luxury กับ Economy เศรษฐศาสตร์กับฟุ่มเฟือย.docx
เนื้อหาในไฟล์
luxury กับ Economy เศรษฐศาสตร์กับฟุ่มเฟือย ผู้ศึกษาตามที่อาตมาพูด ได้ภูมิธรรมเหมือนที่อาตมามีภูมิก็จะรู้ความจริงอย่างนี้โดยไม่ต้องไปอ่านหนังสือหนังหาอ่านจากตำราหรือรับมาจากพระเจ้าที่ไหนไม่ต้อง มันจะเป็นจริงของมัน อย่างอาตมาอุบัติขึ้นมาในชาตินี้ อาตมาก็บอกว่าบรรลุเอง ไม่มีครูบาอาจารย์ เอาสิ่งที่ตัวเองมีตั้งแต่ชาติก่อนมาแล้วก็เอามาสาธยาย และมันก็พอดีกับมีตำรามีพระไตรปิฎกหลักฐานต่างๆ แม้แต่มีตำนาน ที่มีอยู่ในสังคมมันก็เลยไปตรง ยืนยันอ้างอิงได้ อาตมาก็เลยอยู่รอด ถ้าอาตมาไม่พูดมาไม่มีหลักฐานไม่มีสิ่งยืนยันอ้างอิงไม่มีสิ่งจริงปรากฏว่ามนุษย์เป็นได้หรือเปล่า พูดแล้วเป็นเรื่องสุดโต่ง เป็นเรื่องฟุ้งซ่าน เป็นเรื่องเพ้อเจ้อ เป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้หรือเปล่า มันเป็นไปได้ สิ่งนี้จึงเป็นหลักฐานเป็นสิ่งจริงที่อาตมาเคยสรุปลงไป ตามหลักฐานยืนยันถึงขั้นว่า อาตมาเกิดมาทำงานร่วมต้นความจริงจิตใจมันเป็นความจริงเป็นจริงตรงกันรวมกันเป็นหนึ่งหกทุกวันนี้ 50 กว่าปีพาคนมาปฏิบัติบรรลุมรรคผลได้เป็นอาริยบุคคล โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ จนกระทั่งมีโพธิสัตว์ด้วยมาร่วมมารวมกันเป็นปึกแผ่นเดียวกัน เป็นมวลเดียวกัน เป็นชาวอโศกเป็นต้น มันไม่ขัดแย้งหรอกในเรื่องความจริง จิตใจมันเห็นจริงเป็นจริง ตรงกัน มันก็มารวมกัน จัดลำดับมากน้อยสูงต่ำกว่ากันบ้างก็เป็นธรรมชาติ แล้วมันก็อยู่รวมๆกันมาเป็นหนึ่งเดียวกันจนกระทั่งเป็นชุมชนสาราณียธรรม 6 จนมีวัฒนธรรมถึงขั้นสาธารณะโภคี หรือ แม้แต่ จะอยู่ด้วย กายกรรมเมตตา พฤติกรรมทางกายวาจามโน มี สาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม อยู่กันอย่างมีเมตตาไม่ได้อยู่กันอย่างแข่งดีแข่งเด่นโหดร้าย อยู่กันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยอะลุ่มอล่วยกัน ขัดเกลากันบ้าง ตำหนิติเตียนกันบ
อ่านต่อ
้างก็เป็นไปตามจิตที่ปรารถนาดีมีกุศลเจตนา แล้วที่มีความยืนยันยกอ้างให้ทันสมัยกับภาษาโลก คือเรื่องเศรษฐกิจหรือเศรษฐศาสตร์ อาตมาก็พยายามยืนยันสัจจะความจริง เศรษฐศาสตร์หรือเรื่องการเมืองก็ได้ เศรษฐศาสตร์อธิบายได้ชัดกว่าการเมืองมันซับซ้อนมากกว่าอธิบายได้ยาก คนเข้าใจได้ยาก เศรษฐศาสตร์จะเข้าใจได้ง่ายกว่า มีหลักฐานยืนยันได้ชัดเจน อย่างเศรษฐศาสตร์ของพวกเราเป็นแก่นสาร เป็นเนื้อแท้พฤติกรรมที่ทำเศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์สำเร็จแล้วจบกิจ แต่การเมืองของพวกเรายังไม่เคยไปทำอะไรมาก มันก็เลยยังไม่มีผล ไม่มีกรรมกิริยาออกไปมาก แต่เศรษฐศาสตร์ที่เราทำ มันเป็นเนื้อหาสาระของมนุษย์ เสฏฐะ หรือ เศรษฐะ มันแปลว่าความเจริญ ความประเสริฐยิ่ง ภาษาอังกฤษก็คือ Economy หรือ Economic มันแปลว่าประหยัด เพราะฉะนั้นภาษาคำว่า Economy กับภาษาคำว่าประหยัด เขาเองก็ขัดแย้งในตัวเอง แทนที่เรื่อง Economy แต่เขากลับไปเป็นเรื่อง luxury เขาไปหลงผิด Economy คือประหยัดมีน้อยแต่ Luxury คือมีมากหรูหราฟุ้งเฟ้อใหญ่โต เห็นไหมว่าบัญญัติภาษาของเขาเองก็ถูกนะเป็น Economy คือประหยัด แต่พฤติกรรมที่เขาทำเป็นผิดเป็น Luxury เป็นพวกฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย มันไม่ประหยัด นี่แหละคือมายามันหลอกตัวเอง คุณกำหนดพยัญชนะดูเหมือนจะถูกแต่คุณประพฤติกับการกระทำของคุณมันผิด คุณชอบประหยัดแต่คุณไปทำฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย มันก็ล้มเหลวสิ แล้วคุณจะเอาอะไรกันแน่ นี่แหละคือความยากที่คนเราก็ไม่คิดจะเป็นนะคน ไม่คิดจะเป็นอย่างนี้หรอก แต่มันเป็นจริง คนเรามันเป็นอย่างนั้นได้ มันต้องให้ชัด หยิบเอาคำใหญ่ๆคือคำว่า GDP คำสำคัญคำใหญ่ของเขาเลยมาหยิบเป็นตัวพระเอกเป็นตัวนำตัวแสดง คือเขากำหนดเจตนาว่าจะทำอย่างนี้เป็น GDP จริงๆคำว่า GDP ก็หมายถึงตัวชี้บ่งถึงเศรษฐกิจ แต่แท้จริง GDP มันออกนอก เขาบอกว่า GDP ดีจังเลย เจริญจังเลย หมายความว่าเขาจะต้องได้ตัวเลขของรายได้ ตัวเลขของเงินทองสิ่งที่เขาได้เปรียบมาก เขาจะต้องได้มากตัวเลขสูง ได้เงินทองมากๆ จึงบอกว่าเศรษฐกิจดี ความจริงแล้วมันไม่ใช่ มันไม่ได้ประหยัด มันไม่ได้มีน้อย มักน้อย แต่มัน luxury มันฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยมากมาย แล้วคุณปฏิบัติก็ไปรีดของคนอื่นมา คุณก็ต้องไปโกยของคนอื่นมา เอาเปรียบมาให้ได้มากๆ แล้วเขาก็ทำอย่างนี้ทั้งโลก เพราะฉะนั้น ความรู้ที่เป็นเทวนิยมยังไม่เป็นโลกุตระ มันจะยังไม่แม่น มันจะเป็นอย่างนี้พูดดูเหมือนดีๆ แต่เมื่อทำจริงๆเค้าเป๋แล้ว แปลว่าเข้าป่า ภาษาจีนเข้าแปลว่าแย่แล้ว มันก็ไปนอกความจริง ผิดจากความจริงไป 660517 เศรษฐกิจดี หรือ เศรษฐกิจไม่ดี คืออย่างไร พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก