หลงสุขคือเทวนิยม ส่วนอเทวนิยมคือหมดสุขหมดทุกข์.docx
เนื้อหาในไฟล์
หลงสุขคือเทวนิยม ส่วนอเทวนิยมคือหมดสุขหมดทุกข์ _สมณะบินก้าว : “หลงสุขว่าเป็น เทว” ไม่เข้าใจวลีนี้ในหนังสือฯ ครับ พ่อครูว่า... เทวะ เป็นภาษาบาลีที่แปลว่า 2 คือภาวะ 2 แล้วก็ไปแปลว่าเป็นผู้ที่มีความเจริญมีคุณงามความดี พัฒนาขึ้นได้ เทวะต่างๆหมายถึงอย่างนั้นเป็นผู้เจริญขึ้นไม่ใช่เป็นผู้เสื่อม แต่ผู้ที่หลงสุข ว่าเป็นเทวะ คือคนเสื่อม คำว่า สุขนี้เป็นยอดมายากล ยอดความหลอกลวง ยอดความเท็จ สุขนี่ เพราะฉะนั้นคนที่ไปหลงสุขว่าเป็นเทวะหมายถึงความดีงามความเจริญ นี่แหละคือคนอวิชชา คือคนโง่ไม่เสร็จ เพราะฉะนั้นผู้ใดยังเป็นสุขนิยม ยังไม่เข้าใจอาการของจิตที่เป็นสุขนั้นอาการอย่างหนึ่ง ทุกข์ก็เป็นอาการอย่างหนึ่ง ก็มีสุขมากหรือทุกข์มากทุกข์น้อยทุกข์น้อย เมื่อเราปฏิบัติธรรมให้เหลือสุขหรือทุกข์น้อยลง ก็จะเห็นความจริงของอาการจิตที่เป็นปรมัตถ์พวกนี้เรื่อยๆ จนกระทั่งถึงที่สุดว่า จิตเราไม่มีสุข จิตเราไม่มีทุกข์แล้ว สุขทุกข์เป็นอันเดียวกันเป็นนักเล่นกลเป็นมายากล แต่สุขทุกข์ก็เป็นสิริมหามายา หมายความว่ารู้ว่าภาวะ 2 นี้เป็นภาวะหลอก จริงๆเป็นภาวะ 0 มันไม่มีจริงหรอกสุขทุกข์ ผู้ปฏิบัติไม่หลงใหลในสุขแน่นอน แน่นอนคนที่โง่ก็ไปหลงใหลในทุกข์ซ้อนเยอะมาก สุขกับทุกข์นี้อธิบายแยกกันไม่ได้ คุณเสพสุขคุณก็เสพทุกข์ คุณเสพทุกข์คุณก็เสพสุข สุข กับ ทุกข์ เป็นพยัญชนะแตกต่างกันแต่แท้จริงมันเป็นนักมายากลที่หลอกคุณ แล้วจริงๆแล้วผู้รู้แล้วก็เป็นอันเดียวกัน เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธจึงไม่เอาทั้งสองอย่าง ไม่เอาทั้งทุกข์และสุข นี่เป็นโลกุตระ ซึ่งยุคนี้ไม่มีใครพูดหรอกนอกจากโพธิรักษ์ ไม่เอาทั้งสุขไม่เอาทั้งทุกข์ ท่านพุทธทาสนั้นท่านพูดแต่เพียงว่าชั่วกับดีอัปรีย์ทั้งนั้น ไม่กล้าพูดความสุขความทุกข์ว่าอัปรีย์ยิ่งกว่า ยิ่งกว่าดีและช
อ่านต่อ
ั่ว เพราะดีชั่วนั้นคนก็พอรู้กันในโลกียะเขาปฏิบัติแต่ดีและชั่ว ศาสนาโลกียะก็มีแต่ปฏิบัติดีปฏิบัติชั่ว ไม่ปฏิบัติอย่างรู้ทุกข์รู้สุข แล้วเลิกทุกข์เลิกสุขให้ได้เพราะมันเป็นโลกุตระ ศาสนาเทวนิยมไม่ได้เรียน ที่สุดของศาสนาเทวนิยมคือไปอยู่กับพระเจ้าที่เป็นแดนสวรรค์แดนสุข จบอยู่แค่นั้น พระเจ้าคือผู้ที่มีสุขอยู่ตลอดนิรันดรมีอุปาทานอย่างนั้น ซึ่งเป็นอุปาทานไม่ใช่เป็นเรื่องจริง เป็นเรื่องหลง แล้วก็ไม่รู้ว่าตัวเองไม่เป็นอย่างที่คิดเลยไปอยู่กับพระเจ้าแล้วจะไม่เกิดอีก แต่ที่จริงคุณต้องเกิดมาอีกเป็นมนุษย์นี่แหละ เพราะสุขทุกข์ที่พระเจ้านั้นพระเจ้าไม่มีตัวตนจริง พระเจ้าเป็นความสมมุติ ที่ผู้ไม่รู้ก็นึกว่ามีจริง พระศาสดาของเทวดานิยมนึกว่ามีพระเจ้าจริง ที่จริงแล้วพระเจ้าก็คือตัวตนของพระศาสดาเอง ซึ่งได้บำเพ็ญบารมีเรียนรู้มาแต่เป็นเทวนิยม ได้ความรู้สูงสุดจากโลกียจนได้เป็นพระศาสดาของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง ซึ่งมีเยอะมากมายในหลายศาสนา แล้วก็ขัดแย้งกัน ดีไม่ดีรบพุ่งฆ่าแกงกันด้วย แต่ศาสนาพุทธไม่ รู้ความต่าง รู้ความเป็นอย่างเดียว แล้วก็รู้ว่าสุขทุกข์เป็นมายา เลิกสุขเลิกทุกข์แล้วหมดภาวะ 2 หมดความเป็นเทวดาก็ไม่หลงความเป็นเทวดา ไม่หลงสุขหลงทุกข์ ท่านเรียกว่าเป็นคนที่ไม่มีจิตเป็นทุกข์เป็นสุข พยัญชนะว่า อทุกขมสุข คนที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุขนี่แหละเป็นคนที่เรียนรู้เวทนา เรียนรู้เวทนา 108 เรียนรู้กิเลสทั้งหมด กำจัดกิเลสทั้งหมดออกได้หมดเกลี้ยง กิเลสก็ไม่มีในจิต เป็นจิตบริสุทธิ์คือจิตอุเบกขา ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ แต่ผู้ที่ยังไม่เป็นโลกุตระสมบูรณ์ก็จะแยกได้ยากแยกไม่ออก จิตอุเบกขากับจิตไม่ทุกข์ไม่สุขมีนัยยะสำคัญที่แตกต่างกัน อุเบกขาเป็นจิตที่บริสุทธิ์จากกิเลสไม่มีกิเลสอีกเลย โดยมีปัญญารู้แจ้งจิตเจตสิกรูปนิพพาน แยกเนกขัมมะกับเคหสิตะได้ ลดกาม ลดปฏิฆะ จนเป็นเนกขัมสิตอุเบกขาได้ ผู้จะเป็นพระอรหันต์ต้องแยก ทำให้เคหสิตเวทนา 18 มาเป็นเนกขัมสิตะ 18 ทำได้อย่างรู้สภาวะแท้จริงด้วยไม่ใช่รู้แต่บัญญัติ แล้วทำเนกขัมมะได้จริงออกจากกิเลสกาม กิเลสปฏิฆะ จนกระทั้งกิเลส รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา เป็นเนกขัมมสิตอุเบกขาเวทนา ผู้ที่ปฏิบัติได้สภาวะของเนกขัมมสิตอุเบกขาเวทนาได้ ผู้นี้เข้าสู่กระแสพระนิพพาน เริ่มต้นมีน้อยหนึ่งก็เป็นพระโสดาบัน มีมากขึ้นก็เป็นพระสกิทาคามีไป ผู้ที่นั่งหลับตานี้ไม่มีมโนปวิจาร เพราะไม่มีตาหูจมูกลิ้นกาย จึงออกนอกรีตศาสนาพุทธ เวทนา 108 ไม่มี มโนปวิจาร 18 อยู่ในเวทนา 108 มีแยกโลกียะคือเคหสิตะกับเนกขัมสิตะ รวมกันเป็น 36 เวทนา 108 มีอยู่ในพระไตรปิฎกมีกี่สูตร พระเถระก็ไม่ได้ขยายความ แต่อาตมาเอามาขยายความให้ฟังและเข้าใจปฏิบัติได้ด้วย ผู้ที่นั่งหลับตาปฏิบัติไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายมันไม่มีทางที่จะบรรลุพระอรหันต์ หลับตาปิดประตูบรรลุพระนิพพานบรรลุอรหันต์ของพระพุทธเจ้า นั่งหลับตานั้นเป็นอรหันต์เก๊ ไม่รู้เรื่องที่อาตมาพูดแบบนี้หรอก มโนปวิจาร 18 ไม่รู้หรอก ไปถึง อดีต ปัจจุบัน อนาคต เป็นเวทนา 108 อันนี้เขาก็พูดกันไม่รู้เรื่องหรอก อธิบายไม่ได้หรอก อวิชชา 8 ข้อที่ 5 ส่วนอดีต พอมาข้อ 6 ส่วนอนาคต พอมาข้อที่ 7ส่วนของ อดีตกับอนาคต ข้อ 7 มันจะไปต่างกับข้อ 5 ข้อ 6 อย่างไร ซึ่งอาตมาอธิบายว่าข้อที่ 7 นั้นส่วนอดีตกับอนาคตที่เป็นศูนย์แล้ว ส่วนข้อที่ 5 กับ 6 นั้นเป็นอดีตและอนาคตที่ยังไม่สูญยังไม่เที่ยง แต่ข้อที่ 7 นั้นมันเที่ยงแล้ว ส่วนข้อที่ 8 นั้นเป็นการไม่รู้จักปฏิจจสมุปบาท นี่คืออวิชชา 8 อาตมาอธิบายนี้มั่นใจว่าไม่ได้โมเม ไม่ได้เดา ไม่ได้ตรรกะ แต่เป็นสภาวะที่อาตมามีเอามาบรรยายให้ละเอียด แม้พระอาริยะเจ้าท่านอธิบายก็ไม่มีคำบันทึกไว้ แต่อาตมาเป็นพระเถระจริงๆรู้จักสิ่งเหล่านี้จึงเอามาพูดจริงๆ ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ไม่มีปัญหา แต่อาตมามีสิทธิ์พูดความจริง แต่อาตมาจะไม่พูดความเท็จ ขอยืนยันว่าที่พูดนี่เป็นความจริงไม่มีผิด นี่พูดเหมือนคนอวดดีเลยนะ อาตมาก็ไม่รู้จะทำอย่างไรมันมีดีก็ต้องเอาสิ่งที่ดีมาอวด ต้องเอาสิ่งที่มีจริงมาให้ฟัง สัจจะที่อาตมาอธิบายไปเป็นเรื่องสามัญที่คนทั่วไปจะเอามาพูดเพ้อพกไม่ได้ ฟังแล้ว ไม่ใช่คำเพ้อเจ้อ คำหลวมๆเล่นๆ แต่ฟังแล้ว คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34) รู้ตามได้ยากเห็นตามได้ยาก สันตา นี่ยิ่งละเอียดลออ ระดับนิปุณา อตักกาวจรา ขบคิดตรรกะเอาไม่ได้ เป็นเรื่องลึกซึ้งละเอียดขั้นนิพพาน มีบัณฑิตเท่านั้นจะรู้สิ่งเหล่านี้ได้ เพราะฉะนั้นถ้าคุณไม่ได้เป็นบัณฑิตจริง ไปสอบเปรียญ 9 ปริญญาเอกมาทางพุทธศาสนาอย่างไรก็ไม่มีทาง แต่พวกคุณนี่แหละเป็นบัณฑิต แค่จะไปสอบเปรียญ 9 สอบปริญญาเอกมาในทางศาสนาก็ตามคุณก็ยังไม่ใช่บัณฑิตจริง แต่พวกคุณนี้เป็นบัณฑิต เป็นผู้ที่มีปัจจัตตัง มีความจริงของตนเองเกิดจริงเป็นจริง ไม่เช่นนั้นพวกคุณไม่มาอยู่อย่างนี้หรอก ถ้าคุณไม่มีสภาวะธรรมที่เป็นจริงคุณไม่ได้อยู่หรอก เพราะอาตมาไม่ได้พาแบบโลกๆ นี่ยังอุตส่าห์มาได้นะ พิมพ์เพชรรุ้ง เป็นพวกนางฟ้าเหาะเหินอยู่ ถามจริง ตอนเป็นแอร์โฮสเตสนั้น รายได้เดือนละเท่าไหร่ รวมเบี้ยเลี้ยงและอื่นๆทั้งหมด _พิมพ์เพชรรุ้ง...เดือนละแสนกว่า ถ้าขยันหิ้วของขายของก็จะยิ่งสะสมทรัพย์เยอะขึ้นค่ะ พ่อครูว่า... เป็นแอร์โฮสเตสของสายการบินคาเธ่ย์แปซิฟิค อยู่ที่ฮ่องกง แต่ก่อนนี้ก็มี ลาภยศสรรเสริญต่างๆนานา แต่เสร็จแล้วมาทางนี้มาเป็นคนจน ไม่สะสม ถ้ารายได้ก็ไม่เอา ทำงานก็ไม่เอารายได้เลย มันเป็นปาฏิหาริย์ที่พูดไปแล้ว อาตมาอธิบายเศรษฐกิจในระดับเศรษฐกิจสาธารณโภคี โลกเขายังไม่รู้เรื่องหรอก นักเศรษฐศาสตร์จบปริญญาเอกเศรษฐศาสตร์ มา 5 ใบ ก็ยังไม่เข้าใจได้ง่ายๆ อาตมาพูดเรื่องเศรษฐกิจเขาก็ว่าอย่างนี้ไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจ แล้วคุณจะหมายความว่าอย่างไรในเรื่องเศรษฐกิจ 640818_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ พ่อครูผู้เป็นอรรถกถาจารย์ เปิดเผยโลกุตระในยุคนี้