“เศรษฐกิจดี” หรือ“เศรษฐกิจไม่ดี” คือ อย่างไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
“เศรษฐกิจดี” หรือ“เศรษฐกิจไม่ดี” คือ อย่างไร? ในสังคมขณะนั้นหรือในกาละช่วงปัจจุบันนั้นๆ“มันคืออย่างไร?” เอาอะไร? มาเป็นเครื่องวัดหรือเครื่องชี้บ่งยืนยัน ว่า “เศรษฐกิจดี” หรือ“เศรษฐกิจไม่ดี” 1)ถ้าผู้ใดจะเอา“ตัวเลขของการเงิน” ที่ได้ที่มี นับเอาจากเงินคงคลังและจากกระแสสะพัด ที่มี“จำนวนสูง-จำนวนมากแห่งตัวเลขของเงิน”เท่านั้นเป็นตัวชี้บ่งยืนยันว่า “เศรษฐกิจดี” ผู้นั้นก็จะได้“ความรู้”แค่ว่า สังคมนั้นเก่งในเรื่อง“ตัวเลขของการเงิน”ชี้บ่งว่า “เศรษฐกิจดี”แค่นั้น และเท่านั้น ที่อยู่แค่“ตัวเลขของ GDP”นี้แหละ เป็นตัวบ่งชี้“เศรษฐกิจ” ตัดสินกันว่า “เศรษฐกิจดี”หรือ“เศรษฐกิจไม่ดี” ก็คือ ยืนยันด้วยตัวเลข GDP ซึ่งมันแสนง่ายดายกันเหลือเกิน!! มันผิวเผินตื้นเขินเกินไป!!! สังคมใดที่เอาแค่“ตัวเลขของ GDP”มาเป็นเครื่องชี้บ่งตัดสิน เด็ดขาดว่า “เศรษฐกิจ” ดีหรือไม่ดี มันก็แก้ปัญหาเศรษฐกิจจบกันแค่“ตัวเลข” แล้วก็เอาแค่“ตัวเลขของ GDP”เท่านี้ มายืนยัน“เศรษฐกิจ”ว่า ดีหรือไม่ดี นี้คือ ความรู้-ความฉลาดของชาว“เทฺวนิยม” ก็เป็นแค่รสนิยม“โลกียะ” ที่ขึ้นอยู่กับ“ค่านิยม”ของอำนาจ“ลาภยศสรรเสริญสุข” ที่“ทุนนิยม”ใช้เป็นเครื่องชี้บ่งว่า เศรษฐกิจดีหรือไม่ดี”กันอยู่เท่านั้น แน่นอน ในโลกสามัญปุถุชนคนโลกียะทั่วไป เขาก็ถือกันว่า“จริง”อยู่ แต่ชาว“บุญนิยม”หรือคนผู้มี“ความรู้-ความฉลาด”เป็น“โลกุตระ”จะมีเครื่องชี้บ่งตัดสิน“เศรษฐกิจดี”ที่“จริง”แตกต่างไปกว่าชาว“เทฺวนิยม”โลกียะหรือ“ทุนนิยม”ทั้งหลาย อย่างมีนัยสำคัญลึกซึ้งซับซ้อนอีกมาก
2)ยังมีอะไรอื่นที่เป็น“องค์ประกอบ”ของความเป็น“เศรษฐกิจ”ด้วย ที่จะเป็นเครื่องชี้บ่งว่า เศรษฐกิจดีหรือไม่ดี เช่น มันต้องมี“คน” มี“การกระทำ” มี“ความรู้สึก” มี“กาละ” มี“เทศะ” มี“ฐานะ”เป็นต้
อ่านต่อ
น ที่แต่ละอย่างก็เปลี่ยนแปรไปเสมอ ไม่มีอะไรเที่ยงแท้เลย ทั้ง“กาละ”ทั้ง“เทศะ”ทั้ง“ฐานะ” โดยเฉพาะมี“ความรู้สึก” หากไม่เอามาคิดมาร่วมคำนวณด้วย มันก็ไม่ครบ“ความจริง”แน่ มันผิวเผินตื้นเขินเกินไป มันบ่งชี้ยืนยันตัดสิน“ความจริง”ที่เรียกว่า “เศรษฐกิจดี”กันยังไม่ได้หรอก “กาละ”คือ เวลา ซึ่งเคลื่อนที่เสมอ, กำหนดเอาวาระเป็นครั้งเป็นรอบ และ“ไม่คงที่” มีอยู่นิรันดร ตราบที่มีอวกาศมีเอกภพมีมหาจักรวาล “เทศะ”คือ องค์ประกอบสิ่งต่างๆ,แต่ละอย่างต่างกัน ย่อมแย้งกัน หรือขัดกัน ไม่ใช่ความเป็นหนึ่งเดียว ต้องกระทบกันทำให้ไม่หยุดอยู่ “ฐานะ”คือ ที่ตั้งของรูปกับนาม, ตำแหน่งของขั้นชั้นที่เป็นอยู่ ซึ่งล้วน“เกิดขึ้น-ตั้งอยู่ดับไป”ในสรรพสิ่งอยู่ตลอดกาล ดังนั้น จึงไม่มีอะไร“เที่ยงแท้-คงที่-เป็นหนึ่ง”อยู่เป็นอันขาด เพราะแค่“กาละ”คือ เวลา มันก็ไม่เคย“คงที่” ไม่มีใครจะบังอาจให้“กาล” หรือให้“เวลา”มันนิ่ง เที่ยงแท้ แม้แต่“พระเจ้า” มันจึงต้องขึ้นกับ“กาละ”ด้วยแน่นอน แม้“เทศะ” และ“ฐานะ” โดยเฉพาะ“คน” แม้“การกระทำ” และ“ความรู้สึก”นั่นแหละยิ่งสำคัญกับความเป็น“เศรษฐกิจ” ที่จะมี“ความรู้สึก”เป็นเครื่องชี้บ่งว่า “เศรษฐกิจดีหรือเศรษฐกิจไม่ดี” ซึ่งจะมี“ความรู้-ความฉลาด”ระดับ“ปัญญา”ตัดสินได้ “เศรษฐกิจดี”ในความหมายของชาวเทฺวนิยมโลกียะนั้นจึงยังไม่ “จบกิจ”เด็ดขาดได้แน่นอน เพราะไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงใน“จิต เจตสิก รูป นิพพาน” ดังนั้น“เศรษฐกิจดี”ของเทฺวนิยม ก็ยังขึ้นอยู่กับ“สุข”อยู่ดี
3) เฉพาะอย่างยิ่ง“ฐานะ”ของ“คน”ที่ประกอบไปด้วย“กาย”กับ“จิต” และต่างก็เป็น“ภาวะของตนเองทั้งสิ้น” ต่างก็อิสระของแต่ละคน ไม่มีใครบังอาจ จะมาเป็น“เจ้า”เป็น“นาย”ใครเลยในความเป็น“อัตตภาพ” อันเป็นตนของตน แต่คนหรือลัทธิศาสนาที่ยังไม่สามารถมี“ธาตุรู้”ที่เจริญกว่านั้น มันก็ไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงความจริงของ“เศรษฐกิจ”หรือของ“ตัวของตน”แน่ๆ เพราะมันยังมี“เฉโก”กับ“ปัญญา” หรือ“อวิชชา”กับ“วิชชา” หรือยังมี“กิเลส”กับ“ไม่มีกิเลส”เป็นต้น ที่เป็นภาวะ 2” อันเป็นเรื่องของ“เทฺว”ใน“จิตนิยาม” ซึ่งมันย่อม“แตกต่าง”กันอยู่นั้น “ความจริง”มันก็ไม่ลงรอยกันอยู่แท้ มันต่างกันไปมี“เทฺว” มี“ภาวะ 2” ตราบที่มี“นามกับรูป”ในความเป็น“จิตวิญญาณ”หรือมี“จิตนิยาม”กันแล้วในโลก ผู้ไม่มี“ปัญญา” ย่อมตัดสินให้“ยุติธรรม”ไม่ได้อยู่ดี ผู้มี“ปัญญา”เท่านั้นที่จะตัดสินให้“ยุติ”หรือ“จบกิจ”สำเร็จ
4) “เศรษฐกิจ”มันอยู่เหนือ“กาละ”ไม่ได้หรอก หรืออยู่เหนือ“เทศะ”ก็ไม่ได้แน่ หรืออยู่เหนือ“ฐานะ”ของคนที่มีไม่เท่ากันยิ่งไม่ได้เด็ดขาด มันย่อม“ไม่เที่ยงแท้-ไม่คงที่”อยู่ตลอดกาลแน่นอน ดังนั้น จะ“ยุติ”กันได้ถึงขั้น“จบกิจ”แท้จริง จึงไม่ใช่ไปทำ“เศรษฐกิจ”ที่เป็นองค์ประกอบของ“ภายนอกกาย-ภายนอกจิต”ของตนๆ มันต้องหันมาทำ“ยุติธรรม”กันในจิตใจของคนแต่ละคนจึงจะ“จบ” และก็สามารถทำความ“จบกิจ”ได้เฉพาะตนแต่ละคนผู้มี“ปัญญา” เมื่อมี“ปัญญา”แล้ว จึงจะได้ช่วยกันจัดการ“องค์ประกอบ”ต่างๆอื่นๆให้สังคมเกิด“เศรษฐกิจ”ที่จะเรียกว่า “เศรษฐกิจดี”ได้จริง
นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สมณะเดินดิน... พ่อครูว่า... พุทธทำความเที่ยงและทำความไม่เที่ยงได้ จบสุดที่ 0 ทำตัวเองให้ 0 ได้ เทวนิยมีแต่ความมีนิรันดร ไม่มีความไม่มี พวกนี้โง่ยิ่งกว่าเจ้าชายอนุรุทธ เพราะเจ้าชายอนุรุทธไม่รู้จักคำว่า “ไม่มี” ชีวิตเจอแต่ความมี อันนี้เป็น อจินไตย สำคัญมาก ของเขาจะไม่รู้จักเลยคำว่า ไม่มี หรือคำว่า ศูนย์ ของเขาจะมีนิรันดร เจ้าชายอนุรุทธให้เอาขนมมาแต่วันนั้นขนมหมด ข้ารับใช้เลยบอกว่า ขนมไม่มี เจ้าชายอนุรุทธก็เลยบอกว่าเอาขนมไม่มีนั่นแหละมาให้
5) ซึ่ง“ฐานะ”ของ“จิต”คนผู้ยังเป็น“ปุถุชน”อยู่นั้น จิตย่อมเป็น“เฉโกโลกียะ”อยู่ ก็เป็นธรรมดาที่จะยัง“ตกต่ำเป็นธรรมดา(วินิปาตธรรม)” เพราะ“ปุถุชน” นั้นยังไม่“นิจจัง ธุวัง สัสสตัง อวิปริณามธัมมัง อสังหิรัง อสังกุปปัง”แน่นอน ดังนั้น คนที่มี“จิต”แตกต่างกันอยู่แท้จริง คือ ฝ่ายหนึ่ง “ยังมั่นคงยั่งยืนไม่ได้” แต่อีกฝ่ายนั้น“มั่นคงยั่งยืนตลอดกาลไม่มีเปลี่ยนแปรเป็นอื่นอีกแล้ว” มันก็ย่อมมี“เศรษฐกิจ”ที่แตกต่างกันคนละขั้ว คนละดีแน่ๆ “เศรษฐกิจดี”ก็ต้องมี“ฐานะ”เข้าขั้น“มั่นคงยั่งยืนตลอดกาลไม่มีเปลี่ยนแปรเป็นอื่นอีกแล้ว” จึงจะนับว่า เป็น“เศรษฐกิจดี”ได้แท้ ซึ่งภาวะที่จะ“มั่นคงยั่งยืนตลอดกาลไม่มีเปลี่ยนแปรเป็นอื่นอีกแล้ว” ก็มีแต่“จิตวิญญาณ”ของคนผู้มี“ปัญญา” และทำ“จิต เจตสิก รูป นิพพาน”สำเร็จ จึงจะเป็นผู้“จบกิจ”อย่างยั่งยืนตลอดกาลนิรันดร
6)แต่“ความแตกต่าง”ก็ยังคงมีอยู่ ไม่มีใครหรือพระเจ้าใดจะมาทำให้ “ความแตกต่าง”ที่เป็น“ภาวะ 2”ยิ่งใหญ่ในเอกภพมหาจักรวาล “ยุติ”ได้ นอกจาก“ตนเอง”เท่านั้นที่จะจัดการกับ“จิตวิญญาณ”ของตนเองให้เป็น“ปัญญา”ได้จริง จึงจะสามารถจัดการ“กับ“ตนเอง”และ“ความไม่เที่ยง-ไม่คงที่”ของ“กาละ-เทศะ-ฐานะ”ได้ถึงขั้น“จบกิจ”เฉพาะตนเป็น“ยุติ” จึงจะมีความ“จบกิจ”เฉพาะคนที่มี“จิต”เข้าขั้นคุณวิเศษถึงขั้นเป็น“อาริยบุคคล”ที่เป็น“ความรู้-ความฉลาด“ขั้น“ปัญญา”สามารถรู้จักรู้แจ้ง รู้จริง“เศรษฐกิจ”ของโลกของสังคม และ“การกระทำจิตในจิต(มนสิการ)ของตน”ให้อยู่กับ“ความไม่เที่ยง-ไม่คงที่”ของ“กาละ-เทศะ-ฐานะ”อันเป็นองค์ประกอบที่สัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันให่้เกิด“เศรษฐกิจ” และ“ปัญญา”ที่“ฉลาดเพียงพอของแต่ละคน อยู่ในสังคมมนุษยชาติ
7) ซึ่งไม่มีอำนาจใดแม้แต่ของ“พระเจ้า”จะมาจัดการกับ “เศรษฐกิจ” โดยเฉพาะจัดการกับ“จิตวิญญาณ”ของใครแต่ละคนได้ นอกจาก“ตัวเราเอง” ถ้า“พระเจ้า”บัญชาทุกสรรพสิ่งได้หมด สังคมมนุษย์ก็ไม่ต้องมีโรงเรียน หรือไม่ต้องมีมหาวิทยาลัยกันหรอก หรือมนุษย์ก็ไม่ต้องมีสมอง ไม่ต้องมีจิตวิญญาณ พระเจ้าก็สั่งคนนั้นคนนี้ให้จัดการตามพระประสงค์ได้โดยไม่ต้องเสียเวลา ไม่ต้องเสียทุนรอน ไม่ต้องเสียแรงงานใดๆเลย มนุษย์ ทุกคนและสังคมที่อยู่ในบัญชาของพระองค์ก็เป็นอยู่อย่าง“สงบสุข”ได้ตามพระประสงค์กันแล้ว ไม่ต้องมากังวลกับ“ปัญหาเศรษฐกิจ”กันอีก แต่ตามจริงของ“สังคมมนุษย์”ที่เกิดที่เป็นกันได้จริงนั้น คนที่ยังมีแต่“เฉโก” ไม่มี“ปัญญา”ที่เป็น“โลกุตระ” ก็จะยัง“แก้ปัญหาเศรษฐกิจ” ให้“ดี”พอที่จะเรียกว่า “จบกิจ“เป็นที่“ยุติ”ไม่ได้ แม้แต่“พระเจ้า”ก็บังคับหรือบัญชาให้เศรษฐกิจเป็นเข่นนั้นเป็นเข่นนี้ไม่ได้ พระเจ้าบังคับให้“เศรษฐกิจไม่ดี”ตลอดกาลก็ไม่ได้ หรือบังคับให้“เศรษฐกิจดี”ขั้น“จบกิจ” เป็นที่“ยุติ”ให้แก่คนแก่สังคมก็ไม่ได้ คนแต่ละคนต่างหากที่มี“ปัญญา”รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“จิตวิญญาณของตนเอง”และสามารถอยู่กับ“เศรษฐกิจที่แม้จะแปรปรวนวิปริตวุ่นวายปานใด ก็จะอยู่ด้วยจิตใจมี“อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล เพิ่มพูนการเสียสละ”อย่าง“ยุติธรรม” เพราะ“จบกิจ”ได้เฉพาะตน
8) นอกจาก“พระเจ้า”ต้องการให้มนุษย์และสังคมไม่“สงบสุข”กันเท่านั้น ถ้า“พระเจ้า”ต้องการให้มนุษย์ก็ดี สังคมก็ดี “สงบอบอุ่น”กันจริงละก็ ท่านก็จัดการกับเรื่องขี้ปะติ๋วแค่“เศรษฐกิจ”นี้ ไม่ให้มันต้องเป็นภาระหนักยุ่งยากให้แก่มนุษย์ที่ต้องสรรหา“วิธี” ตาม“เจตนา” ตามที่มี“อุดมคติ” ตามที่มี“เชิงคิด”ของมนุษย์นำมาใช้“แก้ปัญหาเศรษฐกิจ”กันอย่างไม่เคย “จบกิจ”กันลงได้นี้ ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยกันแล้วๆเล่าๆให้แก่คนในโลก “เศรษฐกิจ”ไม่“จบกิจ”เป็นที่“ยุติ”ในมนุษย์ในสังคมในประเทศกันดอก 660517 เศรษฐกิจดี หรือ เศรษฐกิจไม่ดี คืออย่างไร พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก