611227_ทำวัตรเช้า งาน ว.บบบ.เพื่อฟ้าดิน รุ่นที่ 6 บุคคล 9 ในเอกกนิทเทส.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2561
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์24 KB
วันที่แก้ไข28 ธันวาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

611227_ทำวัตรเช้า งาน ว.บบบ.เพื่อฟ้าดิน รุ่นที่ 6 บุคคล 9 ในเอกกนิทเทส อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://docs.google.com/document/d/1Bjg15XsS97-LhSMCufHPVD-uhZmZ7xTSRL5nxpZKuME/edit?usp=sharing ดาวโหลดเสียงที่.. https://drive.google.com/open?id=1mlnYY9mcp89npyEVLBKHIvHZok3h5zEf

สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน ผู้อวิชชาย่อมไม่รู้ทุกข์ พ่อครูว่า...วันนี้วันพฤหัสบดีที่ 27 ธันวาคม 2561 ที่บวรราชธานีอโศก ...ชีวิตของพวกเรามันสงบสบายและสนุก แต่ความสนุกของพวกเราเป็นธรรมรส ใครจะมาแอบทำยาก มันเป็นวิมุตติรส เราก็ฝึกฝน เพราะเรามีศรัทธามีความเชื่อในทิศทาง ในความเป็นอัตภาพชีวิตของพวกเราแต่ละคนว่าเราจะให้ชีวิตของพวกเราพัฒนาการไปสู่ จุดอย่างไร ในความคิดในห้วงความคิด ของคนแต่ละคนก็จะมุ่งไปสู่ความหมายเราจะไปเห็น พยัญชนะจะบอกว่านิพพาน พยัญชนะจะบอกว่าเป็นความสุดยอด จะบอกว่าอะไรก็แล้วแต่พยัญชนะก็บอกไปอย่างนั้น จะตั้งชื่อเป็นภาษาอื่นภาษาอังกฤษภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่นภาษาฝรั่งอะไรก็แล้วแต่ แต่ในห้วงความคิด ในองค์ความคิด ของแต่ละคน จริงๆแล้วแต่ละคนมันไม่ตรงกันเป๊ะหรอก นอกจากจะมาหลอมรวมกัน โดยเฉพาะเมื่อหลอมรวมกันแล้วมันจะมีผู้นำ ผู้นำที่มีแล้ว มีองค์รวมของความคิดความรู้ความเป็นไปได้ ของจิตวิญญาณที่ทำให้เป็นไปได้แล้ว อย่างมั่นคงอย่างแน่วแน่ และก็มีปฏิภาณปัญญามีนิรุตติภาษา เอามาสื่อ คำอธิบายเอามาสาธยายแจกแจงให้ผู้อื่นเข้าใจได้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าท่านสาธยายได้ สัตถาเทวะมะนุสสานัง ฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้อย่างไม่มีใครเท่าเทียม ผู้ที่ดำเนินรอยตามพระพุทธเจ้าเป็นโพธิสัตว์ก็จะได้อย่างนั้นไปตามลำดับ อย่างแท้จริง ซึ่งความรู้ของพุทธเจ้านั้น มนุษย์ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเป็นอย่างพระพุทธเจ้าได้ท

อ่านต่อ

ุกพระองค์ ซึ่งต่างกันกับเทวนิยมที่ไม่มีสิทธิ์ ใครก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปเป็นถึงผู้รู้ผู้สุดยอด เท่าพระเจ้าพระเจ้าสงวนลิขสิทธิ์สูงสุดไม่มีใครเป็นได้ แล้วพระเจ้าก็ไม่มีใครรู้ว่าอยู่หนใด ก็เลยไม่มีใครจะไปรู้สุขาของพระเจ้าได้ ไม่รู้สุขาอยู่หนใด ของเรารู้ว่าพระพุทธเจ้าอยู่หนใดเป็นอย่างไร แต่สุขาของพุทธรู้ว่าอยู่หนใด สุขาเป็นอารมณ์เป็นความรู้สึกเพราะมนุษย์แต่ละคนมีความรู้สึกของตนเองสามารถเรียนรู้อย่างรู้ ฝึกควรรู้ จนกระทั่งอย่างพวกเรานี้สามารถอย่างเข้าไปรู้ การเข้าไปดูเวทนาความรู้สึกของเราได้ มากน้อยแล้วแต่ ของใครของมัน จะจริงแค่ไหนก็แล้วแต่ของใครของมันอีกเหมือนกัน แล้วจะละเอียดลออแยกแยะรายละเอียดของเวทนา โสกะปริเทวะทุกขโทมนัสอุปายาส นี่เป็นการซอยละเอียดของทุกข์ ผู้ที่อวิชชาจะไม่สามารถรู้จักอาการ หรือพฤติของโศกะ ปริเทวะ พฤติของโทมนัส ของอุปายาสะ เพราะอวิชชาเขาไม่สามารถศึกษารายละเอียดได้เลย ไม่รู้สังขาร ไม่รู้นามรูป ไม่รู้อายตนะ ไม่รู้ผัสสะ ไม่รู้เวทนา ไม่รู้ตัณหา ไม่รู้อุปาทาน ไม่รู้ภพชาติ พยัญชนะพวกนี้ก็มีสภาวะแตกต่างกันไป เมื่อไม่สามารถที่จะรู้ในภาวะ 2 คือเทวะ พยัญชนะกับสภาวะ ไม่ได้มาเรียนไม่ได้มาแตกแยกไม่ได้มาวิจัยวิจารณ์วิเคราะห์อะไรออกมาเลย มันก็ไม่เกิดความรู้ในตนเองได้ ในศาสนาที่ไม่ได้มีความรู้รายละเอียดพวกนี้ ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะรู้ไม่มีทางที่จะรู้ ยิ่งไปล็อกไว้เลยว่ารู้เท่านี้รู้ตามนี้ ใครอย่าไปแตกแยก เอาตามนี้ให้รู้ตรงนี้ พระบุตรแต่ละองค์ที่มาประกาศคำสอนของพระเจ้า พระบุตรองค์หนึ่งก็สอนศาสนาหนึ่งพระบุตรอีกองค์หนึ่งก็สอนไปอีกศาสนาหนึ่ง พระบุตรอีกองค์หนึ่งก็สอนไปอีกศาสนาหนึ่ง ตรงกันบ้างต่างกันบ้างแล้วก็แยกกันไปคนละศาสนา ดีไม่ดี แต่ละศาสนาทะเลาะกันด้วย ไม่ลงกันอีก และก็ไม่มีใครตัดสินเพราะพระเจ้าไม่รู้จะให้ตัดสินอย่างไร แต่ของศาสนาพุทธนั้นมาอยู่ในร่างของคน ไม่มีพระเจ้าไม่มีพระบุตร มีอัตตาอัตภาพ ซึ่งศาสนาพระเจ้าก็มีอัตภาพเหมือนกัน แต่ว่าอัตภาพของท่านเมื่อมาเป็นพระบุตรแล้ว อัตภาพของท่านก็เป็นตัวแทนของพระเจ้าเลยใครก็ไปแย้งพระบุตรไม่ได้ เมื่อบอกว่าพระบุตรยืนยันคำของพระเจ้า ก็เลยไม่มีใครกล้าแย้งคำของพระเจ้า แต่คำของพระเจ้านั้นที่จริงก็คือคำของพระบุตร เขาก็เลยแฝง พระบุตรอยู่ในพระเจ้า พระเจ้าอยู่ในพระบุตรก็ยังเป็น 2 เป็นเทว แยกพระบุตรกับพระเจ้าไม่ออก อย่างนี้เป็นต้น ในความหมายเรื่องนี้อาตมาก็แจกแจงไปพลาง เพื่อเป็นประโยชน์อยู่ในผู้ที่ยึดมั่นถือมั่นในความเป็นพระเจ้าได้มาศึกษาบ้างจะได้ความรู้เพิ่มเติมกันไป สิ่งที่ตีไม่แตกเราเคยเป็นมาแล้ว ตีแตกแยกออกจนกระทั่งสลายทำลายให้ 0 ศาสนาพุทธเก่า จะอยู่ก็อยู่ได้ สุดแล้วคุณก็จะสูญได้ แล้ว 0 ได้จริงๆด้วย แต่คุณจะไม่สูญคุณจะอยู่อีกก็ไม่เป็นไร อยู่ไปเลยแข่งขันกับพระอวโลกิเตศวร เป็นความจริงไม่ได้พูดเล่นได้จะอยู่เท่าไหร่ก็เอา จริงๆแล้วพระพุทธเจ้ากับพระอวโลกิเตศวร ว่าจริงๆแล้วเท่ากัน เพราะว่าพระอวโลกิเตศวรอยู่นานกว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลายพระองค์ บำเพ็ญนะ ไม่ยอมปรินิพพานเป็นปริโยสานสักที ส่วนพระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ท่านพระอวโลกิเตศวร เราจะไปปรินิพพาน ก็นิมนต์ปรินิพพานไปก่อน ท่านก็อยู่บำเพ็ญไปจนสุดสูงสุดแล้ว ใครจะสุดกว่าพระพุทธเจ้า ใครจะสุดกว่าพระอวโลกิเตศวร มันจะเอาอะไรมาสุดอีก ถ้ามันสุดในความเป็นพฤตินัยของเอกภพ กับมนุษย์ จะเอาอะไรมาสุดอีก สมมุติว่าพระอวโลกิเตศวร ถ้ามีความคิดพิสดารเป็นศิลปิน จะสามารถ create อะไรเอามาอีกให้ยิ่งกว่ามนุษย์ในโลกจะรู้ ก็สมมุติไปแล้วท่านจะไปพูดกับใคร จะเอาไปให้ใครก็ในเมื่อใครก็ไม่รู้กับท่าน ท่านก็รู้อยู่คนเดียว พูดกับคนอื่นคนอื่นก็ไม่มีภูมิรู้เท่าท่าน ท่านจะไปทำให้เสียพลังงานแคลอรี่แรงงานทำไม พูดขึ้นมาแล้วก็ทำอะไรไม่ได้พูดกับใครก็ไม่รู้เรื่อง เพราะไอ้ที่มีอยู่แล้วก็ยังไม่รู้เท่าทันทั้งหมด แล้วท่านจะสมมติขึ้นมาต่อยอดอีกจะต่อไปทำไม เพราะฉะนั้นที่สุดแห่งที่สุดมันมี ที่สุดแห่งที่สุดก็ต้องสูงสุดระหว่างสองคนเท่านั้น พูดกันสมมุติกันรู้กันสองคน ถ้าคุณเดียวสมมติแล้วคุณจะสมมติมาหาอะไร คนอื่นไม่รู้กับคุณแล้ว มันก็สมมุติมา 2 คนนั้นจึงจะใช้งานได้ 3 คน 4 คน 5 คน 6 คนก็เริ่มใช้กันได้ สิ่งนั้นก็เกิดความมีขึ้นมา แต่ถ้าสมมุติขึ้นมาแล้วก็ไม่รู้จะให้ใครรู้ด้วย สิ่งนั้นก็เท่ากับไม่มี มีกับไม่มีเป็นตัวเดียวกัน มีอยู่หนึ่งเดียว หา 2 ไม่ได้ แล้วมันจะมีลูกไหม ก็ไม่มีทางมีต่อ ไม่มีอะไรต่อ เกิดพระบุตรไม่ได้ แม้จะหาแม่ไม่ได้ นัยยะของสิ่งที่จะพูดให้รู้ขีดจบจุดศูนย์บ้าง ถ้าไม่มีจุดจบแล้ว ไม่รู้จักจบก็ไม่รู้จะอยู่อย่างไรต่อไปจะไม่รู้จักจบอย่างเทวนิยมคือพระเจ้า พระเจ้าอยู่ไหนไม่รู้ พระเจ้าเป็นอย่างไรไม่รู้ มีแต่คำสอนพระเจ้า ก็เอาคำสอนพระเจ้ามาประพฤติอย่างนี้ให้เป็นไปได้ แล้วก็แก้ไม่ได้ด้วย ส่วนของพระพุทธเจ้านั้นแก้ได้ตามเหตุปัจจัย แต่ผู้ที่สูงสุดยืนยันหลักสูงสุดนั้นก็ไม่ต้องแก้ ผู้ที่สูงสุดในยุคสมัยใดๆก็แล้วแต่ อย่างอาตมานี้ยืนยัน ว่าความรู้สูงสุดอันนี้เป็นอย่างนี้ อาตมารู้ต่อไปไม่ได้ บางอันยังตีไม่แตกแม้แต่พยัญชนะที่พระพุทธเจ้าท่านสอนเอาไว้ อาตมาก็เอาเท่าที่รู้ได้ แต่แค่ที่รู้ได้นั้นพ้นไหม เท่าที่อาตมารู้และออกมาประกาศพ้นทุกข์ไหม พวกเราก็พ้นทุกข์เป็นโสดาบันสกิทาคามีอนาคามีอรหันต์ไปตามลำดับ มันก็สบายและมารวมกันเป็นสามัญตา มันจะมีอะไรสูงสุดขึ้นไปได้ ใครจะสูงกว่าอาตมารู้ยิ่งกว่าอาตมาก็เอามาพูดกัน อาตมาไม่ได้ปิดกั้นความสูง จะมีสูงขึ้นไปจริงๆเท่าที่เป็นไปได้ดี ถ้ามีก็มา สึกก็มีอยู่บ้าง บางอย่างพวกเรานี้ แต่ละท่านแต่ละองค์ มันก็เป็นการฝึกขึ้นมา จะเรียกว่าใหม่จะเรียกว่าซ้ำซ้อนที่มีอยู่เก่าก็ไม่เป็นไร มันก็เป็นพฤติกรรม ที่เราจะมาประพฤติปฏิบัติกันได้ มันดี คือ เราเกิดความรู้แล้วก็สร้างความจริงความรู้ก็เป็นฐานก่อเกิดความรู้ใหม่เกิดไปเรื่อยๆ มันก็เกิดการพัฒนาการ

สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน บุคคล 9 ในเอกกนิทเทส อาตมาจะพยายามสาธยายบุคคล 9 ….(พ่อครูหาในพระไตรฯใช้เวลา ตัดออกด้วย)

บุคคล 9 ขึ้นต้นด้วยพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็บายไว้ก่อน เพราะเกินภูมิเรา บุคคลที่ 2 พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็บายไว้ก่อน เพราะเกินภูมิเรา [38] บุคคลเป็นพระสัมมาสัมพุทธะ เป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ตรัสรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง ซึ่งสัจจะด้วยตนเองใน ธรรมทั้งหลาย ที่ตนมิได้เคยสดับมาแล้วในก่อน บรรลุความเป็นพระสัพพัญญู ในธรรมนั้น และบรรลุความเป็นผู้มีความชำนาญในธรรมเป็นกำลังทั้งหลาย บุคคลนี้เรียกว่า พระสัมมาสัมพุทธะ [39] บุคคลเป็นพระปัจเจกพุทธะ เป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมตรัสรู้ซึ่งสัจจะทั้งหลายด้วยตนเอง ในธรรมทั้งหลายที่ตนไม่ได้สดับมาแล้วในก่อน แต่มิได้บรรลุความเป็นพระสัพพัญญูในธรรมนั้น ทั้งไม่ถึงความเป็นผู้ชำนาญในธรรมอันเป็นกำลังทั้งหลาย บุคคลนี้เรียกว่า พระปัจเจกพุทธะ [40] บุคคลชื่อว่า อุภโตภาควิมุต เป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกต้องซึ่งวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย แล้วสำเร็จอิริยาบถอยู่ ทั้งอาสวะของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้เรียกว่า อุภโตภาควิมุต พ่อครูว่า...อุภโตคือสอง คือ เจโตวิมุติ กับปัญญาวิมุติ หรือเรียก สัทธาวิมุติกับปัญญาวิมุติ ก็ได้ เจโตหรือศรัทธาลักษณะเดียวกันแต่ปัญญาเป็นหนึ่งเดียวไม่แยกเป็นสองอีก จริงๆแล้วเจโตหรือศรัทธา เราจะเรียก เจโต เป็น Dynamic เรียกศรัทธาเป็น Dynamic ก็ได้ หรือสลับกัน ศรัทธาเป็น static เจโตเป็น Dynamic ก็ได้ เพราะว่าเจโตหรือศรัทธาค่อนข้างจะตีไม่แตก เจโตยังจะต้องมี 2 คือฝ่ายเทวะยังตีไม่แตก ส่วนปัญญานั้นสามารถแยกออกได้ จะแยก จะเป็นตัวตั้งตัวเคลื่อน จะแยกตัวไหนเป็นภาษาเป็นสภาวะก็รู้สภาวะจริงอย่างนั้น พยัญชนะก็ไม่สับสน อันหนึ่งเคลื่อนอันหนึ่งนิ่งอันหนึ่งเป็นแกนอันหนึ่งเคลื่อน พยัญชนะจะสลับอย่างไรแต่ถ้าสภาวะชัดเจนแล้ว คุณจะไม่เปลี่ยนแปลงคุณก็ไม่สับสน เวลาสื่อสารก็สื่อสารด้วยพยัญชนะ เราเอาสภาวะควักออกมาให้ดูกันไม่ได้ มันอยู่ที่จิตเป็นธาตุรู้ของแต่ละคน มันหยิบมาให้ดูกันไม่ได้ของใครก็ของใครเป็นปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิ ก็ต้องสื่อให้รู้กันได้ด้วยพยัญชนะเท่านั้น เพราะฉะนั้นจึงจบที่พยัญชนะผู้ที่มีสภาวะแล้วรู้ว่าคนอื่นเขามีพยัญชนะอย่างไรก็ไม่สับสนเพราะผู้นั้นสามารถแยกแยะความแตกต่างของสภาวะได้ละเอียดละออ เท่าทันกัน เท่าทันคนอื่นใด ผู้สามารถดูได้เท่าทันมีสภาวะละเอียดกว่าและรู้เท่าทันว่าพยัญชนะนี้หมายถึงอะไรใช้พยัญชนะหมายถึงภาษาอะไรหรือภาษา 2 อย่างภาษาเทวะ 2 อย่าง สลับไปสลับกันมาอย่างไร จะพูดว่าดีชั่ว ชั่วคือดีดีคือชั่ว ก็ไม่สงสัย ผู้ที่มีสภาวะ จบแล้ว คุณจะเอาพยัญชนะชั่วไปเรียกดี ก็ดีนี้เขาเรียกว่าชั่ว ก็ชั่วนี้เขาเรียกว่าดี ก็ไม่สงสัย ผู้ที่จับสภาวะแม่นแล้ว ก็ไม่สงสัย คนที่เขายังสลับอยู่เท่านั้นเองก็จบ ผู้ที่เป็นสภาวะสูงสุดแล้ว ไม่มีปัญหามีแต่ปัญญา

คำว่าถูกต้องวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ถูกต้องต้องมีผัสสะ ปัสสติ มีการสัมผัส กายคือองค์ 2 ต้องสัมผัสกัน ความหมายของพยัญชนะเหล่านี้ถ้าไม่มีสภาวะแล้วยากมาก วิโมกข์ 8 มีอะไรบ้างตั้งแต่ ๑. ผู้มีรูป ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย (รูปี รูปานิ ปัสสติ) รูปี รูปานิ ปัสสติ รูปคือสิ่งหนึ่ง รูปานิคือ ผู้มีความพร้อมที่จะรู้รูป เช่นคนตาบอดจะไม่สามารถรู้รูปได้ คนหูดีก็ฟังเสียงได้ รู้เสียงได้ แต่เสียงก็คือรูปเหมือนกัน ท่านย่นย่อมาที่รูปกับนาม รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ นามคือสิ่งที่เป็นธาตุรู้ จะเป็นเสียงเสียงมันก็เป็นรูป ที่จิตของเราเป็นนามมาสัมผัสเสียงก็รู้ เสียงก็เป็นรูป ที่นามของเราจะไปสัมผัสกลิ่นก็คือรู้ รสทางลิ้น รสก็เป็นรูป จะมีนามไปสัมผัสรส กายสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็งอย่างไรก็ตาม มันก็มี 2 เหมือนกันมีการสัมผัสกับธาตุรู้ขึ้นมา นี่เรียกว่าวิโมกข์ข้อที่ 1 รูปีรูปานิปัสสติ

2. ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปภายใน (10/66) ย่อมเห็น รูปทั้งหลายในภายนอก (อัชฌัตตัง อรูปสัญญี . เอโก พหิทธา รูปานิ ปัสสติ) . (*พ่อท.แปลว่ามีสัญญาใส่ใจในอรูป) ผู้ที่จะเห็นรูปตามข้อที่ 1 คือรูปานิ ผู้เห็นรูป ก็ต้องเห็นตั้งแต่ภายนอกมาก่อน การเห็นภายนอกด้วยตาหูจมูกลิ้นกาย เป็นทวารภายนอก กระทบสัมผัสและคุณก็รู้ รู้แล้วคุณก็อ่านใจ ใจเป็นภายในคุณก็อ่านผล คนรู้จักนอกมาในมันก็เชื่อมโยงกันอยู่ไม่ขาดไปไหน ความรู้มันไม่ได้ขาดไปไหน นอกกระทบรู้ แต่ที่รู้จริงๆคือใน ภาวะภายในที่ไปรู้ รู้อย่างนี้อย่างนี้ และรู้อย่างนี้คุณมีอีกตัวหนึ่งที่เป็นเวทนา 2 เวทนาที่ไม่ใช่ตัวแทน รูปอย่างนี้มันแบนกลมยาวสั้น มันก็คือรูปที่บอกมิติของมันอย่างนั้น สีอย่างนี้เป็นสีแดง สี อย่างนี้เป็นสีเหลืองเขียวมันก็บอกมิติของสีต่างๆ เราก็แยกกลุ่ม กลุ่มของระยะทาง กลุ่มของสีสัน รูปทรง หรือจะเป็นแสงสว่าง มืดสว่าง ใส ขุ่น ดำ อะไรก็แล้วแต่มิติต่างๆเหล่านี่แหละที่เราจะสามารถสื่อสารกันได้ด้วยภาษา และรู้กันได้ด้วยสภาวะเดียวกัน อย่างอาตมาพูดไป ก็รู้ของใครของมัน ที่นี้ภายนอกกับภายใน เมื่อรู้ภายนอกแล้ว เราก็รู้กิเลสหยาบภายนอก เราก็เรียนรู้กิเลสในภายนอก ล้างกิเลสกำจัดกิเลสภายนอกให้หมดไป เมื่อกิเลสภายนอกหยาบเป็นกามภพหมดไปก็เหลือต่องแต่งในภายใน ข้างนอกไม่แสดงออกแล้วเฉยๆสบาย กลางๆไม่ดูดไม่ผลัก เป็นอุเบกขา ไม่ทุกข์ไม่สุขไม่เป็น 2 เป็นหนึ่ง เพียงแต่สักแต่ว่ารู้ หรือรู้อาสยะ อาศัย รู้เป็นตัวที่คงอยู่เท่านั้น ย รล ว ส ห ฬ อํ ย คือพยัญชนะตัวแรกของเศษวรรค เริ่มต้นจุดแรกที่จะไปเป็นภาวะ เอามาใช้เป็นตัวเกิดตัวเป็นก็รวมพลังงานนี้ ย ร ล สามเส้า ว ส เอา สะ ตัวที่ 5 ของเศษวรรค มารวมกัน ยะ ยะ คือตัวแรก ส คือตัวที่ 5 5 คือกึ่งหนึ่งของความมี ถ้า 4 ก็ไปทางความไม่มี ความมีคือ 9 กึ่งของความมีคือ 5 ถ้าลดไปเหลือ 4 จะไปหาไม่มี ถ้าไป 6 ก็จะไปต่อเป็น 7 8 9 สังขยาเลข กำหนดเป็นภาวะให้เรียนรู้ได้ ถ้ามีหนึ่งนี้ 4 มันถอย ถ้ามี 5 มันมีทศนิยมเพิ่มไปแล้ว ทศนิยมเพิ่มขึ้นครึ่งหนึ่งของ 9 ของความมี 0 คือความไม่มี ถ้าไป 4 มันถอยไปหา 0 ถ้าไป 5 ไป 6 5 คือกึ่งที่จะตัดสิน ในความเป็นสยะคุณจะตัดสิน อุปจยะหรือชรตา ลักษณะ 4 สุดท้าย อุปจยะ สันตติ ชรตา ตบท้ายอนิจจตา อนิจจตา เป็นตัวกลางเป็นตัวไม่เที่ยง คุณมีจิตเหนือแล้วจะเที่ยงหรือไม่เที่ยงก็ได้ มี วสวัตตีโกของคุณ คุณเป็นเจ้าของอำนาจจิต คุณจะเที่ยง หรือไม่เที่ยงก็อยู่ที่คุณ เที่ยงมันก็มี ถ้าเที่ยงอย่างไม่แตกแยกเป็นเทวนิยม ถ้าเที่ยงอย่างอเทวนิยมก็ชั่วคราว เที่ยงไปเป็นล้านๆๆๆปีก็ได้ คุณจะเที่ยงไปสักล้านๆๆๆปีก็ได้ จะเที่ยงไปเศษ .0000000 ไปอีกล้านวินาทีก็ได้คุณจะเที่ยงแบบนั้นก็ได้ สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยสภาพสอง ตัวหนึ่งเป็นสิ่งที่ถูกรู้ตัวหนึ่งเป็นธาตุรู้ ชีวะต้องมีธาตุรู้แม้แต่แค่พืชเป็น พีชะก็มีตัวรู้ มันไม่วิจิตรพิสดารอะไรมากมายมันมีกรอบขอบเขต เพราะว่าพืชมันมีแค่สัญญากับสังขารมันไม่มีวิญญาณ มันไม่มีเวทนา ความรู้สึกไม่มี วิญญาณพิสดารเป็นธาตุรู้พิสดาร เวทนา สัญญา สังขาร สามเส้านี้ ถ้าเกิด 3 อันนี้มีนิทานเกิดเยอะ ทั้งนั้นเลยเกิด story ขึ้นมามากมาย เรื่องราววุ่นวายมากมาย สรุปแล้วศาสนาพุทธต้องมีผัสสะ ต้องรู้จักธาตุสองธาตุ นามและรูป รูปธาตุ นามธาตุ เสมอทำงานกันไปด้วยวิโมกข์ 8 ข้อ ผู้ที่สามารถรู้ความหมายข้อที่ 1 ดีแล้วก็มีสภาวะเสร็จเรียกว่า วิหรติ แปลพยัญชนะชัดเจนว่า แล้ว เป็น Past perfect tense เป็น สมบูรณ์การณ์ ก็ยังมีอิริยาบทอยู่ ทีนี้ในข้อที่ 1 คนอุภโตภาควิมุติ นี้อาสวะสิ้นเพราะเห็นด้วยปัญญา ถ้าปัญญาเป็นอุณหธาตุที่สลายอาสวะได้ คนนี้มีทั้งเจโตวิมุติและปัญญาวิมุติ

[42] บุคคลชื่อว่าปัญญาวิมุต เป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ มิได้ถูกต้องซึ่งวิโมกข์ 8 ด้วยกาย สำเร็จอิริยาบถอยู่ แต่อาสวะของผู้นั้นสิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้เรียกว่า ปัญญาวิมุต พวกเทวนิยมไม่สามารถตีแตกเทวะได้ ตีแตกสองได้ ในคัมภีร์ของเทวนิยมไม่มีคำสอนเหล่านี้ ที่อาตมากำลังอธิบายนี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า เพราะว่าพระเจ้าไม่มีความรู้เหล่านี้อาตมาก็เลยไม่ไปอยู่ด้วย มาอยู่กับคำสอนของพระพุทธเจ้าแทน พระเจ้าก็มีภาษาสภาวะที่เป็น 2 ตีไม่แตก คือ เทวะ ตีรูปกับนามก็ตีไม่ได้ ตีเจโตกับปัญญาก็ไม่ได้ ตีเพศหญิงเพศชายก็ตีได้แต่รูป รายละเอียดของปรมัตถ์ อิตถีภาวะปุริสภาวะ ก็ยังมีอีก แม้แต่พืชก็มีผสม 2 ส่วน เป็นเพศ 2 พืชมันก็ยังมี สัตว์ก็เหมือนคนก็ไม่ต้องไปพูดถึง แม้ที่สุดพระพุทธเจ้า 2 2 จะพูดถึงตัวนิ่งตัวหยุดเป็น status ก็ได้ 2 จะพูดถึงตัวเครื่องหมายเป็นตัวกระแสก็ได้ หมายเอาตัวไหนก็ได้ ตัวหยุดตัวจบตัว 0 เอาที่ตัว status static หยุดได้ด้วย 0 ตัว 0 คือไม่มีแต่มันมีตัวเราเป็นธาตุรู้ที่รู้ว่าสูญ 0เป็นสิ่งที่เปรียบเทียบกับอะไรอื่นไม่ได้ นัตถิอุปมา หรือจะเอา 0 ไปเปรียบกับ Infinity หรือเป็น Eternity ก็ได้ Infinityประมาณนับหน่วยไม่ได้ ถ้าเป็นEternity ก็ไหลไปเป็นนิวเคลียร์ฟิชชัน ก็เหมือนกับทางฟิสิกส์ที่ขัดแย้งกันระหว่างโฟตอนกับ ควันตั้ม จะเอาอะไรเป็นตัวเคลื่อนก็ได้สลับกันไป ถ้ารู้สภาวะเสียแล้วก็ไม่มีปัญหา ตกลงเมื่อเราพูดกันเราตายหรือไม่ตาย เรามีหรือไม่มี เราต้องชัดเจนว่าเราพูดอยู่ในสภาวะที่เรายังมีอยู่ไม่ใช่ว่าเราไม่มีแล้ว แต่ในความมีของเรานั่นเรามีไม่มีไว้อาศัย ก็มีความไม่มีอาศัย เพราะฉะนั้นตัวที่จะไม่ให้มีอาศัยนั้นคือกิเลส สุญญตาที่เราหมาย คือสุญญตาที่เราสูญจากอะไร สูญจากกิเลสเพราะเรายังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสานเราก็ยังมี สิ่งที่เราหมายถึงว่าอะไร ตัวการที่มันทำให้เราทุกข์ทำให้เราหยุดไม่ได้ ทำให้เราต้องเหน็ดเหนื่อยต้องรำคาญ ก็ต้องพยายามอธิบายภาษาให้มันกระชับสั้นเป็นภาษาไทยรู้เรื่อง มันทำให้เรา ทุกข์ มันทำให้เรายังมุกมิก มุ๊งมิ๊ง มันก็กำหนดเอาเองก็แล้วกันว่าอะไรแรงกว่า มุกมิก มุ๊งมิ๊ง ก็จบที่ใครจะไปเอาแบบไหน ก็แรงกับเบา สุดท้ายก็ทำความเบาที่สุดที่เราจะอาศัยไม่ได้ เบาที่สุดที่เราอาศัย ทำเบาที่สุดที่เราอาศัยได้สบายแล้วเบาแล้วขนาดนี้ ถ้าแรงกว่านี้ก็รู้สึกว่า ปวดๆ คันๆ หรืออะไร แต่คันนี่นะ ถ้าเการู้สึกว่าจะสบายเกิดกิริยาสัมผัส สบาย ถ้าเกามากๆก็ร้อน แสบ เจ็บ ก็คือเกิดจากผัสสะ ถ้าใครจะไปติดยึด พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่ายังมีเมถุนสังโยค ชอบ นวดฟั่น สัมผัสแตะต้อง การสัมผัสด้วยตาอะไรก็แล้วแต่ ในเมถุนสังโยค 7 ละเอียดจนกระทั่งอยู่นิ่งๆเลยเป็นเทวดาองค์ใดองค์หนึ่ง เฉยเลย เป็นที่สุดเลย เป็นเทวดาองค์ใดองค์หนี่งคือ อยู่เฉยๆไม่ต้องสัมผัสอะไรโดดเดี่ยวเดียวแดก็มี คุณจะนิ่งอย่างอาฬารดาบส อุทกดาบส ก็ตาม จะมากน้อยกว่ากันเท่าไหร่ไม่มีสังขยาเลขให้เรียกแล้ว ป่านนี้ก็ยังไม่เกิดหรอกสองรูป ยังจมอยู่ในภพที่ไปนั่งสะกดจิตตัวเองอยู่นั่นแหละ ถ้าเราอยู่นิ่งก็จะแช่นาน หมดฤทธิ์หมดอำนาจก็จะออกมาจากสิ่งที่สะกดไว้ ออกมาตามวิบาก ไม่จบ จะจบได้ก็ต้องพระพุทธเจ้า ท่านมีปัญญาล้างอันนี้ออกไปเลยแยกธาตุออกไปได้ พีชนิยาม จิตนิยามออกไปได้ เป็นสามเส้า มีประธาน เราเป็นประธาน ISH เป็นตัวตน สองเพศ เพศหญิงเพศชาย เราควบคุมพลังงานเพศชายเกิดเป็นนิวเคลียสเป็นกลุ่มพลังงาน กลุ่มพลังงานนี้เราก็เป็นคนจัดสรรเป็นคนสร้างเป็นคนกำหนด จะให้แรงจะให้เบา จะให้น้อยจะให้มาก จะให้มีฤทธิ์มากหรือน้อยก็ตามบารมี ที่จะทำได้เท่าใด ชีวิตคนทำได้คุณไม่เก่งเกินกว่าที่คุณเก่ง ใครจะเก่งเท่าไหร่ก็เก่งเท่าที่คุณเก่ง ใครจะเก่งกว่าที่เราเก่งไม่มี เราก็เก่งได้ทุกที่เราเก่ง ก็จบแล้ว จะพูดกันอย่างไม่ดูที่จบก็ไม่ไหว มันต้องดูที่จบ จบที่ ตัวที่รู้ด้วยปัญญาจะหยุดหรือมีอิริยาบถอยู่ ก็มีอิริยาบทอยู่ ตัวที่ยังไม่สูญคุณก็ยังมี เมื่อมีก็ไปเป็นบุคคลปัญญาวิมุติ อุภโตภาควิมุติแน่นอนเป็นพระอรหันต์แน่เพราะอาสวะทุกอย่างหมด

[41] บุคคลชื่อว่าปัญญาวิมุต เป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ มิได้ถูกต้องซึ่งวิโมกข์ 8 ด้วยกาย สำเร็จอิริยาบถอยู่ แต่อาสวะของผู้นั้นสิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้ เรียกว่า ปัญญาวิมุต

คนนี้อาสวะไม่มีแล้วเรานับคนที่เป็นอรหันต์ตรงที่อาสวะทุกอย่างหมดสิ้น พรุ่งนี้ก็เป็นอรหันต์ ปัญญาวิมุติก็เป็นอรหันต์ อุภโตภาควิมุติก็เป็นอรหันต์แน่ บุคคลต่อมาปัญญาวิมุติก็เป็นอรหันต์ เพราะว่าอาสวะสิ้นไปหมดแล้วเพราะเห็นด้วยปัญญาอันยิ่ง ท่านไปแปล มิได้ถูกต้องซึ่งวิโมกข์ 8 ด้วยกาย มาจาก อัตถะ วิโมกเข กาเยน ผุสิตวา วิหารติ หะ คือธาตุแท้ เอวะคือตัวนั้น โขคือสำทับย้ำตัวนั้นอีกที ก็ไอ้ตัวนั้นกับตัวนั้น มันมีแล้วโข มันย้ำแล้ว ไม่ต้องไปย้ำอีกก็ได้ก็มันมีแล้ว ห เอวะ คำว่า เอวะคือนี้หรือนั้น นั้นหรือนี้ก็อันนั้นอันนี้ ถ้าโน่นก็ไกลมาก เอามาใกล้ๆเอาอันนี้ อันนั้นก็ยังไกลไป อันโน้นก็ไกลไป ก็เอาอันนี้ ก็อันเดียวกันนี่แหละ นเหวโขก็ตัวนี้ ไม่ต้องพูดอีกย้ำอีก สรุปแล้วนเหวโข ก็มีแล้วจนกระทั่งอาสวะสิ้นแล้ว มีอะไร มีทฤษฎีมีคำสอนมีภาคปฏิบัติมีวิธีเอามาเรียนจนกระทั่งอาสวะสิ้นแล้ว มีมาแล้วเลิกแล้วจบแล้ว จบตรงไหนก็คืออาสวะสิ้นแล้ว รู้ด้วยปัญญา มีปัญญา ปัญญาวิมุติ ปัญญามีฤทธิ์ทำให้อาสวะสิ้นหมดแล้วเพราะเห็นด้วยปัญญานี่ไง บุคคลผู้นี้เรียกว่าปัญญาวิมุติก็เป็นพระอรหันต์เพราะอาสวะสิ้น จะระบุได้ว่าเป็นอรหันต์ก็ตรงที่อาสวะสิ้น ถ้าหากอาสวะยังไม่สิ้น หรือว่าอาสวะสิ้นบางอย่างเท่านั้นคนนี้ไม่ใช่อรหันต์

[42] บุคคลชื่อว่ากายสักขี เป็นไฉนบุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกต้องซึ่งวิโมกข์ 8 ด้วยกาย แล้วสำเร็จอิริยาบถอยู่ ทั้งอาสวะบางอย่างของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้เรียกว่า กายสักขี กายสักขีอาสวะบางอย่างของผู้นั้นสิ้นไปแล้วเพราะเห็นด้วยปัญญา มีกำกับว่า ต้องเห็นด้วยปัญญา กดข่มอย่างไรก็สิ้นไม่ได้ อาสวะหมดไปไม่ได้ แต่สิ้นด้วยปัญญานี้ จะสิ้นอย่าง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) “นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง” กายสักขีนี้เป็นบุคคลที่ 5 ผู้ที่เป็นปัญญาวิมุตเรียกว่าเป็นอรหันต์ได้ ส่วนผู้ที่เป็นกายสักขียังเรียกว่าเป็นอรหันต์ไม่ได้ ท่านจึงกำหนดสภาวะว่าจะต้องถูกต้องวิโมกข์ 8 ด้วยกาย แล้วบรรลุสำเร็จอิริยาบถอยู่ อาสวะบางอย่างสิ้นเท่านั้นก็เป็นกายสักขี ถ้าหมดทุกอย่างก็เป็นอรหันต์ หมดแล้วท่านบอกว่า นเหวโข ผู้แปลพยัญชนะเป็นไทยว่า มิได้ถูกต้องวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ท่านแปลง่ายๆ ว่า น คือไม่ แต่ที่จริง เหว ก็ไม่ โขก็ย้ำ คือ ความถูกต้องที่เขาแปลมานี้ก็เลยหายไป คำว่าถูกต้องดีคือสัมมาทิฐิคือความไม่ผิด มันก็เป็นคำซ้อน กายสักขีแค่อาสวะบางอย่างดับได้ยังไม่สิ้นอาสวะหมดเหมือนปัญญาวิมุติ

กายสักขี สายเจโต ปัญญาก็ไม่ค่อยเจริญเท่า ปฏิภาณปัญญาไหวพริบก็จะช้าก็จะน้อยกว่า ไม่เป็นวิชาการ ไม่ได้ข่มเจโตสายศรัทธาอะไร สำหรับการเป็นพระพุทธเจ้า ปัญญาธิกะ ก็ 20 อสงไขย เศษแสนกัป ก็เป็นพระพุทธเจ้า สัทธาธิกะ ก็ 40 อสงไขยเศษแสนกัป ก็เป็นพระพุทธเจ้า แล้วแต่บารมี เพราะฉะนั้น ผู้ที่สามารถบรรลุ กายสักขี อยู่ในสายเจโตศรัทธาปัญญาไม่บริบูรณ์เท่าสายปัญญา ก็จึงช้ากว่า เก็บรายละเอียดนานกว่า คู่ปัญญาวิมุติกับกายสักขี คู่ ทิฏฐิปัตตะกับสัทธาวิมุติ คู่สัทธานุสารีกับธัมมานุสารี

หมู่เดียวกับปัญญาวิมุติคือทิฏฐิปัตตะกับ ธัมมานุสารี หมู่เดียวกับ กายสักขี คือ สัทธาวิมุติ กับสัทธานุสารี เจโตคือเนื้อจิต ศรัทธาคือความเชื่อ เนื้อของจิตเป็นรูปความเชื่อเป็นนาม ความศรัทธาเป็นความหมายความเชื่อก็คือเป็นนาม ใครจะเอาศรัทธาเป็นรูป เอาเจโตเป็นนาม ก็ช่างศรีษะใครศีรษะมัน เป็นแต่เพียงสภาวะอาตมาไม่สับสน คนจะมาเรียกรูปนามสลับกัน ก็ไม่เป็นไร เรารู้สภาวะก็จบ

ภาษาที่บอกว่าไม่ได้ถูกต้องวิโมกข์๘ด้วยกาย กับภาษาที่บอกว่าถูกต้องวิโมกข์๘ด้วยกาย 2 คำนี้ หากไม่เข้าใจสภาวะก็บอกว่าคนนี้เก่งไม่ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย จะบรรลุด้วยประสิทธิภาพที่แท้จริงจะมาเก่งกว่าได้อย่างไร มันแหว่งฟันหลอ ไม่ถูกต้องวิโมกข์ 8 ด้วยค่ะ จริงๆไม่ใช่ฟันหลอแต่ไปแปลพยัญชนะ นเหวโข สั้นไป ไปแปลสั้นไป ถ้าให้อาตมาแปลก็บอกว่า ไม่ต้องไปสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายไม่ต้องไปกล่าวว่าจะต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายอีก ไม่ต้องกล่าว เพราะท่านมีมาแล้ว ไม่ต้องไปกล่าวซ้ำซากก็ได้ เพราะว่าปัญญาวิมุตมีสัมมาทิฏฐิมาตั้งแต่ธัมมานุสารี

ทิฏฐิปัตตะ ทิฏฐิ แปลว่าความรู้ความเห็นความเชื่อ ปัตตะแปลว่าบรรลุ ปัตตะเป็นตัวจริงส่วนทิฏฐิเป็นสายตรัสรู้เป็นสายปัญญา ผู้ที่สามารถเข้าถึงด้วยทิฏฐิปัตตะ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน