อรรถกาจารย์ที่นำโลกุตรธรรมมาเปิดเผยในยุคนี้คือพ่อครู.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข18 สิงหาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

อรรถกาจารย์ที่นำโลกุตรธรรมมาเปิดเผยในยุคนี้คือพ่อครู พ่อครูว่า...ชีวิตคน..ผู้ที่มีดวงตาปัญญาชัดเจนก็มองออกแยกออกว่าอะไรดี จริง อะไรชั่วจริงๆ ผู้ที่จะมองออกว่าอะไรดีจริงๆอะไรชั่วจริงๆนะเนี่ย จะต้องมีภูมิปัญญาในระดับโลกุตระ ถ้ามีปัญญาในระดับโลกียะมันจะไม่สะอาดพอ มันจะมีความลำเอียง จะมีอคติในจิต เราชอบเชิงไหน เรารักแบบไหนมันก็เอียงไปแบบนั้น ก็จะมองคนอื่นไปตามที่เรามีแนวโน้ม จิตของเรามีตัวกิเลสลำเอียง ที่มันอคติมันชอบ หรือไม่ชอบ อคติ ชอบหรือชัง หรือมันเลอะเทอะไปต่างๆนานาเป็นโทสะ ราคะโมหะ แม้ ภยาคติ กลัวอย่างนั้นอย่างนี้ก็ไม่กล้าชอบ มันก็เป็นเรื่องของความเป็นจริงที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้แล้วเอามาสอนคนกัน อาตมาศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้ามาจนถึงปัจจุบันนี้ก็ได้บอกความจริงไปว่าอาตมาเป็นผู้ที่ติดตามชีวิตแต่ละชาติมา ตอนหลังจากบรรลุอรหันต์แล้วเราก็จะเป็นผู้รู้ว่าชีวิตก็จะเป็นอย่างนี้ พระอรหันต์ทุกองค์ ชัดเจนแล้วว่าการจะมีชีวิตอยู่จะมีไปทำไม ชาตินี้จะยังไม่ยอมตายยังไม่ยอมสูญ ยังไม่ยอมเลิกความเกิด ยังจะเกิดอีก ทางเถรวาทโดยเฉพาะในเมืองไทยไปเข้าใจเป็นอุจเฉททิฏฐิว่าตายลงในชาติที่เป็นพระอรหันต์แล้วจะตาย 0 ไม่มีทางมาเกิดอีก เป็นความเห็นที่อุจเฉททิฏฐิ ถ้าเป็นความเห็นอุจเฉททิฏฐิอย่างนี้ ศาสนาพุทธก็กุดหมดเลยสั้นด้วนหมดเลย ไม่มีใครสืบต่อเพราะพระอรหันต์ตาย พระอรหันต์บรรลุตนเองเสร็จแล้ว ดีไม่ดีบรรลุแล้วตายปุ๊บเป็นสมสีสี ก็ไม่ได้เป็นความรู้โลกุตรธรรมบริบูรณ์ ศาสนาพระพุทธเจ้าที่เป็นโลกุตระธรรมที่บริบูรณ์ก็ห้วนๆ อยู่ที่พระอรหันต์ตาย เมื่อพระอรหันต์บรรลุแล้วก็ตาย แม้จะไม่ตายทันทีแบบสมสีสี จะอายุยืนยาวไปอีกกี่ปีก็แล้วก็ตาม แต่ทางเถรวาทบอกว่าตายแล้วสูญไม่มีการสืบทอด ถ้าอย่างนี้แล้วศาสนาพุทธก็จะสั้นม

อ่านต่อ

าก ซึ่งมันไม่เป็นจริงเลยในเรื่องนี้ มันเท่ากับเป็นการบั่นทอน ตัดศาสนาพุทธลงไป เท่าๆกับตัดครึ่งหนึ่งเลยนะ ศาสนาพุทธจากเดิมจะถึง 5,000 ปีก็เหลือแค่ 2,500 ปีก็จบ เช่นศาสนาพุทธมาถึง 2,500 ปีก็ไม่เหลือแล้วโลกุตระ ไม่เหลือนี้ไม่ใช่พูดเล่น แต่พูดจริง ไม่มีแล้วในเถรสมาคม ในประเทศไหนๆที่มีศาสนาพุทธเหมือนกัน ก็จะไม่มี มีเมืองไทยนี่มีพอสมควรแต่ก็หมดไปแล้วตรงตามที่พระพุทธเจ้าพยากรณ์ไว้ว่า โลกุตรธรรมนั้นจะหมดไปจะเสื่อมไป ไม่มีใครพูดโลกุตระขึ้นมาอีกได้ ซึ่งเขาก็จะไม่ค่อยฟัง เขาจะฟังคำสอนของผู้ที่เป็นนักปราชญ์ที่เขายอมรับนับถือกัน พูดไพเราะไม่ขัดเกลากิเลสไม่เป็นไปเพื่อการชำระกิเลสไม่เป็นไปเพื่อความละหน่ายคลายอะไร พูดไปอย่างนั้นแหละ ขนาดพูดอย่างเอาจริงเอาจัง อย่างหนัก อย่างแร งยังไม่ค่อยกระเตื้องรู้สึกเลย หากพูดเหยาะ ๆแหยะ ๆ มันไม่มีทางจะเป็นไปกระเทือนซางอะไรของคนที่มีกิเลสอวิชชาหนาแน่นได้เลย อาตมาที่ปรากฏตัว แม้ในชาตินี้แล้วก็พูดไป เปิดเผยออกไปทุกคำพูด ต่อสาธารณชน ย่อมไม่เป็นความผิด ย่อมไม่เป็นความหลอกลวง ถ้าพูดไปเป็นความผิดเป็นความหลอกลวงอาตมาจะได้ชื่อว่าเป็นโพธิสัตว์เป็นผู้สืบทอดศาสนาพุทธได้อย่างไร ก็กลายเป็นคนหลอกลวงของโลก หลอกลวงอย่างยิ่งใหญ่เลยนะไม่ใช่หลอกลวงสามัญธรรมดา เช่นเดียวกับธัมมชโย เป็นต้น ซึ่งน่ากลัวมาก เพราะฉะนั้นอาตมาจะไม่ทำเป็นเด็ดขาด เพราะอาตมามีธาตุรู้ที่มีชื่อว่าปัญญา เป็นปัญญาที่แท้จริงรู้ความจริงตามความเป็นจริง รู้สัมมาทิฏฐิเป็นสัมมาทิฏฐิ รู้มิจฉาทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิคือผู้ที่มีปัญญาแท้จริง อาตมาเกิดมาในชาตินี้จึงมาเปิดเผยขยายธรรมะ มาอธิบายความธรรมะต่างๆที่เป็นโลกุตระ ซึ่งไม่มีใครอธิบายแล้ว อาตมาเกิดในยุคกึ่งพุทธกาล 2,500 กว่าปีแล้ว มาขยายที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ เช่น มาอธิบาย กาย คืออย่างไร ซึ่งเขาไม่ได้อธิบายกันแล้วนะเขาไม่ได้เข้าใจว่ากายมีนัยยะสำคัญละเอียดลึกซึ้งเรื่องกายนั้นเขาอธิบายกันว่าง่ายๆ กายคือร่างกายภายนอกอย่างเดียว ความรู้ในคำว่า กาย นั้นมิจฉาทิฏฐิไปหมดแล้ว = สังโยชน์ข้อที่ 1 เพราะฉะนั้นจึงไม่มีปัญญารู้ สักกะของตน กายของตน ผู้ปฏิบัติธรรมของพุทธจะต้องรู้ กาย อย่างสัมมาทิฏฐิ สักกายะก็ไม่รู้ หมดประตูจะได้รับธรรมะพระพุทธเจ้า จึงมีแต่ความรู้ธรรมะโลกียะเป็นเทวนิยมไป ทั้งหมดอย่างที่เป็นอยู่ ดูศาสนาอื่นๆทางช่องโทรทัศน์ต่างๆ บางช่องก็ขายเครื่องรางของขลัง บางช่องก็ไล่ผีสางสารพัดเลอะเทอะไปหมดเลย ซึ่งทางเถรสมาคมก็มีความรู้ที่จะไปทำอะไรเขาได้ ว่าเขาก็ไม่ได้เพราะตัวเองก็เลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปกับแบบนั้นเหมือนกัน ศาสนาพุทธโลกุตรธรรมนี้ลึกซึ้งมาก เป็นโลกุตระที่ไม่เป็นการไปแบบโลกอย่างที่เขาเข้าใจ ที่อาตมาพูดซ้อนซ้ำ เพราะศาสนาพุทธไม่มียันต์พิธีมากมายอะไร จะมีก็เพียงยันวิธีเล็กๆน้อยๆอย่างที่ชาวอโศกทำ อาตมานำเอาธรรมะพุทธเจ้ามาประกาศ มาเปิดเผยขึ้นมาในยุคนี้ มันจึงเป็นเรื่องที่เป็นสิ่งเทียบเคียงความถูกต้องความจริงกับ ความไม่ถูกต้องความไม่จริง อาตมาจึงสบายใจที่ว่ามีพระไตรปิฎก มายืนยันต่างๆนานาว่าศาสนาพุทธนั้น เป็นศาสนาที่มีจรณะ 15 วิชชา 8 ฌาน ก็ต้องเป็นฌาน ที่เกิดจากจรณะ 15 วิชชา 8 ปัญญาก็ต้องเป็นแบบวิชชา 8 ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาและปัญญาจะโผล่ขึ้นมาเลย ซึ่งมันไม่ใช่นะมันมีไม่ได้ มันไม่อยู่ในร่องรอยกระบวนการของจรณะ 15 วิชชา 8 เลย เพราะไปหลับตานี่แหละเป็นตัวใหญ่เป็นเรื่องใหญ่ หลับตาเป็นของเดียรถีย์ 100% แต่ของพุทธไม่หลับตา 100%ด้วย พูดได้ถึงอย่างนั้น ถ้าหากจะหลับตาก็เป็นเพียงมีความรู้สัมมาทิฏฐิ 1. หลับตาเพื่อพักผ่อน ก็เหมือนนอน มีสัมมาทิฏฐิรู้ว่าเราจะทำ ซึ่งไม่ใช่การปฏิบัติธรรม 2. อาจจะใช้เรียนรู้จิตในจิต ระลึกเป็นสัญญาซึ่งไม่ใช่เป็นปัญญา 3. ใช้ระลึกถึงอดีต เจตนาใช้ทำเตวิชโชเพื่อตรวจสอบการปฏิบัติธรรม สิ่งที่เกิดผ่านไปแล้วใช้บุพเพนิวาสานุสติญาณ ว่าเรามีความเกิดความดับอะไรเกิดขึ้น จุตูปปาตญาณ ญาณ ที่เรารู้ว่าอะไรเกิดอะไรดับทำได้ไหมมีมรรคมีผลไหม แล้วที่สุดถึงขั้นดับอาสวะได้ ตรวจสอบแล้วตรวจสอบอีก ว่าจริงก็เป็นการชัดแจ้งรู้จริงว่าเราไม่ได้เลอะๆเทอะๆ เราตรวจสอบประจำเลย แล้วลงบัญชีปิดงบดุลจบ ก็รู้จักการจบกิจ หลักเกณฑ์ของพระพุทธเจ้าทุกอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด ที่เขาปฏิบัติการเดี๋ยวนี้กลายเป็นเดียรถีย์ พูดไปแล้วมันมากที่จะช่วยยืนยันให้ได้ว่า มันออกนอกลู่นอกทาง แสวงบุญนอกขอบเขต เพราะคำว่าบุญก็ไม่เข้าใจ อาตมาเอาคำว่า กาย บุญ ฌาน สมาธิ เอามาขยายความไม่เหมือนกับที่ผู้รู้ทั้งหลาย ไม่ได้มีความรู้อย่างที่อาตมาอธิบายเลย แล้วอาตมาเอาความรู้ความเข้าใจอย่างนี้มาจากไหน อาตมาคิดเองใช่ไหม เป็นความรู้ของอาตมาเองใช่ไหม อาตมาฮุบนะ เอานะ ซึ่งที่จริงมันไม่ใช่หรอก เป็นความรู้ของพระพุทธเจ้า อาตมาก็ได้มาจากพระพุทธเจ้าองค์ก่อนก็สามารถรู้ได้ โดยที่ตัวเองจริงๆอย่าไปฝันเลยว่าจะรู้ได้ว่า กายเป็นอย่างนี้ บุญเป็นอย่างนี้ ฌานเป็นอย่างนี้ สมาธิเป็นอย่างนี้ เป็นต้น หรืออย่างอื่นๆสารพัดที่จะขยายออกไป พอต้นๆ กาย ฌาน สมาธิ บุญ เป็นมิจฉาทิฏฐิไปแล้วทุกอย่างก็มิจฉาทิฏฐิตามกันไปหมด เพราะว่ากายคือรูปนาม กายคือคู่ของรูปนาม หรือภาวะ 2 ของวิญญาณ ต้องศึกษาจิตเจตสิก รูป นิพพาน เมื่อผิดตั้งแต่ต้นคือรูปนามของกายคู่แรกผิดแล้ว จะไปหา ฌาน สมาธิ มาจากไหน แล้วยิ่งบุญแล้วไม่ต้องพูดเลย ไกลลิบเลย จนอาตมามายุคนี้ต้องเปิดยุคบุญนิยม อาตมาได้เขียนบรรยายไว้ในหนังสือเปิดยุคบุญนิยมรวมเล่มมีเล่ม 1 กับเล่ม 2 ยังมีเล่ม 3 ยังไม่ออกอีก ก็เคยนึกอยู่ว่าเราตื่นขึ้นมาตอนเช้า เขียนหนังสือแล้วค่อยไปออกกำลังกายหรือบางทีก็ออกกำลังกายก่อนแล้วค่อยเขียนหนังสือ แล้วก็เขียนอยู่นั่นแหละ แม้ไม่มีหนังสือวารสารออกที่จะต้องไปเขียนต่อเนื่องเป็นประจำ หนังสือพิมพ์เราคิดอะไรก็หยุดไปแล้ว ก็ยังเขียนอยู่นั่นแหละ แล้วเขาก็เอามารวมเล่มพิมพ์ออกมา ใครจะอ่านหรือไม่อ่านก็ไม่เป็นไร เป็นหลักฐานเป็นการบันทึกเอาไว้ในโลกา อาตมาก็เห็นว่าเป็นความสำคัญ ส่วนคนไหนจะเห็นว่าไม่เป็นความสำคัญก็แน่นอน เขาไปเห็นเป็นหนังสืออะไรอื่นที่ควรจะพิมพ์ก่อนข้อเขียนของโพธิรักษ์ก็ทั้งนั้นแหละก็ต้องเห็นอย่างนั้นกัน ข้อเขียนของโพธิรักษ์ก็มีแต่พวกเราชาวอโศกนี่แหละเห็นควร ว่าควรจะพิมพ์มันจะพิมพ์ ก็ร่วมกันเอาที่ควรพิมพ์กันขึ้นมา ลงแรงกัน ก็เกิดเป็นหลักฐานขึ้นมา ถ้าจะเรียกตามภาษาของสัจจะธรรมะเขาก็เรียกว่านี่คืออรรถกถา หนังสือของอาตมาก็เป็นอรรถกถาจารย์สมัยใหม่ ออกมาเป็นเล่มเป็นหลักฐานจริง เป็นอรรถกถาจารย์แท้

จริงๆแล้วอรรถกถาจารย์ มันต่างกันกับอาจาริยวาทะ อรรถกถาจารย์คือ คำสอนของผู้ที่อยู่ร่วมในยุคพระพุทธเจ้า เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว อรรถกถาจารย์รุ่นหลัง รุ่นที่เป็นอยู่ร่วมกับพระพุทธเจ้าเลยนั้น คำสอนบันทึกอยู่ในพระไตรปิฎก เพราะว่าผู้ที่เอาคำสอนพระพุทธเจ้ามารวบรวมไว้ในพระไตรปิฎกด้วยเรียกว่าเป็น เถรวาทะ เป็นคำพูดของพระเถระ ที่เกิดร่วมในยุคพระพุทธเจ้าเรียกว่าพระเถระ เพราะฉะนั้นคำสอนของเถรวาทจึงเป็นคำสอนของผู้ที่ได้ร่วมยุคสมัยกับพระพุทธเจ้า โดยเฉพาะที่บันทึกไว้ในพระไตรปิฎก จากนั้นก็เป็นอาจาริยวาททั้งนั้น เป็นคำสอนคำบันทึกของอาจารย์รุ่นหลังจากแท้ละวาด ที่อาตมาบันทึกนี้ก็ถือว่าเป็นเถรวาท เป็นคำสอนที่ไม่อยู่ในยุคพระพุทธเจ้า แต่อาตมายืนยันว่าอาตมาเป็นพระเถระในยุคพระพุทธเจ้า ก็มี มายุคนี้ก็เอามาพูดซ้ำย้ำ เหมือนยุคโน้นก็มีไม่เหมือนก็เยอะ เพราะกาละเวลาต่างไป ต้องใช้ภาษาเชิงประกอบเป็นภาษาคำพูดต่างๆให้สมกับยุคสมัย แต่สารัตถะเนื้อแท้ ของผู้ที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงแล้วสัจจะจะเป็นหนึ่งเดียว เช่น พูดว่าโลกุตระจะเป็นอย่างไร พูดในยุคพระพุทธเจ้ากับพูดในยุคนี้ก็เหมือนกัน เพราะฉะนั้นอาตมาพูดโลกุตรธรรมขึ้นมาในยุคนี้ อาตมาพูดเนื้อหาสาระสัจจะเหมือนกับของพระพุทธเจ้า ในยุคนี้ไม่รู้เรื่อง ไม่เหมือน เขาอาจจะเข้าใจโลกุตรธรรมแบบเขา ซึ่งไม่เหมือนหรือฟังไม่ออกเลยไม่รู้ มีหรืออย่างที่โพธิรักษ์พูด เขาก็ไม่เคยรู้ไม่เคยได้ยินไม่เคยได้ฟัง เช่น บอกว่า กาย นี้ไม่ได้หมายถึงแค่ ดินน้ำไฟลม ร่างกายนี้เท่านั้น แต่กาย หมายถึงจิตเป็นหลักด้วยซ้ำ 640818_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ พ่อครูผู้เป็นอรรถกถาจารย์ เปิดเผยโลกุตระในยุคนี้

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน