620809 นาม วิชชาจรณะ.docx
เนื้อหาในไฟล์
นาม วิชชาจรณะ
คำว่า “นาม” อาตมานิยามคำว่า นาม นี้ให้ฟัง เพื่อความเข้าใจแล้วเอามาใช้ศึกษา
“นาม” หมายความถึง สิ่งที่ไม่ใช่รูป คือจิต อยู่ในตระกูลจิตนิยาม จิตนิยามเป็น“นาม” แม้แต่พีชนิยามก็ยังไม่ได้เรียกพลังงานของพืชว่า “นาม” เรียกได้แค่อรูป ที่เป็นชีวะ ไตร่ตรองพิจารณาการใช้พยัญชนะกับสภาวะให้ดีๆ พีชะเป็นชีวะแล้ว แต่ยังไม่ถงขั้นจิต ซึ่งจิตก็คือชีวะแท้ๆ เพราะฉะนั้นพลังงานของพืชเป็นแค่“อรูป” ไม่ใช่“นาม” แม้อรูปก็ยังมีที่เป็นอุตุ และยังมีอรูปที่เป็นพีชะ อรูปมีแม้แต่ในความเป็นจิตอีกนะ
และความเป็น “ชีพ”หรือ“ชีวะ” นั้นยังแยกเป็น 2 อย่าง คำว่า “ชีพ”หรือ“ชีวะ” แยกเป็น 2 คือ พีชนิยามกับจิตนิยาม พืชนั้นยังไม่มีธาตุรู้บริบูรณ์ คือธาตุรู้ยังไม่บริบูรณ์ด้วยขันธ์ 5 เหมือนจิต พืชมีแค่ขันธ์ 3 คือ รูปขันธ์ สัญญาขันธ์และสังขารขันธ์ เท่านี้ี่คือพีชนิยาม พืชยังไม่มีเวทนาขันธ์ ยังไม่มีวิญญาณขันธ์แน่นอน จึงยังไม่มีกรรมวิบาก พืชชื่อว่าทำกรรมไม่เป็นอันทำให้เกิดเป็นวิบากที่สืบต่อจองกรรมจองเวรในวัฏฏะไปนานเท่านาน เหมือนจิตที่มีกรรมวิบากสืบต่อจองเวรกรรมกันข้ามชาติได้ไปนานนับไม่ถ้วน นานถึงขั้นนิรันดรกันทีเดียว พืชยังไม่มีิวิญญาณสืบต่อชาติข้ามชาติไปได้ พืชสืบต่อ DNA ของอรูปเท่านั้น ซึ่งเมื่อความเป็นพืชนั้นๆหมดพลังงานที่จะหมุนวนชีวะต่อไป พืชก็จบสิ้น DNA ที่เป็นแค่พีชนิยาม พืชจึงยังไม่มีพลังงานแห่งอัตตาข้ามชาติยังจองเวรจองกรรมกันไม่ได้ รักโกรธกันไม่เป็น ที่สำคัญยิ่งคือ ยังไม่มีสุข-ไม่มีทุกข์ ที่พุทธศึกษาเป็นโลกุตระ นี่คือ นามกับอรูปของพืช ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ อรูปของพืชกับของอุตุจึงไม่จองเวรกรรมกันเลย ถ้านักปฏิบัติธรรมไม่สามารถรู้จักรู้้แจ้งรู้จริงความจริง“ธรรมนิยาม ๕”นี้ ก็แยกความ
อ่านต่อ
เป็นกาย-เป็นจิตไม่ได้ เพราะจะแยกนาม-แยกรูปไม่ได้ แยกเทฺวะไม่ได้ แยกกายไม่ได้นั่นเอง ก็ไม่มีทางจะบรรลุนิพพาน
นาม อีกลักษณะหนึ่ง นาม = ในภาษาไวยากรณ์ หมายถึง ชื่อเรียก หรือคำเรียกที่เป็นชื่อของสิ่งที่เป็นจิตนิยาม ซึ่งนักภาษาหรือนัก ไวยากรณ์หมายถึงบัญญัติหรือพยัญชนะ โดยเผลอไปว่า นามนั้นเป็นแค่“รูปรูป” ทั้งๆที่นามเป็น“กาย”แท้ๆ คือเป็นทั้ง“รูป”ทั้ง“นาม”เสมอ และ นาม ในความเป็นกาย (กาย นั้นต้องมีความเป็น 2 เสมอ เช่น“เทฺว ธรรมา” หรือรูปกับนาม) นาม อยู่ในความเป็นกาย หรือเทฺว ซึ่งหมายเอา“วิญญาณ”หรือ“มโน”หรือ“จิต”เป็นหลัก กายก็มี 2 เสมอ เทฺว ก็มี 2 เสมอ ผู้โมหะว่า“เทฺว”เป็น ๑ เดียว จึงเป็นลัทธิ“เทฺวนิยม”อยู่ เพราะยังไม่ชัดเจนคือรู้ไม่ทันในความเป็น“สิริมหามายา” ที่สลับไปสลับมาของ“ภาวะ ๒” จึงสับสนในความเป็น“กายกับจิต” คนที่ปฏิบัติธรรมเข้าใจคำว่า“กาย”เป็นแต่เพียงภายนอกไม่มีภายในนั้นมิจฉาทิฏฐิแท้ จะต้องเข้าใจว่ามีภายนอก กับภายในเสมอ ต้องมี“๒”ภาวะเสมอ จึงจะเรียกว่า กาย กายจะต้องมีความเป็นจิตร่วมด้วยเสมอ และ“กาย”กับ“จิต” ก็สามารถอธิบายได้ว่า เมื่อได้ตัดขาดความเป็น“กาย”เมื่อใดเป็น“จิตธาตุ” เมื่อใดเป็นแค่“พีชธาตุ” เมื่อใดเป็น“อุตุธาตุ”แล้ว จึงจะเป็นผู้รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“ธรรมนิยาม ๕” ผู้แยกกายแยกจิตได้ จะแยก เทวฺ คือ ความเป็น 2 ได้ หรือแยกธรรมนิยาม 5 ได้ จึงสามารถแยก “สังขารรูป” หรือ “สังขารจิต” ได้ว่า “สังขารรูป” นั้นเป็นการปรุงแต่งของ “อุตุธาตุ กับ อุตุธาตุ” หรืออย่างเก่งก็แค่ “อุตุธาตุ กับ พีชธาตุ”เท่านั้น ยังไม่ถึงขั้นการปรุงแต่ง “อุตุธาตุ กับ จิตธาตุ” หรือ “พีชธาตุ กับ จิตธาตุ” เพราะฉะนั้นการแยกกายแยกจิตที่เป็นมูลกรรมฐาน ๕ ของภิกษุที่มาบวชทุกองค์ อุปัชฌาย์จะให้กรรมฐาน ๕ นี้ไปทำความเข้าใจ ต้องพิจารณาเรียนรู้“แยกกาย-แยกจิต”ให้ชัด ว่าอย่างไรแยกออกเป็นอุตุนิยาม อย่างไรเป็นพีชนิยาม อย่างไรเป็นจิตนิยาม เข้าใจนิยามทั้ง 3 อย่างนี้ให้ได้ จึงจะไปปฏิบัติ กรรมนิยามและธรรมนิยามสำเร็จถึงที่สุดนิพพานได้ ถ้าเข้าใจนิยาม 3 นี้ไม่ชัดเจนถ่องแท้ ตัดขาดความเป็นอุตุ ตัดขาดความเป็นพีชะ ตัดขาดความเป็นจิตไม่ได้ คุณไม่มีทางจะบรรลุอรหันต์ เพราะจะปฏิบัติกรรมให้เป็นธรรมะไม่สัมมาทิฏฐิ ก็ไม่สามารถบรรลุอรหันต์แน่นอน รายละเอียดของพวกนี้ไม่ใช่ง่ายๆ อรหันต์เก๊ที่หลับตาปฏิบัติ พูดชัดแล้วว่า หลับตาปฏิบัตินั้นเป็นโมฆะในความเป็นนิพพาน การหลับตาปฏิบัติโดยไม่ชัดเจนอย่างที่อาตมาพูด แต่ถ้าคุณจะหลับตาอย่างสัมมาทิฏฐิก็เป็นอุปการะ หลับตานั้นมี ทำได้ถ้าสัมมาทิฏฐิ โดยชัดเจนว่า 1) ทำเพื่อพักผ่อน 2) ทำเพื่อศึกษาจิตเจตสิกในภพภูมิของสัญญา 3) ทำเตวิชโช ตรวจสอบลงบัญชี บุพเพนิวาสานุสติญาณ-จุตูปปาตญาณ-อาสวักขยญาณ 4) ทำเอาไปเล่นฤทธิ์เดชเป็นอาเทสนาปาฏิหาริย์ อิทธิปาฏิหาริย์ อย่างนี้ของพุทธตีทิ้ง ไม่สนใจ ผู้สนใจอยู่คือ คนนอกรีตศาสนาพุทธ ทุกวันนี้อาตมาก็ยังใช้“หลับตา”ก็ตามอย่างสัมมาทิฏฐินี้อยู่ เป็นอุปการะมาก ทุกวันนี้ก็ยังใช้ หลับตา พิจารณาไตร่ตรองตรวจสอบ หรือตัดทวารดับไป ไม่ได้สงสัยลังเลอะไร เฉพาะอย่างยิ่งไม่ได้หลงผิดติดยึด สรุปตอนนี้ นามธรรมกับอรูปต่างกันอย่างไร หรือนามธรรมในโลกที่ศึกษาทางไวยากรณ์ นามนั่นหมายถึงพยัญชนะ แต่แท้จริงด้วยสัจจะแล้ว นาม หมายถึงสภาวะ นามไม่ได้หมายถึงพยัญชนะแค่“อธิวจนสัมผัสโส”แต่ต้องมี“ปฏิฆสัมผัสโส”ด้วยเสมอ หากจะบัญญัติ“รูปกาย”ก็ต้องมี“อธิวจนสัมผัสโส” และถ้าจะบัญญัติ“นามกาย”ก็ต้องมี“ปฏิิฆสัมผัสโส”จึงจะสามารถยืนยัน“ความจริงหรือสัจธรรม”แก่กันและกันสำเร็จ
“รูปกาย”หรือ“นามกาย”นั้นเป็น“กาย”ต้องมี“๒”แยกกันไม่ได้ ตัวนี้แหละเป็นภาษาของสิริมหามายา ผู้ที่ยึดติดอยู่แต่พยัญชนะอย่างเช่นเป็นสายเปรียญ 9 ด็อกเตอร์การศึกษาเต็มหัวหมด เอาไวยากรณ์ วจีวิภาค-วากยสัมพันธ์มา ไม่ตามสภาวะที่อาตมาอธิบาย พวกนี้จบเห่ ยึดถือพยัญชนะ ยึดถือภาษา คำว่านามก็กลายเป็นชื่อเป็นพยัญชนะเป็นภาษาบัญญัติไปหมด เข้าไม่ถึงสภาวะ น่าสงสาร หลายคนมีความรู้ทางภาษาเขามีเยอะแต่ใช้ให้เป็นสภาวะไม่ได้ ก็เลยสับสนระหว่างสภาวะกับพยัญชนะ อธิบายคำว่ากาย คำว่าบุญ คำว่าสมาธิ สับสนไปหมด สมาธิก็กลายเป็นนั่งหลับตา กายก็เป็นเรื่องภายนอกเพียงวัตถุ หรือเทวฺ หรือแม้แต่คำว่านาม คำว่ารูป ก็แยกกันไม่ชัดเจน เพราะแยก“กายกับจิต”ใน“กรรมฐาน ๕”ไม่ได้ แค่ไหนเป็นอุตุ-แค่ไหนเป็นพีชะ-แค่ไหนเป็นจิต แยกไม่ถูกต้อง จึงปฏิบัติกรรม-ปฏิบัติธรรมไม่มีผล เพราะจะแยกแม้แต่สังขารธรรมกับสังขารจิต หรือสังขารโลก ไม่สัมมาทิฏฐิ สังขารธรรมหมายถึงอะไรที่รวมกันอยู่มีบริบทและเน้นเข้ามาหาจิต สังขารจิตหมายถึงเจาะเข้าไปถึงอาการของจิตเป็นสภาวธรรม คำว่าสภาวะธรรมนั้นเป็นดีเป็นชั่วก็ได้ เป็นโลกุตระเป็นโลกียะก็ได้ ส่วนสังขารโลกหมายถึงร่วมกันไปสู่ภายนอกมากขึ้นใหญ่ขึ้น อาตมาได้สาธยายเข้าไปถึงจิต และกำลังจะแยกตีแตกไปถึงความเป็นธาตุ ธาตุนั้นเน้นเข้าไปหาความเป็นหนึ่ง จึงเป็นเอกกว่าธรรม ธรรมนั้นขยายออกไปหาความเป็นสองหรือทุกสิ่งทุกอย่างคือธรรมะ คำว่าธาตุ ตัวไหนเอาคำว่า ธาตุ มาเรียกเพราะฉะนั้นตัวนั้นเรียกแยกเฉพาะตัวนั้น แต่มันก็เป็นสภาวะ 2 ได้หรือเป็นเท่าไหร่ก็ได้ จนกระทั่งถึงนับไม่ถ้วน ถ้าเทวะสอง คุณต้องเรียนรู้ความเป็น 2 แยกแยะให้ได้ทีละ 2 หรือทีละคู่ แยกนาม-รูป แยกกาย-จิต แยกดี-ชั่ว แยกมาก-น้อย หรือคู่อื่นๆทั้งนั้นๆได้หมด โดยเฉพาะแยกโลกียะ-โลกุตระ แยกลึกลับ-เปิดเผยสัมผัส ได้ เรื่องธาตุกับธรรม สังขารรูปกับสังขารจิต ก็ต่างกัน สังขารรูป เป็นการปรุงแต่งระหว่างอุตุธาตุกับอุตุธาตุ เป็นการปรุงแต่งอย่างหนึ่งสังขารรูป เช่น ไฟฟ้าแสงสีเสียงแม่เหล็กความร้อน ก็ปรุงแต่งกันอยู่ พวกนี้เป็นพลังงานที่เป็นอุตุธาตุทั้งนั้น ปรุงแต่งกัน หรือ อุตุธาตุกับพีชธาตุปรุงแต่งกัน ยังไม่ถึงขั้นที่เป็นอุตุธาตุปรุงแต่งกับจิตธาตุ จิตธาตุมันก็จะมีพีชธาตุอยู่ในนั้นด้วย เพราะว่าจิตธาตุนั้น มีทั้งอุตุธาตุ มีทั้งพีชธาตุ และมีทั้งจิตธาตุ พระอรหันต์จึงสามารถทำให้จิตเป็นพีชธาตุได้ แล้วอาศัย ไม่เอาจิตที่ไปสังขารโลก ตัดตั้งแต่โลกอบาย โลกกาม โลกรูปโลก อรูปโลกก็ตัดได้ จึงสามารถดบความเป็นโลก-เป็นธรรม-เป็นธาตุได้เฉพาะตน อาตมาเขียนไว้อธิบายคำว่านาม ขยายความสิ่งเหล่านี้ มันก็มีประโยชน์ รู้ชัดขึ้น ไม่ได้ลงลึกไปจนกระทั่งขยายซ้ำอีกว่า แล้วเมื่อไหร่มันจะเป็นอุตุธาตุ เมื่อไหร่เป็นพีชธาตุ จิตธาตุ แล้ว จึงจะไปปฏิบัติกรรมนิยาม-ธรรมนิยามได้ จึงจะทำกรรมสำเร็จ บรรลุธรรมสัมบูรณ์ ถ้าแยกธาตุ อุตุธาตุ พีชธาตุ จิตธาตุ ให้ขาดกันไม่ได้ ก็ไม่สามารถแยกจิตตัวเองให้เป็นอุตุได้ พระอรหันต์ที่เขาบอกว่าตายแล้วไม่เกิดอีก อย่างเช่น มหาบัวบอกว่าเป็นชาติสุดท้าย ที่จริงมหาบัวตายไปแล้วจากชีวิตชาตินี้จะเกิดหรือยัง จะไปตกอยู่สวรรค์หรือนรกเท่านั้น ซึ่งยังเกิดอยู่แน่ ไม่เป็นชาติสุดท้ายดังที่มหาบัวหลงผิดตัวเอง อยู่นั้นแน่นอน เกิดมาเป็นอะไรก็ยังไม่รู้ หรือยังทรมานทุรกรรมยังไม่มาเกิดอย่างไรก็ยังไม่รู้ได้ อาตมาก็ไม่มีความเก่งเท่าพระพุทธเจ้าที่จะรู้ว่ามหาบัวจะไปที่ไหน เพราะท่านต้องไปตามวิบากอยู่แน่ สรุปแล้วอาตมาไม่ได้รังเกียจมหาบัว ไม่ได้ไปข่ม แต่พูดสัจธรรมว่าอย่าไปหลงผิด อย่าไปเข้าใจอรหันต์เก๊ว่าเป็นอรหันต์จริง สายที่หลับตาอาตมาก็บอกว่าโมฆะทั้งหมด แต่อาตมาก็พูดนะ เคยพูดแล้ว แต่ละท่านมีบารมีไหม มีโลกุตรจิตไหม บางท่านก็มี แต่อาตมาหยั่งรู้จิตท่านไม่ได้ บางท่านก็ไม่มี แต่แม้ท่านมี ท่านก็ไปหลงทางโน้นหนัก ชาตินี้ปางนี้มันก็ซ้ำเติมให้ท่านสั่งสมวิบากไปอีกก็ท่านทำเอง แม้ท่านจะมีโลกุตรธรรมอยู่บ้างท่านก็ถูกโลกครอบงำหนักโงเงยขึ้นมาไม่ได้ ก็ไปเสียเวลา ดีไม่ดีไปรับทุกข์ทรมานอีกไปเป็นหนี้เขาอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ต้องไปใช้หนี้ ทรมานทรกรรม ชาตินี้ไม่เป็นชาติหน้าก็ต้องไปทรมานทรกรรม ทรมานนี้ไม่ใช่ทุกกรกิริยา นะ ทุกกรกิริยาคือกิริยาที่ไม่พาให้บรรลุธรรมศาสนาพุทธ ไม่พาให้เป็นอรหันต์ ไม่พาให้บรรลุโลกุตรธรรม ส่วนผู้ที่จะไปทรมานตัวเอง เจ็บปวดเกินสามัญนั้น จะไปทำทำไม ก็เอาแต่แค่ที่พอทนได้ มีตบะ มีศีล ที่พระพุทธเจ้ากำหนดไว้ก็พอแล้ว อย่าไปทรมานเกินนั้น อาตมาไม่กลัวใครนะ กลัวคนที่เก่งกว่าพระพุทธเจ้าคนเดียว ดีอย่างไรก็ไม่กลัว แต่คนเก่งกว่าพระพุทธเจ้ากลัว
สิ่งที่เขียนไว้อีก หรือสาธยายแล้วๆเล่าๆอันคือ ฌาน 4 ในจรณะ 15 ฌาน 4 อยู่ใน“จรณะ ๑๕ วิชชา๘” ที่เป็นพุทธคุณ ๑ ใน ๙ คือ“วิชชาจรณสัมปันโน”ของพระพุทธเจ้าทีเดียว และเน้น “ปัญญา-ญาณ-วิชชา” ว่าเป็นยาดำ ต้องรู้-เห็น ด้วย “สัมผัส-สังวร-พิจารณา-รู้แจ้งรู้จริง-ตัดสิน” มาตลอดการปฏิบัติด้วย “จรณะ-ฌาน-วิชชา” มาตลอดสายตาม “ปฏิจจสมุปบาท” เป็นเหตุ-ปัจจัย … จรณะ15 ต่อเนื่องกันมีเหตุปัจจัย มีศีลเป็นตัวตั้ง แล้วจะเกิดพัฒนาการของจิต ศีลเป็นตัวตั้งแล้วเกิดพัฒนาการของจิต ตั้งแต่วิธีปฏิบัติที่ไม่ผิด 3 อย่าง สำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 ถ้าคุณดันทุรังสำรวมอินทรีย์เดียวมันก็นอกรีตแล้วเพราะคนทุกคนธรรมดามีตั้ง 6 ทวาร แล้วมันจะไปสมบูรณ์ได้อย่างไร ต้องสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 บางคนบอกว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้บอกเลข 6 แต่แล้วมันมี 6 ไหมล่ะทวารทั้ง 6 สัมผัส 6 แม้แต่ตัณหา 6 ท่านก็สอน อย่างนี้เป็นต้น ผัสสะ 6 ก็มี ขาดผัสสะ 6 ไม่ได้ ฟังดีๆ ไม่ได้รังเกียจแต่สงสารที่เขาไปจมอยู่อย่างผิดๆนั้นเสียเวลา จรณะ จะมีตลอดไปตั้งแต่ศีล ต้องมี “ปัญญา-ญาณ-วิชชา” ว่าเป็น “ยาดำ” ต้องรู้-เห็น ด้วย “สัมผัส-สังวร-พิจารณา-รู้แจ้งรู้จริง-ตัดสิน” มาตลอดการปฏิบัติ ด้วย “จรณะ-ฌาน-วิชชา” ปัญญา เป็นตัวตั้งของโลกุตระในศาสนาพุทธ สองเจริญขึ้นก็คือญาณ สามก็คือวิชชา สามเส้านี้คือธาตุรู้ของโลกุตระ จะเป็นยาดำแทรกอยู่ ต้องรู้ต้องเห็นด้วยกับผัสสะอย่างแจ้งจริง มีสัมผัสแล้วตรวจธาตุรู้ตัวปัญญาเข้าจะไปเป็นยาดำเข้าไปรู้มีการปฏิบัติสังวรก็จะมียาดำแทรกอยู่ สังวรและพิจารณาก็ต้องมีธาตุรู้ปัญญา-ญาณ-วิชชาแทรกอยู่ทั้งนั้น จะรู้จักรู้แจ้งรู้จริง ตัดสิน มียาดำพวกนี้ มีตัวปัญญา,ญาณ,วิชชาแทรกอยู่ทางนั้นแทรกมาตลอดการปฏิบัติเลย ด้วย สามเส้าอีก “จรณะ-ฌาน-วิชชา” มันจะร่วมด้วยอยู่ในการปฏิบัติที่จะต้องมีทั้งจรณะ ฌาน วิชชา มาด้วยกันตลอดสายตามปฏิจจสมุปบาท เป็นสายอนุโลม-สายปฏิโลม 11 หรือ 12 ที่นับกัน ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัย อนุโลม-ปฏิโลม หมายความว่าย้อนกลับบ้าง ไปตามบ้าง เกิดผลเจริญพัฒนาก้าวหน้าไป จนมันเกิดเป็น“วิชชา 8” เป็นกระบวนการสมบูรณ์เลย มันก็จะมียาดำจนเกิดวิชชา 8 ยาดำคือ “ปัญญา-ญาณ-วิชชา” เป็นยาดำแท้ แทรกใน “จรณะ-ฌาน-วิชชา” อนุโลม-ปฏิโลม เกิดผลเจริญพัฒนาก้าวหน้า มี เป็นกระบวนการสมบูรณ์ ตั้งแต่ต้น “วิปัสสนาญาณ-มโน มยิทธิ-อิทธิวิธญาณ-โสตทิพย์-เจโตปริยญาณ 16” และได้ทบทวนตรวจสอบสรุปผลด้วย “เตวิชโช” บริบูรณ์
อาตมาแสดงธรรม มาตลอดนาน จะ 50 ปี ด้วยฐานที่เป็นจริงมีจริงของตนเอง แสดงในวงการศาสนาพุทธ ในยุคนี้ ยุคครึ่งพุทธกัปของสมณโคดม ฟังชัดเจนนะ กัปปะ พุทธศาสนาเป็นพุทธกัป ของสมณะโคดม แต่พุทธกัปของพระพุทธเจ้าองค์อื่นท่านก็มีวาระไม่เท่ากันกี่หมื่นกี่แสนปีก็เป็นเรื่องของท่าน แต่เราไม่พูดอันนั้น เราพูดของพระสมณโคดม ก็จะเข้าใจว่าเป็นบารมีของแต่ละองค์ แต่ไม่ได้หมายความว่าบารมีพระพุทธเจ้าแต่ละองค์ไม่เท่ากัน เท่ากัน แต่เหตุปัจจัยองค์ประกอบมันต่างกัน อย่างเช่นยุคพระสมณโคดมนี่ คนโง่ทางธรรมลงไปตั้งเท่าไหร่แล้ว แต่ฉลาดปราดเปรื่องทางโลกนะ มันจะใกล้กลียุคอยู่แล้ว ก็ต้องช่วยคนได้น้อยสิ แต่คนที่ฉลาดทางธรรมมาก มาฆบูชาตั้ง 3 ครั้ง 5 ครั้งก็แล้วแต่พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ ของสมณโคดมมีมาฆบูชาเพียงครั้งเดียวอะไรอย่างนี้ แล้วมีพระอรหันต์แค่1,250 แค่นั้น พระพุทธเจ้าบางองค์มีเป็นล้านองค์ เราไปเทียบให้รู้แต่ไม่ใช่เทียบเท่าในความเท่า พระพุทธเจ้าทุกองค์ความรู้ความสามารถเท่ากัน ทุกองค์ แต่มาประกาศต่างกันตรงที่องค์ประกอบของศาสนาในแต่ละยุคนั้นต่างกัน พุทธกัปของพระสมณโคดมมีอายุประมาณ 5,000 ปี ก่อนอาตมามาเกิดในชาตินี้ พอพูดเป็นนัยว่า ชาตินี้-ชาติก่อนละก้อสนใจๆ ชอบ ชอบนะนิทานแบบนี้ (ฮา..) ศาสนาพุทธซึ่งเป็นสังขารธรรม อย่างหนึ่งในสังขารทั้งหลาย เป็นสังขารธรรมของจิตนิยาม มันได้เกิดขึ้น แล้วเจริญขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็เสื่อมไป เป็นกฎของไตรลักษณ์ที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป กว่าจะมาถึง 2,500 ปี“การเกิดขึ้น-ตั้งอยู่-เสื่อมไป”ของความเป็นศาสนาพุทธมันเกิดมาหลายรอบแล้ว ศาสนาพุทธของพระสมณโคดมนี่แหละเกิดขึ้นตั้งอยู่เสื่อมไปหลายรอบแล้ว แม้แต่ในสมัยที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์ชีพอยู่มันก็มีคนปฏิบัติการทำความเสื่อมอยู่แท้ๆ เช่นพวกภิกษุฉัพพัคคีย์ทำให้เสื่อม พระเทวทัตทำให้เสื่อม ทำให้เสื่อมลงไป และคนก็ไปหลงติดเป็นลูกศิษย์พระเทวทัตทุกวันนี้ก็มี ลูกศิษย์พระภิกษุฉัพพัคคีย์ก็มี เกิดมากลุ่มแล้วกลุ่มเล่าพวกคณะพวกนี้ ของพระพุทธเจ้ามีตัวอย่างน้อย ถ้าเป็นองค์อื่นก็จะมีตัวอย่างเยอะกว่านี้ อันนี้ตัวอย่างเดียวก็เข้าใจง่าย หลายตัวอย่าง ก็อาจจะสับสน สรุปแล้วกว่าจะมาถึง 2,500 กว่าปีมันเกิดขึ้นตั้งอยู่เสื่อมไปมาตั้งหลายรอบแล้ว แล้วก็กอบกู้กันมาตั้งหลายรอบแล้ว ผู้ที่กอบกู้อย่างที่พวกเรามีตำนานอย่างชัดเจน แค่ศาสนาพุทธเกิดมาและผ่านไปแค่ 200-300 ปีประมาณนั้น ก็ผิดเพี้ยน พากันเลอะเทอะจนกระทั่งพระเจ้าอโศกมหาราชต้องมาสะสาง เห็นไหม แล้วบอกได้ว่า พระเจ้าอโศกมหาราชก็คือ พระเถระของพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งเกิดมา พระเจ้าอโศกมหาราชก็คือ เถระองค์หนึ่งนี่เองของพระสาวกสำคัญของพระพุทธเจ้านั่นแหละ เกิดมาจัดการกอบกู้มาครั้งหนึ่งแล้ว มันจึงเหลือศาสนาพุทธเข้ามาถึงเมืองไทย โดยลูกของพระเจ้าอโศกมหาราช ที่ส่งมาหยั่งลงในไทย 200-300 ปีของศาสนาพุทธก็เปื้อนแล้ว เห็นมั้ยความเกิดขึ้นตั้งอยู่เสื่อมไปศาสนาพุทธ ยิ่งมาถึง 2,500 กว่าปีแล้วมันหลายรอบแล้ว อาตมาก็ยังระลึกชาติไม่ได้หลายรอบ ถึงระลึกได้ก็ไม่พูด ขนาดนี้ก็ยังแอบมีลิเกกันแล้วไม่ต้องไปติดใจเรื่องเหล่านั้น เรื่องของการเกิดขึ้นตั้งอยู่เสื่อมไปอันเป็นกฎไตรลักษณ์มันยังมีซับซ้อนอีกเยอะ มาในยุคนี้อาตมาต้องมาทดสอบตัวเองเป็นโพธิสัตว์ปางที่ 7 หนัก เพราะว่าศาสนามันยืนยาวมาเกิน 2,500 ปีแล้ว มันก็ต้องเสื่อมหนักกินลึกซับซ้อนลวงลับละเอียดยากที่จะแยกแยะออกมาสาธยายให้หมดได้ อาตมาพยายามเก่ง ไม่พยายามอมภูมิเลย พยายามแยกแยะ ขยายภูมิจนคนหมั่นไส้แล้ว พยายามที่สุดแล้วไม่ได้ออมมือ ก็ยังได้แค่นี้แหละ ซึ่งมันยากสุดๆเลย ที่มันยากเพราะว่าผู้ที่มีอยู่นั้นเต็มไปด้วยโมหะและอุปาทาน แต่ถึงอย่างไรอาตมาก็ขอยืนยันว่า ศาสนาพุทธนั้น เป็นศาสนาแห่งความจริง ฟังความนี้ พยัญชนะนี้
ศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งความจริง ซึ่งเป็นความจริงของปรมัตถสัจจะ อันยืนยันด้วยปรมัตถธรรม ปรมัตถสัจจะคือตัวความจริง ปรมัตถธรรมคืออาการของความทรงไว้ สัจจะกับธรรมะนี้ เอาแค่นี้ก่อน สัจจะคือเน้นความจริงเป็นความจริง ยิ่งแยกเป็น ส จ จ หรือธัมมะ แยกเป็น ธ ม ม ก็ยังต่างกัน คำว่าสัจจะกับธรรมะ สัจจะคือความจริงๆ ส่วนธรรมะนั้นบางทีเขาก็แปลว่าความดีความจริงเป็นองค์รวม ถ้าเป็นสัจจะก็เป็น static ถ้าเป็นธรรมะก็เป็น Dynamic ขอยืนยันว่าอาตมารู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะนามธรรม รูปธรรมนั้นง่ายเพราะมันนิ่ง ส่วนนามธรรมนั้นละเอียดลงไปมันรู้ยากกว่า โดยเฉพาะไปแยกแยะรูปธรรมนามธรรม ในธรรมนิยาม 5
อุตุนิยามยังไม่มีนาม แม้พลังงานพีชะก็ไม่เรียกว่านาม ใครแยกรูปแยกนามแค่นี้ไม่ออก พีชนิยามเป็นอรูป ไม่เป็นนาม ไม่มีทุกข์ไม่มีสุขไม่มีกรรมวิบาก ผู้ที่สามารถแยกแยะชัดเจนไปถึงธรรมนิยาม 5 อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม ก็จะสามารถแยกจิตแยกกายออกจากกันได้ แยกแยะรูปกับนามออกจากกันได้ แยกแยะความจริงของสารพัดทั้งหมดได้ ไม่เช่นนั้น เมื่อจะตายคุณจะแยกธาตุจิตของคุณให้เป็นอุตุนิยามสูญสลายธาตุจิตไปเป็นอุตุ มันจึงจะไม่กลับมารวมตัวเป็นชีวะอีก คุณก็ทำไม่ได้ เห็นมั้ยว่า มันมีความจริงของความเป็น“ธาตุ”อยู่จริงลึกซึ้งยิ่งนัก กว่าจะเป็นอรหันต์ได้จริง การเป็นอรหันต์ง่ายไหม? แต่สู้ไหม.. (เสียงขานรับว่า) สู้ ดังสนั่น ไม่ง่ายแต่สู้ โอ้... ทำไมสู้ล่ะ...1) มันสมควรได้ และ 2) มันได้มาบ้างแล้ว เห็นชัดเจนว่ามันสมควรได้และมันก็ได้มาแม้จะน้อยก็ตาม ก็ชัดเจน ยิ่งคนไหนที่แน่ใจว่า เราโสดาบันผ่าน สกิทาฯ หรือบางคนสกิทาฯเราก็ผ่าน แต่อย่าเพิ่งไปสรุปง่ายๆ มีหลายคนที่พวกเรานึกว่าเราเป็นอรหันต์แล้ว แต่นี่ยังไม่ใช่ เลยดีนะ ที่ไม่ขายหน้าแสดงออก คนที่ซื่อสัตย์กับความจริงมันดี เพราะฉะนั้นคำว่าความจริงคำนี้มันลึกซึ้งที่สุดเลย สมมุติสัจจะก็เป็นความจริง ปรมัตถสัจจะก็เป็นความจริง ซึ่งต้องใช้ให้ถูกกาละ เทศะ ฐานะ ปรมัตถ์คือเนื้อแท้ที่มันที่สุด สมมุติออกมาข้างนอก ปรมัตถ์เข้าไปข้างใน ก็ไปหาจิตเจตสิกรูปนิพพาน ส่วนสมมติก็เข้ามาหาโลกเข้ามาหาจักรวาล เข้ามาหาวัตถุต่างๆ หรือองค์ประกอบของลีลาต่างๆนานา ก็ต้องชัดเจนในสภาวะพวกนี้
อาตมาขยายความไปก็คงจะพอเข้าใจว่าอาตมาไม่ได้ดูถูกมหาบัว ไม่ได้“ดูถูก”พวกนั่งหลับตา แต่สงสารเขา ถึงได้พยายามบอกความจริง ตำหนิติเตียนอย่างกระหน่ำกันให้รู้ว่าผิดหนักอยู่นะ เลิกกันเสียที ก็เพราะสงสาร ประสงค์จะให้เข้าใจ เห็นจริงว่า มันผิด เลิกเถอะ “หลับตา”ปฏิบัติอย่างนั้นอาตมาทำมาแล้ว ทำมาอย่าหนักหนาสาหัสด้วย ไม่ใช่อาตมาไม่รู้จัก“ภูมิธรรม”แบบหลับตาปฏิบัติ อาตมารู้ทั้ง ๒ ทาง ทั้งทางผิด กับทางถูก จึงสามารถยืนยันได้ว่า อะไรผิด-อะไรถูก ไม่ใช่โมเม ไม่ใช่เดาเอา ไม่ใช่ยังไม่รู้จริง เพราะรู้จริงจึง“ดูถูก-พูดถูก-ยืนยันถูก”อยู่ย้ำๆซ้ำๆนี่ไง ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลย แต่พวกหลงยึดหลับตาปฏิบัตินั่นแหละ ไม่ฉลาดกันสักที ดันทุรังงมงายกันอยู่ เพราะอคติกับตัวอาตมา รู้ไม่ได้ว่า อาตมาเป็นผู้รู้ความถูกต้องตัวจริง อาตมาก็บอกแล้วบอกอีกว่าอาตมาคือ“สยัง อภิญญา”ที่เป็นสัมมัคตา สัมมาปฏิปันนา ผู้เกิดมาในยุคนี้ที่จะนำเอา“สัมมาทิฏฐิ ๑๐”ของพระพุทธเจ้าออกสาธยายขยายความประกาศให้ชาวพุทธรู้ตามได้อย่าง“สัจฉิ กัตตวา” คือรู้แจ้งตามอย่างกระจะกระจ่างแล้วทีเดียว แต่ที่แท้ก็เพราะพวกเขาไม่มี“ความฉลาด”ที่เรียกว่า“ปัญญา”ตัวจริงกันแล้ว ความฉลาดมันเหลือแต่“เฉโก”ที่เป็นโลกียภูมิ มันยังไม่เกิด“อัญญธาตุ”ในจิตวิญญาณกัน มันจึงยากยิ่งอยู่อย่างนี้ ตามความเป็นจริง อาตมาก็เข้าใจเห็นจริงตามความเป็นจริงนี้อยู่แท้ อาตมาไม่ได้“ดูผิด” อาตมา“เห็นความถูก”นี้อยู่จริงๆ ซึ่งไม่ได้“ดูถูก”แต่เห็นอย่างรู้จักรู้แจ้งรู้จริงว่า พากันไปหลง“ผิด”ว่า“ถูก” จึงขอยืนยันว่า“ดูไม่ผิด” ก็คือ “ดูถูก”นั่นเอง คือ“ถูก”ความจริง มันจึง“เห็น”ความจริงต่างหาก ว่า“ผิด’ว่า“ถูก” ว่าอะไรคืออะไร? ส่วนไหนคือส่วนไหน? ที่“ถูก”แท้ ผู้ที่รู้“ความผิด”ของผู้ผิดแล้วใจดำไม่บอก“ความผิด”ให้คนผิดรู้ตัวนั้นเป็นคนผิด เป็นคนไม่ช่วยคน มันคือ ความไม่ดี อาตมาจึงต้องบอก“ความผิด”ให้คนผิดรู้ตัว แม้เขาจะไม่ยอมรับผิด ก็พยายามให้เขาเข้าใจความจริง แม้เขาจะไม่ชอบใจ ก็ต้องทำ เพราะอาตมาไม่ได้“ทำงาน”เพื่อให้ใครมาชอบใจ มายกย่องอะไร อาตมาทำงานที่เป็นผู้“ยืนยันความจริงในธรรมของพระพุทธเจ้า” เมื่อเห็น“ความผิดไป”จากความถูกของพระพุทธเจ้า อาตมาก็ต้องช่วยแก้ไข ต้องตำหนิสิ่งผิด ยกย่องสิ่งถูก แต่การยกย่องสิ่งถูกนั้น มันไม่มีให้ยกย่อง ถ้ายกย่องในขณะนี้มันก็มีแต่ในพวกชาวอโศก ก็ยิ่งกลายเป็นยกย่องตนเอง เขาก็ยิ่งหลงผิดซ้ำเติมเข้าไปอีก ว่า มันยกย่องแต่ตัวมันเอง แล้วตำหนิแต่ผู้อื่น นี่คือ ความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่อาตมาก็ต้องจำนน ทำอยู่อย่างซ้ำซาก น่าเบื่อ แต่มันก็ต้องทำ ไม่ได้จำใจทำ แต่มันต้องพากเพียรใจอุตสาหะกำลังกายเข้าไปทุกส่วน“ทำ”ให้เต็มความพยายาม ช่วย“คนผิด”ที่เขาไม่รู้ตัว หรือรู้แล้วแต่ยังดื้อด้านยึดมั่นถือมั่นอยู่ด้วยอัตตามานะนั่นแหละ ไม่ช่วยก็ไม่ได้ เพราะคนผิดที่ทำความผิดอยู่มันเป็นโทษเป็นภัยต่อตนเอง ทั้งต่อสังคม ต่อผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา ต้องแก้ไขไห้ได้ ไม่เช่นนั้นมันก็ปล่อยให้คนในโลกเสื่อม โลกต่ำลง เพราะคนตกต่ำ คนเลวอยู่ต่อไปอยู่ โลกก็แย่ลงๆ ส่วนผู้รู้“ความถูก”ของคนถูกนั้น ไม่บอก“ความถูก”ให้คนถูกเขารู้ ก็ไม่เป็นคนผิด จะว่าเป็นคนไม่ช่วยคนก็ไม่ได้ และจะว่ามันคือไม่ดี ก็ไม่ได้ แต่ถ้าบอกหรือช่วยยืนยันเขาว่าเขาดีและให้ดียิ่งขึ้นๆ อย่าให้คนดีเหลิงก็แล้วกัน ก็คือไม่เสียหาย และที่สำคัญยิ่งยวดคือ เรื่องความดีของคนดีนี้มันไม่เป็นความจำเป็นที่จะต้องรีบเตือนเขาในสังคมยิ่งกว่า การรีบเตือนหรือให้สัญญาณคนผิดนั้นเป็นความจำเป็นยิ่งยวด มันจำเป็นมากกว่าสำคัญกว่ายิ่งๆจริงๆ คนที่เอาธุระกับการบอกคนผิดให้รู้ตัวว่าผิด มันเป็นการทำผิดอย่างไร? แค่ไหน? ด้วยความจริงใจ และให้เลิกทำความผิดนั้นๆเสีย เป็นคนทำเพื่อสังคมอย่างยิ่ง ทำเพื่อโลกอย่างยิ่งต่างหาก ส่วนคนที่ไม่เอาธุระกับการบอกคนผิดให้รู้ตัวว่าผิดเลย ปล่อยให้เขาทำผิดปู้ยี่ปู้ยำตนเองและสังคมอยู่ คือคนใจดำ ถึงขั้นอำมหิตเชียวนะ ข้อสำคัญก็คือ คนผู้นั้นเขาไม่มีความรู้จริงใน“ความผิด-ความถูก”ของโลกุตรธรรมพระพุทธเจ้าอย่างมั่นใจแท้ อย่างชัดเจนชัดใจในสัจจะโลกุตระจริง ต้องชัดในสัจจะจริงๆ อย่าไปว่า“คนไม่ผิด”ว่าเขาผิดทีเดียว ต้องรู้แจ้งรู้จริงว่าคนผิดนั้นผิดจริง ผิดอะไร? ผิดอย่างไร? แก้ไขอย่างไร? ด้วยใจเมตตาปรารถนาดี ซึ่งอาตมาก็ขอยืนยันว่าอาตมาทำอย่างนี้อยู่จริง ส่วนใครจะเชื่อหรือไม่ มันบังับกันให้เชื่อไม่ได้ อาตมามีแต่ควจรองที่บริสุทธิ์ใจเท่านั้น จึงต้องบอกคนผิดให้ถูกตัวและยืนยันความผิดนั้นๆว่าอย่างไร? ให้ชัดเจนชัดแจ้งด้วย ไม่งั้นมันใจดำต่อเขา งานนี้เป็นงานสำคัญของสังคมยิ่งๆ คนผู้ไม่เอาธุระเรื่องนี้จึงควรเข้าใจคนชนิดนี้ให้ได้ว่า เขาทำงานเพื่อสังคมจริงๆนะ และผู้จะทำด้วยความจริงที่มี และตั้งใจทำอย่างบริสุทธิ์ใจตั้งใจจริงๆนั้นมันหายากด้วย มันเสแสร้งแกล้งทำกันไม่ได้ ถ้าไม่รู้จริง มันทำไม่ได้นานหรอก เดี๋ยวขี้เท่อก็โผล่ออกมาให้เห็น เพราะมันจะนำ“ความถูก-ความผิด”มาแจกแจง มายืนยันไม่ได้ ไม่นานความจริงก็จะประจักษ์ออกมาเอง ผู้ที่รู้ยิ่งจริงกว่าก็จะออกมาตำหนิ ล้มล้างเองแหละ แต่ถ้าตำหนิ“ถูก” ด่าว่า“ถูก” มันก็ตำหนิไปได้เรื่อยๆ ถึงขั้นด่าว่ากันไปได้ คนจะจำนนต่อ“ความจริง” ผู้รู้ก็ค้านไม่ได้ ผู้ไม่รู้ยิ่งจำจำนนต่อ“ความผิด”ของตนในที่สุด คอยดูกันต่อไป คอยพิสูจน์สัจจะน
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive