670523 สดจากปัจฉารวมปักษ์ พฤษภาคม 2567 _ เปิดเผยพินัยกรรมพ่อครู หลังละสังขาร_บันทึกปัจฉาพ่อครู โดย ส.แสนดิน.docx
เนื้อหาในไฟล์
🍀 เปิดเผยพินัยกรรมพ่อครู หลังละสังขาร 🍀
ในรายการปรับทุกข์ปลุกธรรม ตามประสาพี่น้อง ที่มีการจัดรายการต่อไป แม้พ่อครูไม่ได้อยู่กับพวกเราแล้ว ได้มีการเปิดเผยพินัยกรรมของพ่อครู ที่ท่านได้ให้ไว้ตั้งแต่ตอนมีชีวิตอยู่ไว้ว่า...
อาตมาทํา “พินัยกรรม” ทุกวัน “พินัยกรรม” นี้ ไม่ต้องเขียน ให้ทุกวัน แต่อาตมาไม่รู้นะ ! ใครจะรับอะไรไปได้เท่าไร ? ถ้าใครรับเป็น ก็จะได้รับ “พินัยกรรม” ตลอดเวลา...
ขอให้พวกเราตั้งใจพากเพียรปฏิบัติ “ศีล-สมาธิ-ปัญญามรรค ๘” ให้ยิ่งๆ ขึ้น คําสอนที่มีก็ขอให้นําไปทบทวนปฏิบัติ แล้วเราจะได้สิ่งที่เป็นทรัพย์แท้ๆ จริงๆ เมื่อคุณได้ทรัพย์สมบัติ “อาริยะ” อย่างนี้แล้ว คุณก็จะเข้าใจ “สัจจะ” ลึกซึ้ง แม้อาตมาจะต้องพลัดพรากจากไปชั่วคราวบ้าง หรือนิรันดร์ ก็ตามแต่ เป็นเรื่องธรรมดา อาตมาก็ต้องมีวิบากของอาตมา เป็นวิบากที่แท้จริงด้วย ก็ต้องเป็นไป จะให้อาตมา อยู่ยั่งยืนถาวรนิรันดร์ เป็นไปไม่ได้ !!! เพราะฉะนั้น พวกเราต้องไม่ทะเลาะวิวาทกัน...!!! (อวิวาทะ)
หลังพ่อครูละสังขาร จะไปเกิดทันทีหรือไม่ ไปเกิดที่ไหน? จาก หนังสือสารอโศก ฉบับที่ 347 มีผู้ค้นเจอคำตอบว่า... _มีหนูน้อยเขียนตัวหนังสือตัวเท่าหม้อแกงถามมาว่า... “ได้ยินว่า เมื่อคนตายไปแล้วจิตวิญญาณจะไปเกิดทันที แล้วถ้าเป็นจิตวิญญาณของพระโพธิสัตว์ เมื่อสิ้นชีพไปแล้ว วิญญาณของ พระองค์ท่านจะไปเกิดทันที ที่วิญญาณออกจากร่างหรือไม่ ?”
พ่อครูตอบ ......ฟังดีๆ จิตวิญญาณของพระโพธิสัตว์นั้น เป็นสภาวะที่เรียกด้วยภาษาว่า “อัตตภาพ” หากยังไม่สูญสลาย(ปรินิพพาน) ยังมีความเป็นอยู่ ปรารถนาจะต่อภพต่อภูมิไปอีกก็จะเกิดทันที แต่ ถ้าไม่ปรารถนาจะต่อภพต่อภูมิไปอีก ก็จะปรินิพพาน ดับขันธ์ทั้ง ๕ แยกส่วนแล้ว จนไม่เหลือ จิตนิยามแล้ว จนกลายเป็นอุ
อ่านต่อ
ตุหมดเลย ถามว่าพระโพธิสัตว์เมื่อสิ้นชีพ จิตวิญญาณของท่านจะไปเกิดทันทีที่วิญญาณออกจาก ร่างหรือไม่ ถ้าพระโพธิสัตว์องค์ใดตั้งจิตตายไปแล้วเป็นปรินิพพานเป็นปริโยสาน(บั้นปลายท้ายสุด) ก็ไม่เกิดอีก ถามว่า จะไปเกิดไหม? ก็ไม่มี แต่ถ้าพระโพธิสัตว์พระองค์นั้นจะต่อภพต่อภูมิไปอีก ก็จะ เกิดทันที!
ถามว่าไปเกิดที่ไหน? ไปเกิดที่สงบที่สุด จึงอยู่ที่ภพชื่อว่า “ดุสิต” คือภพที่อาศัยสงบที่สุด เป็นสันตุสิต ที่สันติที่สุด สงบที่สุด ก็ใช้พยัญชนะว่างั้น แต่อยู่ที่ไหนอธิบายไม่ได้ ไม่มีที่อยู่ ไม่มีหลัก แหล่ง แต่เป็นสภาวะละเอียดเกินกว่าจะพูด ไม่มีใครจับได้ ยิ่งเป็นจิตวิญญาณของผู้ที่ละเอียดสูงสุด ก็เป็นอจินไตย ท่านก็อยู่ของท่าน ถึงเวลาที่ท่านจะออกมา เช่น ผู้ที่จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมโพธิญาณ ลงมาเกิดเป็นพระพุทธเจ้า รอวาระจะเกิด ท่านก็อยู่ที่ดุสิต
อาตมาจะอธิบายสภาพตายของพระอาริยะ พระอรหันต์ ซึ่งพระอรหันต์ที่ยังไม่จบภพจบ ชาติ (ปรารถนาต่อพุทธภูมิ) ตายไปแล้วภพชาติของพระอรหันต์อยู่อย่างไร อยู่ที่สงบเรียกว่า สันตะ และเย็นสบายสุดเรียกว่า สิตะ รวมเป็นสันตุ + สติ = สงบ สงบก็คือไม่มีเรื่องอะไร เพราะ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสภายนอก มันไม่มีอะไรแล้ว จิตท่านก็ไม่มีอัตตาแล้ว และท่านก็รู้แล้วว่าสิ่งที่มันจะเกิด
เมื่อตายไปแล้วมันไม่มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย มันก็เหลือแต่จิต นี่คือพระโพธิสัตว์ที่จิตวิญญาณยังอยู่ ยังไม่สลาย เป็นที่สุดแห่งที่สุด!
ส่วนจิตนี้ พระอรหันต์ท่านรู้แล้ว รูปภพกับอรูปภพมันเป็นอย่างไร แล้วท่านก็สามารถดับ “กามตัณหา"ไปสิ้นในกามภพแล้ว เมื่อเข้าไปอยู่ในรูปภพ” กามตัณหาก็ไม่มีในรูปภพ”
“อาการจิต”ของคนผู้ไม่มี“กามตัณหา”แล้วจริงใน“รูปาวจร” จึงต่างกัน(ลิงคะ)กับผู้ยังมี“กามตัณหา อยู่ใน“รูปาวจร"อย่างยิ่งจริงจัง เพราะเหตุนี้ใน"ความรู้"จึงต่างกัน ใน“ความรู้สึก” ก็ต่างกัน ในความหลงดิ้นรนของความไม่รู้(อวิชชา) ก็ต่างกัน อื่นๆอีก ฯลฯ
เพราะผู้ “ดับกามตัณหา” ได้ในขณะมีการฝึกเรียนรู้จัก-รู้แจ้ง-รู้จริงใน “กามภพ”จริง ก็จะ ไม่เหลือ “กามตัณหา "ของ"กามภพ จริง ดังนั้นแม้จะอยู่ในภาวะ"รูปาวจร จึงรู้ชัด เพราะตน “ไม่มีกามตัณหา”แล้ว
ส่วนผู้ไม่ได้ปฏิบัติในสภาพ “กามาวจรภูมิ” จึงหลงตน ไม่รู้ความจริง ไม่รู้สภาพจริง ก็จะ ดิ้นรน เหมือนคนเสพติดยาบ้าที่อาการหนัก เมื่อมันเกิดอาการอยากแรงๆขึ้น หรือตกอยู่ใน “อาการ อยากแรงจัด” เมื่อใด ก็จะดิ้นหน้ามืดดําฤษณา ไม่รู้ตัวเลย ไม่รู้อะไรเป็นอะไรทั้งสิ้น เยี่ยงเดียวกันนี้แล นี่คือ สภาพจริงของคน “ตกนรก” จะเป็นเช่นนี้ๆ
บทสรุป พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราตถาคต แม้พระพุทธองค์จะจากเราไป สองพันห้าร้อยกว่าปีมาแล้วก็ตาม แต่เมื่อใดที่เรายังนําเอาคําสั่งสอนของท่านมาประพฤติปฏิบัติกันอยู่ จนรู้แจ้งเห็นจริงตามพระธรรมคําสั่งสอน เมื่อนั้นเราย่อมเห็นพระพุทธเจ้า หรือพระพุทธเจ้ายังทรงอยู่กับเรา ตลอดมาจนถึงทุกวันนี้
เช่นเดียวกับในหลวง ร.๙ จะทรงอยู่กับเราตลอดไป ถ้าเรายังคงนําเอาคําสั่งสอนของพระองค์ มาประพฤติปฏิบัติตามได้อย่างรู้แจ้งเห็นจริง จนเกิดจิตใจที่ “สงบ-สันติ” เป็น อุเบกขา ซึ่งเป็นฐานที่พักของพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย หรือดั่งสวรรค์ชั้นดุสิต ซึ่งเป็นสื่อบอกสภาวะถึงนามธรรม อันไม่มีสถานที่ไม่มีตัวตนเป็นของกลางๆ ซึ่งถ้าใครสามารถเข้าถึงสภาวะจิตที่สงบที่สุด สันติที่สุดเช่นนี้ได้ ก็เสมือนมีในหลวงอยู่กับเราตลอดไปเช่นกัน
และถ้าเราเหล่าลูกอโศก ยังคงนำคำสอนตามพินัยกรรมของพ่อครู นำเอา “ศีล-สมาธิ-ปัญญามรรค ๘” ไปปฏิบัติให้เกิดมรรคผลเป็นแก่นสารให้แก่จิตวิญญาณตัวเองได้ เข้าถึงภาวะที่ อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล และเพิ่มพูนการเสียสละ พ่อครูก็จะอยู่กับพวกเราตลอดไปเช่นกัน
......... กองงานปัจฉา 25 พ.ค. 2567