สื่อธรรมะพ่อครู(ธรรมะ 2) ตอน กาละเป็น static กรรมเป็น dynamic.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.52 KB
วันที่แก้ไข29 กรกฎาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ธรรมะ 2) ตอน กาละเป็น static กรรมเป็น dynamic _ในน้ำคำ...กาละเป็น static กรรมเป็น dynamic ใช่ไหม พ่อครูว่า...ใช่ กาละไม่ใช่จิตนิยาม พีชนิยาม ด้วยซ้ำไป กาละคือสิ่งที่ครองอยู่ในมหาจักรวาล ตราบใดที่ยังมีเอกภพ ยังมีการเคลื่อนที่ของสรรพสิ่ง จะเรียกว่ากาแล็กซีเนบิวลาก็แล้วแต่ มีอะไรเคลื่อนที่อยู่ในนี้ทั้งหมด ก็จะเกิดการเคลื่อนที่ของทุกสิ่งทุกอย่างเรียกว่า กาลเวลา ส่วนกรรมนั้น มีจิตวิญญาณเข้าไปร่วม กรรมครบทั้งอุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม พีชะก็ไม่มีกรรมเลย ทำแล้วไม่เป็นวิบาก แต่จิตนิยามมีกรรมวิบากสั่งสม หากไม่ใช่ความรู้ของพระพุทธเจ้าจะไม่รู้เลยว่าทำกรรมกิริยาแล้วเป็นวิบาก แล้วจะวนเวียนตามกรรมวิบากอีกนานชาติ สูงขึ้นหรือต่ำลง จนที่สุดเป็นโลกุตระ ถ้าไม่รู้กายกรรมวจีกรรมของเรามโนกรรมของเรา ก็จะไม่สามารถควบคุมกายกรรมวจีกรรมของเราให้เป็นบุญหรือชำระกิเลสให้ได้จนกระทั่งหมดบุญเป็นคนสิ้นบุญ หมดบุญก็จบเป็นอรหันต์ อรหันต์ทุกองค์เป็นคนหมดบุญ อรหันต์ท่านบรรลุเสร็จก็ยังไม่ตายทันที มีที่ตายทันทีคืออรหันต์สมสีสี แต่ท่านอื่นก็เป็นคนสิ้นบุญสิ้นบาป ปุญญปาปปริกขีโณ ต่อจากนั้นท่านไม่ต้องทำบุญอีก ไม่ต้องใช้พลังงานฆ่ากิเลสอีก กรรมของท่านไม่มีบุญไม่มีบาปอีกแล้ว ทุกองค์ไปแล้วไปเลยได้แล้วได้เลย ถ้าทำบุญจบแล้วยังมีวิบากอีก ก็ต้องมีวิบากบาปต้องใช้หนี้แล้วจะมีนิพพานที่ไหน กรรมที่ไม่มีบาปแล้วบุญจะมีที่ไหน เพราะว่าบุญมีหน้าที่ล้างกิเลสอย่างเดียวแล้วจะมีบุญที่ไหน บุญล้างกิเลสได้หมด สิ้นอาสวะเป็นอนาสวะแล้วก็มีสูญนิรันดร เรียกว่า นิพพาน ศาสนาที่วนๆอยู่ บุญแล้วก็มีกิเลสอีก วนไปมีวิบากอีกคนนี้ไม่รู้จุดจบกิจของนิพพานอีก ไม่รู้จุดจบกิจ อรหันต์มีบอกว่า เราเป็นผู้สิ้นบุญสิ้นบาป เช่นพระโมฆราช และมีอีก

อ่านต่อ

หลายองค์ ที่พูดเช่นนี้ คนไหนยังอยากได้บุญ ก็อวิชชาอยู่ บุญเป็นของมีในปัจจุบันเท่านั้น ไม่มีในอดีตอนาคต ทำหน้าที่ในปัจจุบันแม้ไม่เป็นอรหันต์เสขบุคคลบุญก็มีในปัจจุบัน มีส่วนแห่งบุญ ปุญญภาคิยา ลดกิเลสไป ก็ต้องทำบุญในปัจจุบันทุกปัจจุบันจะหมดกิเลสก็ไม่ต้องทำบุญอีก นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ

สมณะเดินดินว่า..ชีวิตปุถุชนก็แสวงหาลาภยศสรรเสริญโลกียสุข เหมือนอย่างที่ปัจจุบันนี้ก็มีการแย่งตำแหน่งรัฐมนตรีกัน พ่อครูเคยบอกว่าภาษาก็บอกว่าเป็นรัฐมนตรีแต่สภาวะจริงก็เป็นทรราช เหมือนเรามาจนนี่ ปุถุชนก็ต้องแสวงหาความร่ำรวย มีความละโมบโลภมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ แต่พวกเรามาแสวงหาความจน จนสูญแล้วหมดแล้ว ก็เลยไม่อยากได้อีก ก็เลยมีแต่ความอุดมสมบูรณ์ พ่อครูว่า...ไม่อยากได้อีกนี่มันเต็ม แต่มีกรรมกิริยาขยันหมั่นเพียรสร้างสรรก็เกิดผลผลิต ไม่ได้อยากมี มีน้อยก็พอแต่มันมีมากเกินก็เลยต้องแจกจ่าย สมณะเดินดินว่า...ยิ่งแย่งก็ยิ่งไม่ได้ แต่ยิ่งให้ยิ่งได้มา พ่อครูว่า...ก็ขอสรุปของคุณในน้ำคำที่ถามกรรมกับกาละมา อาตมาสรุปได้ว่า Kama and Time of Continuum ของไอน์สไตน์คือ Space andTime of Continuum ของไอน์สไตน์ เอาทางวัตถุ ทุกอย่างในมหาจักรวาลมี relation กันตลอด ปฏิสัมพันธ์กันตลอด ผู้ที่บรรลุสูงสุดแล้วก็ยังมีกรรมกิริยาอยู่ในกาล ยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ยังไม่ตายเลิกอัตภาพตัวเองสลายเป็นอุตุธาตุ ไม่กลับมาเป็นจิตธาตุอีกเลย ทำได้ ศาสนาพุทธสลายอัตภาพของตัวเองให้เป็นอุตุ เป็นดินน้ำไฟลมไปเลยแม้แต่ความเป็นจริง พีชะก็ไม่เป็น ก็ทำได้ เป็นการจบอัตภาพของอรหันต์ทุกองค์ ชีวะของอัตภาพนี้ก็ไม่มีในกาละ กาละก็เคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ แต่คนนี้หมดกรรมเรียกว่าทำกาละทำตนเองให้หมดไปจากกาละ ที่เขาแปล คนทำกาละคือตาย แต่ที่จริงแล้ว อรหันต์กรรมไม่เป็นบุญไม่เป็นบาปอีกแล้ว มีแต่วิบาก แต่ไม่ได้ยึดถือ ก็ทำกรรมไม่มีบาปอีกเลย มีแต่กุศล

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน