สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ทานกับ เวทนา 2.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข24 กันยายน 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ทานกับ เวทนา 2 อาตมา พยายามอธิบายก็รู้สึกว่าตัวเองไม่เก่ง ทุกคนต้องเรียนรู้และเก่งเข้าใจได้ด้วย บางคนจะยังไม่เข้าใจได้ทีเดียวแต่ก็ต้องเรียนอย่างนี้แหละ ต้องใช้พยัญชนะกับสภาวะ แล้วมันจะสลับไปสลับมา สุดท้ายมันก็คือตัวรวมพยัญชนะหรือสภาวะ หรือเรียกว่าอัตถะกับธรรมะ บัญญัติกับสภาวะก็จะเป็น 2 อันเป็นธรรมะ 2 เพราะฉะนั้นคำว่าธรรมะ 2 นี้เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ที่สุดของศาสนาพุทธ อาตมาถึงได้มาชัดเจนว่า ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 ตัวอื่นใดก็ไม่ชัดเจนเท่าเวทนาเพราะพระพุทธเจ้าให้จับเป้าที่เวทนานี่แหละเป็นตัวที่คุณจะเรียนรู้สุขทุกข์ก็อยู่ที่นี่ ความสุขความทุกข์ในขันธ์ 5 อยู่ที่เวทนา อยู่ที่อื่นไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงต้องจับให้มั่นคั้นให้ตายที่เวทนา หากไปหลับตาไม่มีเวทนาไม่มีผัสสะ คุณก็เอาแต่เวทนาที่เป็นความจำที่เป็นสัญญาไม่เป็นเวทนาที่เป็นปัญญา ปัญญาต้องมีภายนอก สัญญาเป็นภายในปัญญาเป็นภายนอก ไม่มีภายนอกก็ไม่ครบ พลังงาน ปัญญานี้เป็น วรรคเต็ม แต่สัญญา เป็นแค่พลังงานของเศษวรรค ไม่ง่ายจะแยกสัญญากับปัญญา ปัญญามันดูมีภายนอกด้วยมันจะดูหยาบแต่มันใหญ่กว่าสัญญา ใช่ มันดูเหมือนหยาบกว่า เอาทั้งภายนอกและภายใน สัญญามันเล็กกว่าเอาแต่ภายใน แต่ปัญญามันใช่กว่าใหญ่กว่าแต่มันต้องมีภายนอก ถ้าเผื่อว่าคุณไม่แม่น สลับปัญญากับสัญญาก็เป็นนักเล่นกล แต่ถ้าคุณจับถูกแสดงถูกก็กลายเป็นสิริมหามายานักเล่นกลชั้นยอด สิริ มหา เป็นนักเล่นกลผู้ยิ่งใหญ่ผู้มีความจริงที่มีสัจจะที่มีปัญญา สามารถทำสิ่งที่ได้สมบูรณ์ แต่ดูเหมือนคนที่ไม่มีภูมิเท่ากันจะดูว่าเป็นคนกลับกลอกไม่อยู่กับร่องกับรอยหมุนไปหมุนมาสลับไปสลับมา

อ่านต่อ

หากสภาวะนั้น พยัญชนะนั้น มันง่ายๆก็ไม่ต้องมาวุ่นวายอธิบายอย่างนี้หรอก เอาของพระพุทธเจ้ามาให้ทำเลย ดิ้นไม่ได้ก็จบ แต่เพราะมันดิ้นได้จึงยาก แล้วจะต้องทำจนกว่ามันจะดิ้นไม่ได้จึงเป็นตัวชนะ คุณทำให้ตัวดิ้นนี้มันหยุดดิ้นเลย มันเป็น 1 และเป็น 0 เลยจนดิ้นไม่ได้อยู่ในอาณัติ ตกลงคุณเป็นประธานและคุณก็มี 1 กับ 0 ได้ จะให้เป็นหนึ่งเมื่อไหร่ก็ให้มีให้เป็นศูนย์ก็คือไม่มี พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ใน พระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 43 พระไตรปิฎกล. 16 ข. [43] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรกัจจานะ โลกนี้ โดยมากอาศัยส่วน 2 อย่าง คือ ความมี 1 ความไม่มี 1 ก็เมื่อบุคคลเห็นความเกิดแห่งโลก(โลกสมุทัย)ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความไม่มีในโลก ย่อมไม่มี(โลเก นตฺถิตา สา น โหติฯ) เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลก(โลกนิโรธ)ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความ มีในโลก ย่อมไม่มี(โลเก อตฺถิตา สา น โหติฯ) สองคู่นี่ นโหติ กับโหติ ไม่มีกับมี อัตถิมี นัตถิไม่มี พระพุทธเจ้าสรุปไว้ใน 2 คำนี้มีกับไม่มี ตั้งแต่ทาน อัตถิทินนัง นัตถิทินนัง ทานที่อาศัยแล้วทานที่ทำแล้ว แล้วจิตของคุณเป็นอย่างไร จิตคุณเป็นภพหรือไม่ ทานแล้วให้แล้ว ก็จบ ให้ก็คือ ไม่ใช่ของเราแล้ว ให้แล้วก็จบ ให้แล้วหากยังยึกยักอยู่ วัตถุรูปก็หายไปหมดแล้ว แต่คุณก็ยังมียึดมั่นถือมั่นว่า นี่ของเราๆๆ จนกระทั่ง ที่ให้นี่เขากินเป็นขี้ไปแล้ว คุณก็ไปตามเอาขี้นี้มาเป็นของเรา ฟังดูเหมือนหยาบนะ เราให้ไปแล้วก็คือไม่ใช่ของเรา ถ้ายังมีจิตแค่ สาเปกโข อุ คือ อะ อิ อุ พลังงานที่ผันจักร หมุนพยัญชนะสระ พยัญชนะหมุน

เมื่อคุณสามารถอ่านจิตตัวเอง อย่าให้จิตมันเกิดภพชาติที่เป็นตัวไม่ง่าย เพราะฉะนั้นทานสูตรนี้ก็สำคัญมากเลย พระพุทธเจ้าตรัสทานสูตร ถ้าทานไปแล้วให้ไปแล้ว คุณก็ยังมีจิตต่อเป็นเราของเราก็ไม่จบ เพราะฉะนั้นให้ตัดไปเลย ไม่มีสวรรค์ไม่มีนรก ไม่มีเราไม่มีเขา ให้ออกไปแล้วก็ผ่านจากเราไปแล้วไม่ใช่ของเราแล้ว คุณก็ยังไปต่อในจิตอยู่ ในจิตต้องไม่ต่อจริง ให้แล้วจิตก็ไม่ต้องต่อให้วัตถุให้อะไรก็แล้วแต่ ให้แรงงาน ให้ความรู้ก็ตาม ไม่ต้องผูกพัน มีจิตปฏิพัทธ์ผูกพันก็ไม่ต้องมี ทำให้แล้วไม่มีจิตผูกพัน คนที่มีสาเปกโข ยึดเป็นภพชาติ เป็นแดน พอยึดเข้าคุณก็ จากสาเปกโข ก็ปฏิพัทจิตโต พัวพัน หนักเข้าสั่งสม สันนิธิเปกโข แปลว่าสั่งสมลงไป หยาบใหญ่ไปเรื่อย ตั้งแต่สาเปกโข โง่มาเรื่อย ๆ ผูกพันนัวเนียจนสั่งสมเป็นคลัง นิธิเลย มูลนิธิ คือคลังขี้ เพราะฉะนั้นเงินทองทั้งหลายแหล่ พระพุทธเจ้าบอกว่าเป็นอสรพิษ อาตมาบอกว่าเป็นขี้ อสรพิษขบกัดเจ็บปวดแต่ขี้นี้เหม็น สั่งสมตกผลึกไปอยู่นั่นแหละ ก็ยิ่งไปกันใหญ่เลย นอกจากสั่งสมแล้ว ตายไปแล้ว ก็จะเป็นภพชาติเป็นวิมานเป็นสวรรค์ เป็นแดน เป็นตัวบุคคลเป็นเทวดา แล้วก็เป็นอะไรอีกเป็น 2 ส่วนอยู่กันไป เป็นวงวนเป็นภพเป็นภูมิ เป็นวิมาน จนสุดท้ายอยู่ในพุทธเกษตร สั่งสมเป็นพุทธเจ้าแล้วก็ได้เลย พวกนี้ยึดพระพุทธเจ้าไม่ให้ไปนิพพานเป็นปริโยสานเสียที อาตมาว่า เป็นปัจเจกพุทธเจ้าหรือสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วเป็นสมัยเดียวก็พอ หากเป็นหลายสมัยก็ไปสร้างพุทธเกษตร ตายไปอยู่ในพุทธเกษตร พระพุทธเจ้าที่ปรินิพพานเป็นปริโยสานจะไปเลยไม่มีภพชาติอีก คุณก็ยังไปบอกว่ามีพุทธเกษตรอีก คุณก็เริ่มเป็นพุทธเจ้าองค์หนึ่งอยู่ในแดนพุทธเกษตร มีคนหนึ่งก็จะมีคนที่สองเพราะคิดเหมือนกัน มันก็ไม่รู้จักจบ คนที่จะจบก็รู้จักจบเถอะ เมื่อคุณมีสภาวะอย่างนี้จึงตั้งแต่เป็นอรหันต์จนถึงปัจเจก ปัจจัตตัง สั่งสมจนเป็นสยังอภิญญา ก็จะไปเป็น ปัจเจกสัมพุทธะอีกที เงื่อนไข ของปัจเจกสัมพุทธะกับสัมมาสัมพุทธะก็ต่างกัน อาตมายังไปไม่ถึงแต่เข้าใจไม่ผิดหรอก อาตมาจะไปติดใจเป็นปัจเจกสัมพุทธะหรือเปล่าก็ไม่รู้ ทุกวันนี้เมื่อยนะ แต่ก็ปรารถนาจะเป็น ภพที่ 9 เป็นสัมมาสัมพุทธะหรือปัจเจกสัมพุทธะ จากมหาโพธิสัตว์เป็นขั้นที่ 8 ตอนนี้อาตมาเป็น นิยตโพธิสัตว์เป็นระดับที่ 7 จนกว่าจะไปเป็นปัจเจกสัมพุทธะ เพราะฉะนั้นสัมมาสัมพุทธะกับปัจเจกสัมพุทธะ ต่างกันแค่ปัจเจกสัมพุทธะนั้นไม่ประกาศศาสนาเท่านั้น แต่ท่านมีภูมิรู้อย่างเดียวกับพุทธเจ้า แม้จะเกิดมาในโลกท่านก็ไม่ประกาศศาสนา คนก็ไม่รู้ว่าท่านเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง ท่านก็ไม่ปรากฏประกาศศาสนา ไม่มีใครรู้จักท่านเลยแล้วท่านก็ปรินิพพานเป็นปริโยสานหายไปเลย คนไม่รู้ก็เดาส่ง ว่าปัจเจกสัมพุทธะคือรู้แต่ตัวเองสอนใครไม่เป็น ตั้งแต่เป็นพระโสดาบันก็ยังสอนคนเป็นเลยคนที่สอนอย่างนี้ว่าปัจเจกสัมพุทธะนั้นสอนคนอื่นไม่เป็นนั้นไม่ถูก ยุคนัทธวรรค โลกุตรกถา ล. 31 [620] ธรรมเหล่าไหนเป็นโลกุตระ สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 อริยมรรค 4 สามัญผล 4 และนิพพานธรรมเหล่านี้เป็นโลกุตระ ฯ ชื่อว่าโลกุตระ ในคำว่า โลกุตฺตรา นี้ เพราะอรรถว่ากระไร ฯ ชื่อว่าโลกุตระ เพราะอรรถว่า ข้ามพ้นโลก ข้ามพ้นแต่โลก ข้ามไปจากโลก ล่วงพ้นโลก ล่วงพ้นโลกอยู่ เป็นอดิเรกในโลก สลัดออกแต่โลกสลัดออกจากโลก สลัดไปจากโลก สลัดออกไปจากโลก สละออกแต่โลกสละออกจากโลก สละออกไปจากโลก ไม่ตั้งอยู่ในโลก ไม่ดำรงอยู่ในโลกไม่ติดอยู่ในโลก ไม่เปื้อนในโลก ไม่ไล้ในโลก ไม่ไล้ด้วยโลกไม่ฉาบในโลกไม่ฉาบด้วยโลก หลุดไปในโลก หลุดไปจากโลก พ้นไปจากโลก หลุดพ้นไปแต่โลก ไม่เกี่ยวข้องในโลก ไม่เกี่ยวข้องด้วยโลก พรากออกแต่โลก พรากออกจากโลก พรากออกไปแต่โลก หมดจดแต่โลก หมดจดกว่าโลก หมดจดจากโลก สะอาดแต่โลก สะอาดกว่าโลก สะอาดจากโลก ออกแต่โลก ออกจากโลก ออกไปจากโลก เว้นแต่โลก เว้นจากโลก เว้นไปจากโลก ไม่ข้องในโลก ไม่ยึดในโลก ไม่พัวพันในโลก ตัดโลกขาดอยู่ ตัดโลกขาดแล้วให้โลกระงับอยู่ ให้โลกระงับแล้ว ไม่กลับมาสู่โลก ไม่เป็นคติของโลก ไม่เป็นวิสัยของโลก ไม่เป็นสาธารณะแก่โลก สำรอกโลก ไม่เวียนมาสู่โลกละโลก ไม่ยังโลกให้เกิด ไม่ลดโลกนำโลก กำจัดโลก ไม่อบโลกให้งามล่วงโลก ครอบงำโลกตั้งอยู่ ฉะนี้แล ฯ จบโลกุตรกถา

พ่อครูว่า...นับถือเลยคนที่แปลจากบาลีมาเป็นไทยคนนี้

สิกขมาตุกล้าข้ามฝัน เล่าถึง แม่ชีที่รับใช้อย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย คือหวังว่าจะได้เป็นเจ้าของวัดนี้ในชาติหน้า สมณะฟ้าไทว่า...อสัญญีสัตว์คือ

พ่อครูว่า...อสัญญีสัตว์มีสองนัย นัยหนึ่งไม่ต้องสัญญาแล้ว อีกนัยหนึ่งคือดับสัญญาไปเลย นี่แย่ ส่วนผู้ที่อสัญญี นี้คือ ผู้นี้จบแล้วไม่ต้องทำสัญญานี้อีก อสัญญี ถ้าไม่ต้องทำอีกแล้ว คือผู้พ้นจาก เนวสัญญานาสัญญายตนะ คือผู้ไม่ต้องสัญญาอีกแล้ว ถ้าอย่างหนึ่งคือผู้ไม่ได้เรื่องเลย อีกอย่างคือไม่ต้องสัญญาอีกแล้ว เพราะพ้นเนวสัญญานาสัญญายตนะสุดจบ เป็นผู้นิโรธบริบูรณ์ พ้นเนวสัญญานาสัญญายตนะไปได้เลย คืออายตนะสองสุดท้าย เมื่อกลับมาเป็นอสัญญีคือผู้สมบูรณ์แบบไม่ต้องสัญญาอีก จบ เหมือนกับปุญญาภิสังขาร กำจัดกิเลสได้สุดจบก็ไม่ต้องใช้บุญอีก อปุญญาภิสังขาร จนทำได้ชำนาญเป็นอเนญชาภิสังขาร เห็นใจคนไม่มีสภาวะก็แปลไปแบบไม่รู้ เอาล่ะ เหลือเวลาอีก ก็ขอสรุปอีก อายตนะ 2. (เครื่องอาศัย) ของพระอรหันต์ 1. เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ . . 2. สัญญาเวทยิตนิโรธ (สัญญาที่เคล้าเคลียอารมณ์) ผู้ที่รู้แจ้งนิโรธย่อมอาศัยความฉลาดในการเข้าแล้ว ออกแล้วซึ่งสมาบัติ (สัญญาสมาบัติมีเท่าใด สัญญาปฏิเวธก็มีเท่านั้น อายตนะ 2 เป็นสิ่งอาศัยซึ่งกันและกัน) . . . ฌานสูตร เล่ม 23 ข้อ 240

สมาปัตติคือผู้อยู่เหนืออุบัติแล้ว อุบัติยังเกิดอยู่ แต่สมาปัติคือผู้เป็นสมณะแล้ว อาบัติคือ ผู้ไม่หลุดพ้น ไม่เหนือความเป็นอาปัตติ ปัตติคือการเกิดการเข้าถึง จะให้เกิดก็ได้ไม่เกิดก็ได้จึงมี นัยยะสองนัย ภิกษุผู้อาบัติออกจากอาบัติคืออาบัติอยู่ ภาษาว่าเข้าว่าออก ที่จริงเข้าคืออยู่ แต่ออกคือไม่อยู่แล้ว นี่คือสภาวะที่อาตมาเข้าใจ สมณะเดินดินว่า...สรุป 610919_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ธรรมะ 2 ส่องให้ทะลุอนุสัย

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน