620729_รายการสำมะปี๋ซี่วิต บ้านราชฯ ครั้งที่ 60.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2562
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์34 KB
วันที่แก้ไข18 สิงหาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

620729_รายการสำมะปี๋ซี่วิต บ้านราชฯ ครั้งที่ 60 อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/1w0gTu4m6069Hne0e6BGl6DJNMb_PIAfABnNOWusKfHA/edit?usp=sharing

ดาวโหลดเสียงที่ https://drive.google.com/open?id=15EhqWCDagDZ8FjRCbIJS2RcscRakDaAk พ่อครูว่า...วันนี้วันจันทร์ที่ 29 กรกฎาคม 2562 บวร ราชธานีอโศก เริ่มต้นด้วยบทกวีของ อาจารย์เป็นต้น นาประโคน

ภาษาเป็นเอกลักษณ์แห่งเอกราชของชาติไทย

อิสระภาพ ภาคพื้น ภาษา โดยพ่อขุนราม มหา-ราชไซ้ร์ สื่อ คำศัพท์ อุปมา เก่งแน่ ไทยเฮย ควรภาคภูมิใจไว้ ชั่วฟ้า ดินสลาย

สุโขทัย เริ่มต้น นัครา เมืองหลัก แห่งอาณา จักรโน้น เอกราชแห่งภาษา ใช้สื่อ กันเฮย บูรพกษัตริย์โพ้น ภาคพื้น พิภพ

อักขระ วิบัติบ้าง เพี้ยนฉบับ คำหยาบ คนเขากลับ ชอบใช้ ภาษาเกิดย่อยยับ ย่ำแย่ ยุคนี้ จงรีบแก้ ไขให้ พลิกฟื้น คืนมา

ประนมกร กราบก้ม บาทา แห่งพ่อ ก่อภาษา สื่อสร้าง มีเอกราช ราชา ในโลก นี้แล เอ่ยโอษฐ์ ขออวดอ้าง โอบเอื้อ ภาษา

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยสัจ 4) ตอน จุดนิพพานคือจุดดับสุขดับทุกข์ พ่อครูว่า...กวีตาบอดประพันธ์ออกมา ในเรื่องของภาษาคำพูด มนุษย์ยิ่งกว่าสัตว์ใดๆในโลกสัตว์เดรัจฉานต่างๆมันก็ส่งเสียงเป็นภาษาของมันเหมือนกัน เป็นสัญญาณกันพอเข้าใจมันมี มีสัญญาณให้ความเข้าใจแต่มันแค่เล็กน้อยไม่มาก แต่คนนี่ ทำคำที่มันออกมาจากปากได้สารพัดหากนับสารพัดภาษาในโลกมนุษย์ จะเป็นแสนเป็นล้านภาษา ที่คนสร้างขึ้นมาแล้วก็ใช้กัน ที่หายไปก็มี บางภาษาก็หายไปแล้ว แล้วภาษาที่สื่อ สำเนียงส่อภาษากิริยาส่อสกุล ได้เยอะมากเรื่องภาษา โดยเฉพาะ ถ้าไม่มีภาษาเราจะไม่รู้จักโลกุตรธรรมเด็ดขาด เพราะฉะนั้นตั้งใจฟังคำพูดหรือภาษาที่สื่อ พยาย

อ่านต่อ

ามฟังให้ดี อาตมาเห็นความสำคัญแล้วก็ใช้ภาษาตลอดเวลา ก็ใช้ภาษาที่จะสื่อ นอกจากนั้นก็ใช้พฤติกรรมสังคม หมู่มวลสังคมในทางธรรมที่เป็นพุทธได้สำเร็จ อาตมายืนยันว่าทำงานศาสนาพุทธมาได้ประสบผลสำเร็จอย่างน่าพอใจได้ดีทีเดียวปัจจุบันนี้ แม้จะมีอุปสรรคนานาสารพัด เดี๋ยวนี้นี้ก็ยังมีอุปสรรคจากคนที่เขายังตราหัวไว้ แต่เขาไม่สามารถที่จะทำอะไรอาตมาได้แล้วทุกวันนี้ ทำมา 40 กว่าปีแล้ว ที่ยืนหยัดยืนยันได้ไม่ใช่เพราะว่ามันนานแต่เพราะว่ามันเป็นความจริง ที่แม้เขาจะไม่ค่อยรู้จักไม่ค่อยเข้าใจ แต่เขาเห็นแล้วว่ามีอะไรลึกๆ คนที่ไม่รู้อะไรเลยแม้แต่ชาวต่างชาติต่างศาสนา เมื่อเขาสัมผัสกับสังคมชาวอโศกแล้ว สำหรับคนที่ตั้งใจมีจิตที่รับทราบอะไรบ้างได้ จะรู้ว่าคนกลุ่มนี้มันแปลกคน มันจะไม่แปลกได้อย่างไร คนในโลกเขาก็ต้องมาแย่งลาภยศสรรเสริญจะต้องไปร่ำรวยต้องแข่งดีแข่งเด่น ต้องไปแข่งสวยแข่งงาม แข่งเก่งอะไรก็แล้วแต่ในโลกีย โดยเฉพาะแข่งอวดสุขจะต้องได้เสพสุขแล้วก็โชว์ว่าฉันมีสุข ได้เสพสุขมากกว่าใครๆ แต่จุดสำคัญของศาสนาพุทธ “ จุดนิพพานคือจุดดับสุขดับทุกข์ ” ซึ่ง ชัดเจนว่าสุขทุกข์เป็นเทวฺ เป็นธาตุรวมที่เป็น 1 เทวะคือ 2 แล้วก็ฆ่าหรือดับสุขทุกข์นี้ได้ มีศาสนาเดียว แม้แต่ในคนชาวพุทธเอง ทุกวันนี้ก็ยังไม่เข้าใจอย่างที่อาตมาพูดนี้ ว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ไม่มีความสุขความทุกข์ เขาก็อาจจะผ่านหูผ่านตาคำสอนพระพุทธเจ้ามีเยอะแยะ แต่เขาไม่เข้าใจ เขาก็จะมาเอาสุข เขาเข้าใจอย่างผิวเผิน ไม่เข้าใจว่าสุขทุกข์นี้มันอันเดียวกัน ที่เป็นความลึกซึ้งของสัจธรรม สุขทุกข์นี้มันแยกกันไม่ออกเหมือนเหรียญสองด้าน ศาสนาพุทธก็กล่าวแต่ว่าดับทุกข์ก็พอ ให้เป็นอุเบกขาหรือ อทุกขมสุข คือ ไม่มีทั้งทุกข์และสุข เขาก็ต้องผ่านคำนี้มาทั้งนั้น อุเบกขาเป็นฐานจุดสำคัญที่สุดของศาสนาพุทธ ส่วนศาสนาทั่วไปนั้นจุดสำคัญของเขาอยู่ที่ดีและชั่ว ไม่ทำชั่วทำแต่ดี เขาจบที่นั่น สอนกันแค่นี้ ไม่สอนเรื่องสุขเรื่องทุกข์ แล้วเขาก็หลงเสพสุข สุขเท่าไหร่ก็บำเรอแล้วจะต้องทำดี ดีเท่าไหร่แล้วจะได้ไปอยู่กับพระเจ้า ของพระพุทธเจ้าไม่มีสวรรค์ไม่มีนรกกับความสุขความทุกข์ไม่ได้ไปสวรรค์ไม่ได้ไปนรกจบสูญเลย นี่คือความหมายสำคัญของศาสนาพุทธที่อาตมาสรุปสั้นๆไว้แค่นี้ เดี๋ยวนี้ไม่รู้เรื่องแล้ววงการพุทธศาสนา มันเสื่อมสูญไปหมดแล้ว เนื้อหาสาระสัจจะแท้ของพุทธนั้นหมดไปศูนย์ไป แม้อาตมาจะนำขึ้นมาเอามาพูด ใช้ภาษาอธิบายการขนาดไหน ก็ไม่ง่าย อย่างพวกเรารู้ภาษาดีแล้วหลายคนก็ยังทำได้ไม่สำเร็จไม่ได้ดีอาจจะพอรู้บ้างในความสุขความทุกข์ของฐาน ภูมิหยาบๆภูมิอบาย เรื่องที่ไปปรุงแต่งเป็นภพชาติสุขทุกข์ที่หยาบ ก็เลยไม่เอาแล้ว จิตไม่ต้องไปเสพไม่ต้องไปแสวงหาไม่ต้องไปเสียเวลา โดยลึกๆอัตโนมัติมันก็พอรู้แล้วก็เลิกมาหยุดมา โดยภูมิลึกๆโดยความเข้าใจโดยญาณปัญญา ตัวลึกๆเข้าไปมันก็จะมีบ้างในพวกเราเพราะว่าอาตมาใช้ภาษาสื่อธรรมะ มันเป็นสภาวะที่ถูกต้อง ผู้ที่ฟังแม้จะไม่เก่ง แต่มันเข้าไปถึงสัจธรรมได้ เพราะฉะนั้นภาษาจึงสำคัญที่สุด

_Uamphon Aoi Bringsoe ...วันนี้เป็นวันภาษาไทยแห่งชาติ ขอน้อมกราบพ่อครู ผู้เป็นเจ้าของภาษา ฟังธรรมจากพ่อครูได้ทั้งธรรมะ ได้ทั้งความรู้ในด้านบัญญัติภาษา บวกกับสภาวะธรรม ฟังมานาน หลายครั้งมากค่ะ ฟังจนกระจ่างถึงความแตกต่างของ บุญ กับ กุศล คำว่ากาย ตอนเป็นเด็ก ผู้ใหญ่อธิบายว่า บุญคือการถวายเงินให้พระ ให้วัด หากเอาเงินให้ "คน" หรือ ขอทาน ก็ได้กุศล ฟังตอนนั้น ก็ยังงงๆ ค่ะ แต่พอได้ฟังพ่อครู จึงเกิดความกระจ่างค่ะ หากชาตินี้ไม่ได้ เจอพ่อครู ไม่เจอหมู่กลุ่มชาวอโศก ก็ไม่รู้ว่าจะหลงโง่ งมงายไปอีกนานเท่าไหร่ หาไม่ง่าย ที่จะได้ยิน ได้ฟัง การขยายความ จากพระไตรปิฏก บวกกับความลึกซึ้งในภาษาไทย ให้เข้าถึงสภาวะธรรม กราบนมัสการพ่อครู ด้วยความเคารพอย่างสูงสุดค่ะ พ่อครูว่า...ไม่ใช่ว่าอาตมาเป็นเจ้าของภาษา ทุกคนเป็นเจ้าของภาษา บุญเป็นเรื่องที่มนุษย์ไม่ควรมีอย่าไปหลง บุญเป็นเรื่องที่ไม่ควรไม่ควรได้ เพราะตราบใดที่คุณยังมีกิเลสคนนั้นจะต้องสร้างพลังงานบุญขึ้นมาล้างกิเลส เพราะฉะนั้นคนที่ไม่มีกิเลสแล้วไม่เกี่ยวเลยบุญอย่ามีในเราอีก พระอรหันต์ทุกองค์ไม่มีบุญอีกเลย จบสิ้นสิ้นบาปสิ้นบุญ คำว่าหมดบุญ ในภาษาไทยทั่วไปเขาแปลว่าตาย มันถูกต้องนะ กิเลสตายไม่ฟื้นเลย คำว่าตาย ในภาษาไทยคือหลับไม่ตื่นฟื้นไม่มี แต่อันนี้หนีพ้นเลยบุญไม่ต้องมาตอแยกันอีกเลย ที่เขาหมายแค่การตายทางร่างกาย แม้แต่พระพุทธเจ้าร่างกายก็ต้องตาย แต่คนที่หมดบุญแล้วนี่ หลับไม่ตื่นฟื้นไม่มีจริง หนีไม่พ้นไม่ใช่แล้ว พ้น นี่ก็เป็นนัยที่ใช้ภาษา สื่อให้ฟัง คำว่า กาย สำคัญมาก ศาสนาพุทธเข้าใจว่า กายคือร่างสรีระเท่านั้นจึงจบเห่ เข้าใจคำว่า กายต่างๆ กายกลิ กายปัสสัทธิ กายคตาสติที่เป็นกาย เข้าใจผิดเพี้ยนไปจึงปฏิบัติผิดหมดทุกคำที่ท่านได้ตรัสไว้คำว่ากาย เข้าใจกายเป็นซีกเดียว มันไม่เต็มตัว เข้าใจได้แต่เรื่องร่างกายข้างเดียว จริงๆแล้วเนื้อหาคำว่ากายเน้นที่สุด คำว่ากายนี้ตถาคตเรียกว่า จิต มโนวิญญาณ ก็เลยไปกันใหญ่เลยศาสนาพุทธ ยังมีโชคของอาตมา หรือเคราะห์ดีที่มีพระไตรปิฎกยังมีรับรองที่อาตมาพูดอยู่ ไม่ได้ผิดไปจากที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ อันนี้ทำให้คนอื่นสะดุ้ง คนที่ศึกษาติดตามเอาใจใส่เรื่องศาสนาจะรู้ว่าเราเข้าใจผิดจริงๆ เราไม่ได้เข้าใจอย่างนี้ เราเผินไปเผลอไป เขาก็จะสะดุดใจว่าอาตมานำเอาสิ่งที่เขาเข้าใจผิดมาเตือนให้เขาได้ฟังได้

สื่อธรรมะพ่อครู(สัมมาทิฎฐิ 10) ตอน เรื่องลางสังหรณ์เป็นจริงได้หรือจะทำใจอย่างไรกับมันดี _8768พ่อท่านคะ หนูก็ศึกษาธรรมะตามคำสอนพ่อท่านมาหลายปีค่ะ พยายามล้างอุปาทานและความเชื่อเดิมๆจนได้ดีระดับหนึ่งค่ะ แต่มีบางอย่างที่มักจะเกิดขึ้นบ่อยๆค่ะคือมีบางอย่างเรียกว่าลางสังหรณ์ มักจะเกิดขึ้นในจิตของหนูเสมอ หากคิดใน100มักเกิดขึ้นเป็นจริงเสมอทั้งดีและไม่ดีค่ะ หนูอยากล้างตัวนี้ออกจากจิต พยายามอยู่กับปัจจุบันให้มากที่สุดทุกครั้งที่รู้ตัว..พ่อท่านคะขอคำแนะนำเพื่อล้างอุปาทานนี้ค่ะ พ่อท่าน. กราบนมัสการค่ะ พ่อครูว่า...เรื่องอย่างนี้มันมีได้ หลายคนก็เคยได้ยินหลายคนก็มี คนนี้มีจนกระทั่งสะดุดใจว่ามันมีเยอะและกระทั่งถูกต้องด้วย ก็มีคำแนะนำอยู่ว่าสิ่งเหล่านี้ จะว่าดีก็ดีแต่อย่าไปยึดมั่นถือมั่นแล้วอย่าไปกลัวเกรงว่ามันเป็นอุปาทานอะไรนักหนา เป็นแต่เพียงว่ามันเกิดมาก็ให้รู้ว่ามันเกิดแล้วก็วางไป คุณว่าพยายามจะล้าง คุณก็อย่าไปถือสามันมันจะเกิดก็เกิดมันเกิดมาก็แล้วไปอย่าไปจริงจังอะไรกับมัน เท่านั้นเอง คุณก็ไปนั่งสังเกตว่ามันจริงนะ แล้วลางสังหรณ์ที่ไม่จริงของคุณก็คงน้อยหรือไม่มี อาตมาว่าก็คงจะมีแต่คุณก็เผลอๆก็เลยไม่จำใส่ใจตัวเองจำได้แต่ลางสังหรณ์ที่มันเป็นจริง มันก็เลยดูเหมือนเป็นจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นลางสังหรณ์ก็ไม่ใช่เรื่องบอกสัจจะที่เป็นจริงทั้งหมด ถ้ามันเป็นจริงได้ พระพุทธเจ้าก็เอามาให้ใช้แล้วสิ ให้วางปล่อยๆไปไม่ต้องไปลำบากใจอึดอัดอะไรกับมันหรอก

สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน ประชาธิปไตยสองขาจึงสมบูรณ์ _1182ปชธต.ไทยเป็นไทแก่ตัวเองด้วยปชธต.2ขาระหว่างสถาบันฯกับประชาชน ปชธต.ไทยนิยมปฏิรูปปท.ตามรอยพระราชปรารภฯปชธต.ไทยตามรธน.พระราชานุมัติมติมหาชนฯปชธต.ไทยรักษ์พระราชอำนาจโดยธรมฯคือปชธต.ไทยรักชาติแท้จริงเพื่อปย.สุขปวงชนโดยข้ารองบาทรักสัตย์ฯด้วยภักดีฯ!ทุนสามานย์ทำไม่ได้!ทุนสุจริตทำได้! พ่อครูว่า...ลักษณะของประชาธิปไตยไทย เป็นลักษณะประชาธิปไตย 2 ขามีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่ใช่เป็นประชาธิปไตยขาเดียว ตัวอย่างประชาธิปไตยที่อเมริกาเป็นผู้สร้างซึ่งจอร์จ วอชิงตันเป็นผู้ที่สร้างขึ้นมาในโลก ทั้งๆที่เขาแตกแยกมาจากอังกฤษที่เป็นประชาธิปไตยสองขาแต่เดิม ก็มาตราระบอบประชาธิปไตยขาเดียวให้แก่อเมริกา คนก็เข้าใจเบี่ยงเบนไปเลยว่าประชาธิปไตยต้องขาเดียว ต้องประชาชนเท่านั้นไม่มีพระเจ้าแผ่นดิน ทั้งที่ประชาธิปไตยมีเกิดมา 2 ขาในอังกฤษแท้ๆเลย แต่เสร็จแล้วก็ ดัดจริตเอาประชาธิปไตยขาเดียว คำว่า 2 ขาหรือขาเดียวมีความหมายลึกซึ้งมาก ประชาธิปไตยเป็นของคนเพื่อคนโดยคน คนต้องมี 2 ต้องมีธาตุจิตวิญญาณ กับสรีระ กษัตริย์นี้เป็นตัวแทนของวิญญาณ ส่วนสรีระนี้คือประชาชนในชาติทั้งชาติ ต้องร่วมกันเป็นราชประชาสมาสัย ต้องอาศัยซึ่งกันและกัน นี่เป็นสัจจะ แล้วมันมีนัยลึก ถ้าเผื่อว่าคนไปแยกประชาธิปไตยออกไปเป็นขาเดียวมันจะขาดวิ่น แล้วขาดความต่อเนื่องของจิตวิญญาณ จิตวิญญาณของกษัตริย์ ต่อทอดกันทั้ง DNA ทางสรีระ ราชวงศ์มา ต่อทอดทั้งกฎมณเฑียรบาล ที่จะเป็นกรอบของกฎหมายใหญ่เลย สันตติวงศ์ทุกคนอยู่ในกฎหมายทุกองค์ จะต้องอยู่ในกรอบของกฎหมายอันนี้ทั้งนั้น ซึ่งบังคับให้เป็นผู้สืบทอดความอยู่ในกฎเกณฑ์ความประพฤติปฏิบัติ แล้วกฎ มณเฑียรบาลของกษัตริย์ทุกคนพระราชวงศ์ทุกคน เป็นผู้ที่มีหน้าที่ หรือว่าประชาชนพลเมืองเป็นลูกที่จะต้องคอยช่วยเหลือเลี้ยงดูอภิบาล มีความหมายอยู่อย่างนั้น จึงเป็นหน้าที่ของ ผู้ที่ต้องดูแลประชาชนมาตลอดเป็นเป้าหมายทางจิตวิญญาณที่ลึกซึ้งมาก แต่เมื่อไปเป็นขาเดียวแล้วไม่มีลูกไม่มีหลานมันมีแต่ตัวกู ทุกคนก็ไม่ใช่ลูกใช่หลาน เลือกตั้งมาใครใหญ่เท่านั้น ฉันก็ใหญ่ฉันก็บังคับให้คนอื่นอยู่ใต้อำนาจกลายเป็นเผด็จการทางจิตวิญญาณ ที่ประชาธิปไตยขาเดียวเป็นเผด็จการทางจิตวิญญาณ

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ศาสนาพุทธมีทางเดียวคือลืมตาปฏิบัติ _สุพัฒน์ เบ้าวันดี · เห็นด้วยกับท่านโพธิรักษ์ทุกประการไม่มีอะไรโต้แย้ง ปฎิบัติอย่างท่านว่าก็ตรงตามธรรมอันสมควรแก่ธรรม แต่ที่แย้งไม่ใช่ว่าต้องอย่างที่ท่านว่าเท่านั้น ทางอื่นผิดหมด นั่งสมาธิหลับตา สะกดจิตตัวเอง มันจะบรรลุได้ยังงัย นั่งสมาธิหลับตามันผิดตรงใหน พระพุทธเจ้าพระอรหันต์ในอดีตท่านนั่งหลับตาหรือลืมตาที่ท่านบรรลุธรรม อธิบายให้มันชัดเจนไปเลย อย่ามาพูดลอยๆหลักฐานอะไรก็เอามาอ้าง ถ้าไม่ชัดเจนอย่าพูด ยิ่งที่เป็นลูกศิษย์อย่าพูดเลยมันไม่เหมือน อธิบายไม่เป็น แล้วนั่งสมาธิมันจะต้องสกดจิตหรือนั่งพิงจารณาธรรมไม่ได้หรือ ผมเห็นว่านี่เป็นวิธีการปฎิบัติชึ่งอาจมีวิธีต่างกันได้ของเพียงให้ยึดมรรคมีองค์แปดไว้ ยืนเดินนั่งนอนหายใจ คิด กำหนด เป็นเพียงวิธีการ ไม่ถ้าอย่างนั้นมนุษย์คงมีใจเหมือนกันหมด อยากกินแกงก็ต้องแกงเหมือนกัน กินอย่างอื่นไม่ได้ อย่างนั้นหรือ ผมว่ามันไม่มีเหตุผล ท่านว่าผมเป็นมิจฉาทิฏฐิ ผมก็ยอม มิจฉาก็มิจฉา ไม่เห็นด้วยกับการตำหนิคนอื่นว่าตัวเองถูกคนเดียว สาธุ. พ่อครูว่า...ภาษาของคนคนนี้กลับไปกลับมา ศาสนาพุทธถ้าพูดกันว่าเป็น _”มรรค มีองค์ ๘"นั้นคือ "ทางเอกทางเดียว ไม่มีทางอื่น"(เอเสวมัคโค นัตถัญโญ) ล.25 ข.30 เดี๋ยวนี้พูดถูก ศาสนาอื่นไม่มีมรรคมีองค์ 8 ไม่มีสมณะที่ 1 2 3 4 ชัดเจนทุกอย่างพระพุทธเจ้าตรัสไว้หมด คุณมาแย้งก็ผิดไปแล้ว นั่งสมาธิหลับตามันสิต้องไปนั่งหลับตาแล้วก็ไปทำสมาธิ สมาธิของพระเจ้านั้นไม่มีหลับตา ปฏิบัติอยู่ในขณะปฏิบัติธรรมงานอาชีพลืมตาหากินเลี้ยงชีพอยู่ เป็นคนสามัญ มีทั้งกัมมันตะกิริยากรรมทุกอย่างมีทั้งการพูดอยู่มีทั้งการคิดด้วยมีอยู่ในมรรคมีองค์ 8 แล้วพระพุทธเจ้าตรัสว่าสมาธิของพระพุทธเจ้านั้นปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์ ในมหาจัตตารีสกสูตรพระไตรปิฎกเล่ม 14 คุณไปอ่านดู อาตมาไม่ได้พูดเล่นพูดพล่อย พูดอย่างมีการอ้างอิงสัจจะความจริงถ้าจะตั้งใจศึกษาให้ดีอย่าไปแย้งเพื่อเอาชนะคะคานอาตมา ศึกษาดีๆแล้วก็ยอมรับเสียบ้าง จะได้เจริญจะได้มีปัญญาจะได้เกิดพัฒนาก้าวหน้า หลับตานี้อาตมาพูดหนักเป็นการสะกดจิตตัวเองแล้วมันจะรู้ได้อย่างไรว่ามันเป็นการสะกดจิตแต่ศาสนาพุทธเป็นศาสนาตื่น ชาคริยานุโยคะ เป็นศาสนาผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน นั่งหลับตามันผิดตรงไหนคือศาสนาพุทธไม่ได้พาทำลายพระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์ในอดีตท่านนั่งหลับตาลืมตาที่ท่านบรรลุ มีพระอรหันต์ท่านนั่งหลับตาและบรรลุบอกมาสักองค์ บอกมาเลย แม้แต่พระพุทธเจ้าที่บอกว่านั่งใต้ต้นโพธิ์ในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ท่านลืมตาหรือท่านหลับตาคุณจะไปรู้กับท่านได้อย่างไร ท่านก็นั่งระลึก อนุสติ ย้อนอดีต ศาสนาพุทธต้องลืมตาปฏิบัติทั้งนั้นเป็นทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ ต้องเป็นปัจจุบันชาติ ทิฏฐกาละ นิพพานต้องเกิดในขณะปัจจุบันเป็นปัจจุบันชาติ ไปดูในพจนานุกรมก็ได้ นิพพานนั้นเป็นปัจจุบันชาติ คือมันเกิดในปัจจุบัน ในอดีตในอนาคตไม่มีนิพพานจะเกิดในนี้นิพพานคือการบรรลุ นี่คือคำตอบว่าลืมตาหรือหลับตาบรรลุธรรม คุณฟังแล้วไม่แจ้งชัดเพราะคุณโง่ ขออภัยบอกให้คุณรู้ตัวเป็นความจริงไม่ใช่ด่าว่าคุณนะ อาตมากำลังอธิบายสัจธรรมไม่จำเป็นจะต้องมาข่มมาด่าว่า ที่เป็นอกุศลอาตมาไม่ทำ อาตมาอธิบายทำให้คนฟังชัดเจนอยู่เยอะแยะแต่ทำไมคุณถึงดักดานอยู่อย่างนั้น โง่ดักดาน อาตมาไม่ได้พูดลอยๆ อ้างอิงหลักฐานที่มันถูกต้องเป็นของพระพุทธเจ้าก็เอามายืนยัน คุณพูดถูกแล้วถ้าหากอาตมาไม่ชัดเจนก็ไม่เอามาพูดอาตมาไม่ทำ ในมรรคมีองค์ 8 ไม่มีการนั่งหลับตาทำสมาธิหรอก แต่มีการกระทำการงานมีการพูดมีการคิด คุณไปตามให้ดีๆ คุณยึดถือมรรคไว้แต่คุณไปทำอย่างอื่นอีกล่ะ เป็นเหตุผลของคนอ้างสุ่มสี่สุ่มห้ามาเป็นโวหาร เป็นการหาเรื่องมาแย้งมาเถียงเฉยๆไม่ได้เข้าเรื่องเข้าราวไม่ได้เข้าเป้าเลยเจ้าประคุณเอ๋ย แต่คุณไปเก็บอะไรที่ไม่ใช่สาระมาแย้ง ใช้ภาษาอ้างไปเรื่อยๆ ใครกันแน่หนอที่mผล ไปตรวจสอบตัวเองให้ดีๆ หรือไม่ก็ต้องกินยาบ้างนะ ขอพูดซ้ำอีกว่า อาตมาเกิดมาในชาตินี้คำที่อาตมาพูด คำที่อาตมาสาธยายคำที่พูดไปทั้งหมดนี้อาตมาถูกอยู่คนเดียวในยุคนี้ อาตมาจึงได้พูดว่าอาตมาเป็นไก่ตัวพี่ที่เจาะกระเปาะไข่ออกมาก่อนใครในยุคนี้ ใช้คำพูดนี้ของพระพุทธเจ้ามาพูด มั่นใจว่าไม่ได้ยกตัวตีเสมอพระพุทธเจ้า แต่มันเป็นสัจธรรมที่เอามาสื่อภาษาสื่อความหมายสัจธรรมให้ฟัง อาตมาต้องทำตามพระพุทธเจ้า ซึ่งมันเป็นเรื่องจริง พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในมหาจัตตารีสกสูตรในมิจฉาทิฏฐิทั้ง 10 อย่าง และสัมมาทิฏฐิทั้ง 10 อย่าง ถ้าเข้าใจโดยเฉพาะข้อที่ 10 นัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ มันไม่มีแล้ว สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ ไม่มีอยู่ พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ไม่ใช่อาตมาพูดเอง มันไม่มีแล้ว แล้วมีอาตมามาเกิดมาเป็นแต่คุณไปยึดถือผู้ที่ไม่มีสัมมาทิฏฐิ หรืออาจจะตรงบ้างเพียงเล็กน้อย คุณเข้าใจมรรคมีองค์ 8 อย่างลึกซึ้งหรือเปล่า มรรคมีองค์ 8 ประกอบด้วยศีลสมาธิปัญญา ก็ไม่มีการพูดอย่างนี้กัน ก็มีคนพูดบ้างแต่มีน้อย มรรคมีองค์ 8 จะต้องปฏิบัติศีลสมาธิปัญญาและเกิดวิมุตแล้วก็ต้องขยายความได้ ปฏิบัติศีลแล้วจะเกิดสมาธิอย่างไรเกิดวิมุติอย่างไรเกิดปัญญาอย่างไร แล้วตรงที่ตัวเองถูกคนเดียว อาตมาเป็นผู้เดียวที่ถูกสมบูรณ์แบบ นอกนั้นก็ผ่านๆเผินๆจไม่เข้าเป้า 100% มันไม่สมบูรณ์แบบ อาตมาจึงเป็นผู้ที่เป็น สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) ที่พูดกันอยู่ในยุคนี้มันไม่มี อาตมามีมาแล้ว ในยุคนี้จึงเป็นผู้เดียว อธิบายยังไม่ได้ลงตัวลงตนยกตัวอย่างตนแต่พูดจะทำให้ฟัง ผู้ที่เข้าใจชัดเจนแล้วไม่มีอคติ สั่งวันนี้แล้วก็ยิ่งชัดเจนว่ามันเป็นจริง แต่คนจะเข้าใจสัจธรรมของพระพุทธเจ้าที่เป็นโลกุตระ ที่อาตมานำมายืนยันเปิดเผยขึ้นจนกระทั่งพวกเรามาปฏิบัติธรรมเป็นสมณะที่ 1 2 3 4 พระโสดาบันสกิทาคามีอนาคามีอรหันต์จริงกันได้ แต่เขาไม่เชื่อไม่รู้แล้วเขาก็เป็นอรหันต์เก๊ ไม่พูดกันถึงเรื่องโสดาบันสกิทาคามีอนาคามีแล้ว อาตมาไม่ได้มีกิเลสข่มเบ่งใคร หรือดูถูกใคร แต่พูดสัจธรรม ตั้งใจฟังให้ดีคุณฟังก็ดีแล้ว แต่คุณอย่าเพ่งโทษอาตมาเลยมันเป็นอกุศลมันเป็นบาปตั้งใจฟังให้ดีแล้วคุณจะได้ประโยชน์ แต่ถ้าคุณฟังไม่ได้จริงๆไม่เห็นด้วยรับไม่ได้ขอแนะนำว่าคุณหยุดฟังอาตมาเถอะไปฟังท่านที่บรรยายกันทั้งหลายที่คุณศรัทธาจะสบายใจกว่าแนะนำอย่างนั้นไม่งั้นคุณจะทุกข์ใจได้ _ธนศักดิ์ ปิ่นทองคำ · เป็นเรื่องปกติของเด็กสัมมาที่ต้องโดนแบบนี้ เป็นมาทุกยุคทุกสมัย อะไรๆ ต้องโทษเด็ก เปรียบเทียบเด็ก แต่ครูว่าบางคนก็ยังมีภูมิธรรมยังไม่ได้ครึ่งของเด็กเลย บางคนยิ่งอยู่นาน ยิ่งเลอะเทอะ เฮ้ออออ 🙄 พ่อครูว่า…เขียนมาไม่มีประเด็นไม่มีเป้าหมายเลย คือครูและผู้ใหญ่ก็ต้องติเตียนเด็ก ส่วนเขาจะติเตียนตัวเองก็แน่นอน เขาต้องอบรมสั่งสอนดูแลเด็กแม้เขาจะเป็นผู้บกพร่องมีความผิดอยู่ในตัวเขาสอนเด็กก็ต้องบอกในสิ่งที่ไม่ดีให้เด็กเลิกทำอย่าไปประพฤติ สิ่งที่ควรทำควรประพฤติก็ต้องแนะนำ การสอนเช่นนั้นก็ต้องเป็นธรรมดาสามัญ หากจะไปสอนว่าอย่าไปตำหนิเลยจะสอนแต่เรื่องดีๆ คุณเก่งกว่าพระพุทธเจ้าหรือ พระพุทธเจ้าให้ตำหนิในสิ่งที่ควรตำหนิให้ชมในสิ่งที่ควรชม

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ฌานพุทธมีแต่ในปัจจุบันไม่มีเสื่อม _(ช. รักชีวิตวิเศษ) สอบถามได้ไหมครับ สกิทาคามี ฌานเสื่อมตอนทำกาละ จะสามารถได้ฌานอีกภพหน้าได้ไหมครับ เป็นคำถามที่อยากรู้ ไม่มีเจตนาจะไปคิดไม่ดีและเผยแพร่แต่อยางใดครับ พ่อครูว่า...เขาไปแยกอีก ว่าอรหันต์บางคนไม่มีฌาน แต่ที่จริงแล้ว ผู้ที่ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าไม่มีฌานไม่ได้ แต่อรรถกถาจารย์บางคนบอกว่าไม่ต้องมีฌานก็ได้แล้วจะบรรลุอรหันต์แบบแห้งแล้ง สุขวิปัสโก ซึ่งเข้าใจเพี้ยนไปเรื่อยๆผิดไปหมด บัญญัติในสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติ เอาเนื้อหา คำว่า ฌาน ของศาสนาพุทธนั้นเป็นอจินไตยไม่ใช่รู้กันได้ง่ายๆ มันไม่เหมือนกับฌานของฤาษีที่เขาเข้าใจกันทั่วไป ฌาน เป็นพลังงานไฟ เป็นพลังงานจิตวิญญาณ วิธีทำใจในใจให้เกิดพลังงานที่เรียกได้ว่าเป็นฌาน เป็นพลังงาน อุณหธาตุ ไฟทางจิตวิญญาณ มันจะสูงส่ง ไปกำจัดไฟราคะไฟโทสะไฟโมหะ ได้ นั่นเรียกว่า ฌาน ฌานต้องมีปัญญา ปัญญาต้องเป็นโลกุตรธรรม ไม่ใช่ปัญญาโลกียะ ต้องมีธาตุโลกุตระจึงเข้าใจฌาน ต้องมามีอัญญธาตุมีความฉลาดทางธรรมะของพระพุทธเจ้าเสียก่อนจึงจะไปทำฌานได้ ไม่เช่นนั้นไม่มีทางทำได้ เพราะต้องมีปัญญา ปัญญาจึงจะมีฌาน ถ้าไม่มีปัญญาจึงไม่มีฌาน เป็นคู่หูกันทีเดียว ฌาน ไม่หลับตา ฌานไม่นั่งหลับตาทำ แต่ฌาน จะเกิดได้ตลอดเวลาที่ปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ปฏิบัติให้มีวิปัสสนาญาณ ให้เกิดปัญญาหรืออย่างที่จะเรียนรู้ ปัสสะ แปลว่าเห็น จะต้องมีการรับรู้ด้วยผัสสะ ปัสสะ แปลว่าเห็นแปลว่าตื่น เข้าใจปัสสะที่นี้ก็ต้องไม่ไปนั่งหลับตาแล้ว ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ตื่น ชาคริยา หากไม่สำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 ก็ไม่ใช่แล้ว แล้วก็พิจารณาในโภชเนมัตตัญญุต า แล้วสำรวมอินทรีย์มีชาคริยานุโย คะ เป็นหลักปฏิบัติที่ไม่ผิดของศาสนาพุทธทางปฏิบัติอยู่ในหลักนี้ 1. อินทรียสังวร (การสำรวมอินทรีย์ทั้ง ๖ ทวาร) . 2. โภชเนมัตตัญญุตา (ความรู้จักประมาณในสัดส่วน . ทั้งอาหารกาย, อาหารอารมณ์, อาหารวิญญาณ) . 3. ชาคริยานุโยค (การหมั่นตื่นออกจากกิเลสโลกีย์) (พตปฎ. เล่ม 20 ข้อ 455)

มีสังวรปธาน ปหานปธาน ภาวนาปธาน อนุรักขณาปธาน ในสัมมัปธาน 4 เขาก็ปฏิบัติไม่ได้แล้ว เพราะไม่มีสำรวมสังวรอินทรีย์ ปหานปธานไม่เกิด ปหานไม่ได้ เพราะมันไม่เกิดเวทนาไม่เกิดกิเลสตัวนั้นขึ้นมาไม่มีภาษาไม่มีตัวกิเลส กิเลสจะเกิดในทิฏฐกาละ กาละปัจจุบัน คุณหลับตาแล้วจะเกิดกิเลสมันไม่ใช่กิเลสมันเป็นแค่ความจำ คุณหลับตามันเป็นอกุศลในความนึกคิด ไม่ใช่กิเลสที่มันเกิดให้คุณฆ่า หากเข้าใจหรือว่าปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้าต้องมีปัจจุบันชาติ ทิฏฐกาละ ไม่ได้มีอยู่ในอดีตไม่ได้มีอยู่ในอนาคต ถ้าหากเป็นอดีตและอนาคตก็เท่ากับทำเจโตสมาธิในพรหมชาลสูตร ที่พระพุทธเจ้าท่านได้สอนไว้ ผู้เรียบเรียงก็เอาไว้ในสูตรแรกเลย คุณไปจมในอดีตกับอนาคตจะไม่มีปัจจุบันชาติไม่มีการลืมตาปฏิบัติอยู่กับปัจจุบันชาติ เพราะฉะนั้นจะมีมิจฉาทิฏฐิทั้ง 62 อย่าง เขาก็ตีไม่แตก คำว่าฌาน ผู้ใดที่บอกว่าฌานเสื่อมตอนทำกาละ แล้วก็เข้าใจอย่างนั้นแล้วจะบอกว่าได้อีกในอนาคตไหม ก็คงเข้าใจว่า ทำกาละคือตายจากภพนี้ชาตินี้แล้วไปชาติหน้าจะได้ฌานอีกไหมในภพหน้า สำหรับสกิทาคามี ฌาน ขอยืนยันว่าเกิดในปัจจุบันธรรม ฌาน ไม่เกิดในอดีตหรือในอนาคตไม่ต้องถามเลยว่าตอนทำกาละตายแล้วเป็นอดีตหรืออนาคต มันไม่มี ฌาน มันไม่มีเสื่อม เพราะฌานมันไม่มีที่ตั้ง ฌาน ไม่ได้ตั้งอยู่ในที่ไหน มันเป็นปัจจุบันชาติ ฌานเป็นต้นทางของบุญ ต้องทำใจในใจให้เกิดพลังงานที่เป็นไฟธาตุที่จะเป็นพลังงานไฟพิเศษที่จะไปเผาไฟราคะโทสะโมหะ ในปัจจุบันชาติ ในปัจจุบันนั้นๆเท่านั้น พอไม่ได้ทำ มันก็ไม่มีฌาน ฌานมันไม่มีค้างอยู่ที่ไหนเลย ไม่ต้องไปถามเลยว่าตายเกิดอีก ฌาน เป็นต้นทางของบุญ อาตมาไม่เก่งกว่านี้ ทำให้คุณเข้าใจไม่ได้

_หายโง่ ขอบคุณที่พ่อครูให้ชื่อนี้ จะได้ไม่ทำอะไรที่โง่ๆเดี๋ยวจะทวงชื่อคืน มีบางคนถามว่าหายโง่จริงหรือ แต่เป็นบางเรื่อง และบางขณะ ดิฉันจะพยายามพัฒนาให้หายโง่ จนถึงที่สุดไปทีละเรื่องไปตามลำดับ ด้วยการฟังธรรม ทบทวนธรรม และปฏิบัติธรรมตามที่พ่อครูแสดง เราโน่ ฝากกราบคารวะพ่อครู สมณะ สิกขมาตุและเจริญธรรม เด็กๆที่น่ารักทุกคน ขณะนี้เราโน่ อยู่ที่บ้านลูกสาวคนโตเมืองเฮลซิงกิ ฟินแลนด์ จะกลับมา บ้านราชฯไม่เกินเดือนกันยายนนี้

_น้องน้ำมนต์ ทำอย่างไรหนูจะไม่ทำให้คนอื่นทุกข์คะ พ่อครูว่า...คำถามนี้สำนึกสูงมาก นี่เป็นเด็กเขาถามนะนี่ เดี๋ยวหลวงปู่ถามน้ำมนต์ก่อนว่า คนอื่นเขาทุกข์นี้เขาเป็นอย่างไร น้ำมนต์ตอบว่า...ทุกข์เพราะหนู พ่อครูว่า...ทำอย่างไร ก็ทำตนเองให้เป็นเด็กดี ผู้ใหญ่ใครอื่นหรือเด็กด้วยกัน ถ้าเราเป็นเด็กดีคนอื่นก็จะชอบสบายใจจะชื่นชม เขาชื่นใจเขาชื่นชมเขาก็ไม่ทุกข์ นี่เป็นคำตอ บที่ตรงที่สุดแล้ว ทำตนให้เป็นเด็กดีแล้วคนอื่นจะไม่ได้ทุกข์กับเรา

สื่อธรรมะพ่อครู(สัปปายะ 4) ตอน ชมพูทวีปขณะนี้มีแต่ในเมืองไทย _แสงไฟธรรม ...คำว่า สุรภาวโว สติมันโต อิธพรหมจริยวาโส สติมันโต ในธรรมพุทธสุดลึก บอกว่าผู้มีความแกล้วกล้าอาจหาญแต่ในที่ขึ้นบนจอนั้นแปลว่าผู้มีอาการ 32 ครบอะไรถูกต้องกว่ากัน พ่อครูว่า...ถูกทั้ง 2 อย่าง คำว่าแก้วกล้าอาจหาญก็คือมีครบพร้อมอาการ 32 มีกายกรรมวจีกรรมโนกรรม มีสิ่งที่เป็นองค์รวมของความเป็นตัวเรา ส่วนใหญ่ส่วนมาก สุระ แปลว่ากล้า เต็ม แข็ง สมบูรณ์เลิศ มีครบทุกอย่าง เพราะฉะนั้นคนทุกคนนี้ ถ้าพูดง่ายๆก็คือร่างกายชีวิตของคน นั้นเต็มสุรภาโว สองสติมันโต มีสติไ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน