสวะ (พตปฎ. เล่ม 35 ข้อ 961)\\ จนมาถึงอนุสัย 7 1. กามราคานุสัย (ความดึงดูดกำหนัดในกาม) 2. ปฏิฆานุสัย (ความผลักไส ขัดเคือง ขึ้งเคียด) จนหมดกาม หมดปฏิฆะ 3. ทิฏฐานุสัย (ความยึดถือความเห็นเป็นตนของเรา) 4. วิจิกิจฉานุสัย (ความลังเลสงสัย ทำให้เนิ่นช้า) ต้องแม่นไม่สงสัยมีความรู้ชัดเจนเลยว่า กามราคะ ปฏิฆะ เป็นคู่ ภวราคะก็เป็นคู่ เป็นภพ เพราะฉะนั้นก็คือ กามกับปฏิฆะ อยู่ในภวราคานุสัย 5. มานานุสัย (ความถือตัวทั้งหลาย) 6. ภวราคานุสัย (ความใคร่อยากในภพละเอียด)คือกามกับปฏิฆะไปเป็นรูปราคะ อรูปราคะ เป็นธรรมะสองของสภาะผลักกับดูด ราคะกับปฏิฆะ ธรรมะสองตัวสุดท้าย มันไม่เป็นกามโลกีย์แล้ว ไม่แสดงตัวอย่างหยาบแล้ว จะดุ๊กดิ๊กอยู่ภายในเป็นความผลักและดูดอยู่ภายในคุณก็ลดอีก ลดผลักกับดูด กามดูดปฏิฆะผลัก ดับจนหมดทั้งสองจึงเป็นภวราคานุสัยสุดท้ายหมดอีก เป็นตัวละเอียดลออเหลือกำลัง หากจะเข้าใจอย่างนี้ได้ต้องปฏิบัติธรรม ฟังไปก็ได้พยัญชนะภาษาเป็นความเข้าใจ ต้องไปปฏิบัติจนเกิดสภาวะต่างๆจริง จึงจะถอน สันตานะ(สันดาน) ของคุณได้หมด ที่จริง สันตานะ 7. อวิชชานุสัย (ความไม่แจ้งในอริยสัจ) (พตปฎ. เล่ม 23 ข้อ 11) สันตะ คือสันติ สันตะคือ สะ กับ อันตะ อันตะ คือปลายที่สุดที่ยอด ส คือพลังงานตัวที่ 4 ในวรรค ย ร ล ว ส ห ฬ อํ พยัญชนะตัวที่ 5 นี้อ่อนเล็กกว่าพยัญชนะเพราะว่าเป็นเศษวรรค จึงเหลือตัวที่ 5 นี้ ของ เศษวรรค ย ร ล ว หาก ว นี้ หากเอาสามเส้า ว ส ห ถ้า ว เต็มก็มาเป็น พ แล้วมันจะไปเจริญเป็น ภ โตขึ้น มาเป็น ม.ม้าก็เต็มรูปของจิตเลย ป ผ พ ภ ม 610919_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ธรรมะ 2 ส่องให้ทะลุอนุสัย