สื่อธรรมะพ่อครู(วิโมกข์ 8 สัตตาวาส 9) ตอน รูปฌาน อรูปฌาน เชื่อมต่อกันอย่างไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.60 KB
วันที่แก้ไข24 กันยายน 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(วิโมกข์ 8 สัตตาวาส 9) ตอน รูปฌาน อรูปฌาน เชื่อมต่อกันอย่างไร _ขอรบกวนทบทวนเรื่องฌานวิสัย รูปฌาน อรูปฌาน เชื่อมต่อกันอย่างไร พ่อครูว่า...เรื่องฌานนี้ไม่มีสำนักไหนเขาสอนกันเรื่องนี้ ฌานคือ ลักษณะสร้างพลังงานจิตให้มี อุณหธาตุ ให้เป็นธาตุไฟ การไปนั่งสมาธินั้นไม่ใช่ธาตุไฟเป็นธาตุเย็น แต่จริงๆแล้ว ฌานนี่คือไฟ ฌาน ฌาน แปลว่า ไฟ แต่เขาไปแปลว่าเพ่ง ฌานคือการเพ่งจิต จะพูดว่าไม่ผิดก็ได้แต่ไม่ถูก เพ่งคือ จะต้องตั้งใจทำจิต ก็ต้องเพ่ง พินิจ ก็ต้องรู้ รูปธาตุ นามธาตุ แล้วเกี่ยวข้องกับการสัมผัสตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หกทวาร แล้วคุณก็อ่านความรู้สึก เรียกว่าเวทนา ความรู้สึกของคุณเกิดคุณก็วิจัย ถ้าความรู้สึกของคุณเริ่ม ตักกะ คุณก็แยกตักกะนี้ออกได้ว่า อาการของจิต เป็นธรรมะสอง อันหนึ่งเป็นอาการของจิต อีกอันเป็นอาการของตัวหลอก เป็นอกุศลจิต เป็นกาม พยาบาท ที่เป็น มิจฉาสังกัปปะ 3 อ่านให้เห็นว่า อันนี้เป็นเจ้าราคะ อันนี้เป็นพยาบาทปนมา ร่วมมา ก็ให้กำจัดอันนี้ ด้วยการสร้างพลังงานจิตให้เป็นพลังงานปัญญา ปัญญาที่สูง จะมีพลังงานไฟ อุณหธาตุ สามารถล้างไฟราคะโทสะโมหะได้ มันจะสลายกันได้ นี่คือการสร้างฌานใส่จิต การไปนั่งหลับตาสะกดจิตให้จิตมันเย็นมันสบาย มันไม่ใช่ฌานเลย ฌานกับสมาธิต่างกันอย่างไร สมาธิคือจิตที่ได้ปฏิบัติฌาน ชำระกิเลสได้ ฌานก็ตกผลึก จิตที่ล้างกิเลสได้จะตกผลึกลงไปสั่งสมลงไปเป็นสมาธิ คือจิตที่ตั้งมั่น สมาธิ นี่มันเป็นเรื่องที่ ไม่ต้องเอามาพูดก็ได้ เป็นผลของการปฏิบัติจิต ที่ถูกต้องก็จะเกิดสัมมาสมาธิ พระพุทธเจ้าถึงบอกว่าสัมมาสมาธิจะเกิดได้อย่างไรให้ปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์ ไม่ต้องไปห่วงหรอกสัมมาสมาธิ ปฏิบัติมรรคเป็นสอุปนิโส สปริขาโร เป็นเหตุ เป็นองค์ประกอบที่มันจะปฏิบัติ

อ่านต่อ

แล้วจะได้ผลให้จิตสะอาดปราศจากกิเลสแล้ว ตกผลึกเป็นสมาธิตั้งมั่น แล้ว จะเป็นกำลังแข็งแรงปราดเปรียวคล่องแคล่ว ไม่ใช่ยิ่งช้ายิ่งเฉื่อยเดินช้าๆ ไม่ใช่ ปฏิบัติ สมาธิที่ถูกต้องจะกลายเป็นคนคล่องแคล่วปราดเปรียว คนที่บรรลุ ฌาน สมาธิ ยิ่งเป็นคนคล่องแคล่วปราดเปรียว ไม่ใช่คนเฉยชาเป็นคนนิ่ง แล้วปฏิบัติให้มันเร็วจะให้มันช้าอีกอย่างนั้นมันเป็นสมถะ สมถะมันถ่วง ไม่ใช่สมาธิของพระพุทธเจ้าเลยอย่างนั้นมันของฤาษีเดียรถีย์เขาปฏิบัติกัน เขาปฏิบัติกันอยู่ทุกสำนัก พูดได้เลย ไม่ว่าสำนักไหน จะเป็นสำนักเชิงท่านพุทธทาสก็เป็นสมถะลืมตา ไม่ใช่วิปัสสนา ขอวิจัยวิจารณ์แค่นี้ก็แล้วกัน

รูปฌาน อรูปฌาน เชื่อมต่อกันอย่างไร ผู้สามารถปฏิบัติ รูปฌานได้คือต้องลืมตาปฏิบัติ แล้วล้างกิเลสกามได้ แต่ก็ต้องสัมผัสทางทวารทั้ง 6 แต่ใจเป็นฌาน ฌานที่ได้ไม่ต้องไปนั่งหลับตาหรือหาสถานที่ปฏิบัติ มันได้เสร็จแล้วก็จะแข็งแรงขึ้นเป็นอนาคามี หมดกาม เหลือรูปฌานอรูปฌาน อนาคามีก็เหลือรูปฌาน ก่อนถึงอรูปฌานที่เป็นอากาสาฯ วิญญานัญจา อากิจจัญยา รูปฌานก็มีรูปราคะ เป็นกิเลสกาม ขั้นกลางเรียกว่ารูป ขั้นปลายคืออรูป เราต้องกำหนดอาการกามเราหมดแล้ว อาการกามราคะของเราไม่มี สัมผัสรูป รส กลิ่นเสียง ลาภ ยศ สรรเสริญต่างๆพวกนี้ก็ไม่มี นั่นคือจิตของคุณเป็น ฌาน จิตมีฌานแล้ว ตั้งแต่กามาวจร ก็เหลือรูปาจวร แล้วไปหาอรูปาจวร อวจรหมายถึงพฤติการณ์ มันก็จะมีอาการจิตพวกนี้ ปรุงแต่งกันอยู่ มันหยุดปรุงแต่งคุณก็มีฌานสำเร็จ ฌานสำเร็จ จะตกผลึกเป็นสมาธิก็หมดหน้าที่ของฌาน อนาคามีไม่ต้องเสียพลังงานไปล้างกิเลสกาม เหลือเป็นแต่กิเลสที่เป็นรูปราคะ อรูปราคะ แล้วหากล้างรูปราคะอรูปราคะได้อีก เป็นอนาคามีมรรค อนาคามีผล ตามลำดับ ก็เข้าสู่อรหัตตมรรค จนหมดรูปราคะ อรูปราคะมานะอย่างหยาบก็เข้าสู่สภาพของอรหัตตมรรค รูปฌานหากปฏิบัติอย่างสัมมาทิฏฐิก็จะอ่านได้ออก 610920_รายการสำมะปี๋ซี่วิต บ้านราชฯ ครั้งที่ 16

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน