สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร(กรณีธรรมกาย.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร(กรณีธรรมกาย) ขอมาอธิบาย ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ต่อ พระพุทธเจ้าจะเปิดโลกด้วย ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ขว้างธรรมจักรไป พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ จะเริ่มด้วยอันนี้ สอนธรรมะสอง คือธรรมะว่าด้วย ความเป็นโลกกับอัตตา หรือ กาม กับ อัตตา กามคือกามภพ อัตตาคือรูปภพ อรูปภพ ผู้ที่ไม่ได้ศึกษา หรือศึกษาไม่เป็นลำดับ จะศึกษาสภาวะ 2 นี้อย่างเดา แยกไม่ออก ลดละไม่เป็นลำดับ ถ้าหมดทั้งสองเลยเหลือกลาง คำว่ากลางไม่ได้อยู่เหนือสะดือ เขาก็ว่ากลางกาย เหนือสะดือสองนิ้วนะ แต่ของพระพุทธเจ้านี้ คำว่า กลาง เป็นภาษานามธรรม คำว่ากลาง คือกลาง ไม่มีซ้ายขวา ตะวันออกตะวันตก เหนือใต้ ไม่มีมุมไหนเลย กลาง มัชฌิมา หรือมัชฌิมะ แปลว่า กลาง เพราะฉะนั้น ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เป็นพระสูตรที่ทำให้รู้จัก ทางปฏิบัติเรียกว่าปฏิปทา และให้รู้ทางปฏิบัตินี้ ปฏิบัติเช่นนี้ คือมรรคมีองค์ 8 แล้วปฏิบัติไปจะไปก็จะไปจบด้วย มัชฌิมะคือกลาง กลางเป็นผลของสภาวธรรม ไม่ใช่ทาง ทางสายกลางนั้นไม่ใช่ ใครที่แปล มัชฌิมาปฏิปทา ว่าทางสายกลางนั้น ลงทะเล ยะเยือกเย็นเลย จะไม่บรรลุธรรมของพระพุทธเจ้า จะไม่เจอ กลาง ไม่ได้ผลลัพธ์ที่ จะได้อาการกลาง คือไม่เหนือใต้ ไม่ตะวันออกตะวันตก ไม่บนไม่ล่างเลย จะเรียกว่า อทุกขมสุข หรืออุเบกขา เป็นอาการกลางของจิต ไม่มีอะไรเทียบเลย ถ้าเทียบว่า บนก็จะมีล่าง ถ้าเทียบซ้ายก็จะมีขวา จะไปข้างใดนิดหนึ่ง ไม่ได้เลย คือกลางของนามธรรมจริงๆ ใครที่แปล มัชฌิมาปฏิปทา ว่าทางสายกลางนั้น อาตมายืนยันได้ว่า คนนี้ยังไม่เจอนามธรรม ที่เกิด กลาง หรือมัชฌิมะ เขาไปโมเมเอาทาง หรือวิธีปฏิบัติ มาต่อกับกลาง ก็เลยเป็นสอง ไม่ศูนย์แต่อันนี้กลางคือ 0 ไม่มีอะไรเลย ไม่มีหาง ส่วนทางคือ มรรค วิธี
อ่านต่อ
ปฏิบัติเป็นปฏิปทา ไม่ใช่มัชฌิมะ แต่เขาโมเมเป็นทางสายกลาง แต่ถ้ากลาง ก็คือจบ ปฏิบัติตามปฏิปทา ปฏิบัติตามทาง ตามสาย แต่สายไม่ใช่ ศูนย์นะ 0 นี่ไม่มีอะไรเหลือแล้ว ไม่มีระยะอะไรเลย นอกจากกลาง มีบาลีคำหนึ่งว่า อันตา ที่สุดแห่งที่สุด จะไม่เหลืออันตาเลย อันตา แปลว่า สิ่งที่ยังไม่ใช่ 0 ยังมีส่วนออกไปจาก 0 ยิ่งไม่ใช่ 0 ไม่มีออกไปข้างใดเลย 0 สนิทเลย ไม่มีอันตาใดๆเลย พระพุทธเจ้า ก็แยกเป็นสองข้างง่ายๆ ข้างหนึ่งเรียกว่า สุขขัลลิกะ อีกข้างเรียกว่า อัตตา และมันก็เป็น กิละ หลง กิละว่าเป็นอัตถะ เป็นกิลมถะ ตัว ม นี้คือจิต มันยังมี กิละ มีจิต คำว่า กิละ ถ้าเป็นกลิ แปลว่า ความเป็น โทษ ถ้าเป็นกิละ แปลว่า ไปหยิบเอามาจากไหนไม่รู้ กิละหรือกิระ คือ กิระดั่งได้ยินมา เอามาจากอันอื่น จริงๆแล้วมันไม่มีหรอก ศูนย์ก็คือศูนย์ หนึ่งก็คือหนึ่ง สรุปแล้ว แปลโดยพยัญชนะ ก็ขยายความยาก แต่แปลโดยอรรถ คือเป็นความไม่ปราศจาก ไม่ว่าง ไม่สูญ ซึ่งแปลว่า ยังลำบากอยู่ กิลมถะ สิ่งที่ยังมี ยังเป็นจิตที่หรืออัตตา มันจึงเป็นความลำบาก ที่จะต้องเป็นภาระ กิลมถะ มันยังไม่จบสุดหรอก อย่างน้อย มันก็จะทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ เพราะมันยังมีขันธ์เรียกว่า ทุกขขันธ์ ทุกข์ 10 อย่าง ก. ทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ (ทุกข์อันเกิดจากกาย) . 1. สภาวทุกข์ ทุกข์ประจำสังขาร เกิด แก่ เจ็บ ตาย 2. นิพัทธทุกข์ ทุกข์อยู่เนืองนิตย์ คือ หนาว ร้อน หิว กระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ 3. อาหารปริเยฏฐิทุกข์ ทุกข์ในการหากิน-การทำงาน . 4. พยาธิทุกข์ อวัยวะเจ้าการทำหน้าที่ไม่เป็นปกติ 5. วิปากทุกข์ ทุกข์เพราะผลกรรม เลี่ยงวิบากเก่าไม่ได้ 6. ทุกขขันธ์ ทุกข์รวบยอด เพราะการประชุมแห่งขันธ์ 5 อันยังอาศัยมีชีวิตอยู่ (ภาราหเวปัญจขันธา ขันธ์5 ทั้งรูปและนามก็เป็นภาระ แม้เป็นอรหันต์ก็ต้องดูแลรูปนาม ให้อยู่พอดีพอเป็นไป เวทนาก็ให้พอเป็นไป สัญญาก็เช่นกัน ทั้งขันธ์ 5 มันเป็นภาระ เป็นทุกข์)
ข. ทุกข์ที่เลี่ยงได้ (เจตสิกทุกข์ อันสามารถดับเหตุได้แท้) 7. ปกิณกทุกข์ (ทุกข์จรแห่งกิเลส คือ โศก ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสะ เมื่อพรากจากคนที่รัก หรือพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก เป็นต้น) 8. สันตาปทุกข์ (ทุกข์ คือ ความร้อนเผาใจ อันนื่องมาจากกิเลส ไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ แผดเผา) 9. สหคตทุกข์ (ทุกข์ไปด้วยกันกับโลก เช่น ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข) 10.วิวาทมูลกทุกข์ (ทุกข์มีสงครามวิวาทะเป็นรากเหง้า) ทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ อาริยะถึงจะรู้ที่จริง ทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ มีมากกว่า 6 อย่าง แต่ทุกข์ที่เลี่ยงได้ 4 อย่างนั้น รู้เหมือนกันทุกพระองค์ ทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้นั้น มีนัยต่างกันไป ไม่เหมือนกัน และไม่ใช่แค่ 6 อย่างนี้เท่านั้น 6 อย่างนี้เป็นต้น ส่วน ทุกข์อาริยสัจ 4 อย่างนี้ เหมือนกันทุกองค์
ทุกข์ที่เลี่ยงได้ พ้นทุกข์อันนี้ได้เด็ดขาด คืออรหันต์ ตั้งแต่อรหันต์ขี้กะโล้โท้ ถึงอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
1. ปกิณกทุกข์ (ทุกข์จรแห่งกิเลส คือ โศก ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสะ เมื่อพรากจากคนที่รัก หรือพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก เป็นต้น) มันเป็นกิเลสจรมา เรายังโง่ ก็ต้องมีก็ต้องเป็นทุกข์นี้ จะไปเรียกเป็นนามธรรมว่า ขณะมีความไม่สบายใจ โศกะคือโศกเศร้า ปริเทวะ คือพิรี้พิไร คือโศกเศร้านี้ยังต่องแต่งไม่หยุด มีลูกคลื่นต่ออีก เป็นปริเทวนาการ ถ้าหมดคือความโศกเศร้าไม่เหลือเลย มันจะเหลือหยาบ จากโศกเศร้าไป ก็เรียกว่าทุกข์ ความโศกนี้แม้เล็กน้อย ก็คือทุกข์ โศก ใช้ศัพท์อีกอันว่า ทุกข์คือไม่สุขนั้นเอง ทุกข์ คือหยาบ โทมนัสคือละเอียด หรือทุกข์คือภายนอก โทมนัสคือภายใน ส่วนเศษสุดท้าย คืออุปายาส ยังเหลือเศษสุดท้ายธุลีละอองของจิต ที่ยังไม่หมด คืออุปายาสะ 2. สันตาปทุกข์ (ทุกข์ คือ ความร้อนเผาใจ อันเนื่องมาจากกิเลส ไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ แผดเผา) จะเป็นไฟราคะคือไฟชนิดดูด ไฟโทสะคือไฟชนิดผลัก ไฟโมหะคือไฟมั่ว หลงผิดหลงถูก เอาหัวเป็นท้าย เอาท้ายเป็นหัว เอาบนเป็นล่างไปหมด ยังไม่กระจ่าง ถ้ากระจ่างรู้โทสะราคะ ก็ล้างให้หมด โมหะคือไม่แม่น ถ้าแม่นแล้วไม่เหลือวิจิกิจฉา ว่านี่คือโทสมูลหรือราคมูล ก็กำจัดให้ไม่เหลือ จะเหลือก็คืออุณหธาตุ ถ้าเรียกเย็นก็สบายๆ ถ้าร้อนก็คือสันดาป จะร้อนน้อยหรือมากก็ตาม คือสันตาปทุกข์ อันนี้ทำให้หมดสิ้นเกลี้ยงได้ ไม่มีร้อนใจเลย มีแต่เย็นใจ สันตาปทุกข์ คือมีอะไรเหลือน้อยนิด ก็คือสันตาป แต่ว่าตรงข้ามกับสันตา เลย 3. สหคตทุกข์ (ทุกข์ไปด้วยกันกับการยังติดยึดอยู่กับโลก เช่น ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข) สหคต คือเป็นไป เป็นไปร่วมยังติดยึดในโลก โลกมีลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข คุณยังจะไปมีสิ่งที่ต้องได้ ต้องมีต้องเป็น ร่วมกันอยู่ คือสหคตะ ยังเป็นไป กับโลกีย์อยู่ ทุกข์ที่ต้องไปร่วมกับโลกีย์ คือสหคตทุกข์ สามารถล้างได้สนิท ไม่เหลือเลย 4.วิวาทมูลกทุกข์ (ทุกข์มีสงครามวิวาทะ เป็นรากเหง้า) ทุกข์ที่ต้องเกิดอาการวิวาท แม้เศษเล็กน้อย โดยเฉพาะ ไม่เป็นคนไปหาเรื่อง ไม่เป็นคนไปก่อเรื่อง ที่จะมีวิวาทให้เป็นกรรม ได้แล้วถาวร ยั่งยืน ไม่เป็นอื่นไปตลอดกาลนาน นี่คือทุกข์ที่เลี่ยงได้ เป็นทุกข์ที่สำเร็จสูงสุด นี่คืออาริยสัจแท้ ของศาสนาพุทธ ไปพูดว่า อรหันต์แล้วสิ้นทุกข์ ก็เป็นคนที่เอาไม้หน้าสามมาตีหัว ก็ไม่เจ็บสิ เอาไฟมาเผาตัว ก็ไม่ร้อนสิ ทนร้อนทนหนาว ทนความเจ็บปวด ได้มากกว่าสามัญ อย่างเจ้าคุณนรฯ ก็เป็นสายเจโต เป็นมะเร็งขนาดนั้น ก็ทนได้ เป็นอาตมาตายไปนานแล้ว เพราะท่านสร้างพลังงานทนได้ แล้วก็ไม่เจ็บจริง เหมือนคนทนร้อนได้ คนจีนซดน้ำร้อน 100 องศาก็ทนได้ แต่เราทนไม่ได้หรอก พองเลย จิตสามารถให้มีพลังงาน ทำให้ตาเปลี่ยนรูป จมูกเปลี่ยนกลิ่น ลิ้นเปลี่ยนรส ได้หมด ให้จิตพิกลพิการได้หมด ให้เห็นได้ มันสำเร็จได้ด้วยจิตจริงๆ เราเข้าใจแล้ว ก็ไม่เอาพลังงานจิต ไปทำเช่นนั้นหรอก เอามาศึกษาจิตเรา ให้ละเอียดดีกว่า ไม่ต้องเสียพลังงาน ไปศึกษาสิ่งไร้สาระเหล่านั้น แต่ถ้าเราหมดกิเลสแล้ว ก็เอาพลังงานไปศึกษาได้ จริงๆอาตมาเคยหลง ในอิทธิปาฏิหาริย์ อาเทสนาปาฏิหาริย์นั้นเป็นลิงลมอมข้าวพอง เป็นของเก่าที่เหลือ พอมารู้ตัวก็หยุด มาทำงานศาสนาพุทธ ให้เต็มร้อยเลยดีกว่า เลิกหยุดแบบนั้น อาตมาไม่สงสัยหรอกว่า อาตมาจะมีฤทธิ์เดชอย่างนั้นหรือไม่ ไม่สงสัย อาตมาจะมีได้ แต่ว่าตอนนี้ พลังงานไม่พอ ต้องเอามารื้อขนสัตว์ก่อน อาตมาก็ได้เรียนรู้จริต ที่อาตมาไม่เคยเป็นเคยมี ก็เรียนรู้อย่างพวกคุณ เพื่อจะช่วยคน ให้ได้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ อาตมาเรียน ก็ไม่ได้เป็นประโยชน์ตน แต่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น พระโพธิสัตว์ ไม่ได้มีประโยชน์ตนแล้ว ในระดับอนุโพธิสัตว์ เป็นต้นไป ไม่มีประโยชน์ตน เหมือนตนเองได้เก่งขึ้นมา แต่ก็ไม่ได้ทำเพื่อสร้างความวิเศษ ให้กับตน แต่ทำความวิเศษของตน เพื่อทำประโยชน์รับใช้ผู้อื่น วิเศษเพื่อจะได้รับใช้พวกคุณ ได้มากขึ้นต่างหาก ทักษะมันจะเกิดเสมอ ที่อาตมาออกกรรมกิริยา โดยไม่ต้องอยากได้ กรรมที่อาตมาทำนี้ คือกรรมที่กำลังช่วยพวกคุณ แล้วมันก็ต้องชำนาญ เป็นทักษะ ก็เก่งขึ้นเรื่อยๆ อาตมาไม่ต้องอยากได้ แต่ก็เป็นเลย ทำจริงก็เกิดจริง ทำหนึ่งคะแนนก็ได้หนึ่งคะแนน ทำสองคะแนนก็ได้สองคะแนน หากไม่ทำ จะเอาคะแนนได้อย่างไร
เรื่องของกามและอัตตา ภายนอกคือกาม ภายในคืออัตตา ภายนอกเป็นของหยาบ จะเรียกว่า โอฬาริกอัตตาก็ได้ คืออัตตาหยาบ เป็นเบื้องต้น ต้องเรียนรู้ แล้วทำให้หมด ฆ่ากิเลสในภพกาม ในภพกามที่ต่ำสุดชั่ว เลวร้าย เช่น หลอกคนเก่ง โกงคนเก่งอำมหิตกับคนมาก โกงทีละ ล้านๆ คุณโกงห้าบาทสิบบาทก็โกง โกง คือกุหนา ก็คืออบายแล้ว ในมิจฉาอาชีวะ 5 แม้ที่สุด ทำงานเอาสิ่งแลกเปลี่ยน ก็ยังมิจฉาชีพ อาชีพกุหนา คืออภิมหาบรมอบาย คนขี้โกงทุจริตหยาบคาย ยิ่งโกงเท่าไหร่ เก่งโกงเท่าไหร่ โกงจนคนจับไม่ได้ก็ช่างมัน ชั่วไหมล่ะ คุณต้องหยุด หยุดจริงๆ ไม่ใช่ปากพูดเฉยๆ ต้องหยุดจริง ล้างเหตุจากจิต คนพ้นมิจฉาชีพข้อ 1 คือพ้นกุหนา เรื่องบันเทิงเริงรมย์เละเทะ มันซับซ้อนคือคนฝีมือโกง ระดับแสนล้าน แค่โกงร้อยล้านก็อบายแล้ว หาเงินเองไม่เป็นหรืออย่างไร ไปโกงทำไม บาทเดียวก็ไม่เห็นจะน่าโกง คนจะเลี้ยงตัวเองได้ หาได้พันได้หมื่น ไม่ต้องโกง ดีกว่าขี้โกงล้านๆบาท แน่นอนโกงทีได้ล้านๆ แล้วมันดีหรือ มันชั่วหนักต่างหาก คนไม่โกงแม้แต่บาทเดียวต่างหาก เป็นคนดี คนโกงไม่เป็นเลย โกงบาทเดียวก็ไม่เป็น กับคนโกงเก่ง คนจับไม่ได้เป็นล้านๆ คุณจะกราบใคร ? คนไม่โกงนี้แม้บาทเดียว แล้วรู้ว่าเราไม่โกงแน่ ต่อให้ล้านๆก็ไม่โกง คนอย่างนี้สิ ต้องกราบ คนเก่งฉิบหาย คนโกงจนคนจับไม่ได้นี่สิ คนชั่ว แต่นี่บอก มามอบตัวเถอะ ก็เล่นเล่ห์ทุกอย่าง ให้คนมาลำบากเพราะตน กูไม่ถูกจับ คนอย่างนั้นไปกราบให้เสียมือทำไม? ต้องให้คนเป็นภาระเดือดร้อนหมด ตำรวจ DSI ใครๆก็เดือดร้อน แม้แต่เจ้าหน้าที่ เล็กๆน้อยๆ เดือดร้อนไปหมด วิปากทุกข์ สั่งสมเป็น วิวาทมูลกทุกข์ของเขา เขาเลี่ยงไม่ได้ กรรมเป็นอันทำ แล้วเป็นอนันตริกรรม คำว่าอนันต์แปลว่ามาก เขาไม่รู้ว่าเขาทำอะไร แล้วกรรมเป็นอันทำ เห็นแล้วสงสารเขามาก แล้วก็ให้ความสงสารเขามากเหลือเกิน เพราะเขาสร้างสงสารของเขาเอง ที่จะต้องวนเวียนนรกของเขาเอง คำว่าสงสารนี้ มีความหมายลึก อาตมาก็เลย ต้องให้สงสารเขามากด้วย อาตมาไม่ทำไม่ได้ ต้องปล่อยให้เขาเลย ปล่อยให้เขาจมสังสารวัฏ ไปอีกนานมากเลย อาตมาไม่แส่ไม่ได้ หน้าที่คนที่ทำอยู่ ก็ให้กำลังใจ อย่าให้เขาตกสงสารมากกว่านี้เลย คุณได้กุศลนะ ทุกคนกำลังจะจับเขาให้ได้ นี่ได้กุศลมากเลยนะ ไม่ได้แกล้งชมนะ อาตมาอธิบาย กามสุขขัลลิกะ เมื่อล้างกามคือโอฬาริกอัตตาได้ ก็เหลือ ภายใน เป็นรูปภพอรูปภพอีก เป็นอนาคามี ยังเป็นอัตตกิลมถะ ก็ต้องจัดการด้วยตัวเอง คุณไม่มีโทษภัย ต่อคนอื่นแล้ว เป็นลำดับนะ คุณยังทำกามภพไม่ได้ แล้วจะไปล้างภายใน จะเอาใบมีดโกนยิลเล็ต มาสู้กับสิ่งหยาบ ที่ต้องใช้อีโต้สู้ ทำไม่ได้หรอก สมณะเดินดินว่า...ทุกข์ของอาริยชน กับทุกข์ของปุถุชน เทียบกันไม่ได้ ทุกข์ของปุถุชน เหมือนแผ่นดินกว้างใหญ่ ทุกข์ของอาริยชน เหมือนดินแค่ขี้เล็บ ธรรมกายแค่ทุกข์ภายนอกก็มากแล้ว ยังไปสร้างทุกข์ภายใน เป็นภพอีก แล้วหลอกตัวเองว่าทำจิตใสๆ แล้วจะชนะอีก ของเราถ้าเราไม่ชัดเจน ก็ไปฟังโยมกิมตัง เขาไม่ได้ให้ความสำคัญ กับอัตตา เขากินข้าว ก็กินอะไรที่เหลือก็ได้ เพราะตอนเด็ก กินข้าวกับเกลือก็ได้ เสื้อผ้า ก็มีเหลือจากคนอื่นมากมาย ที่นอนไม่ปูเสื่อก็ได้ เขาเป็นคนที่สุขที่สุดเลย ไม่ต้องมีจิตคิดว่า ทำไมคนไม่มาปูเสื่อให้เรา ทำไมไม่เหลืออะไร ให้เรากินเลยอย่างนี้ไม่มี จบ 591228_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร