สื่อธรรมะพ่อครู(วรรณะ 9) ตอน ธุดงควัตร 13 ข้อ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข4 สิงหาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(วรรณะ 9) ตอน ธุดงควัตร 13 ข้อ ใช้อิทธิ-ปาฎิหาริย์ ผ่านเทคนิค เมาธุดงค์ หลงจาริก นอกสิกขา หลงอวดโชว์ มโนม-ยอัตตา แย้งคำสอน ย้อนศาสนา คลั่งอาธรรม์ เขาใช้เทคนิคหลอกจนหัวปักหัวปำ ทุกวันนี้ภาษาคำว่าธุดงค์ ได้ผิดเพี้ยนไปไกล เหมือนกับภาษาคำว่าบุญ คำว่ากาย คำว่าสมาธิ ผิดเพี้ยนไปจากสาระสัจธรรม ถ้าบอกว่าพระธุดงค์ ก็ไปคิดถึง นักบวชที่ออกป่า บอกว่าพระธุดงค์ คือพระเดินดงป่า คำว่า ดงแปลว่าป่า จริงๆในภาษาไทย ภาษาบาลีไม่มีคำว่าดง เขาไม่มีสระอง ภาษาบาลีคือ ธุตังคะ แล้วก็มาเป็นไทยว่าธุดงค์ แล้วไปซ้อนกับคำว่าออกป่าออกดง เลยสมคล้อยว่า ภาพพระปฏิบัติธุดงค์ ก็คือพระออกป่า เข้าใจยังงั้นเลย เป็นมิจฉาทิฐิ ตีลังกากลับ 100% ธุตังคะ เป็นองค์แห่งธูตะ คำว่าธูตะ แปลว่าศีลเคร่ง เช่น ธุตังคะ ธุดงควัตร 13 ข้อ ของพระมหากัสสปะ ท่านมีศีลเคร่ง ประจำตัวท่าน 1.ปังสุกูลิกังคะ คือผ้าไม่มีเจ้าของ ไม่ใช่การทอดผ้าป่า สมัยก่อน คนจะเอาผ้าไปให้พระ ก็จะต้องรู้ว่า พระท่านไม่มีจีวร ก็อยากจะหาจีวรให้ท่าน คนจะทอดผ้าบังสุกุล ก็เอาผ้าไปทิ้งให้ท่าน ตามทางที่ท่านจะผ่าน ท่านก็ต้องเห็นว่าไม่มีเจ้าของแล้วจริงๆ จึงจะเอาไป เจตนาจะไม่ให้ท่านรู้ ไม่ให้ท่านเห็นว่าผ้ามีเจ้าของ เพราะถ้าเป็นผ้ามีเจ้าของ จะเอาไม่ได้ เป็นอาบัติ ลักขโมยของ อาบัติลักทรัพย์ แต่เดี๋ยวนี้ ไม่ลักทรัพย์แล้วเต็มใจให้ การทอดผ้าบังสุกุลสมัยนี้ จึงออกนอกรีต ออกจากสาระสัจจะเดิม ผ้าบังสุกุลนั่นแหละ เอามาทำเป็นผ้ากฐิน กฐินแปลว่า สดึง คือที่ดึงผ้าจีวร เสร็จแล้วได้ผ้าเขาทิ้ง ผืนหนึ่ง ก็มาตัด หาที่มันจะมีรูปร่างพอดีได้ ได้มาก็ต่อๆกันไป จึงเป็นผ้าท่อนสี่เหลี่ยมเป็นชิ้นๆ ต่อกันไปเป็นผืน เรียกว่าผ้าจีวร จีวรพระ จึงเป็นผ้าที่เย็บต่อกัน เป็นช่องๆ

อ่านต่อ

แล้วแต่ว่าจะได้ผ้ามา เป็นพื้นสี่เหลี่ยมผืนผ้า หรือสี่เหลี่ยมจัตุรัส เล็กใหญ่ต่างกันไป ตอนหลังก็เอาผ้าดีๆ มาตัดให้เป็นช่อง ๆ เป็นกระทง ก็แปลงมา และผ้ากฐิน เอามาต่อจนครบ ก็ได้เต็มสดึง เป็นผ้าจีวร ก็เลยกลายมาเป็น นางวิสาขา บอกว่าทรมานพระ กว่าจะได้จีวร นางวิสาขาก็จ้างคนตัดผ้า ยาวเท่ากับพื้นจีวร อันควรเหมาะสมกับพระ ได้ผืนเท่านั้นมาเลย แรกๆเป็นผืนเดียว ตอนหลังบอกว่า ผืนเดียวไม่ใช่ผ้าของพระ ผ้าของพระ ต้องต่อกันเป็นช่องๆ ภาษาบอกว่า ผ้าทั้งผืนคือผ้ากฐิน ไม่ต้องไปต่อคือกฐิน ที่เขาตั้งใจเอามาทอด มาให้ นางวิสาขาขออนุญาต พระพุทธเจ้าให้ทำได้ ตอนหลังบอกว่า ให้มาต่อเป็นช่องๆ ก็เลยปนไป คำว่ากฐินแปลว่าสะดึง เอาเนื้อหาเรื่องของผ้า เดี๋ยวนี้ไม่ต้องพูดถึง ไม่มีผ้าบังสุกุลหรอก

2. เตจีวริตังคะ ละเว้นการมีผ้าครอบครอง และใช้สอยผ้าเกิน 3 ผืน มีจีวร สังฆาฏิ สบง มีชุดเดียว ก็ถือเคร่ง

3. ปิณฑปาติกังคะ ละเว้นรับอดิเรกลาภ จะใช้ชีวิตรับอาหาร แต่จากการบิณฑบาต ฉันอาหารเฉพาะที่ได้จากบิณฑบาต หากไม่ฉัน ก็ไม่ออกบิณบาต 4.สปทานจาริปังคะ ละเว้นการโลเล (ยึดติด) เที่ยวจาริก (ภิกขาจาร) (เพื่อมิให้ผูกพันกับญาติโยม) สมาทานบิณฑบาตรตามลำดับ ลำดับบ้าน ไม่เลือกบ้านที่จะรับบิณฑบาต คือเดินไปทางเดียว ไม่ข้ามถนนไปรับบาตร เช่นว่าถ้าเดินไปเห็นตั้งโต๊ะอาหารไว้มโหฬาร ถ้ามาทางเดียวกับที่เดินก็รับ แต่ถ้าไม่อยู่ทางเดียวกับที่เดิน ก็ไม่ไปรับบาตร 5.เอกาสนิกังคะ ละเว้นอาสนะที่สอง สมาทานอาสนะเดียว (ฉันมื้อเดียว). ฉันวันละมื้อเดียว เป็นศีลในจุลศีลของพระ ไม่เคยเห็นในศีลบอกว่า พระฉันสองมื้อต่อวันได้ แล้วไปแปลวิกาลโภชนา ว่าเป็นการฉันตามเวลา แล้วไปกำหนด ฉันวันละสองมื้อ อาตมาไม่เคยเห็น แต่ว่าในข้อ 9 ของจุลศีล ท่านว่าให้ฉันมื้อเดียว ฉันในที่นั่งแห่งเดียว งดการฉันในเวลาวิกาล ทุกวันนี้ การฉันวันละมื้อเดียว จึงกลายเป็นความเคร่ง 6.ปัตตปิณฑิกังคะ ฉันเฉพาะในบาตร มีอะไรก็ผสมรวมกัน ฉันในบาตร จะได้ของสุกหรือไม่สุก ก็ฉันในบาตร แต่ในศีลบอกว่า ไม่ให้รับอาหารดิบ (ที่เอามากินไม่ได้ ต้องเอาไปต้มแกงก่อน ถึงฉันได้) หรือถ้าอะไรที่สดฉันได้เลย ก็รับได้ ท่านไม่ให้เก็บอาหาร ไว้กินข้ามวัน แต่พระมหายานเก็บได้ 7.ขลุปัจฉาภัตติกังคะ ฉันแต่อาหารที่ได้มา แล้วเราบอกว่าพอแล้ว สมาทานเมื่อเริ่มลงมือฉันแล้ว ไม่ยอมรับเพิ่ม ถ้าเราพูดว่าพอแล้ว ใครมาถวาย หลังจากบอกว่าพอแล้ว รับไม่ได้ นี่ถ้าไม่ถือก็รับตะพึด แต่ถ้าถือธุดงค์ข้อนี้ 8.อารัญญิกังคะ ละเว้นการอยู่ในเสนาสนะใกล้บ้าน สมาทานการอยู่ในป่า ต้องเหมาะสมว่า ทำไมต้องไปอยู่ป่า การไปอยู่ป่าต้องสมควร ผู้นั้นต้องมีฐานะขั้นสมาธิ แล้วจึงไปออกป่า ในอุบาลีสูตร ท่านตรัสไว้ ผู้ใดที่ยังไม่มีสมาธิ ออกไปป่า ป่าจะกินหัวใจเธอไปเสียแน่ ไม่ลอยก็จม ลอยคือฟุ้งซ่าน จมคือติดป่า ไม่ออกมากับสังคม ติดป่าคือจม ที่จริงแล้ว ศาสนาพุทธ ไม่ใช่ศาสนาออกป่าด้วยซ้ำ มีศัพท์คำนี้ว่า ยินดีในเสนาสนะป่า … อันนี้ลึกซึ้งถึงจิต คือป่าไม่ใช่เมือง ที่จุ้นจ้านป่าคอนกรีต ป่าโลกีย์ไม่ได้ยินดี แต่อยู่ได้ แต่จิตนั้น จะไม่ยินดีในป่าคอนกรีต จะยินดีในป่าธรรมชาติ เมืองคอนกรีตมันเกินไป สังคมแบบนั้น ไม่ใช่แบบพระพุทธเจ้า อย่างเราจะมีหรูหราสุด ก็ที่สันติอโศก มีร้านค้าขาย แต่ก็ไม่ใช่อย่างธรรมกาย ของเขาหลังละพันล้าน ห้าร้อยล้าน แต่ละหลังๆ เขาทำทุกอย่าง ประชดแดกดันกับที่พระพุทธเจ้า บัญญัติวินัย ศีลไว้ เป็นพวกครูได้ใหญ่โตมากมาย มหัปปิจฉะ ซึ่งศาสนาพระพุทธเจ้า ต้องเป็นศาสนาที่อัปปิจฉะ แม้แต่อัตตา ก็ใหญ่มหาศาล ประชดพระพุทธเจ้าทุกอย่าง เทวทัตย้อนแย้งพระพุทธเจ้า แต่นี่เทวทัต 99 (เทวทัตยกกำลัง99) มโนสัญเจตนาเขา เป็นอย่างนั้นเลย พระพุทธเจ้าสอนอย่างไร ไม่อยู่ในหัวเขา อบายมุขตื้นๆเขาไม่ทำ แต่อบายมุขอย่างหลงความรวย สวย หรูหรา จัดจ้าน มันคือมหาอบายมุข มหานรกอเวจี วิภูสนัฏฐานา เป็นข้าศึกแก่กุศลทั้งนั้น ประดิดประดอยตกแต่ง เส้นแสงสีเสียง ทุกอย่าง เขาไม่มีความเข้าใจ ไม่มีความรู้เลย ใน มาลาคันธวิเลปนาธารณมัณฑนวิภูสนัฏฐานา ยิ่งกว่าเด็กไม่รู้เดียงสา แต่นี่สร้างปรุงแต่ง จนไม่รู้จะว่าอย่างไร นี่คือเทพบุตรมาร คนตาถั่ว จะเห็นว่าเป็นเทพบุตร แต่ที่จริงคือมาร คือมหาเทพบุตรมาร อย่าว่าแต่ทางธรรมเลย ทางโลก ทางกฏหมาย เขาก็สุดดื้อด้าน ศีล ธรรมวินัย ข้าก็เหยียบมาแล้ว กฏหมายข้าก็ต้องเหยียบ

9.รุกขมูลิกังคะ ละเว้นนอนในที่มีที่มุงที่บัง (เช่นบ้าน ถ้ำ กุฏิ) สมาทานอยู่โคนไม้ 10 อัพโภกาสิกังคะ ละเว้นการเข้าในที่มีที่มุงที่บัง และใต้ต้นไม้ สมาทานอยู่กลางแจ้ง คือการไม่เข้าไปพัก ในร่มไม้หรือชายคา หลังคาใด ๆ หรือแม้การกางร่มกลด เพื่อกันแดดกันฝน ก็ไม่ได้ห้าม ทั้งซุ้มจีวรและการใช้มุงใด ๆ วัดป่าบางทีก็ถือการไม่ใช่อาสนะใด ๆเลย เช่น เก้าอี้ เตียง ผ้าปูหรือ แม้แต่ผูกเปล รวมทั้งไม่นอน บนต้นไม้ โดยถือหลักการ ไม่อิงอาศัยสิ่งใดเกินจำเป็น แม้แต่รองเท้าก็ตาม 11.โสสานิกังคะ ละเว้นการอยูในสถานที่ไม่เปลี่ยว สมาทานอยู่ป่าช้า 12. ยถาสันถติกังค ะ ละเว้นการโลเล (ยึดติด) ในเสนาสนะ สมาทานอยู่ในที่ตามมีตามได้ เสนาสนคาหาปกะจัด ให้อย่างไรก็อยู่ตามนั้น. 13. เนสัชชิกังคะ สมาทานถืออิริยาบถนั่ง -อิริยาบถยืน -อิริยาบถเดิน เพียง 3 อิริยาบถ ไม่อยู่ในอิริยาบถนอน

600316_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก ฉีกหน้ากากธรรมกลาย รัฐอิสระ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน