สื่อธรรมะพ่อครู(ไตรลักษณ์) ตอน ธรรมชาติคืออะไรสันติภาพอยู่ที่ไหน.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์14 KB
วันที่แก้ไข29 กรกฎาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ไตรลักษณ์) ตอน ธรรมชาติคืออะไรสันติภาพอยู่ที่ไหน ตอบที่ว่า ที่บอกว่า ธรรมชาติคืออะไรสันติภาพอยู่ที่ไหน พ่อครูว่า..สันติภาพอยู่หนใด เอาสำนวนมาถามเหมือนบอกว่าสุขาอยู่หนใด สันติภาพเอย สันติภาพเอย สันติภาพเอ๋ย เพลงนี้ฉบับเต็มยาว 10 นาที สันติภาพเป็นเรื่องของความหมายที่โลกทั้งโลก ชาติทุกชาติ จิตวิญญาณของมนุษยชาติทุกคน ปรารถนาสันติภาวะหรือสันติภาพ สันติแปลว่าความสงบ แม้คุณจะเป็นนักรบ แม้คุณจะเป็นนักหาเรื่อง คุณก็จะต้องมาอยู่ที่สงบอยู่ที่สันติภาพเป็นตัวพัก คือ แดนดุสิต มีสันตุสิตเป็นผู้ดูแล เป็นผู้สงบเย็น คำว่า สันติภาพ ต้องมีไวพจน์คือ ความสงบ สันติคือความสงบความไม่เดือดร้อนวุ่นวาย แต่ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้น มันมีความสงบอย่างลึกซึ้ง สงบอย่างแคล่วคล่องว่องไวปราดเปรียวเร็วแรง เรียบร้อยราบรื่นง่ายงาม สันติภาพอยู่หนใด.. ตอบ.. อยู่ที่ชาวอโศก ที่ตอบอย่างนี้ไม่ได้เล่นลิ้นพูดอย่างเท่ๆ แต่พูดจริง มาดูสิสันติภาพอยู่ที่นี่ สันติภาพมีความสงบเรียบร้อยราบรื่นง่ายงาม และก็เป็นสภาพที่คล่อง ของความเป็นเวทนา สัญญา สังขาร คล่องทั้งความรู้สึกความกำหนดหมายความปรุงแต่ง เรียกว่าสงบ ไม่ใช่สงบอย่างหยุดนิ่งอยู่เฉยๆไม่กระดุกกระดิกไม่ใช่เลย มันมีสภาพ ซ้อนที่ว่า ยิ่งหยุดยิ่งเร็ว เป็นสิริมหามายา ยิ่งหยุดยิ่งเร็วยิ่งแรง อะไรหยุด กิเลสหยุด ไม่มีตัวต้านไม่มีตัวที่จะให้เสียผลงานเสียประสิทธิภาพ มีแต่ตัวช่วย สิ่งที่จะมาต้าน กลายเป็นตัวช่วย อย่างอาตมาทำงานใคร ยิ่งค้านยิ่งช่วยทำให้อาตมาเด่นชัดยิ่งขาว เช่นที่ถามอาตมาว่า ทำไมมาพูดค้านแย้งกับกระแสหลัก เท่ากับคุณมายืนยันให้อาตมาชัดเจนว่า ก็ต้องพูดเพราะอาตมาถูกกระแสหลักมันผิดก็ต้องค้านแย้งสิ ถ้าเผื่อว่าอาตมาไม่ขึ้นมา ศาสนากระแสหลักผิดล้มละลายไปห

อ่านต่อ

มด เพราะฉะนั้นอาตมาต้องขึ้นมาพูดต้องมายืนยันว่าอาตมาถูก ถ้ากระแสหลักถูกอยู่แล้วไม่ค้านแย้งกัน แต่เพราะว่ามันค้านแย้ง มันจึงอาตมาถูก ที่ว่าทำไมต้องพูดค้านแย้งกับกระแสหลักส่วนใหญ่ก็เพราะว่าส่วนใหญ่เขาผิดก็ต้องมาค้านแย้ง คุณเองจะยึดถืออะไร จะยึดถือกระแสหลักว่าถูกก็ยึดถือไป แต่อาตมามาขัดแย้งคุณก็ฟัง หากคิดว่าอาตมาผิดคุณก็นับถือทางโน้น ไม่ต้องมานับถือทางนี้ หรือคุณจะนับถือสิ่งที่ผิดก็ตัวใครตัวมัน พระพุทธเจ้าท่านจบที่ว่าความเห็นของเธอกับความเห็นของเรามันคนละอย่างก็จบ นี่ นานาสังวาส ตรงนี้ อาตมาพูดหลายทีแล้วเราไม่ไปรบราฆ่าฟันกับใครเรามาแสดงความจริงความรู้ความเห็นว่าอาตมาเห็นอย่างนี้เป็นอย่างนี้ ขัดแย้งกับใครต่อใครก็แสดงว่า ถ้าอาตมาผิดคนนั้นก็ถูก ถ้าหากอาตมาถูกคนนั้นก็ผิด คนนั้นก็ผิดเพราะมันขัดแย้งกันแต่ถ้ามันไม่ค้านแย้งกันมันถูกก็ต้องลงกันเหมือนกัน ผิดก็ผิดเหมือนกัน แต่อาตมาแสดงสิ่งที่ถูกอย่างเดียว สัจธรรมของศาสนาพุทธ สัจธรรม (เป็นธรรมที่เป็นความจริงแท้) สัลเลขธรรม (มีความขัดเกลา) นิยยานิกธรรม (พ้นทุกข์ได้จริง) สันติธรรม (สงบ เรียบร้อย ราบรื่น ง่าย งาม) ถามว่าสันติอยู่หนใดอยู่ที่ข้อที่ 4 หากจะเอาวัตถุตัวตนบุคคลอยู่ที่ชุมชนชาวอโศกมนุษย์ชาวอโศกมีสันติธรรม สันติภาพอยู่ที่ความสงบ เรียบร้อย ราบรื่น ง่ายงามอยู่อย่างนั้น และสภาพตัวตนจริงบุคคลเราเขาอยู่ที่ไหนก็อยู่ที่ชาวอโศกสังคมชาวอโศกเป็นสังคมที่มีสันติภาพ แถมให้อีก มีภราดรภาพ แล้วยังมี สมรรถภาพมีบูรณภาพสุดยอดจริงคืออิสรเสรีภาพ independent อิสรเสรีภาพ (Independent) มีอิสรภาพพ้นอำนาจกิเลส . ภราดรภาพ (Fraternity) มีภาวะแห่งรักกว้างออกไปดุจดั่งญาติ สันติภาพ (Peace) มีภาวะสงบแท้ ไม่มีตัวเหตุเบียดเบียน สมรรถภาพ (Efficiency) มีความสามารถสรรสร้างประโยชน์สุข บูรณภาพ (Integrity) ปรับปรุงพัฒนาให้เจริญ ให้เต็มบริบูรณ์

สันติภาพ บอกแล้วนะทั้งพยัญชนะ สภาวะ ตัวตนจริงของมนุษยชาติไม่ได้คุยโม้ เป็นความราบรื่น เรียบร้อย ง่ายงาม สงบสุขอย่างดี

ธรรมชาติคืออะไร อันนี้แหละ ธรรมชาติคือ ธรรมะ กับ ชาติ สองคำ ใครบอกว่าธรรม คือ ธรรมชาติ ผิดตั้งแต่พยัญชนะแล้วยิ่งสภาวะยิ่งไปใหญ่ เท่ากับบอกว่า X = XY มันเป็นไปได้อย่างไร X = X และ Y = Y ธรรมะแปลว่าทรงอยู่ หากทรงอยู่อย่างไม่มีการเกิดก็เป็นอรหันต์สมบูรณ์แบบ ขยายทางอริยสัจคือ 1. รู้เท่าทันธรรมชาติกิเลสนั้นๆ เกิด 2. รู้เหตุแห่งการเกิดธรรมชาตินั้นๆ 3. รู้วิธีและทำการดับธรรมชาตินั้นๆ 4. รู้การใช้ชีวิตอยู่เหนือธรรมชาตินั้นทั้งปวง .

เจตนาขยายความเพื่อเปรียบเทียบกับของท่านพุทธทาส ที่ท่านขยายความธรรมชาติของท่านที่เป็นโลกีย์

ธรรมชาติคือสิ่งที่เกิดที่เป็นอยู่ บุคคลที่อยู่กับธรรมชาติจะต้องรู้เท่าทันธรรมชาติแล้วต้องทำให้เกิดธรรมะที่เป็นโลกุตรธรรม หรือแม้แต่เป็น 0 หรือ เป็นธรรมชาติที่เป็นหนึ่งต้องทำให้ได้ ธรรมชาติที่เป็นศูนย์ธรรมชาติที่เป็นเมืองหรือธรรมชาติที่เป็น 2 ที่เป็นเทวดา แล้วก็ทำทีละ 2 ให้เป็น 1 ให้เป็น 0 นี่คือหัวใจศาสนาพุทธในพระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 60 ที่บอกว่า ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 นี่คือหัวใจของศาสนาพุทธ ทฺวเยน เวทนาย คือเวทนาที่เป็น 2 แล้วมาเรียนรู้ทำให้เป็นหนึ่งให้ได้ เอกสโมสรณา ภวนฺติ คุณจะสิ้นทุกข์นั่นคือหัวใจของศาสนาพุทธ

นี่คือของท่านพุทธทาสที่ได้ให้นิยามไว้ ถึงธรรมชาติ 4 อย่าง

ธรรมะหมายถึงธรรมชาติ ธรรมะหมายถึงกฎธรรมชาติ ธรรมะหมายถึงหน้าที่ ธรรมะหมายถึงผลที่ได้รับจากการทำหน้าที่

ท่านก็อธิบายกรรมกิริยาที่คนใช้ปฏิบัติแต่ไม่ได้บอกถึงปรมัตถธรรม ไม่ได้บอกถึงจิต ที่จะต้องปฏิบัติจนสามารถอยู่เหนือธรรมชาติได้ ความเห็นของท่านก็ต่างกับอาตมาบ้าง ท่านก็สิ้นไปแล้ว อาตมาก็อธิบายในสิ่งที่เห็นต่างกันบ้าง คุณเชื่อถือท่านพุทธทาสก็เชื่อถืออยู่แล้ว แต่ถ้าคุณจะไม่ ปรโตโฆษะบ้างก็ฟังอาตมาบ้าง ฟังท่านพุทธทาสบ้าง เอาไปพิจารณาว่าใครเข้าท่ากว่าก็เอา อาตมาก็อธิบายเพิ่มเติมให้มีตัวเลือก ให้มีสิ่งที่อาตมายืนยันว่าสิ่งนี้ถูกกว่าของใครก็ตาม ถ้าหากอาตมาอธิบายได้ดีกว่าพระพุทธเจ้าก็จะอธิบาย แต่มันเป็นไปไม่ได้

ธรรมะ หมายถึงทุกสิ่ง ท่านอาจารย์พุทธทาส ขอแยกออกเป็น 4 ความหมาย

1. ธรรมะคือตัวธรรมชาติทั้งหลาย ธรรมชาติทั้งหลายก็เป็นธรรมะ เป็นทั้งรูปธรรม นามธรรม

2. ธรรมะคือกฎธรรมชาติ เพราะในตัวของธรรมชาติ ย่อมมีกฎของธรรมชาติประจำอยู่ ถ้าจะเรียกด้วยถ้อยคำที่ใช้กันอยู่โดยมาก ก็คือสัจจะ สัจธรรมะ

3. เมื่อมีกฎบังคับอยู่เหนือชีวิต ก็เกิดหน้าที่ที่จะต้องทำให้ถูกตามกฎของธรรมชาติ สรุปความหมายที่ 3 จึงได้แก่หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ

4. คือผลจากหน้าที่ หน้าที่คือปฏิบัติธรรม ผลของการปฏิบัติ หรือปฏิเวธธรรม รู้สึกว่ามีความหมายดี มีขอบเขตดี ความหมายของธรรมะทั้ง 4 มีลักษณะเป็นวิทยาศาสตร์ ศาสดาทุกศาสนา สอนเรื่องหน้าที่ที่มนุษย์จะต้องทำ

ระดับต่ำ ธรรมะก็คือหน้าที่ทำมาหากิน ระดับสูง ธรรมะมีหน้าที่ดับทุกข์ ดับกิเลส

พ่อครูว่า...คือยอมปฏิบัติตามธรรมชาติหมด คุณก็ต้องอยู่กับธรรมชาติ ก็ต้องเกิดในมหาจักรวาลอีก ศาสดาทั้งหลายอธิบายแบบโลกีย์มีแต่ศาสดาของศาสนาพุทธที่อธิบายโลกุตระ พ้นจากธรรมชาติ

คำว่าชาติ พระพุทธเจ้าสอนไว้ในพระไตรปิฎกเล่ม 7 ชาติคือความเกิด หากเข้าใจ ชาติ 5 นี้ไม่ได้ก็จะวนอยู่กับชาติ คือความเกิดนี้

ความเกิด (ชาติ) ความบังเกิด (สัญชาติ) ความหยั่งลง (โอกกันติ) เกิด (นิพพัตติ) เกิดจำเพาะ (อภินิพพัตติ) [ล.6 ข.7]

การเกิดสุดยอดของพระอรหันต์คืออภินิพพัตติ นิพพัตติมาจากคำว่านิพพาน

ชาติคือความเกิดการเกิดทั้งหลายเรียกว่าชาติหมด และเป็นทุกข์ทั้งสิ้น ชาติปิทุกขา

สัญชาติ ที่แปลว่า ความบังเกิด เป็นการเกิดของสิ่งที่เป็นสัญชาตญาณ คนเกิดมามีสิ่งเก่าคุณพาเป็น สัตว์มันเกิดมา จิงโจ้เกิดมาก็เดินคลำกระเป๋าของแม่มัน สัตว์บางตัวเกิดมาแล้วยืนได้ สัญชาติของคนเกิดมาแล้วเดินไม่ได้ต้องเลี้ยงอีกหลายเดือนกว่าจะเดินก็เป็นสัญชาติของเก่าสืบทอดมาเรื่อยๆ เกิดมาของสัตว์ใดก็ของตนเอง อย่างเด็กบางคนเดินได้เร็วบางคนเดินได้ช้า หรือพูดเร็วพูดช้า

โอกกันติ กรรมกิริยาทุกอย่างคุณทำแล้วก็หยั่งลงเป็นการเกิดของกรรม ผู้ที่ไม่ใช่อรหันต์ กรรมทุกกรรมหยั่งลงก็จะมีอกุศล ถ้าเป็นอาริยะ กุศลก็น้อยลงๆ อาริยะ บุญก็น้อยลงๆ จนเป็นอรหันต์ก็หมดบุญเลย โอกกันติเป็นตัวกลางของการเกิด การเกิดกรรมของปุถุชนมีแต่กิเลสหยั่งลง จะมีโลภโกรธหลง คุณทำกรรมกิริยาทุกกรรมสนองความโลภ โกรธ หลง ตลอดเวลาน่าสงสาร ถ้าเป็นอรหันต์แล้วการเกิดที่หยั่งลงไม่มีอกุศลใดๆและไม่มีบุญด้วย ทุกกรรมกิริยาที่มีอยู่จะไม่เกิดอกุศลเลยมีแต่ สัพพปาปสอกรณัง(ไม่ทำบาปทั้งปวง) กุสลสูปสัมปทา(ทำกุศลให้ถึงพร้อม) สจิตตปริโยทปนัง(ชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้วจากกิเลส) อรหันต์ไม่มีบุญไม่มีบาปในกรรมทุกกรรมในปัจจุบัน

นิพพัตติ คือผู้มีภูมิธรรมเป็นอาริยะ เริ่มลดกิเลสได้เรียกว่านิพพัตติ การเกิดของจิตสัตว์โอปปาติก ของอาริยะเสขบุคคลก็เกิดในฐานของนิพพัตติ ทำให้กรรมกิริยาของเสขบุคคลลดกิเลสลงเรื่อยๆ อภินิพพัตติคือ การเกิดสุดยอด กรรมนั้นจบไม่มีการเกิดของกิเลส นั่นเองหมดสิ้นกิเลสหมดสิ้นบุญสิ้นบาป นี่คือการเกิด 5 ประการ

ถ้าเข้าใจชาติทั้ง 5 นี้ดีก็มาปฏิบัติเรียนรู้เพื่อให้โอกกันติของกรรมทุกกรรมของคุณก็ต้องระวังสังวรกรรม กายวาจาใจอย่าให้มีกิเลสผสมร่วมในการเกิด จะทำด้วยวิปัสสนาญาณหรือสมถะก็แล้วแต่ จนกว่าจะทำให้กิเลสดับสนิทไม่เกิดอีกเลยคือพัฒนาได้อภินิพพัตติ ก็จบสุด เป็นการเกิดที่ไม่มีการเกิด การเกิดที่ไม่มีกิเลสเกิด แต่คุณยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสานก็เป็นผู้ที่ สัพพปาปสอกรณัง(ไม่ทำบาปทั้งปวง) กุสลสูปสัมปทา(ทำกุศลให้ถึงพร้อม) สจิตตปริโยทปนัง(ชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้วจากกิเลส) ได้ทำจิตให้สะอาดผ่องใสแล้ว ทุกกรรมกิริยาไม่มีบาป โอวาทปาติโมกข์ 3 ข้อนี้ไม่ใช่ แค่ละชั่วประพฤติดี ไปแปลเป็นของกัลยาณชน กรรมของผู้ไม่ทำบาปทั้งปวงมีแต่กุศลไม่มีบาปอีกแล้วแต่ชีวิตยังมีอยู่ทุกกรรมกิริยาจึงเกิดกุศลแต่ไม่ต้องทำบุญ บาปหมดแล้วเป็นคนสิ้นบุญสิ้นบาปแล้ว ปุญญปาปปริกขีโณ อย่างพระโมฆราชบอกว่าเราเป็นผู้สิ้นบุญสิ้นบาปแล้ว คำแปลของบุญคือ สันตานัง ปุนาติ วิโสเทติ คือการชำระจิตสันดานให้หมดจด คือกิเลสที่ดองในสันดานเป็นกิเลสาสวะล้างให้หมดอาสวะเป็นอนาสวะ พระอรหันต์สิ้นบุญสิ้นบาปหากไม่เข้าใจมีสภาวะก็อธิบายอย่างงงๆ คนสิ้นบุญ คนหมดบุญคือพระอรหันต์ ท่านมีนิพพานแล้วหากบุญไม่สิ้นนิพพานเกิดไม่ได้ แต่ทำกุศลได้อยู่ บุญไม่ใช่กุศล บุญคือเครื่องมือฆ่า กุศลคือเครื่องมือสร้างสภาวะ สร้างสิ่งดี บุญไม่ใช่กุศล บุญมีหน้าที่ทำกิเลสให้ไม่มีท่าเดียวแล้วไม่ทำลายอย่างอื่นด้วย เจอกิเลสเมื่อไหร่ก็หั่น หากหั่นไม่ได้คือบุญทื่อ หั่นบาปอกุศลของตนไม่เข้า บุญขี้เท่อ

หากฟังธรรมให้ดี หากเข้าใจคำว่าบุญหน้าที่ของบุญไม่ได้ บุญมีหน้าที่จะต้องรู้จักกิเลส บุญจะต้องมีปัญญาเป็นตัวช่วยอย่างมาก จิตวิญญาณคุณให้เลือกสิ่งที่อยู่ในจิตที่เป็นกิเลสคัดเลือกออก ฆ่าแต่กิเลสให้หมด แล้วจิตจะเหลือแต่จิตสะอาด จิตเดิมแท้ จิตใสสว่างสะอาด ไม่ใช่ไปฆ่าจิตทั้งหมด แบบนั่งหลับตาสะกดจิตไม่ให้รู้สึกนึกคิดอะไร แล้วบอกว่าเป็นนิโรธอันธพาลไม่ใช่ แต่จิตต้องแยกกิเลสได้ ตั้งแต่กิเลสหยาบ ฆ่ากิเลสหยาบเหลือกิเลสกลางก็ฆ่าอีก จนเหลือกิเลสละเอียดก็ฆ่าอีก จนหมดไม่เหลือธุลีละอองหมดกิเลสสิ้นอาสวะ หมดกิเลสแล้วคนนี้ก็สิ้นบุญสิ้นบาป ไม่ใช่อาตมาอธิบายเคยได้ยินจากที่ไหนบ้าง นอกจากพระพุทธเจ้า หรือสัตบุรุษคนอื่น นี่เป็นสัจธรรมสุดยอดของศาสนาพุทธ หากไม่เข้าใจความเป็นชาติกับความเป็นบุญ คุณก็ทำใจในใจให้เป็นพลังงานบุญพลังงานไฟ หรือ พลังงานฌาน แล้วพลังงงานฌานมีประสิทธิภาพทำลายพลังงานไฟ ราคะโทสะโมหะ บุญก็เป็นฌานก่อนแล้วเกิดผลเป็นบุญ คือปรุงสร้างพลังงานให้เป็นฌาน คนทำฌานไม่ใช่คนทำน้ำแข็งทำความเย็นให้จิตนิ่งหยุด แต่ต้องทำไฟร้อน ฌานแปลว่าไฟกองใหญ่ ไฟพิเศษ ฌานไม่ใช่การสะกดจิต จะแปลว่าเพ่งก็ได้นิดหน่อยคือปรุงจิตตนอภิสังขารปรุงให้เป็นไฟฌานไปสลายไฟราคะโทสะโมหะ สลายได้ มันก็เป็นผลสำเร็จเรียกว่าบุญ ฌานกับบุญเป็นคำแทนกันได้ฌานของพุทธคือพลังงานไฟ ไปทำลายไฟราคะโทสะโมหะ หากไปทำให้เกิดความเย็นก็เป็นการแช่แข็ง เหมือนเอาชีวะของสัตว์หรือมนุษย์ก็ตามไปแช่แข็งมันก็ไม่ตาย แม้ถูกภูเขาน้ำแข็งทับเป็นพันปี ก็ปลุกชีพฟื้นได้ โดยเฉพาะไปเอาโคลนนิ่งมาได้เลย เอา DNA ที่ได้ศพมาจากน้ำแข็งมาปลุกฟื้นชีพได้เลย เป็นตัวแทนทั้งนั้น ในความหมายของชีวะที่ตายสนิท สัตว์แช่แข็งเป็นพันปี มันเป็นการdrop พลังงานไม่ใช่พลังงานตาย คล้ายๆกับคนตายที่มาฟื้นใหม่ หน้าที่ของศาสนาพุทธทำความเข้าใจทางจิตวิญญาณ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน