620719_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ หมวดแห่งสัมมาทิฏฐิ ตอน 1.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2562
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์38 KB
วันที่แก้ไข15 สิงหาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

620719_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ หมวดแห่งสัมมาทิฏฐิ ตอน 1 อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/15M4Fv8RT6nmS6jUR24DUlm9BU-rXXpAE4aCfuT2i2rQ/edit?usp=sharing

ดาวโหลดเสียงที่ https://drive.google.com/open?id=1aKEBoMqDYgFoDIRSEGiDrPO83IIJOHcG สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้วันศุกร์ที่ 19 กรกฎาคม 2562 ที่บวร ราชธานีอโศก วันนี้เป็นวันที่พ่อครูสมณะโพธิรักษ์อายุได้ 85 ปี 1 เดือน 14 วัน เราได้เข้าพรรษามา 3 วันแล้ว โดยทั่วไปการเข้าพรรษาก็เป็นหน้าที่ของนักบวชในศาสนาพุทธที่จะต้องประจำอยู่กับที่ ในสมัยโบราณ แปลว่าไปไหนก็จะไปเหยียบข้าวเขาตาย แต่ทุกวันนี้ไปไหนมาไหนก็มีแต่ถนนไม่มีข้าวให้เหยียบ ปีนี้ฝนแล้งประชาชนไม่มีน้ำจะใช้ เขื่อนบางแห่งน้ำเป็นศูนย์เลย เดือดร้อนมาก เราก็ปฏิบัติธรรมไป ญาติโยมก็ได้ตามมาปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัดตามพุทธสถานต่างๆ มาถือศีลปฏิบัติธรรม ถ้าถือศีลอย่างสีลัพพตุปาทานก็คือทำศีลตามเขาไป แต่พวกเรามีการตั้งศีลอย่างปฏิบัติจริงจัง มีการตั้งตบะธรรม เมื่อวานนี้มี ดญ.น้ำในเพ็ญ เขียนว่า 1.จะไม่พูดคำหยาบ ข้อ 2 จะไม่ฆ่าสัตว์ ข้อ 3 จะไม่ทำชั่ว (พ่อครูว่า...มีเด็กบอกว่า เขาจะไม่ทำชั่ว เขาก็ถามว่าจะไม่ทำชั่วอะไรเขาก็บอกว่าจะไม่ปวดอึ) จะไม่กินจุบจิบจะไม่รับประทานอาหารตอนเย็น ผู้ใหญ่บางคนบอกว่าจะใช้เงินให้น้อยลงจะใช้เท่าที่จำเป็น การทำฌานปนกิจกิเลสให้มอดไหม้ คือใช้ปัญญา ปัญญาอยู่ที่ไหนศีลอยู่ที่นั่น ศีลอยู่ที่ไหนปัญญาอยู่ที่นั่น หากจะไปนั่งหลับตาแล้วให้เกิดปัญญาเลยไม่มีทาง จะมีฌานต้องมีศีล จะมีปัญญาต้องมีศีล อานิสงส์ของการมีศีลคือมีความไม่เดือดเนื้อร้อนใจ เป็นอันดับแรก จิตใจก็สงบขึ้นเป็นปกติเป็นสมาธิ มีญาณปัญญา มีวิมุตติญาณทัสสนะเกิดขึ้นเกิดวิชชาและวิม

อ่านต่อ

ุตติหลุดพ้น เป็นไปตามลำดับ ในกิมัตถิยสูตร หากเราทำตามลำดับก็จะได้เป็นพระอรหันต์แน่นอน ปัจจุบันนี้พ่อครูอธิบายเรื่องธรรมะ 2 เราก็มารู้เวทนา 2 ต้องรู้สังกัปปะ 7 ตักกะ วิตักกะ แต่หากไม่มีศีลเป็นเบื้องต้นก็จะเละเทะ ไม่มีเบื้องต้นท่ามกลางบั้นปลาย

พ่อครูว่า…ก่อนอื่นก็โอภาปราศรัยกับ sms SMS วันที่ 18 ก.ค. 2562

สื่อธรรมะพ่อครู(ป่ากับศาสนาพุทธ) ตอน ศาสนาพุทธยินดีในป่าแต่เป็นศาสนาอยู่กับเมือง _1614พุทธพจน์ ผู้ใดละมานะ มีตนตั้งมั่นดีแล้ว มีใจดี หลุดพ้นในที่ทั้งปวง อยู่ในป่าคนเดียว เป็นผู้ไม่ประมาท, ผู้นั้นพึงข้ามฝั่งแห่งแดนมฤตยู คำว่า หลุดพ้น ในที่ทั้งปวง อยู่ ในป่าคนเดียว มีความหมาย อย่างไร พลังบวก แบบนี้ใช่ไหมคะ copy ข้อความจากสมณะหินแก่น คือ ต้ังใจ ทำใจให้เบิกบานแจ่มใส เมื่อใจดีทุกอย่างก็จะดี มีอะไรมากวนใจให้เศร้าหมองก็ปรับเปลี่ยนใจใหม่ให้ดีเสมอๆ ถ้ากวนมากๆก็อย่าไปสนใจ หรือหาเหตุผลมาหักล้างเช่น เศร้าไปทำไม ไม่มีประโยชน์ ทุกข์เปล่าๆ คิดเสร็จก็ยิ้ม 555 สาธุ พ่อครูว่า...มันก็น่าสงสัยนะคำว่าอยู่ในป่าคนเดียวไหนบอกว่าพระพุทธเจ้าไม่ให้ปฏิบัติในป่า พระพุทธเจ้าไม่มีบอกว่าไม่ให้ยินดีในป่า อาตมาเคยพูดบอกว่าอาตมาเป็นคนยินดีในป่าไปอยู่กรุงเทพฯก็สร้างป่าในเมือง อยู่ที่ไหนก็สร้างป่าที่นั่น จิตใจยินดีในป่า ฟังดีๆนะ คำว่าป่า ไม่ได้หมายความว่า จะเป็นที่น่ารังเกียจคำว่าป่า แต่คำว่าหลุดพ้น คำว่าป่า ไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจอะไรแต่เป็นเรื่องน่ายินดีด้วยอาตมาเป็นผู้ยินดีในความเป็นป่า คำว่าอยู่ป่าคนเดียว คุณเอง หากว่าคุณปฏิบัติถูกต้องปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เพื่อที่จะบรรลุอรหันต์หลุดพ้น คุณก็ต้องปฏิบัติมานานแล้ว ต้องปฏิบัติทั้งตอนอยู่บ้านอยู่เรือน แม้คุณจะไปอยู่ป่า แล้วคุณเข้าไปปฏิบัติในป่า คุณก็หลุดพ้นในป่าได้ จะอยู่ที่ไหน คุณได้ปฏิบัติตามลำดับได้มรรคผลตามลำดับหลุดพ้นมา อย่าว่าแต่อยู่ในป่าเลย อาตมาอยู่ในห้องน้ำแล้วกำลังเยี่ยว ก็ยังหลุดพ้นเลย บรรลุเลย อย่าว่าแต่อยู่ในป่าเลย อาตมาอยู่ในห้องน้ำคนเดียวก็ยังหลุดพ้นเลย เพราะฉะนั้นอย่าไปติดยึดในสถานที่ จะต้องเข้าใจในสถานที่ว่าศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาคนป่า โดยเฉพาะต้องตั้งต้นก่อน ผู้ที่มีวิชชาจรณะ ผู้ที่เข้าถึงวิชชาจะระณะสัมปันโน แต่ผู้ที่ไม่มีจรณะ 15 วิชชา8 แล้วผู้นี้ไม่ไปอยู่ป่า พระพุทธเจ้าตอนออกบวชแรกเริ่มก็หลงอยู่ป่ากับเขาที่เขานิยมกัน ท่านก็ไปปฏิบัติในป่า สุดท้ายท่านก็ไปบรรลุในป่า แล้วท่านก็มาสอน ตั้งแต่ท่านยังมีพระชนม์ชีพอยู่ท่านก็สอน ว่า ความเสื่อมของภิกษุที่จะแสวงหาธรรมะพระพุทธเจ้าในทางที่ผิดโดยไม่เข้าใจว่าผู้มีวิชชาและจรณะอยู่ในป่า เป็นพระป่า พระที่บรรลุธรรมอยู่ในป่าอย่างนั้นไม่ใช่ นี่แหละคือความเสื่อม พระพุทธเจ้าตรัสไว้ตั้งแต่ท่านยังอยู่ ศาสนาพุทธเพิ่งเริ่มต้นด้วย ยังไม่รุ่งเรืองเต็มที่ท่านตรัสไว้ในอัมพัฏฐสูตร ซึ่งกล่าวถึงอาจารย์ของ อัมพัฏฐมานพ และอาจารย์ กล่าวถึง ทางแห่งความเสื่อมของชาวพุทธ 4 ประการ ผู้ยังไม่มีวิชชาและจรณะ แต่ไปแสวงหาอาจารย์ในป่า โดยเก็บผลไม้หล่นกินบำรุงชีพ อย่างมักน้อยมากๆ ไม่เก็บผลไม้กิน แต่ถือเสียม ตะกร้า หาขุดเหง้าไม้ หาผลไม้กินระหว่างออกแสวงหาอาจารย์ในป่า สร้างเรือนไฟไว้ใกล้หมู่บ้าน แล้วบำเรอไฟรออาจารย์ สร้างเรือนมีประตูสี่ด้านไว้ที่หนทางใหญ่สี่แพร่ง แล้ว สำนักรอท่านผู้อยู่มีวิชชาและจรณะอยู่ (อัมพัฏฐสูตร เล่ม ๙ ข้อ ๑๖๓) ข้อที่ 4 นี้เหมือนกับพวกธรรมกาย เจตนาอ้างว่าหาอาจารย์นั้นส่วนมากต้องการปริมาณคนมามากๆ มาขึ้นกับเขา มาเป็นบริวารมากมาทำทานให้มากเป็นกิเลสที่ซับซ้อน ทั้งลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ในข้อ 4 ส่วนข้อ 1 2 เน้นเข้าป่า ข้อ 3 บานเบิกอวิชชา เน้นลาภยศสรรเสริญโลกียสุข อย่างที่มีตัวอย่างคือธรรมกาย แหมดีนะมีตัวอย่าง

ส่วนที่ว่าอยู่แต่ผู้เดียว ไม่มีเพื่อนสองมันหมายความว่า นามธรรม เพราะลดกิเลสตัณหาได้ละตัณหาปราศจากราคะโดยส่วนเดียว เอกะ ภาษาบาลี เขาแปลว่าอยู่ผู้เดียวที่จริงแต่ว่าโดยส่วนเดียว เช่น ปราศจากโทสะโดยส่วนเดียวปราศจากโมหะโดยส่วนเดียว โลกุตระ เขาเรียกว่าความรู้แบบเฉกาหรือเฉกะ มาจากรากศัพท์ ฉ ที่แปลว่า 6 ถ้ารู้อย่างทั่วไปโลกีย์ รู้ฉลาดสูงสุดได้เป็นศาสดาองค์ใดองค์หนึ่ง สร้างศาสนาเลย หรือรู้ทางโลก เป็นจอมจักรพรรดิเป็นยอดเศรษฐีเป็นคนเก่งกาจสร้างอะไรต่างๆได้เป็นนักวิทยาศาสตร์ชั้นยอดขนาดไหนก็แล้วแต่ ก็เฉกาหรือเฉโกทั้งนั้น ไม่ใช่การรู้จักกิเลสแบบทฤษฎีศาสนาพุทธ ตรัสไว้เลย จำเพาะไว้เลยว่า การรู้ของศาสนาพุทธนั้นแตกต่าง จากชาวโลกโลกีย์ทั้งหลายเขาออกมาเรียกว่า อัญญา เป็นอื่นจากอันนั้น อัญญะ เป็นอันใหม่อันอื่นเลย อัญญธาตุ เริ่มต้นตั้งแต่พยัญชนะ อัญญะ เป็นจิตที่เกิดรู้อันนี้ขึ้นมา เป็นอัญญธาตุ จิตก็เข้าสู่กระแสโลกุตระ พอเข้าอัญญะก็มาเป็นอัญญา เป็นความรู้อื่นที่ต่างไปจากความรู้โลกีย์ทั้งหลาย แล้วมาเจริญเป็นพยัญชนะอย่างอื่น กัญญา ธัญญา ถัญญา ภัญญา สัญญา สัญญา มี 2 อย่างคือเป็นโลกิยะหรือเป็นโลกุตระก็ได้ กัญญา ก็เป็นโลกิยะแปลว่าผู้หญิง หรือ เป็นความเจริญไปเรื่อยๆยังเป็นอิตถีภาวะ ซึ่ง มันละเอียดลออ แต่ถ้าอัญญา หรืออัญญธาตุ จนถึงขั้นที่เป็นปัญญา อักษร ป เป็นอักษรตัวต้นของพยัญชนะบาลีแถวที่ 5มีอักษร ป ผ พ ภ ม เป็นตัวดำเนินบทบาท ส่วน กข ฆ ค ง เป็นตัวเริ่มต้น รากเหง้าของภาษาบาลี วรรคที่ 1 ก ข ค ฆ ง วรรคที่ 2 จ ฉ ช ฌ ญ วรรคที่ 3 ฏ ฐ ฑ ฒ ณ วรรคที่ 4 ต ถ ท ธ น วรรคที่ 5 ป ผ พ ภ ม เศษวรรค ย ร ล ว ส ห ฬ อํ จนเจริญเต็มคือ ม เป็นตัวจิตวิญญาณ ก เริ่มต้นเป็นตัววัตถุ ม เริ่มต้นที่เป็นตัวจิต อักษรเหล่านี้คือสภาวะที่อาตมาก็ไม่เก่งเท่าไหร่ แต่ก็พยายามอธิบายเท่าที่มีภูมิปัญญา ส่วนเศษวรรค คือพลังงานในระดับที่ มันจะเป็นตัวสภาวะต่างๆที่เป็นรูปธรรม แล้วก็มีนำมาทำทำงาน เริ่มต้น ย ร ล ว ส ห ฬ อํ เป็นนามธรรมที่มักจะมาประกอบและยังมีสระอีก อะ เป็นเอกพจน์ ส่วนอา เป็นพหูพจน์ขึ้นมา อะ อา อิ อี อุ อู โอ ก็เป็นรอบหมุนที่ครบ พยัญชนะตัวต่างๆเหล่านี้อาตมาก็ค่อยๆเติมความรู้ไป เราเป็นอะไรก็แล้วแต่ต้องใช้ภาษาคำพูด พยัญชนะเป็นตัวบอกภาษา ภาษาคำพูดจะเกิดก่อนพยัญชนะ สภาวะเกิดก่อนภาษา พยัญชนะก่อตั้งมาเรียกสภาวะก็ค่อยๆละเอียดขึ้นเรื่อยๆ คำว่า หลีกเร้น เหมือนกันเลย อยู่แต่ผู้เดียวไม่มีกิเลสโดยส่วนเดียว คือหมายความว่า ชีวิตก็มี แต่กิเลสไม่มีเลยหนึ่งเดียวเท่านั้นไม่มีสอง ไม่มีเพื่อน 2 ไม่มีกิเลสเป็นเพื่อน 2 จะมีธาตุรู้ที่บริสุทธิ์ธาตุแท้ธาตุเดียวความถูกต้องอันเดียว ภิกษุมีปกติอยู่ด้วยรูปที่พึงรู้แจ้งด้วยตา อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ให้เกิดความรัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัด มีอยู่ เสียง... กลิ่น... รส... ธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งด้วยใจ (มโนวิญเญยยา) อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ให้เกิดความรัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัด มีอยู่ ถ้าภิกษุไม่ยินดี ไม่กล่าวสรรเสริญ ไม่หมกมุ่นในธรรมารมณ์นั้นอยู่ ฯลฯ เมื่อไม่ยินดี ความเพลิดเพลินย่อมดับ เมื่อไม่มีความเพลิดเพลิน ก็ไม่มีความกำหนัด เมื่อไม่มีความกำหนัด ก็ไม่มีความเกี่ยวข้อง (น โหติ นันทสัญโยชนสัง) แม้จะอยู่ปะปนกับภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา พระราชา มหาอำมาตย์ของพระราชา เดียรถีย์ สาวกของเดียรถีย์ ในที่สุด-บ้านก็จริง ถึงอย่างนั้นก็ยังเรียกว่า มีปกติอยู่ผู้เดียว (เอกวิหารีติ) มิคชาลสูตร ล.๑๘ ข.๖๗ พ่อครูว่า...ไม่มีเพื่อน 2 คือไม่มีกิเลสตัณหาอุปาทาน มีจิตว่างนี้ก็ไม่ใช่ว่างโดยไม่มีสิ่งใดเปรียบเทียบยืนยัน ว่ามันว่างอย่างไร เขาก็ว่าว่างๆ แล้วพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าจิตว่างนั้นว่างจากกิเลสตัณหาอุปาทาน ไม่มีกิเลสเป็นเพื่อนสองเลย มันว่างไปหรือหมายถึงขีดขั้นที่เป็นศูนย์ 0 นี้ไม่มีกิเลสเลย ตอนเป็นๆก็ต้องรู้ความ 0 อันนี้ มันว่างคือว่างจากกิเลสตัณหาอุปาทานโดยละเอียดมีแต่รู้ความจริงตามความเป็นจริง เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่า ในญาณนี้ไม่มีความกระวนกระวาย(ทรถา) ชนิดที่อาศัยกามาสวะ ชนิดที่อาศัยภวาสวะ และชนิดที่อาศัยอวิชชาสวะ (พ่อครูว่า...ไม่มีไม่มีอาการหงุดหงิดเล็กน้อยนิดหน่อยอย่างไรก็ไม่มี) มีไม่ว่างอยู่ก็แต่เพียงความกระวนกระวาย (ทรถา) คือความเกิดแห่งอายตนะ๖ (ที่)อาศัยกายนี้เอง เพราะชีวิตเป็นปัจจัย ด้วยอาการนี้แหละ เธอจึงพิจารณาเห็นความว่างนั้น ด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในเจโตสมาธินั้นเลย และรู้ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ในเจโตสมาธินั้นอันยังมีอยู่ ว่ามี (จูฬสุญญตสูตร ล.๑๔ ข.๓๔๑) ธรรมะพระพุทธเจ้าท่านถึงใช้คำว่า คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม ๙ ข้อ ๓๔) ในพรหมชาลสูตรท่านจ่าหัวไว้เลย เห็นตามได้ยาก ทุทัสสา คือมันยากที่จะรู้ที่จะเห็นตามได้ ทุรนุโพธา คือโพธินี้คือโลกุตระ หรือโพชฌงค์ เป็นการรู้แบบโลกุตระเป็นความรู้แบบพระพุทธเจ้าไม่ใช่ความรู้แบบเฉกา ตั้งแต่อัญญา ปัญญา ที่เป็นธาตุรู้ของศาสนาพุทธทั้งนั้น ความรู้อื่นที่ไม่ใช่ความรู้

อาตมามาชาตินี้ไม่ได้เน้นเรื่องความรู้ทางโลก หรือพยัญชนะ แต่เน้นสภาวะ หัวสมองอย่างอาตมาน่าจะได้ปริญญาสักใบ ก็น่าจะได้ แต่ไม่มีโอกาส อาตมาเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์ แต่ไม่ได้ไปเรียนเลย ที่จุฬาก็ยังไม่ถึงขนาดลงทะเบียน อ.ตอนมัธยมจะให้อาตมาไปเรียนสายสื่อสาร ยุคแรกเช่น สมิต ที่เป็นคนอยู่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ คือคนรุ่นแรกของสื่อสารมวลชนที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่ก็ไม่ได้ไปเรียนเพราะว่าอาตมาต้องทำงานโทรทัศน์ รายการออกหัวค่ำ ภาคทไวไลท์ ภาคเย็น ส่วนกลางวันก็ทำงานเต็มเวลามีตอนเย็นอีกที่เป็นเวลาพักก็มาทำงานอีก อาตมามีรายการเกือบทุกวันบางวันวันละ3 รายการ เป็นรายการวิชาการ ติดต่องานการ โอ้โห อาตมาติดต่อคนใหญ่คนโตต้องเอามานำเสนอ คือมันเป็นรายการสารคดี มันไม่มีสปอนเซอร์ไม่ใช่บันเทิง หาสปอนเซอร์ได้ยากเพราะเขาไม่ค่อยเอากันเขาก็เหมามาให้อาตมาหมด อาตมานี่เป็นเบ๊ รับใช้ทำงานมากแต่รายได้น้อย พระเอกเขาได้ 150 อาตมาได้ 80 อย่างนี้เป็นต้น ที่จริงเป็นฐานะที่อาตมาจะต้องเป็นแบบนี้ไม่ต้องริษยาจะต้องอดทนไม่ต้องไปแข่งกับใคร

นิมนต์จิบน้ำ

สมณะฟ้าไท...ศาสนาพุทธต้องยินดีในป่าแต่ไม่ติดป่าไม่ปฏิบัติธรรมในป่า จะเป็นศาสนาเมืองผู้บรรลุธรรมจะต้องไปสู่เมือง พระอรหันต์ 60 องค์แรกก็ให้ไปในเมืองรูปพระองค์อย่าไปที่ซ้ำกัน แม้เราก็จะไปอีกแห่ง พ่อครูพาอยู่เมืองแต่สร้างป่าในเมืองให้สิ่งแวดล้อมที่ดี เป็นการเกื้อกูลต่อการปฏิบัติธรรมลดละกิเลสได้ มันไม่ดีเราก็สร้างให้มันดีที่มันดีอยู่แล้วเราก็สร้างให้ดียิ่งขึ้น เราสร้างป่าในเมือง พ่อครูว่า...ศึกษาดีๆ บางที พูดได้ละเอียดละออไม่ได้ครบง่ายๆ

_ເກດມະນີ ສຸກສະຫວັນ · ກາບນະມັດສະການທ່ານສາມະນະສິຂະມາດ ຈະເລີນທັມ ຂໍຕັ້ງຕະບະຈະກິນເຂົ້າຄາບດຽວ ແຕ່ຖ້າບໍ່ໄຫວຂໍເປັນໝາກໄມ້ໜິດນ່ອຍ🙏 (เกษมณี สุขสวรรค์ กราบนมัสการ พ่อท่าน สมณะ สิกขมาตุ เจริญธรรม ขอตั้งตบะ จะกินข้าวคาบเดียว แต่ถ้าบ่ไหวขอเป็นหมากไม้นิดหน่อย)

_ปิ๋ม วิไลรัตน์(จากสวีเดน) กราบนมัสการพ่อท่านที่เคารพอย่างสูงค่ะ เมื่อวันที่ 17ก.คพ่อท่านได้แสดงธรรมมีหัวข้อหลายหัวข้อที่ดิฉันสนใจค่ะ หัวข้อหนึ่งที่สนใจเป็นพิเศษ คือรูป 28 ซึ่งดิฉันได้พยายามเรียนรู้เข้าใจหัวข้อนี้มาเรื่อยๆค่ะ จนได้เข้าใจได้หลายหัวข้อต้นๆของรูป 28 แล้วค่ะ คำถามแรกคือรูป 28 กับรูปขันธ์คืออันเดียวกันใช่ไหมคะ พ่อครูว่า…รูป 28 อธิบายให้สมบูรณ์แบบได้ยาก แม้แต่พระป่าเรียนจบเปรียญ 9 ปริญญาเอกก็ไม่ได้อธิบายได้ง่ายๆ เรื่องของความปฏิสัมพันธ์ของรูป 28 ไปถึงอุปาทายรูป 24 ถึงวิการรูป อาตมาก็ค่อยๆอธิบายไป คำถามแรก รูป 28 เอาไปแตกแยกอธิบาย บางตัวก็เป็นรูปขันธ์ มันมีภาวะ 2 ก็เป็น2 แล้ว แล้วก็ภาวะ 2 ก็ค่อยมาถึงหทยรูป ก็รู้ว่ามันมีชีวิตไหม ชีวิตรูป มันมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตแล้วก็ต้องอ่าน ในชีวิตรูป มันก็จะมีแรงแห่งชีวิต ถ้าเป็นชีวิตของโลกียก็เป็นอย่างหนึ่งชีวิตของโลกุตระก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง ก็เป็นสัตว์โลกที่เป็นโลกุตรสัตว์ได้ ชีวิตก็จะเจริญ เรียนรู้อุปาทายรูปก็จะรู้ว่าตัวเองจะเดินอย่างไรต่อไป เช่น ถ้าเราจะให้มันหมดชีวิต กิเลสมันเป็นชีวิต เราก็ต้องให้มันหมดชีวิต หมดอินทรีย์หมดพละของกิเลส แล้วมีอินทรีย์พละของอาริยบุคคล เป็นผู้ที่หลุดพ้น ซ้อนในชีวิต อาหารรูป คือ เครื่องอาศัย

สื่อธรรมะพ่อครู(รูป 28) ตอน อาหารรูป อย่างลึกซึ้ง _คำถามที่ 2 รูปขันธ์นี้เป็นลักษณะของทั้งคนและสัตว์เดรัจฉานด้วยไหมคะแต่คงไม่ได้รวมถึงพืชใช่ไหมคะ เพราะพืชคงไม่มีหทัยรูปใช่ไหมคะ คำถามที่ 3 พ่อท่านบอกอาหารรูปมีอยู่ 1 คือ กวฬิงการาหาร แล้วพ่อท่านก็พูดต่อไปว่าซึ่งก็จะนำไปสู่วิญญาณอาหาร อันนี้แหละค่ะขอให้พ่อท่านช่วยขยายหน่อยได้ไหมคะ ที่พ่อท่านพูดสั้นๆเอาไว้ คือถ้าในรูป 28 มีอาหารรูปแค่เพียงหนึ่ง ฉะนั้นอาหารอย่างอื่นอย่างเช่น วิญญาณอาหารซึ่งเป็นเรื่องของนาม มีอาหารอะไรอีกบ้างบ้างคะ ขอให้พ่อท่านช่วยอธิบายเพิ่มด้วยค่ะ ดิฉันจำได้ว่าพ่อท่านเคยแสดงธรรมเรื่องนี้แล้วแต่ขอให้ทบทวนให้ใหม่ด้วยค่ะ ขอกราบขอบพระคุณและกราบนมัสการค่ะ พ่อครูว่า…อาหารที่ว่านี้ ก็ย้อนไปที่อาหาร 4 เมื่อไปปฏิบัติอาหารอยู่ใน อุปาทายรูปคือ การสัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกาย ก็จะเกิดสภาวะที่เป็นรูปที่ใจ รูปที่ใจนี่แหละในอาหาร 4 มันมี ๑. กวลิงการาหาร (อาหารคำข้าว ให้รู้กิเลสเบญจกาม) . . ๒. ผัสสาหาร (อาหาร คือ ผัสสะกระทบให้เกิดเวทนา) . ๓. มโนสัญเจตนาหาร (อาหารใจที่เจตนามุ่งกับตัณหา) . . ๔. วิญญาณาหาร (อาหารของวิญญาณ กำหนดรู้นาม-รูป . อันเป็นปัจจัยให้ตั้งอยู่แห่งสังขาร เพื่อการเกิดในภพใหม่ คือมีปัจจัยเกิดชาติชรามรณะ ทุกข์ และความคับแค้น) . (ปุตตมังสสูตร พตปฎ. เล่ม ๑๖ ข้อ ๒๔๑-๒๔๔) อาหารคือคำข้าว เอาตัวนี้มาเป็นตัวอย่างอธิบาย จะเป็นทางเสียงจะเป็นทางตา จะเป็นทางอาหารที่รับรสทางลิ้น เป็นการติดอย่างหนักหนาสาหัส แม้บรรลุเป็นพระพุทธเจ้าแล้วก็ต้องกินอาหารแต่ รูปเสียงกลิ่นก็ไม่มีก็ได้ กิเลสทั้งหมดอยู่ในอาหารที่เป็นตัวหลัก เพราะฉะนั้นในอาหาร 4 มันจะต้องมีตัว ผัสสะ มโนสัญเจตนา ด้วย ถ้าคุณไม่ผัสสะของจริง ก็จะเป็นนึกว่าอาหารที่เราเคยกินเป็นอย่างไร แล้วเจตนา นี้มี 3 คือ เจตนาเป็นกามตัณหา เจตนาเป็นภวตัณหา เจตนาเป็นวิภวตัณหา 3 อย่างนี้ เจตนาที่เป็นกามตัณหาเกิดจากกามคุณ 5 เป็นเบื้องต้นคุณยังมีอยู่ก็ต้องทำให้มันหมด กามตัณหามีกามาวจร มีการสัมผัสทางรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสอยู่ในชีวิต ปฏิบัติเริ่มต้นนี้ได้คุณก็ไม่ต้องไปนั่งหลับหูหลับตาปิดทวารทั้ง 5 แต่ลืมตาอยู่นี่แหละ แล้วเป็นพระอนาคามี หมดกามตัณหาก็เหลือ ภวตัณหา คุณก็ล้างกิเลสรูปราคะ ล้างได้ก็เหลืออรูปราคะ หมดภพ 3 ภพนี้แล้วก็เหลือแต่วิภวภพ ล้าง มานะ อุทธัจจะ อวิชชา และอนุสัยอีก คุณก็ต้องรู้ภพชาติเหล่านี้หมด สภาวะที่มันมีกิเลสเท่าธุลีละอองขนาดไหน เพราะฉะนั้นคุณจะต้องรู้รูปนามถึงจะรู้ชัดแยกแยะได้ ถึงจะรู้ถึงวิญญาณอาหาร รู้จากนามรูป ธาตุ 2 หากว่าไปนั่งสะกดจิตอยู่อย่างเดียวนั้นมันคนละทิศคนละทางแล้ว อาตมาจะขยายผลเอาหลักฐานมาขนาดไหนหนอ พวกนั่งหลับตาสมาธิถึงจะรู้ ที่บอกว่า ผางบรรลุผาง บรรลุปึ๊ง สว่าง อะไรก็แล้วแต่ อาตมาก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร เมื่อไหร่ท่านจะเข้าใจได้ ท่านก็ยังจมอยู่อย่างนั้นเมื่อไหร่คุณจะออกมา คุณเล่นปิดประตู คุณเปิดประตูรับแล้วจะมีปัญญา มันไม่ได้หายไปไหนปัญญามันจะรู้หมดบรรลุด้วยปัญญา อาตมามีของเก่าที่ไปนั่งหลับตาที่มีสัญญาแบบโลกๆ ก็ยังสามารถเอามาอธิบายได้ แม้ในชาตินี้ก็ยังเป็นลิงลมอมข้าวพองไปนั่งหลับตากับเขา ก็รู้มีสัญญารู้มันไม่หายไปไหนแต่รู้ว่าอะไรใช่อะไรไม่ใช่อะไรเป็นเนื้อแท้ของโลกุตระอะไรที่ไม่ใช่ จะชัดเจน คือรู้สองอย่างมีสองอย่างเลย แต่ที่มีสองอย่างอย่างไม่ใช้ก็ปิดใส่เซฟ หรือเอาไปจมในทะเลที่หายไปเลย แต่สัญญามันไม่ได้ลืมง่ายๆ สรุปที่ปิ๋มเขาถามมา บอกว่า ก็อธิบายผ่านมาแล้ว กวฬิงการาหาร จะนำไปให้เรียนดูอาหาร 4 ได้ ต้องรู้นาม 5 เวทนาสัญญาเจตนาผัสสะ มนสิการ ต้องดูอาหาร 4 ก่อน หากแยกแยะไม่ได้ว่ามันมีเหตุปัจจัยสัมพันธ์กันยังไงก็ขยายไม่ออก

ส่วนอาหาร 4 อาตมาไม่เก่งกว่าพระพุทธเจ้าเราอธิบายได้แค่อาหาร 4 ส่วนเครื่องอยู่อาศัยที่เป็นอย่างอื่นอีกมีอีกเยอะแยะ อาหารสัปปายะ ธรรมะก็สัปปายะ ธรรมะก็รวมหมดเลย (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) ไม่บอกให้พักก็พักเองก็แล้วกัน สมณะฟ้าไท...การตัดกิเลสพวกเราชาวอโศกจะเรียนรู้เรื่องอาหารกายเป็นสำคัญ พ่อครูว่า..ตัดกิเลสเรื่องกินได้กิเลสก็หมดไปครึ่งหนึ่งเป็นอย่างน้อย เมื่อกายเราก็เบา แน่นอนจิตวิญญาณเราก็เบาแน่นอน ทำให้จิตมุทุภูตธาตุ

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ปฏิบัติเป็นลำดับจึงบรรลุจริงตามลำดับ พ่อครูว่า...ตั้งใจติดตามไปดีๆ พยายามเรียนรู้และปฏิบัติไปตามลำดับจะไม่สับสน ถ้าคุณไม่หลุดพ้นไปจากหยาบกลางละเอียด คุณจะเอาแต่ รู้ ๆ ๆๆ รู้อย่างไรก็ยากในสิ่งที่ลึกซึ้งขึ้นไป จะใช้ตรรกะมาแทนความรู้ในขั้นละเอียด ยากมาก ฐานต้น ต้องปฏิบัติหลุดพ้นทิ้งออกมาก่อนแล้วจึงจะปฏิบัติธรรมที่สูงขึ้น ฐานอบายมุขคุณยังไม่ทิ้งแล้วจะไปรู้ฐานของกามได้อย่างไร ฐานกามไม่ทิ้งแล้วจะไปรู้ฐานของรูปได้ละเอียดละอออย่างไร มันเกี่ยวพันกันถ้าเขียนเป็นวงกลมมันก็เหลื่อมสัมพันธ์กันอยู่ คุณไม่ทิ้งเรื่องกามคุณไม่ทิ้งเรื่องอบายมุข แต่คุณก็ยังมีสัมผัส เหลื่อมกันอยู่ จะไปได้อย่างไร พอไปอีกสามสี่ห้าชั้น คุณจะไปยืดตัวที่ติดอยู่อย่างไร 5 ชั้น 6 ชั้น 7 ชั้น 8 ชั้น มันจะไปกับคุณหรือ หากว่าเอาแต่ถามโดยไม่ทิ้งเบื้องต้นมา อาตมาบอกเป็นรูปธรรมอย่างมหาบัว ติดสิ่งเสพติดที่หยาบแม้กระทั่งหมากไม่ขาดปากนะ ติดหนัก แล้วจะไปรู้ขั้นละเอียดที่เป็นอนาคามีหรือเป็นอรหันต์อะไรต่ออะไร คุณจะรู้ได้อย่างไร มันจะขาดมันจะสะอาดและความบริสุทธิ์อยู่ตรงไหน ความบริสุทธิ์ก็คือความบริสุทธิ์ของโลก อบาย สิ่งเสพติดคุณยังไม่ขาดเลย สิ่งเสพติดขั้นอบายมุข ขั้นต่ำสุด คุณยังไม่ขาดเลย แล้วก็จะไปรู้ความสะอาด คุณยังไม่ขาดจากสิ่งที่เป็นกิเลสสิ่งสกปรกแล้วคุณจะไปรู้ความสะอาดตรงไหน ฟังความนี้ให้ชัด สิ่งที่ปนเปื้อนยังมีอยู่แม้จะเหลือน้อยเท่าไหร่มันก็ยังปนเปื้อน แต่ความขาดสนิท อบายมันต่ำสุดแล้วคุณก็ยังไม่รู้จัก ปริสุทธา ความบริสุทธิ์จากของหยาบที่สุดคืออบาย คุณก็ยังไม่ขาด เบื้องต้นอย่างน่าอัศจรรย์ พระพุทธเจ้าจึงได้ปรับการปฏิบัติที่เป็นลำดับอย่างน่าอัศจรรย์ หากไม่เป็นลำดับมันก็จะยืดไปอย่างไม่เป็นลำดับ ขั้นที่ 1 คุณยังไม่บริสุทธิ์สะอาดเลย คุณจะรู้จักความสะอาด ปริสุทธาตรงไหนชัดเจนขึ้นไหม ปหาราทสูตร มหาสมุทรต่ำไปโดยลำดับ ลาดไปโดยลำดับ ลึกลงไปโดยลำดับ ไม่ลึกชันดิ่งไปทันที พระธรรมวินัยมีการศึกษาไปตามลำดับ มีการบำเพ็ญไปตามลำดับ ไม่ใช่มีการบรรลุอรหัตตผลโดยทันที น้ำในมหาสมุทรมีปกติคงที่ไม่ล้นฝั่งสาวกทั้งหลายของเรา ย่อมไม่ละเมิด สิกขาบทที่บัญญัติไว้ แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต มหาสมุทรไม่ร่วมกับซากศพ ย่อมซัดซากศพขึ้นจนถึงบนบกทันที สงฆ์ (ในพระธรรมวินัยนี้)ไม่ร่วมกับผู้ทุศีลและจะขับไล่ให้ไกลจากสงฆ์ มหานทีทุกสาย ไหลลงสู่มหาสมุทร แล้ว ย่อมละชื่อและโคตรเดิม รวมเรียกว่ามหาสมุทรทั้งสิ้น คนในวรรณะ ๔ เหล่า คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร เมื่อออกจากเรือน บวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศแล้ว ย่อมละชื่อและโคตรเดิม รวมเรียกว่าสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร ทั้งสิ้น แม่น้ำสายใดสายหนึ่งในโลกที่ไหลไปรวมลงสู่มหาสมุทร และสายฝนตกลงจากฟากฟ้า ก็ไม่ทำให้มหา สมุทรพร่องหรือเต็มได้ ในพระธรรมวินัยนี้ แม้มีภิกษุจำนวนมาก่ปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสส-นิพพาน ก็ไม่ทำให้นิพพานพร่องหรือเต็มได้

พ่อครูว่า...เอาคำสอนพระพุทธเจ้ามายืนยันถึงจะครบ ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ครบครันแล้วต้องมีปัญญาตั้งแต่ ศีลต้องมีปัญญา ฌานก็ต้องมีปัญญา ศีลไม่มีปัญญาไม่ได้มีแต่ เฉกาเฉโก หรือฌานก็ต้องมีปัญญาควบคู่ ขาดปัญญาไม่ได้จะเอาแต่สัญญา ปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้าหากไม่รู้สภาวะของสัญญาและปัญญาไม่ได้ แม้แต่พืชมันก็มีแต่สัญญากับสังขาร สัญญา คือการกำหนดรู้สิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นความรู้ พืชมันมีความรู้ว่าจะเอาถ้าตัวไหนไปปรุงแต่งสังขารเป็นตัวมัน มันไม่มีทุกข์ไม่มีสุขไม่มีธาตุของพยาบาทรักหรือชัง เป็นธาตุรู้ที่ไม่มีวิญญาณครอง เป็นธาตุรู้แค่ พีชนิยาม ยังไม่ถึงขั้นจิตนิยามที่เป็นวิญญาณ รายละเอียดต่างๆพวกนี้จะต้องมาเข้าใจสภาวะ หากว่าอาตมาเป็นพระโพธิสัตว์ระดับ 8 ก็คงอธิบายได้เก่งกว่านี้อีกเยอะ จะไปเก่งกว่าตัวเองก็ไม่ได้ คนที่เก่งกว่าจะมาเป็นระดับ 8 สูงกว่าอาตมามีอยู่หรือไม่ก็มาช่วยน้องหน่อยสิพี่

_เป็น ตรีลักษณ์ หรือองค์ 3 ของสถาบันชาติศาสนาพระมหากษัตริย์ สู่ยุค ศิวิไลของประเทศอย่างนี้ คสช.ได้เสร็จสิ้นภารกิจ (คืนความสุขให้ประเทศไทย) อย่างสมบูรณ์ในวันจันทร์ที่ 15 กรกฎาคม 2562 ส่งต่อให้นายกฯตู่ นำครม.เข้าเฝ้าเพื่อถวายสัตย์ กล่าวคำปฏิญาณต่อหน้าพระพักตร์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระสมเด็จพระราชินี(ยังไม่มี นาถ ถ้า นาถ จะต้องเคยสำเร็จราชการแทนพระเจ้าอยู่หัว)ก็เริ่มปฏิบัติงานรับใช้ประชาชาติอย่างเป็นทางการ ประกาศวันที่ 16 เป็นวันอาสาฬหบูชาขึ้น 15 ค่ำเดือน 8 พุทธศาสนิกชนพุทธมามกะพุทธบริษัท 4 ได้น้อมรำลึกถึงวันที่พระพุทธศาสนามีครบองค์ 3 ของพระรัตนตรัยสืบเนื่องจากปฐมเทศนา ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร โดยพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า อาทิตย์ที่ 28 กรกฎาคม (ยังไม่ถึง) เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่เป็นศูนย์รวมใจของพสกนิกรทุกหมู่เหล่าที่จะได้ถวายพระพรแด่พระองค์ท่านทั่วประเทศทั่วโลก พ่อครูว่า...ก็เป็นการแสดงความเห็นว่ามีแน่นอน เป็นการแสดงความภักดีต่อในหลวงรัชกาลที่ 10 ในวันเฉลิมพระชนม์พรรษาในวันนั้น วันนั้นแน่นอนนายกฯตู่ก็ต้องทำเต็มที่ ข้าราชบริพารหรือแม้แต่มวลประชาชนคนไทย ถึงเวลานั้นวันนั้นก็ต้องทำกันไปจะมีพฤติกรรมอย่างไร โอ้โห นี่มีเรียงเต็ม อดีตปัจจุบันอนาคตต่อไปนำทาง

_จาก...ลูกหนอนใต้ต้นโพธิ์ ตั้งแต่พ่อครูเทศน์เรื่องที่พ่อครูบอกว่า “อาตมาทำตัวเล็กที่สุด บนจุดปัจจุบัน เล็กที่สุดจนไม่มีตัวตน” ทำให้ลูกปิ๊ง ขึ้นมาว่า ปัจจุบันนั้นมันไม่นานอะไรเล๊ยยยย!!! เช่น กำลังจะคิดว่า เวลา

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน