สื่อธรรมะพ่อครู(ธรรมะ 2) ตอน อย่าหลงระเริงกับพยัญชนะ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ธรรมะ 2) ตอน อย่าหลงระเริงกับพยัญชนะ _บึงบุญ ...มีผู้มาอยู่ใหม่อยากถามพ่อท่านว่า คำว่าอย่าหลงระเริงอยู่กับพยัญชนะหมายความว่าอย่างไร แล้วจะปฏิบัติอย่างไร พ่อครูว่า... ในธรรมะ 2 มีสภาวะกับพยัญชนะส่วนใหญ่จะติดยึดในพยัญชนะกัน พยัญชนะคือภาษาคือบัญญัติ คืออธิวจนะ คือ คำที่ตั้งขึ้นมาเรียกสิ่งนั้นสิ่งนี้ คือภาษาที่สื่อสารให้รู้กันแต่ความจริงนี่เป็นอีกอันหนึ่ง เพราะฉะนั้นพยัญชนะจะมีความจริงคู่อยู่เสมอเรียกว่าธรรมะ 2 พูดแต่พยัญชนะกันแล้วไม่พยายามรู้ว่าพยัญชนะตัวนี้หมายถึงอะไรคนก็ไม่ค่อยจะระลึก เมื่อเรียกพยัญชนะอย่างนี้มันหมายถึงสภาวะอย่างไรจะเป็นความหยาบกลางละเอียดเท่าไหร่คุณก็สามารสรู้ได้นั่นแหละคือคุณรู้ธรรมะ 2 แล้วคุณก็ไปเอาที่สภาวะ แยกสภาวะออกเป็น 2 ได้แล้วอะไรดีกว่าอะไรสูกกว่าอะไร อะไรเป็นความเท็จกว่าอะไรก็เอาความจริงเอาความดีความสุขนั้นคุณก็จะเป็นคนที่อยู่ในสิ่งที่ถูกต้องที่ดีงาม แต่นี่ไม่ ยิ่งสภาวะกับพยัญชนะ คุณไปหลงพยัญชนะเป็น 2 คือ พยัญชนะหนึ่งเท็จ อีกอันถูก แต่ถูกก็ไม่ใช่สภาวะ แต่พยัญชนะนี้ถูก คนทุกวันนี้พยายามขยายพยัญชนะตามที่ตนรู้ไปข้างเคียงมาก คนจะมาชัดเจน พยัญชนะท่ีระบุตัวแรกหาไม่ค่อยเจอ มีแต่ตัวขยายข้างเคียงตกแต่งให้ดูหรูหรา เอาโลกมาผสมผเสไม่รู้ด้านไหนต่อด้านไหน คนทุกวันนี้จึงอยู่กับพยัญชนะส่วนมากสภาวะไม่ค่อยได้ อาตมาสรุปได้ว่าในโลกนี้มีเทวะ มีพยัญชนะสองกับสภาวะสองเท่านั้นเอง พยัญชนะเข้าใจง่ายกว่าสภาวะ ต้องเอาพยัญชนะที่พูดแล้วก็มาเข้าสู่สภาวะสองต้องเอาตัวไหนเป็นตัวเก๊กับตัวจริง คำสอนของพระพุทธเจ้าจึงไม่ใช่ว่าเอาอะไรมาเทียบสองไปหมด ตัวตนก็เทียบหมด ไม่เอา ท่านตีไปที่เวทนาเลย เพราะเป็นความรู้สึกสุขทุกข์เป็นประเด็นหลักของมนุษย์ ในเทวะเป็นสอง แต่คน
อ่านต่อ
ไปหลงพยัญชนะว่าเป็นเทวดาหรือเทพ เทวดาเป็นนิรมาณกาย เป็นตัวตนบุคคลเราเขาในสวรรค์ ซึ่งมันไม่มีตัวตน แต่คนไปเห็นเทวะเป็นเทวดา แล้วเข้าใจว่าเทวดาเป็นสภาวะอีกเป็นจิตวิญญาณ สภาวะทั้งที่มันไม่มีสวรรค์ 6 ชั้นมันไม่มี ของเก๊ทั้งนั้น ศานาพุทธไม่มีสวรรค์นรก มีสวรรค์ก็มีนรก หากไม่ติดยึดเข้าใจแล้วไม่มีสวรรค์นรกเป็นอรหันต์ชัดนี้เลย แต่ความติดยึดมันยาก มันโง่ที่ติดยึด ถ้าคุณเข้าใจไม่ติดยึด ความติดยึดเรียกว่าอุปาทานเป็น Static ตัณหาเป็น Dynamic อุปาทาน เป็นตัวตั้ง เมื่อมันเคลื่อนที่เมื่อไหร่ก็เป็นตัณหา ปัญหาจะเกิดได้ต้องมีผัสสะ มันเกิดมาในปัจจุบันในจิตนั้นมันไม่ทำอะไรใครหรอก แต่มันทำให้สะสมเป็นอุปาทาน ให้คุณเติมเข้าไปเท่านั้นเอง มันไม่มีผลกระทบอะไรกับใครหากไม่ออกมาทางวาจากับกาย ตัณหาของคนบ้าให้แรงอย่างไรก็ไม่มาออกทางกายวาจาเลย ก็ไม่มีผลอะไรกับใคร ไม่ทำความทุกข์ทำเวรไปกับใคร คุณทำกับตัวเองเท่านั้น เพราะฉะนั้นมันจะมีผลต่อเมื่อผัสสะแล้วมาเกี่ยวข้องกับคนอื่นทั้งนั้นแหละ เป็นตัวทุกข์ทรมานเกิดความวุ่นวายในโลกนี้ แต่ถ้าอยู่ในใจของคุณคนเดียวคุณจะบ้าบอคิดฟุ้งซ่านอย่างไรให้หนักหนาสาหัสไปเท่าไหร่ เชิญคุณเถอะ ถ้าเขาไม่เอาไปโรงพยาบาลบ้าก็ดีแล้ว ไม่ได้ประโยชน์อะไรหรอก 611203_รายการสำมะปี๋ซี่วิต สันติอโศก ครั้งที่ 28